7 highlights จากงาน Creative Talk Conference 2017

จบไปแล้วนะครับสำหรับงาน AIS Presents Creative Talk Conference 2017 งานที่ทีมงาน rgb72 ปลุกปั้นกันมานานกว่า 5 เดือน ทั้งหมดได้ถูกจัดแสดงเพื่อวันเสาร์ที่ 21 มกราคมเพียงวันเดียว

ทีนี้เราลองมาดูกันว่า ในวันเสาร์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์อะไรสนุก ๆ น่าสนใจบ้าง

1. อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์

ปกติแล้วงาน Creative Talk จะต้องเปิดตัวด้วยเพลง intro ที่มีจังหวะสนุกสนานเร้าใจ.. แต่ครั้งนี้ไม่..

เมื่อได้เวลาเปิดงาน ภายในหอประชุมใหญ่ได้ปิดไฟลง น้องตรัย ภวินท์ เดินขึ้นมาบนเวทีพร้อมอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด”

ผู้ร่วมงานทุกคนลุกขึ้นยืน บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคารพจากประชาชนคนไทยทุกคนในหอประชุม เพลงที่กึกก้องพร้อมภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นวินาทีที่เราทุกคนรู้สึกซาบซึ้งเป็นที่สุด

2. Customer Experience

คำนี้ไม่พูดไม่ได้เลย เพราะเหมือนว่าทุก session ตั้งแต่เรื่อง Creative/Design, Technology, Digital Marketing และ Startup ทั้งหมดพูดถึงคำนี้โดยมิได้นัดหมาย Session Creative บอกว่า เราต้องเข้าใจผู้บริโภค เราต้องรู้จักผู้บริโภค จึงจะสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

คุณแชมป์บอกว่า ถ้าเป็นไปได้ต่อไปไม่ว่าคุณจะเป็น Creative หรือเป็นนักข่าว เป็น editor คุณต้องสามารถเขียนโปรแกรมได้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าคุณต้องเขียนออกมาเป็นแอพ หรือซอฟท์แวร์ แต่การที่เรารู้เรื่องการเขียนโปรแกรมก็เพื่อให้เราสามารถสื่อสารสิ่งที่ต้องการสื่อออกไปให้กับลูกค้า หรือผู้ชมได้อย่างชัดเจนที่สุด

Session Technology ก็เช่นกัน ที่บอกว่า ไม่ว่าคุณจะมีความรู้มากน้อยเท่าไหน จะไฮเทคขนาดไหน สิ่งที่ต้องเข้าใจมากที่สุดคือลูกค้าของเรา ต้องรู้ว่าเทคโนโลยีไหนที่เหมาะกับเขา ดังนั้น เก่าใหม่ไม่สำคัญ สำคัญว่าเหมาะกับลูกค้าหรือไม่

ซึ่งใน session Digital Marketing ทั้งเช้าและบ่ายก็พูดเหมือนกันว่า ไม่ว่าคุณจะทำ facebook LIVE หรือคุณจะทำ content ไม่ได้สำคัญว่าคุณจะทำได้ดีขนาดไหน ดราม่า เศร้า หรือตลกอย่างไร แต่สำคัญว่า content ของคุณมีใครสนใจหรือไม่ ตรงกลุ่มเป้าหมายอย่างไร ดังนั้นสำคัญที่สุดคือการ “เข้าถึง” ว่าลูกค้าต้องการอะไรจากแบรนด์

Startup/Entrepreneur ก็เช่นกัน กลุ่มนี้บอกว่า แม้ว่าปีที่ผ่านมาจะเป็นปีแห่งการ “เรียนรู้” และเข้าใจในคำว่า “Startup” ทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงคนธรรมดา แต่ปีนี้จะเป็นปีที่จะต้องวัดกันว่า “ใครจะอยู่หรือใครจะไป” ซึ่งพี่อ้อแห่ง Jitta.com ก็ได้บอกว่า การที่จะทำให้ธุรกิจของเรานั้นเป็นที่ยอมรับ ทำให้คนยอมซื้อยอมจ่ายได้นั้น Startup เองต้องเข้าใจความต้องการลูกค้าเสียก่อน

2. หอยลายผัดน้ำพริกเผา

“พี่เก่งชอบทานหอยลายผัดน้ำพริกเผามั้ยครับ?”

คือประโยคที่ทำให้พิธีกรต้องอึ้งไปนานกว่า 5 วินาที.. ขณะที่เรากำลังคุยกันเรื่อง User Experience แล้วหอยลายผัดน้ำพริกเผานี่มันโผล่มาได้ยังไง!?

คุณพร สิทธิพร จาก Kaidee.com เปรียบเทียบถึงการสร้าง User Experience หรือประสบการณ์ของลูกค้ากับการทำกับข้าวเมนูคุ้นเคย

“พี่รู้มั้ยว่าเคล็ดลับในการผัดหอยลายให้อร่อยอยู่ที่ไหน?”
“อยู่ที่ไหน?” ผมถาม
“อยู่ที่การล้างหอย!!”

