กฎหมายบริษัทจำกัดเบื้องต้นสำหรับ SMEs และ สตาร์ทอัพ

Parin Kienthong
Nov 3 · 2 min read

กฎหมายเกี่ยวกับหุ้นส่วนบริษัท

กฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฯ ที่ได้กำหนดในเรื่องทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของนิติบุคคลประเภทต่าง ๆ โดยผลของกฎหมายแล้ว “นิติบุคคล” ถือได้ว่าเป็นบุคคลประเภทหนึ่งที่มีขึ้นได้ด้วยอำนาจของกฎหมาย ต่างจาก “บุคคลธรรมดา” ที่เกิดขึ้นโดยพลังธรรมชาติ “นิติบุคคล” มีความคล้ายคลึงกับ “บุคคลธรรมดา” หลายประการ ยกตัวอย่างเช่น สามารถเข้าทำนิติกรรมได้ สามารถรับผิดต้อผู้อื่นได้ อย่างไรก็ดี “นิติบุคคล” ไม่มีความคิด หรือตัวตนเป็นของเอง ดังนั้นการแสดงออกซึ่งเจตนาของนิติบุคคลจำเป็นต้องมีบุคคลธรรมดา (ได้แก่ ผู้จัดการ) เป็นผู้ดำเนินการแทน กฎหมายจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องการจัดการต่าง ๆ เอาไว้

นิติบุคคลมีหลายประเภท เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากคือ “บริษัทจำกัด” ซึ่งเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการทั้ง SMEs และสตาร์ทอัพ จากความข้างต้นเรื่องการกระทำการแทน และการควบคุมการดำเนินการของบริษัทจำกัด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดกฎเกณฑ์ และข้อปฎิบัติ เอาไว้ในหลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น สิทธิของหุ้นประเภทต่าง ๆ การประชุมผู้ถือหุ้น การควบคุมการทำงานของกรรมการบริษัท ความรับผิดของผู้ถือหุ้นต่อบุคคลภายนอก ฯลฯ โดยที่ข้อกำหนดของกฎหมายเหล่านี้เป็นข้อกำหนดที่บริษัท ผู้ถือหุ้น และกรรมการจำเป็นต้องปฎิบัติตาม และสรุปได้ดังต่อไปนี้

หุ้น

หุ้นเป็นสิ่งแสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของและอำนาจในการควบคุมการบริหารจัดการบริษัท สิทธิในหุ้นแบ่งออกได้เป็น 2 อย่างคือ สิทธิในทางเศรษฐกิจและสิทธิในการควบคุม โดยที่สิทธิในทางเศรษฐกิจคือสิทธิในการได้รับเงินปันผล และเงินส่วนแบ่งเมื่อมีการเลิกบริษัท หรือขายกิจการ และสิทธิในการควบคุมหรือสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ตามกฎหมายบริษัทจำกัดมี 2 ประเภทคือ หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ โดยที่หุ้นสามัญเป็นหุ้นที่มีสิทธิในการออกเสียง 1 เสียงต่อ 1 หุ้น และมีสิทธิได้รับเงินปันผล และเงินส่วนแบ่งตามสัดส่วนหุ้นที่ตนเองถือ เช่น ถือหุ้นสามัญในบริษัทร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด เมื่อบริษัทมีกำไรและมีมติให้จ่ายเงินปันผลเป็นจำนวน 100 บาท ผู้ถือหุ้นรายนี้จึงมีสิทธิได้รับเงินปันผลจำนวน 10 บาท เป็นต้น ในขณะที่หุ้นบุริมสิทธินั้นอาจจะมีสิทธิในการออกเสียง 10 เสียงต่อ 1 หุ้น และมีสิทธิได้รับเงินปันผลก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ เป็นต้น ทั้งนี้ สิทธิของหุ้นบุริมสิทธิให้กำหนด

