Math, Money, and Making a Difference

สรุปบทสัมภาษณ์ หัวข้อ Math, Money, and Making a Difference โดยคุณ Dr. James Simons, จากงานสัมมนาของ MIT Sloan Finance จากงาน S. Donald Sussman Fellowship Award Fireside Chat Series

สัมภาษณ์นี้เป็นตอนที่ 2 chapter เกี่ยวกับ Finance ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ hedgefund ของเขา ความยาวๆ 1.30 ชม. ผมคิดว่ามีหลายประเด็น น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อคนสนใจด้าน Quant จึงสรุปเนื้อหาคราวๆมาให้อ่านกัน ครับ

………..

- เขาหลงรัก math มาตั้งแต่เด็ก แต่เริ่มมาสนใจธุรกิจตอนจบปริญญาตรี
- เริ่มลงทุนทำธุรกิจกับเพื่อน ในประเทศโคลัมเบีย ช่วงเปิดประเทศ พ่อและตัวเขา ลงทุนกับเพื่อนคนนี้เพื่อทำธุรกิจ
- เขากู้เงินทำธุรกิจ และเข้าทำงานให้กับ โครงการถอดรหัส IDA ของรัฐบาลซึ่งให้ค่าจ้างดีเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้ที่กู้ไปทำธุรกิจ
- เทรดหุ้นครั้งแรกช่วง เริ่มทำ phd ใช้เงินที่ $5000 ได้ของขวัญงานแต่งงาน เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรก แล้วหันไปเทรด soybean ฟิวเจอร์ทำกำไรจำนวนมาก $3000
เขาตื่นเต้นและทำให้เริ่มสนใจ หันเข้ามาเทรดฟิวเจอร์
- เรียนรู้เรื่อง คอมพิวเตอร์และ algorithm ช่วงทำงานโครงการถอดรหัสของรัฐบาล
-นำประสบการณ์ตรงนั้นมาใช้ใน hedgefund business
- ปี1976 เปิด hedgefund นำเงินที่ได้จากธุรกิจโคลัมเบียที่ลงทุนกับเพื่อน หันมาเทรด foreign currency ผสมการวิเคราะห์ราคาและพื้นฐาน 
- เริ่มต้นเขาจ้างเพื่อนนักคณิตศาสตร์ Lanny มาช่วยร่วมพัฒนาระบบเทรดในตลาดค่าเงิน เริ่มเทรดค่าเงิน GBP ทำเงินจำนวนมาก ซึ่งตอนแรกเน้นเรื่องของการ วิเคราะห์พื้นฐาน ข้อมูลและข่าว ซึ่งเขาพบว่าการตัดสินใจหลายครั้งใช้เรื่องของ intuitive มีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง
- เขายกตัวกรณีเทรดทองคำ โชคดี(เรื่องของ Luck) ขายได้ออกทำกำไรได้ทัน ก่อนราคาจะดิ่งถล่มลงมา

- จากนั้นเปลี่ยนมาใช้ระบบเทรด เปลี่ยนแนวทางตั้ง Medallion fund เน้นการทำ systyem เทรด short term รันด้วย
- คอมพิวเตอร์ อิงกับโมเดลคณิตศาสตร์ และตัดสินใจตาม algorithm ซึ่งเทรดบนตลาดคอมโมดิตี้และค่าเงิน ทำผลงาน ได้ดีและพัฒนาต่อมาเรื่อยๆที่เป็น core ของฟันด์จนปัจจุบัน
- Medallion fund ทำผลงานได้ดีระยะยาว ช่วงรุ่งโรจน์เก็บค่า fee ที่ 5/36 สูงมาก ฟันด์ทำเงินไดดีทุกปี คนต้องการนำเงินมาลงทุน 
- jim มองเห็นข้อจำกัดเงินทุนใหญ่ เขาเริ่มลดขนาดทุนและไม่รับเงินนอก
บริหารเงินเฉพาะ พนักงานคนภายในองค์กร 
- Renaissance Technologies มี พนักงาน 310 คนซึ่งเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ ทำหน้าที่ วิจัย พัฒนาเพื่อปรับปรุงระบบเทรดให้ดีขึ้น ตามภาวะตลาด , 
- ปี 2006 ตั้งกองทุนใหม่บริหารเงินนักลงทุนภายนอก 
- principle ของ Renaissance คือการรวมนักวิทยาศาสตร์คนเก่ง มาทำงานร่วมกัน ในระบบเดียวกัน เน้นการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นแลกเปลี่ยนและวัดสอบทานซึ่งกันและกัน บนโครงสร้างการทำงานที่ถูกสร้างขึ้น สุดท้าย ทุกคนที่ทำงานได้ผลตอบแทนจากผลงานของระบบที่พวกเขาพัฒนา ไม่ใช่แค่เงินเดือนอย่างเดียว
- Simons วางมือช่วง 72 , ซึ่ง 9 ปีที่ผ่าน Fund ก็ยังทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง บน system ที่มีการพัฒนาและต่อยอดสู่ยุคใหม่
- เขา ลงทุนใน Bernard L. Madoff Investment ที่ผลงานดี ช่วงแรกหลายปีติด แต่ด้วยความสงสัยเพราะไม่มีใครรู้ว่า
- Madoff มีวิธีการลงทุนอย่างไร ได้ผลตอบแทนที่ดี เขาจึงเริ่มนำ ticket รายการซื้อขายมาวิเคราะห์ พบความไม่ปกติ
โดยเฉพาะการอ้างผลการซื้อขายที่ไม่ได้เกิดจริงในอนุพันธ์ บางส่วนนำเงินไปซื้อหุ้นตาม S&P500 
- ทำให้ James Simonsนำเงินออก ผ่านไป 5 ปีกองทุนล้ม พอมีการตรวจสอบ
- พูดถึงวิกฤติซับไพร์ม ความผิดพลาดจากระบบธนาคาร เน้นปล่อยกู้สร้างหนี้ และผู้ขาย MBS ไปร่วมกับผู้ประเมิน เรตติ้ง ให้ตรา AAA โดยไม่มีการตรวจสอบเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้เกิดการขายตราสารที่ด้อยคุณภาพ ปั่นราคา สุดท้ายเกิดวิกฤติ
- fundmental และ quantative ต่างทำเงินได้ ประสบความสำเร็จได้ในตลาด และใช้ skill แตกต่างกันในการประสบความสำเร็จ
- James Simons มองว่าตลาด dynamic เปลี่ยนตามช่วงเวลา
- พนักงานต้องเซ็นต์สัญญารักษาความลับ , จ่ายผลตอบแทนสูงพนักงานไม่มีการลาออก turn over ต่ำมาก
- complication แต่ต้อง understandable
- ระบบพัฒนาตามช่วงเวลา ตามพฤติกรรมของตลาด เพิ่มสิ่งใหม่ เปลี่ยนสิ่งเก่าที่ด้อยประสิทธิภาพออก
- หยุดให้เป็น ผลบางอย่างออกมาไม่ดี ผิดพลาดต้องหยุดเพื่อพิจารณา เพื่อปรับปรุง
- logic & data driven , ทดสอบ ทดลองจำนวนมาก สุดท้ายประเมินทางสถิติและความน่าจะเป็นให้มีความสมเหตุสม
ผลตาม logic 
- สุดท้าย เขาให้คำแนะนำ ว่าถ้าเดินเส้นทางนี้ต้อง workhard , ทดสอบไอเดียแบบวิทยาศาสตร์

จบ…