นั่นทำให้ผมมึนไปอีก 5 วินาที

คุณพรบอกว่า หอยลายผัดน้ำพริกเผา นั้นทำไม่ยาก ใคร ๆ ก็ทำให้อร่อยได้ แต่ความอร่อยของหอยลายหลายครั้งกลับถูกบดบังด้วยความน่ารำคาญของ “กรวด ดิน และทราย” ที่ติดมากับหอย

และเมื่อเรากินหอยลาย ที่แม้จะทำมาได้รสชาติดี แต่กลับมีกรวดติดมาด้วย แน่นอนว่ามันจะทำลายทุกอย่างของ หอยลายผัดน้ำพริกเผาในทันที

นั่นคือการสร้าง User Experience หรือประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่ดี

3. Collaborate

Collaborate หรือการทำงานร่วมกัน.. เป็นคำที่ถูกใช้มาาาากกกกอีกคำหนึ่งในงาน Creative Talk Conference 2017 ที่ผ่านมา

เพราะในยุคนี้แล้ว การจะทำอะไรให้ได้ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องให้ “ทุกฝ่าย” มีส่วนร่วมในการคิด การทำงาน

งานในส่วนของ Digital Marketing จะไม่ใช่สำหรับทีม Digital Marketing เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมไปถึงทีมการตลาด ทีมบริหาร ที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

แม้แต่ใน session Startup ก็พูดถึงการทำงานร่วมกันระหว่าง Startup และ SMEs โดยทั้งคุณหมู Ookbee และคุณอ้อ Jitta พูดเหมือนกันว่า ต่อไปนี้ไม่ต้องแยกว่าใครเป็น Startup หรือใครเป็น SMEs แต่ทั้งคู่ก็คือการเป็นเจ้าของกิจการหรือ “Entrepreneur” เช่นเดียวกัน และทั้งคู่ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

หมดเวลาแล้วที่ SME หรือธนาคารจะกลัวว่า Startup จะเข้ามาปฏิวัติธุรกิจ จะเข้ามาล้มธนาคาร เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ Startup ตัวเล็ก ๆ จะไปสู้กับธนาคารขนาดใหญ่ที่มีอายุนานหลายสิบปีได้อย่างไร ดังนั้นแทนที่จะมากลัวกัน ขัดกัน เรามาร่วมกันจะดีกว่า Startup ก็จะได้โต ส่วน SMEs ก็จะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาช่วยเหลือ และต่อยอดธุรกิจได้ด้วย

4. หน้ากากนักพากย์

ในช่วง 5 minutes Talk&Furious ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของงาน เราได้เห็น “คนธรรมดา” ที่ออกมาเล่าเรื่องที่เราไม่รู้ให้พวกเราได้ฟังกัน

และหนึ่งในนั้นคือ “หน้ากากนักพากย์”

คุณปราย คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังหน้ากากนั้น

คุณปรายเปิดตัวการพูด 5 นาที ด้วยการเดินออกมาพร้อมหน้ากากปริศนา และเปล่งเสียงผ่านหน้ากากออกมาเป็นเสียงพระเอก ตัวร้าย และอื่น ๆ อีกมากมาย สร้างความน่าสนใจให้กับคนดูจำนวนมาก

จากนั้นจึงเปิดตัวว่า คุณปรายคือนักพากย์หนังที่เราได้เห็นกันอยู่ในโรงภาพยนตร์ทั่วไป.. แต่การเปิดตัวนั้นกลับไม่ง่ายอย่างที่แม้กระทั่งตัวปรายเองจะคาดคิด เพราะหน้ากากที่ใส่ตั้งแต่เดินออกมาจากหลังเวทีกลับถอดออกยาก

ความสนุก ความฮา จะเป็นอย่างไร ต้องลองไปดูในช่วง 5 minutes Talk&Furious

5. คุณแบงค์ บนเวที Digital Marketing & Beyond

งาน Creative Talk Conference 2017 ครั้งนี้ มีแขกรับเชิญหลายคนที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ “กระทันหัน” เป็นเหตุให้เราจำเป็นต้องตัดชื่อออก หรือไม่ก็ต้องหาคนมาแทน

แต่สำหรับ session “Digital Marketing & Beyond” ที่ทางทีมงานได้รับแจ้งจากคุณแบงค์ แล้วว่า “ไม่สามารถมาร่วมงานได้” เนื่องจากติดภาระกิจกระทันหัน จึงทำให้เราตัดสินใจไม่หาคนมาแทน เนื่องจากบนเวทีก็จะมีถึง 3 คน ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก

แต่แล้วทีมแขกรับเชิญใน session นี้กลับทำเซอร์ไพร์สด้วยการพาคุณแบงค์ขึ้นมาด้วย โดยเปิดรูปคุณแบงค์ผ่าน iPad !!!

