5 เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่สตาร์ทอัพควรรู้

Parin Kienthong
Nov 4 · 2 min read

5 เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่ทุกสตาร์ทอัพ & SMEs ควรรู้

ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนเหมือนจะเข้าใจแต่เอาเข้าจริงแล้วกลับเพียงแค่ “พอรู้” เท่านั้นเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพอจะนำเอามาใช้ก็ถึงกับไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว ในโลกของธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่สำคัญและควรใส่ใจให้มาก ๆ นะครับ เพราะในธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเสมือนแกนหลักของธุรกิจ หากสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาไม่ครอบคลุมหรือเข้มแข็งมากพอ โอกาสที่ธุรกิจนั้น ๆ จะเจอกับปัญหาในระหว่างทางก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว และอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าของธุรกิจหรือทำให้นักลงทุนตัดสินใจไม่ลงทุนในกิจการของท่านเลยก็ได้นะครับ

ทรัพย์สินทางปัญญาถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะพิเศษกว่าทรัพย์สินอย่างอื่นคือ เป็นทรัพย์สินที่สามารถใช้เพื่อการคุ้มครองตลาดไม่ให้คนอื่นเข้ามาแข่งขันหรือแย่งชิง สามารถใช้เพื่อการขยายธุรกิจ ใช้ในการเพิ่มมูลค่าของกิจการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกด้วยครับ

วันนี้ CorpJurist ขอนำเสนอความรู้ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพ

ทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 อย่าง

ทรัพย์สินทางปัญญาในโลกมีมากมายหลายประเภทนะครับ แต่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่วนใหญ่แล้วจะมีอยู่ 4 อย่างได้แก่ เครื่องหมายการค้า (เครื่องมือเพื่อการคุ้มครองและเพื่อกันไม่ให้เกิดความสับสนในเรื่องของ Brand) ลิขสิทธิ์ (การแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์) สิทธิบัตร (สิ่งประดิษฐ์ กระบวนการ ที่ในที่สุดจะต้องออกสู่สายตาสาธารณะ) และความลับทางการค้า (กระบวนการ เคล็ดลับ หรือข้อมูลที่จะไม่อยูในสาธารณะ) ซึ่งในทั้ง 4 อย่างนี้ ทุกธุรกิจมีอยู่อย่างน้อย ๆ แล้ว 2 อย่าง (เครื่องหมายการค้า และความลับทางการค้า) หลาย ๆ ท่านมองและเข้าใจว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นต้นทุนของธุรกิจซึ่งการมองแบบนี้เป็นมุมมองที่ไม่สู้จะถูกต้องนักนะครับ และเป็นมุมมองที่ทำให้ไม่สามารถรีดเอาสมรรถภาพที่แท้จริงของทรัพย์สินทางปัญญาออกมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มุมมองต่อทรัพย์สินทางปัญญาที่น่าจะถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมากกว่าคือ การมองแบบเป็นการลงทุนที่จะมีกระบวนการก่อนการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุดครับ

มีกระบวนการเพื่อการขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ

ความคุ้มครองในทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะอย่าง สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า เป็นการคุ้มครองโดยอิงตามเขตอำนาจทางกฎหมายคือ ประเทศ (หรือภูมิภาค) ไหนออกสิทธิบัตรหรือรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ความคุ้มครองย่อมจำกัดอยู่เพียงแต่ในประเทศนั้น ๆ ไม่มีผลบังคับใช้ในประเทศอื่น ๆ เว้นแต่จะมีกฎหมายภายในของประเทศนั้น ๆ ยอมรับการคุ้มครองนะครับ แต่อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ได้มีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนทั้งสิทธิบัตร (ผ่านทางระบบ PCT — Patent Coorporation Treaty) และเครื่องหมายการค้า (ผ่านทาง Madrid System) ในหลาย ๆ ประเทศโดยมีเจ้าภาพคือ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เป็นตัวกลางในการประสานงานในเรื่องนี้ ทำให้ธุรกิจในแต่ละประเทศสามารถที่จะขอรับความคุ้มครองในประเทศต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นมากขึ้นครับ