นอกจากเรื่องพื้นฐานด้านบนแล้ว สตาร์ทอัพยังมีข้อกำหนดหรือข้อตกลงพิเศษที่ไม่พบเห็นในบริษัททั่ว ๆ ไป เพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Vesting การต้องได้รับอนุญาตก่อนที่จะมีการขายหุ้น (Reserve Matters) ข้อกำหนดให้ต้องมีการเสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ (หรือแต่รายใดรายหนึ่ง) ก่อนที่จะเสนอขายให้แก่บุคคลภายนอก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมากทั้งก่อนที่จะเข้าลงนามในสัญญาผู้ถือหุ้น และการปฎิบัติตามสัญญาภายหลังที่ลงนามไปแล้ว

ความแตกต่างของหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ

การประชุมผู้ถือหุ้น

ตามกฎหมายแล้วการประชุมของบริษัทจำกัดจะเรียกว่า “ประชุมใหญ่” และสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ การประชุมสามัญ และการประชุมวิสามัญ โดยการประชุมสามัญกฎหมายกำหนดให้ต้องจัดให้มีอย่างน้อย 1 ครั้งในทุกปี (ครั้งแรกต้องจัดภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท)

การประชุมนอกเหนือจากการประชุมสามัญจะเรียกว่า การประชุมวิสามัญ จะเรียกเมื่อไหร่กฎหมายกำหนดเอาไว้ให้เป็นดุลพินิจของผู้เป็นกรรมการ แต่อย่างไรก็ดี กฎหมายบังคับให้กรรมการต้องเรียกประชุมวิสามัญเมื่อมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

1. ขาดทุนเกินกว่ากึ่งหนึ่ง

2. เมื่อผู้ถือหุ้นมีจำนวนหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าแห่งจำนวนหุ้นของบริษัท ได้เข้าชื่อกันทำหนังสือร้องขอให้เรียกประชุม

การประชุมใหญ่นั้นกำหนดให้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ถือหุ้นสามารถสอบถาม ติดตามและอนุมัติเรื่องต่าง ๆ ของบริษัทได้ โดยการลงมติในวาระต่าง ๆ โดยที่การลงมติในแต่ละเรื่องนั้นมีข้อกำหนดไม่เหมือนกัน ซึ่งตามกฎหมายมีมติอยู่ 2 ประเภทคือ มติธรรมดา (คะแนนเสียงมากกว่าครึ่งนึง และใช้กับกิจการทั่ว ๆ ไป ที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ใช้มติพิเศษ) และมติพิเศษ (คะแนนเสียงสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และใช้ในกิจการตามที่กฎหมายกำหนด และกิจการที่ตกลงกันเอาไว้ในสัญญาผู้ถือหุ้น) กิจการตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องใช้มติพิเศษเพื่อการอนุมัติมีดังต่อไปนี้

1. การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิหรือข้อบังคับ

2. การเพิ่มทุนโดยออกหุ้นใหม่

3. การออกหุ้นใหม่ให้ชำระค่าหุ้นด้วยสิ่งอื่นนอกจากชำระด้วยเงิน

4. การลดทุน

5. การเลิกบริษัท

6. การควบบริษัทเข้าด้วยกัน

ซึ่งก่อนการประชุมใหญ่ทุกครั้ง กฎหมายกำหนดให้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 7 วันและส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนก่อนวันนัดประชุมไม่น้อย กว่า 7 วันแต่ถ้าเป็นคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษ ต้องลงพิมพ์โฆษณาและส่งทางไปรษณีย์ตอบรับก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 14 วัน ดังนี้ ระยะเวลาและขั้นตอนการปฎิบัติจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

ข้อบังคับบริษัท

ข้อบังคับบริษัทเป็นเอกสารสำคัญอบ่างนึงของบริษัทเลยนะครับ เป็นส่วนที่กำหนดถึงขั้นตอนการปฎิบัติและการดำเนินการต่าง ๆ ของบริษัท ทั้งเรื่องการประชุม การออกเสียง สิทธิของหุ้นสามัญ และหุ้นบุริมสิทธิ (ทุก ๆ กลุ่ม ในกรณีที่มีหุ้นบุริมสิทธิหลายกลุ่ม) รวมไปถึงการใช้อำนาจควบคุมการทำงานของบริษัทด้วย ฉะนั้น ผู้ถือหุ้นทุกคนควรศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนนะครับ มิฉะนั้น อาจจะเกิดความเสียหายได้ การแก้ไขข้อบังคับของบริษัทจำเป็นต้องใช้ “มติพิเศษ” ของที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งมีข้อกำหนดตามที่กล่าวไปแล้วด้านบน ซึ่งจะเห็นได้ว่าต้องการเสียงสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ดังนี้ ท่านใดที่ประสงค์จะควบคุมบริษัทได้อย่างสมบูรณ์จริง ๆ ก็ไม่ควรให้คะแนนเสียงของตัวเอง หรือที่ตัวเองควบคุมต่ำกว่า 75% นะครับ