แล้วพูดว่า “คุณแบงค์มาไม่ได้ แต่เราก็เชิญคุณแบงค์มานะครับ”

เท่านั้นล่ะ เรียกเสียงหาครืนทั้งหอประชุม

แขกรับเชิญและพิธีกรต่างคุยเล่นไปกับรูปของคุณแบงค์ตลอดช่วงอย่างสนุกสนาน จนกระทั่ง.. คุณแบงค์ตัวจริงพิมพ์ผ่าน facebook Live พร้อมให้ความเห็นเรื่อง Digital Marketing

สนุกกันเข้าไปใหญ่ แถมยังได้ความรู้อีก

งานนี้พลาดไม่ได้ สำหรับคนที่ไม่ได้ดู session “Digital Marketing & Beyond”

6. ชิงตั๋วหนังให้เพื่อน

ใครที่เคยมางาน Creative Talk แล้วจะรู้ว่า เหมือนเป็นธรรมเนียบปฏิบัติของเราไปแล้วที่จะต้องมีการ “แจกตั๋วดูภาพยนตร์ฟรี” โดยการซ่อนตั๋วไว้หลังเก้าอี้

บางคนรู้ บางคนเล็งเลือกที่นั่ง บางคนรอช่วงเวลานี้

แน่นอนว่า Creative Talk Conference 2017 ครั้งนี้เราก็แจกเช่นเคย แต่…

ก่อนหน้าจะแจกตั๋วฯ ทางพิธีกรบอกให้ทุกคนทำความรู้จักกับคนที่นั่งทางด้านขวามือของเรา เพื่อรู้จักกับเพื่อนใหม่ .. แน่นอนว่ามางาน Creative Talk แล้ว เราก็ควรจะสร้างความสัมพันธ์ สร้างเพื่อนใหม่กันซะหน่อย

แต่ใช่ว่าจะเรียบง่ายขนาดนั้นซะที่ไหน..

หลังจากที่ทุกคนพอรู้จักเพื่อนข้างขวามือของตัวเองพอหอมปากหอมคอแล้ว พิธีกรจึงบอกให้ทุกคนใช้มือซ้าย ล้วงหาบัตรภาพยนตร์แล้วชูยกขึ้นมาสูง ๆ ให้เห็นกันโดยทั่ว

หลายคนดีใจ บางคนอิจฉาเพื่อนที่ได้

เมื่อทุกคนชูขึ้นสูง พิธีกรได้จังหวะจึงบอกว่า..

“ให้ทุกคน.. นำตั๋วฯ ที่ได้ ส่งต่อให้เพื่อนใหม่ทางด้านขวาที่เรารู้จักกันเลยค่าาาาาา”

เท่านั้นล่ะ! หลายคนตกใจ.. แต่หลายคนปรบมือเสียงดัง!!!

คนปรบมือคือคนที่คิดว่าตัวเองจะไม่ได้ตั๋วฯ แต่ได้ใช่มั้ย!?

วันนี้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ และได้รู้จัก “การให้” ด้วยนะครับ

7. 5 minutes Talk & Furious

5 minutes Talk & Furious เกิดขึ้นจากความเชื่อส่วนตัวของผู้จัดที่ว่า “คนเราทุกคน ไม่ว่าจะโด่งดังหรือไม่ ตำแหน่งสูงหรือตำแหน่งเล็ก รวยหรือจน ชายหรือหญิง เด็กหรือแก่ ทุกคนต่างต้องมีเรื่องดีดีที่หลายคนไม่รู้ ต้องมีเรื่องที่เป็นเคล็ดลับหรือน่าสนใจ และนั่นจึงเป็นต้นกำเนิดของการทำ “5 minutes Talk & Furious” ขึ้นมา

ขอเพียง 5 นาทีเท่านั้น ที่คุณจะเล่าออกมาให้พวกเราฟังถึงเรื่องที่คุณเชื่อว่า พวกเราไม่รู้ และ พวกเรา “ควรรู้”

5 minutes Talk & Furious เป็นช่วงที่น่าสนใจ เพราะความชอบในช่วงนี้ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป.. บางคนชอบมาก บางคนไม่ชอบเลย บางคนชอบ Speaker คนนี้ ส่วนบางคนก็ไม่ได้ชอบ Speaker คนดังกล่าว

Session นี้ จึงเป็นช่วงที่สร้างความหลากหลาย ทั้งในด้านเนื้อหา ความชอบ และความสนใจ

5 minutes Talk & Furious ครั้งนี้มี 11 speakers รวมเวลา 55 นาที ความรู้สึกของคุณจะเป็นอย่างไร.. ลองไปดูกันย้อนหลังได้กับ 5 minutes Talk & Furious


จบแล้วนะครับ สำหรับ 7 เหตุการณ์สำคัญในงาน Creative Talk Conference 2017 สำหรับใครที่มีเหตุการณ์อะไรที่ประทับใจอีกบ้าง สามารถแนะนำกันเข้ามาได้นะครับ

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Geng Sittipong S.’s story.