ความเข้มแข็งของการคุ้มครองขึ้นอยู่กับการสร้าง Portfolio

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นแล้วนะครับว่า ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่วนใหญ่แล้วจะมีอยู่ 4 อย่างได้แก่ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และความลับทางการค้า ซึ่งแต่ละอย่างเป็นส่วนประกอบของการคุ้มครองประโยชน์ทางธุรกิจในแต่ละด้าน ซึ่งหากธุรกิจใด ๆ ที่ต้องการให้ความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาเข้มแข็ง ก็ต้องสร้างทรัพย์สินทางปัญญาให้ครอบคลุมการลงทุนและธุรกิจของบริษัท ซึ่งสิ่งนี้เองที่เราเรียกว่า IP Portfolio หากท่านสร้างทรัพย์สินทางปัญญา หรือจดทะเบียนไปเรื่อยโดยไม่ได้เอาบริบทของธุรกิจ การแข่งขัน และแผนการอนาคตเข้ามาพิจารณาประกอบด้วย IP Portfolio ของท่านก็จะอ่อนแอไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่ต้องการได้ แต่หากท่านนำเอาบริบทของธุรกิจ การแข่งขัน และแผนการอนาคตเข้ามาพิจารณาประกอบการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา หรือจดทะเบียน IP Portfolio ของท่านก็จะมีความเข้มแข็งสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ทางธุรกิจของท่านได้อย่างแม่นยำครับ

กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา (IP Strategy) ไม่ควรมองข้าม

อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและ IP Portfolio จากมุมมองของการลงทุน จำเป็นจะต้องมีขั้นตอนในการพิจารณาเพื่อการเลือกสร้างสรรค์และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้ตอบสนองกับเป้าหมายทางธุรกิจ และเมื่อเรามี IP Portfolio ที่เข้มแข็งแล้ว การนำไปใช้ก็ถือเป็นหัวใจในการนำเอามูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาที่ตนเองมีออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกระบวนการนำเอา IP Portfolio ไปใช้เพื่อตอบสนองบริบททางธุรกิจ หรือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ ผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น การดำเนินคดี การอนุญาตให้ใช้สิทธิ เป็นต้น

เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายธุรกิจ

ในการขยายธุรกิจนั้นนอกจากการเข้าไปตั้งกิจการในประเทศหรือภูมิภาคปลายทางแบบตรง ๆ หากท่านมี IP Portfolio ที่ออกแบบมาเพื่อการขยายตัวของธุรกิจ ธุรกิจของท่านย่อมที่จะได้รับความสนใจผู้อื่นที่ต้องการเข้ามาร่วมทุนมากกว่า ธุรกิจที่ไม่มี IP Portfolio หรือมีแต่อ่อนแอ เพราะลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของทรัพย์สินทางปัญญาคือการให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Rights) กับผู้ที่เป็นเจ้าของในการใช้ อนุญาตให้ใช้ ขาย เสนอขาย ผลิตหรือนำเข้า สินค้าหรือเทคโนโลยีที่ได้รับความคุ้มครอง มูลค่าของโอกาสในการสร้างเงินหากมี IP Portfolio ที่แข็งแรงจึงสูงมาก

เป็นไงบ้างครับ เรื่องที่คิดว่าหมู เอาเข้าจริงก็ไม่หมูเลยนะครับ หากท่านผู้อ่าน หรือฟาวเด้อ ทั้งหลายมีข้อสงสัยหรือข้อสอบถามอะไรก็ตาม สามารถสอบถามได้ทันทีเลยนะครับเข้ามาทางเพจ CorpJurist ได้ทันทีเลยนะครับ ยินดีตอบทุกคำถามครับ

CorpJurist

software solution for legal matters of Corporate & Startup

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade