Non-judgemental retrospective

วันนี้ได้มางาน Agile Thailand 2017 แล้วมีสิ่งนึงที่พบว่าหลายๆ คนเจอปัญหาซ้ำกัน ในการอยากให้ทีมพัฒนาตนเอง เลยอยากจะเขียนเพื่อแชร์

วันนี้พี่ปอนด์เปิดหัวข้อนึงมาใน Retrospective ว่า “บางครั้งเวลาที่ปัญหาใน Retro คือ communication แล้วทางแก้คือ ต้องคุยกัน มันไม่นำพาอะไร”

ผมเห็นด้วยกับข้อความนี้มากและอยากขยายความ เพราะหลายคน Suffer กับปัญหานี้ในบริบทที่แตกต่าง

“ปัญหาคือไม่มีเทส ทางแก้ก็เขียนเทสสิ”

“ปัญหาคือทำงานไม่ทัน ทางแก้ก็ทำให้เร็วขึ้น/ส่งงานมาให้น้อยลง”

“ปัญหาคือ Technical debt ทางแก้ก็คือเขียนโค้ดดีๆ ใส่ใจด้วยสิ”

แล้วก็ตามมาด้วย

“แก้ปัญหาไม่ได้ ก็ไม่มีใครยอมเขียนเทส”

“แก้ปัญหาไม่ได้ ก็คนทำงานไม่เร็วพอ/เจ้านายไม่ลดงานลง”

“แก้ปัญหาไม่ได้ ก็คนไม่ใส่ใจโค้ด”

แล้วก็เกิดอาการ Suffer เป็นอย่างมากตามมา ว่าพูดไปก็ไม่ฟัง

ผมมองว่า จริงๆ อะไรก็ตามที่ทางแก้มัน Simple ขนาดนี้ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนจะไม่รู้วิธีแก้ไข

“คนรู้อยู่แล้ว แต่เขาไม่ทำกันต่างหาก!!!”

ผมไม่แน่ใจว่าท่านผู้อ่านอ่านข้อความข้างบนด้วยโทนเสียงแบบไหน โทนเสียงแบบสะใจใช่เลย “เออ ใช่ คนแม่งไม่ได้เรื่องไม่ยอมทำ” หรือเปล่านะ (ผมเดาเลยว่าคงมีคนอ่านด้วยโทนเสียงสะใจแบบนี้หลายท่านแน่ๆ)

แต่โทนเสียงที่ผมใช้เขียน เป็นโทนเสียงว่า

“อ้าว คนรู้อยู่แล้ว แต่เขาไม่ทำ เอ๊ะ แปลกจังเลย เพราะอะไรกันนะ? ทำไมกันล่ะ? แปลกมากๆ”

เวลาที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ผมพยายามดึงส่วน Curiosity หรือ “ความขี้สงสัย” ในตัวเองขึ้นมาใช้ มากกว่าดึงส่วนที่เป็น Judge หรือ “ความตัดสิน” ขึ้นมา

ซึ่งจากประสบการณ์ เวลาผมใช้ Curiousity มันทำให้ผมไปต่อได้

ผมยกตัวอย่างที่พึ่งเกิด

ผมเคยเจอน้องที่ไม่เขียนเทสก่อนโค้ด เขาบอกว่าเขาไม่เขียนได้มั้ย

ตอนนี้ผมมีสองทางเลือก ผมอาจจะบอกว่าปัญหาคือไม่เขียนเทสก่อนโค้ด แล้วทางแก้ก็คือต้องเขียนเทสก่อนโค้ดก็ได้ (ปัญหาคือไม่ทำ ทางแก้คือก็แค่ทำ ง่ายจะตาย)

แต่นั่นผมคิดว่ามันกำปั้นทุบดินเกินไป

ผมเลือกที่จะถามว่า “อ้าว ทำไมล่ะ”

เขาตอบว่า “ผมไม่รู้อ่ะพี่ คิดไม่ออกว่าเขียนยังไง”

นั่นแหละคือสาเหตุจริงๆ

แล้วในขณะฟังประโยคนี้ ถ้าผมดึงตัวตัดสินขึ้นมาใช้งาน มันจะบอกว่า

“เป็นโปรแกรมเมอร์ ทำไมไม่ศึกษามากกว่านี้”

“เป็นโปรแกรมเมอร์ ทำไมไม่ใส่ใจหาข้อมูลหาความรู้มากกว่านี้”

ผมจะไปไหนต่อไม่ได้เลย

แต่พอผมดึงตัวสงสัยขึ้นมาใช้ ดึงส่วน Curiosity ขึ้นมาใช้แทน

ผมแค่ฟังอย่างสงสัย ตั้งคำถามอย่างสงสัย

“เห้ย แล้วถ้างั้นถ้าทำเฉพาะตอน Pair programming กัน จะช่วยมั้ยน้อง รับได้มั้ย”