การควบคุมการทำงานของบริษัท

ตามกฎหมายการกระทำการใด ๆ ของบริษัทนั้น เป็นการแสดงออกผ่านทางการกระทำของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท ซึ่งกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและอำนาจในการลงนามนั้น ผู้ที่จะเข้าทำสัญญากับบริษัทจำกัดสามารถตรวจสอบได้จากหนังสือรับรองของบริษัท หรือที่เว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (https://datawarehouse.dbd.go.th) ตัวอย่างของอำนาจลงนาม เช่น กรรมการสองคนลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท ในกรณีนี้ การลงนามในเอกสารสัญญาใด ๆ จะผูกพันบริษัทได้ จำเป็นต้องครบเงื่อนไข 2 ประการคือ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามที่ปรากฏในหนังสือรับรองลงนามในเอกสารจำนวน 2 คน และมีการประทับตราของบริษัทบนเอกสารนั้น ๆ หากไม่ครบตามเงื่อนไขนี้ จะถือว่านิติกรรมที่ทำนั้นไม่ผูกพันบริษัท ไม่สามารถฟ้องร้องให้บริษัทรับผิดได้ (อย่างไรก็ดี มีข้อยกเว้นบางประการซึ่งขอยกไว้ในบทความอื่นนะครับ)

แล้วใครคุมกรรมการ ?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ที่มีอำนาจตัวจริงในบริษัทคือ “ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น” ครับ (ข้อความเป๊ะ ๆ ตามประมวลกฎหมายมีว่า “บรรดาบริษัทจำกัด ให้มีกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน ด้วยกันจัดการตามข้อบังคับของบริษัท และอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นทั้งปวง”) ซึ่งในที่ประชุมนี้ก็โดนควบคุมอีกชั้นนึงโดยผู้ถือหุ้น ผ่านการลงคะแนนเสียงและการบังคับใช้ข้อกำหนดต่าง ๆ ที่มีในสัญญาผู้ถือหุ้น (ต้องเอาไปจดทะเบียนในข้อบังคับของบริษัทด้วยนะครับ) เช่น กิจการที่ต้องขออนุมัติเป็นพิเศษ (Reserve Matters) อำนาจในการแต่งตั้งผู้บริหาร เป็นต้น ในกรณีที่กรรมการไม่ปฎิบัติตามมติของที่ประชุมใหญ่ ที่ประชุมก็อาจจะพิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่งกรรมการของบริษัทได้เช่นกันครับ

จะเห็นได้ว่านิติบุคคลประเภท “บริษัทจำกัด” เป็นนิติบุคคลที่ให้ความสำคัญเรื่องการจำกัดความรับผิดของผู้ที่เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นเป็นอย่างมาก โดยหากได้ทำหน้าที่ของตนในเบื้องต้น คือ การชำระค่าหุ้นแล้ว ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกจากการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นนั้นไม่มีอยู่เลย นอกจากนั้น กฎหมายได้กำหนดเรื่องอำนาจของการควบคุมการดำเนินการ การตรวจสอบการทำงานของบริษัท อำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้กระทำการแทนได้ผ่านการลงคะแนนเสียงในระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันเอง ซึ่งหากได้จัดการอย่างถูกต้อง โปร่งใส แล้ว ย่อมนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการดำเนินการและเพิ่มความมั่นใจให้กับทั้งนักลงทุนรายเก่าและรายใหม่ในการเข้ามาลงทุน และร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดของท่านอีกด้วยครับ

CorpJurist

software solution for legal matters of Corporate & Startup

    Parin Kienthong

    Written by

    CorpJurist

    software solution for legal matters of Corporate & Startup

    Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
    Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
    Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade