5 เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่สตาร์ทอัพควรรู้

5 เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่ทุกสตาร์ทอัพ & SMEs ควรรู้
ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนเหมือนจะเข้าใจแต่เอาเข้าจริงแล้วกลับเพียงแค่ “พอรู้” เท่านั้นเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพอจะนำเอามาใช้ก็ถึงกับไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว ในโลกของธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่สำคัญและควรใส่ใจให้มาก ๆ นะครับ เพราะในธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเสมือนแกนหลักของธุรกิจ หากสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาไม่ครอบคลุมหรือเข้มแข็งมากพอ โอกาสที่ธุรกิจนั้น ๆ จะเจอกับปัญหาในระหว่างทางก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว และอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าของธุรกิจหรือทำให้นักลงทุนตัดสินใจไม่ลงทุนในกิจการของท่านเลยก็ได้นะครับ
ทรัพย์สินทางปัญญาถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะพิเศษกว่าทรัพย์สินอย่างอื่นคือ เป็นทรัพย์สินที่สามารถใช้เพื่อการคุ้มครองตลาดไม่ให้คนอื่นเข้ามาแข่งขันหรือแย่งชิง สามารถใช้เพื่อการขยายธุรกิจ ใช้ในการเพิ่มมูลค่าของกิจการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกด้วยครับ
วันนี้ CorpJurist ขอนำเสนอความรู้ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพ
ทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 อย่าง
ทรัพย์สินทางปัญญาในโลกมีมากมายหลายประเภทนะครับ แต่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่วนใหญ่แล้วจะมีอยู่ 4 อย่างได้แก่ เครื่องหมายการค้า (เครื่องมือเพื่อการคุ้มครองและเพื่อกันไม่ให้เกิดความสับสนในเรื่องของ Brand) ลิขสิทธิ์ (การแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์) สิทธิบัตร (สิ่งประดิษฐ์ กระบวนการ ที่ในที่สุดจะต้องออกสู่สายตาสาธารณะ) และความลับทางการค้า (กระบวนการ เคล็ดลับ หรือข้อมูลที่จะไม่อยูในสาธารณะ) ซึ่งในทั้ง 4 อย่างนี้ ทุกธุรกิจมีอยู่อย่างน้อย ๆ แล้ว 2 อย่าง (เครื่องหมายการค้า และความลับทางการค้า) หลาย ๆ ท่านมองและเข้าใจว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นต้นทุนของธุรกิจซึ่งการมองแบบนี้เป็นมุมมองที่ไม่สู้จะถูกต้องนักนะครับ และเป็นมุมมองที่ทำให้ไม่สามารถรีดเอาสมรรถภาพที่แท้จริงของทรัพย์สินทางปัญญาออกมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มุมมองต่อทรัพย์สินทางปัญญาที่น่าจะถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมากกว่าคือ การมองแบบเป็นการลงทุนที่จะมีกระบวนการก่อนการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุดครับ

มีกระบวนการเพื่อการขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ
ความคุ้มครองในทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะอย่าง สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า เป็นการคุ้มครองโดยอิงตามเขตอำนาจทางกฎหมายคือ ประเทศ (หรือภูมิภาค) ไหนออกสิทธิบัตรหรือรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ความคุ้มครองย่อมจำกัดอยู่เพียงแต่ในประเทศนั้น ๆ ไม่มีผลบังคับใช้ในประเทศอื่น ๆ เว้นแต่จะมีกฎหมายภายในของประเทศนั้น ๆ ยอมรับการคุ้มครองนะครับ แต่อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ได้มีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนทั้งสิทธิบัตร (ผ่านทางระบบ PCT — Patent Coorporation Treaty) และเครื่องหมายการค้า (ผ่านทาง Madrid System) ในหลาย ๆ ประเทศโดยมีเจ้าภาพคือ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เป็นตัวกลางในการประสานงานในเรื่องนี้ ทำให้ธุรกิจในแต่ละประเทศสามารถที่จะขอรับความคุ้มครองในประเทศต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นมากขึ้นครับ

ความเข้มแข็งของการคุ้มครองขึ้นอยู่กับการสร้าง Portfolio
อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นแล้วนะครับว่า ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่วนใหญ่แล้วจะมีอยู่ 4 อย่างได้แก่ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และความลับทางการค้า ซึ่งแต่ละอย่างเป็นส่วนประกอบของการคุ้มครองประโยชน์ทางธุรกิจในแต่ละด้าน ซึ่งหากธุรกิจใด ๆ ที่ต้องการให้ความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาเข้มแข็ง ก็ต้องสร้างทรัพย์สินทางปัญญาให้ครอบคลุมการลงทุนและธุรกิจของบริษัท ซึ่งสิ่งนี้เองที่เราเรียกว่า IP Portfolio หากท่านสร้างทรัพย์สินทางปัญญา หรือจดทะเบียนไปเรื่อยโดยไม่ได้เอาบริบทของธุรกิจ การแข่งขัน และแผนการอนาคตเข้ามาพิจารณาประกอบด้วย IP Portfolio ของท่านก็จะอ่อนแอไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่ต้องการได้ แต่หากท่านนำเอาบริบทของธุรกิจ การแข่งขัน และแผนการอนาคตเข้ามาพิจารณาประกอบการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา หรือจดทะเบียน IP Portfolio ของท่านก็จะมีความเข้มแข็งสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ทางธุรกิจของท่านได้อย่างแม่นยำครับ
กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา (IP Strategy) ไม่ควรมองข้าม
อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและ IP Portfolio จากมุมมองของการลงทุน จำเป็นจะต้องมีขั้นตอนในการพิจารณาเพื่อการเลือกสร้างสรรค์และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้ตอบสนองกับเป้าหมายทางธุรกิจ และเมื่อเรามี IP Portfolio ที่เข้มแข็งแล้ว การนำไปใช้ก็ถือเป็นหัวใจในการนำเอามูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาที่ตนเองมีออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกระบวนการนำเอา IP Portfolio ไปใช้เพื่อตอบสนองบริบททางธุรกิจ หรือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ ผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น การดำเนินคดี การอนุญาตให้ใช้สิทธิ เป็นต้น
เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายธุรกิจ
ในการขยายธุรกิจนั้นนอกจากการเข้าไปตั้งกิจการในประเทศหรือภูมิภาคปลายทางแบบตรง ๆ หากท่านมี IP Portfolio ที่ออกแบบมาเพื่อการขยายตัวของธุรกิจ ธุรกิจของท่านย่อมที่จะได้รับความสนใจผู้อื่นที่ต้องการเข้ามาร่วมทุนมากกว่า ธุรกิจที่ไม่มี IP Portfolio หรือมีแต่อ่อนแอ เพราะลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของทรัพย์สินทางปัญญาคือการให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Rights) กับผู้ที่เป็นเจ้าของในการใช้ อนุญาตให้ใช้ ขาย เสนอขาย ผลิตหรือนำเข้า สินค้าหรือเทคโนโลยีที่ได้รับความคุ้มครอง มูลค่าของโอกาสในการสร้างเงินหากมี IP Portfolio ที่แข็งแรงจึงสูงมาก
เป็นไงบ้างครับ เรื่องที่คิดว่าหมู เอาเข้าจริงก็ไม่หมูเลยนะครับ หากท่านผู้อ่าน หรือฟาวเด้อ ทั้งหลายมีข้อสงสัยหรือข้อสอบถามอะไรก็ตาม สามารถสอบถามได้ทันทีเลยนะครับเข้ามาทางเพจ CorpJurist ได้ทันทีเลยนะครับ ยินดีตอบทุกคำถามครับ