น้องตอบว่าได้ ลองดู

พอผมใช้ตัว Curiosity หรือความขี้สงสัย มันทำให้ผมไปต่อได้ พัฒนาต่อได้

ในขณะที่ตัวตัดสิน ถ้าถามมันจะบอกว่า

“ต้องเขียนได้สิ เรื่องแค่นี้เป็นโปรแกรมเมอร์ซะเปล่า ไปหาอ่านดิ”

“ก็แค่ทำเท่านั้นเอง”

เสียงของตัวตัดสินมันมักจะออกมาในโทนนี้ แล้วหลายๆ ครั้ง มันไม่นำพาไปไหนเลย ได้แต่ย่ำอยู่กับที่กับปัญหาเดิมๆ


Listen to the truth

ปัญหาโทนๆ นี้ผมพบว่าหลายๆ ครั้งมันจะมาจากการที่เราไม่ยอมรับเหตุผลบางอย่างที่เป็นความจริง

ผมยกตัวอย่างง่ายๆ อีกครั้งนึง (แต่อันนี้สมมติ)

ถ้าตอน Retrospective มีโปรแกรมเมอร์คนนึงบอกว่า

“ที่ผมไม่เขียนเทส เพราะผมพึ่งเลิกกับแฟน”

!!!!!!!!!! อะไรเนี่ย ยังงี้ก็ได้เหรอ??????????????

แต่ถ้ามองอย่างกลางๆ ประโยคนี้มีมุมมองให้มองได้แค่สองแบบเท่านั้นเอง

  1. คุณพูดจริง และการเลิกกับแฟนมีผลต่อการเขียนเทส สำหรับคนๆ นั้นจริงๆ เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเพราะเราก็ไม่ใช่คนๆ นั้น แต่สำหรับคนนั้น มันเป็นความจริง มันมีผลแบบนี้จริงๆ
  2. คุณพูดโกหก คุณมั่วเหตุผลขึ้นมา

ซึ่งในเวลาที่ฟัง เราไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นข้อแรกหรือข้อหลังกันแน่

ถ้าตัวตัดสินมันพุ่งขึ้นมา มันจะบอกว่า

“เกี่ยวกันเหรอ ใช่เหรอ บ้า มั่ว พี่ยอมรับไม่ได้ เป็นมืออาชีพตอบยังงี้ได้ยังไง ไปตอบใหม่ซะ”

ตัวตัดสินมันตัดเราออกจากการรับฟังนั้นไปเลย

แล้วพอเราบอกว่า เราไม่อยากฟังเหตุผลของเขา

แล้วเขาก็จะตอบเฉพาะในสิ่งที่เราอยากฟัง

เราจะห่างไกลจากเหตุผลจริงๆ มากขึ้น

แล้วเราก็จะเดินไปต่อไม่ได้


ถ้าผมดึงตัว Curiosity ขึ้นมาใช้งานแทน มันจะถามว่า

“จริงเหรอ น้องคนนี้คือถ้าเลิกกับแฟนเขาจะไม่เขียนเทสจริงเหรอ?”

มันไม่ได้เชื่อไปเลย และมันก็ไม่ได้ไม่เชื่อไปเลย

ตัว Curiosity มันแค่สงสัยเท่านั้น ว่า จริงเหรอ แปลกจัง เห้ย

ทีนี้ถ้ามันจริง สมมติว่ามันเป็นเรื่องจริง

มันก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมรับ เราแค่ฟังเฉยๆ รับรู้มันไว้

เรารับรู้ว่า สำหรับน้องคนนี้ เวลาเขาเลิกกับแฟนเขาจะเขียนเทสไม่ได้ ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไม แต่น้องเขาเป็นแบบนี้ นี่เป็นตัวตนของเขา เรารับรู้รับฟังไว้

ถึงแม้เราจะยอมรับไม่ได้ แต่เรายังยืนอยู่บนความจริง

เราจะแก้ปัญหาต่อได้ ไปต่อได้

เราสามารถแก้ได้หลายอย่างตั้งแต่

  1. พี่ช่วยหาแฟนดีๆ ให้มั้ย จะได้เลิกคบกับแฟนที่ทำให้ปวดหัวได้แล้ว
  2. ไปหากิจกรรมทำกันมั้ย จะได้ไม่ต้องมีแฟน

หรือเราอาจจะไปได้ถึงขนาดยอมรับตรงๆ ว่า เราคิดว่าปัญหานี้เขาควรจะแก้เอง

3. “เห้ย ปัญหาแบบนี้ พี่คาดหวังว่าน้องควรจะจัดการตัวเองให้ได้นะ”

แต่มันคือเราฟังเขาแล้ว เราเข้าใจแล้ว เราทดมันไว้ในใจไว้ก่อน โดยไม่ตัดสินว่ามั่วหรือไม่มั่ว เรายอมรับมันเข้ามาในฐานะของความเป็นไปได้

เราจะเสนอทางได้อย่างชัดเจน หรือไม่ก็บอกได้อย่างชัดเจนด้วยว่าเราคิดว่าเราไม่มีปัญญาช่วย / รู้สึกว่าไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องช่วย

แล้วถ้าเราปล่อยน้องเขาแล้วเขาก็ยังเป็นเหมือนเดิมเรื่อยๆ ซึ่งมันขัดกับ Expectation ของเรา

เราจะเห็ นว่าในมุมของเรา เรามีทางเลือกที่ชัดเจน

  1. ช่วยเหลือ
  2. ยอมรับและปรับตัว
  3. ไม่ยอมรับและคุยกันตรงไปตรงมา ว่าเรา Expect แบบนี้นะ

พอเราอยู่กับความจริง มันก็เลือกได้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา มันไปต่อได้ง่าย

แล้วถ้ามันเป็นเรื่องโกหก ซักพัก Contradiction ก็จะเกิด

เราก็จะอยู่กับความจริงว่า น้องคนนี้โกหก เชื่อถือไม่ได้

เราก็จัดการต่อได้ง่ายแและชัดเจนเช่นกัน


ตรงข้าม ถ้าเราเอาตัวตัดสินเข้ามาใช้

“เหตุผลนี้ยอมรับไม่ได้ ไม่ฟัง ไปตอบมาใหม่”

สิ่งที่เกิดคือเราอยู่ห่างจากความจริงมากขึ้น

แล้วตัวตัดสินมันมักจะพาเราไปผิดที่ผิดทาง

“ผมว่าไม่ใช่ น้องเขาไม่เขียนเทสเพราะเขาไม่ใส่ใจ เราต้องเคี่ยวมากขึ้น เข้มงวดขึ้น”

“ผมว่าไม่ใช่ น้องเขาไม่เขียนเทสเพราะเขายังไม่รู้วิธี เราต้องสอนเขา”

แล้วซักพักเราก็จะรู้สึก Frustated มากๆ

“ทำไมเราทำขนาดนี้แล้ว ทีมยังไม่เขียนเทสอีก เนี่ย ช่วยทุกอย่างแล้วนะ คนมันไม่ได้เรื่อง”

“ทำไมมันไม่ได้ซักที มันไม่มีใครฟังเลย พยายามแล้ว”

เพราะเราอยู่ห่างจากความจริง ตัวตัดสินบล็อกเราจากการมองเห็นเหตุผลที่แท้จริง เรามองเห็นทุกอย่างในบริบทของเรา

“มนุษย์ไม่เป็นแบบนี้หรอก โกหก”

“เป็นโปรแกรมเมอร์ตอบแบบนี้ไม่ได้ ไปตอบใหม่”

“มืออาชีพคนทำงานเขาตอบกันแบบนี้เหรอ ไปตอบใหม่”

“ตอบแบบนี้มันไม่ใช่เหตุผล มันไม่เมคเซนส์ ไปตอบใหม่”

ตัวตัดสินมันบล็อกเราจากการมองเห็นความจริง เพราะมันไม่รับฟังอะไร

ทำให้เวลาเราช่วยเหลือ เราพยายามผิดที่ผิดทางเสมอ

เราพยายามช่วยเหลือ “หุ่นปั้นมนุษย์ในหัวของเรา” ไม่ใช่ช่วยเหลือน้องคนนั้น

แน่นอนมันก็ต้องไม่ได้ผลและไม่ไปไหนเป็นธรรมดา

แล้วเราก็ต้องโมโหโกรธาหรือหงุดหงิดเป็นธรรมดาเช่นกัน


แต่ตรงข้าม ถ้าเรารับฟังแม้แต่เหตุผลที่คิดว่างี่เง่าที่สุดในโลก อย่างที่ผมยกมา

“ผมไม่เขียนเทสเพราะผมเลิกกับแฟน”

มันอาจจะเป็นเหตุผลที่งี่เง่าแล้วไม่มีใครเขาตอบ ไม่เป็นมืออาชีพ ใช้ไม่ได้ ตัวตัดสินจะบอกเราหลายอย่างมาก

แต่ถ้าเรารับฟังมัน แล้วไปต่อจากจุดนั้น ไม่ Neglect มันทิ้ง

เราจะเห็นความจริงชัดขึ้นเสมอ

เราจะเห็นว่าน้องคนนี้เป็นยังไง อาจจะเห็นด้านดีว่าเขาเป็นยังงี้จริงๆ หรือเห็นด้านร้ายว่าเป็นคนขี้อ้างขี้โกหก

แต่เราจะไม่หลุดออกจากความจริง ไม่เอา Perception ของเราไปครอบ

จนเสียเวลาเป็นปีๆ แก้ปัญหาให้ “หุ่นปั้นมนุษย์ในอุดมคติของฉัน” ที่ไม่ใช่คนจริงๆ ที่อยู่ตรงหน้า

ซึ่งแน่นอน มันไม่เคยได้ผล


ถ้าผมเปลี่ยนจากว่า “ไม่เขียนเทสเพราะเลิกกับแฟน” เป็น

“ไม่เขียนเทสเพราะงานเยอะ”

“ไม่เขียนเทสเพราะไม่จำเป็น”

“ผมไม่คุยเพราะผมไม่ชอบขี้หน้าพี่คนนั้น”

“ผมไม่ทำ Process นี้เพราะผมว่ามันไม่จำเป็นอ่ะ”

คำตอบพวกนี้เป็นคำตอบที่ Common กว่า

และก็ Common กว่าเช่นกัน มักโดนตัดสินว่า “ตอบยังงี้ได้ยังไง ไม่เป็นมืออาชีพเลย”

ผมคิดว่าการรับมือกับคำตอบแบบนี้ ไม่ต่างกัน

เราจะไปต่อได้ ต่อเมื่อเราไม่ตัดสิน แล้วรับฟัง

จะยอมรับหรือไม่ ยังไงก็ต้องรับฟังไว้ก่อน

เขาจะโกหกหรือไม่ เราก็ต้องรับฟังอย่างสงสัยไว้ก่อน แล้วไปต่อจากจุดนั้น

“อืม ถ้าคุณไม่เขียนเทสเพราะงานเยอะ ก็แปลว่าถ้าผมลดงานผมจะได้เทสสินะ”

“อืม ถ้าคุณไม่เขียนเทสเพราะไม่รู้ แปลว่าถ้าเราแพร์กัน หรือผมให้คนมาสอน ผมก็จะได้สินะ”

อันนี้คือการมองอย่างไม่ตัดสิน

แล้วเราก็ไปต่อจากจุดนั้น ทดลองดูใน Sprint เล็กๆ สโคปเล็กๆ Experiment ว่ามันจริงหรือไม่

จะเห็นภาพชัดเจนว่าจริงๆ มันเป็นอะไรกันแน่


เมื่อเรายอมรับทุกเหตุผลเป็นเหตุผลได้ โดยไม่ตัดสิน เรารับมันเข้ามาโดยไม่ตัดมันทิ้ง ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะฟังดูงี่เง่าขนาดไหนก็ตาม

มันทำให้เราเข้าใกล้ความจริงขึ้นเสมอ

เราจะช่วยอะไรได้มั้ย? เราคิดว่าเราควรจะช่วยมั้ย? เราคิดว่าเรา Expect อย่างไร? หรือเราไม่มีปัญญาช่วย? หรือแม้แต่คุณโกหกมั้ย? เราจะรับรู้ความจริงมากขึ้น เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น

ไม่ว่าทางออกจะเป็นแบบไหน เราก็จะรู้จะเห็นอย่างชัดเจนเมื่อเราอยู่กับความจริง

เราจะเห็นแยกชั้นชัดเจนว่า ในอุดมคติคุณควรจะเป็นมืออาชีพกว่านี้ คุณควรจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ตอนนี้ผมเห็นข้อเท็จจริงแล้วว่ามันไม่ใช่ เราจะทำยังไงดีนะ

พอรู้ความจริงแล้ว มันก็ง่ายขึ้นที่จะหาทางว่า อ้าว คุณแปลกขนาดนี้ คุณเป็นแบบนี้ แล้วเราจะอยู่ร่วมกันยังไง หรือตัดสินใจเลิกอยู่ร่วมกัน แยกย้ายก็ตามที

เมื่อเราไม่หลุดจากความจริง แล้วเราจะไปต่อได้เสมอ

เราจะรู้ได้ว่า ถ้าสมมติเราจะช่วย เราจะต้องช่วยยังไง ช่วยพยุงเขาแบบไหน หรือถ้าสมมติเราไม่ไหวจะช่วย เราคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของเรา เรา Expect มากกว่านี้ ก็เลือกได้

มันไปต่อได้ หาทางออกได้ เมื่อเรายึดความจริงเอาไว้

ไม่ว่าทางไปต่อนั้นจะเป็นอย่างไรจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.