AR คืออะไร? + สามารถประยุกต์ใช้กับงานโฆษณาได้อย่างไรบ้าง? + AR ในปี 2018

“A distant shot of a crowded intersection surrounded by colorful advertisements” by Daryan Shamkhali on Unsplash

ปัจจุบันนี้นับว่าเทคโนโลยีมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราเยอะมาก ธุรกิจต่างๆมีการผลัดเปลี่ยน หมุนเวียน ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกันมากขึ้น Internet, Smartphone และ Tablet เข้ามามีบทบาทสำคัญกับเราเป็นอย่างมาก และหนึ่งในเทคโนโลยีที่มาพร้อมกันนั้นก็คือ AR/VR นั่นเอง


AR คืออะไร?

AR ย่อมาจาก Augmented Reality ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นำเอาภาพเสมือน 3 มิติจำลองเข้าสู่โลกจริงผ่านกล้องและมีการประมวลผลโดยการทำให้วัตถุ 3 มิติ (ภาพเสมือน) ทับซ้อนเข้ากันกับภาพจริงเป็นภาพๆเดียว โดยเราสามารถมองผ่านกล้องได้โดยตรงเลย

ซึ่งเมื่อเราได้ยินคำว่า AR ก็มักจะได้ยินร่วมกับคำว่า VR ซึ่งย่อมาจาก Virtual Reality เป็นเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ VR คือการจำลองโลกเสมือนขึ้นมาและเข้าถึงได้จากอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น แว่น Oculus Rift, Play Station VR เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี AR นั้นมีมาตั้งแต่ปี 2010 และถ้านึกถึงเทคโนโลยี AR ส่วนใหญ่ที่ผู้คนนึกถึงก็จะเป็นในด้าน Game และ Entertainment กันเป็นหลัก เนื่องจากในช่วง 2–3 ปีมานี้ แอพพลิเคชันที่เป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AR ได้เป็นอย่างดีเลยก็คือ Pokemon Go นั่นเอง

ชนิดของ Augmented Reality

AR สามารถแบ่งแยกชนิดหลักๆ ได้ 2 ชนิดหลักๆ คือ

  • Marker-Based : ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบเครื่องหมาย สัญลักษณ์ต่างๆ เป็นใบปลิว โบรชัวร์ต่างๆ ผู้ใช้ทำการ scan ด้วยกล้องจากตัว smartphone เพื่อแสดงภาพ 3 มิติ
  • Location-Based : ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้ smartphone scan จากภาพ เพียงแค่ใช้ GPS ของเครื่องนั้นๆ ก็สามารถแสดงภาพ 3 มิติได้

การทำงานหลักๆของ AR (ขึ้นอยู่กับ Engine และ Toolkit ของแต่ละผู้ผลิต) ซึ่งส่วนหลักๆจะคล้ายๆกัน เช่น

  • Tracking : ติดตาม วัดแรงเฉื่อย วัดตำแหน่ง องศาของโทรศัพท์ ทำให้รู้ว่าอยู่ในทิศทางใด
  • Rendering : การแสดงผลพวกภาพ Model 3 มิติ ร่วมกับภาพจริงๆ ให้เป็นเหมือนภาพเดียวกัน
  • Scene : มีการเข้าใจรายละเอียดของฉากในภาพ เช่น ถ้าห้องมืด ภาพก็จะสว่างๆ

ข้อดีของการนำ AR มาประยุกต์ใช้กับ Advertising

  1. การเข้าถึงกลุ่มลูกค้า (จูงใจลูกค้าใหม่ๆในการเปิดตัวโปรดัค)
  2. สร้างภาพลักษณ์ให้กับ Brand เพิ่ม loyalty
  3. Instant Buy — ลูกค้าสามารถซื้อสินค้า สั่งสินค้า หรือดูข้อมูลต่างๆโดยตรงได้จาก ad หรือ billboard ได้เลย
  4. สร้าง Viral effect หากว่า AR นั้นๆมีความน่าสนใจ
  5. มี Promo code หรือ Coupon ซ่อนไว้ สำหรับคนที่ใช้ AR เท่านั้น
OmniVirt บริษัทสตาร์ทอัพใน Silicon Valley ที่ก่อตั้งโดยคนไทยและได้เงินลงทุนจากโครงการ Invent จาก Intouch Holdings ด้วย

ตัวอย่างไอเดียเจ๋งๆในการประยุกต์ใช้ AR

และ Use Case อื่นๆ ที่บริษัทดังๆหลายๆที่นำไปประยุกต์ใช้ เช่น

  • Airbnb นำเทคโนโลยี AR/VR มาช่วยในการจองห้องพัก
  • IKEA ทำแอพพลิเคชันให้เราสามารถจำลองวางเฟอร์นิเจอร์ในตำแหน่งต่างๆได้

ไอเดีย AR/VR กับงาน Advertising

Photo by Luca Bravo on Unsplash
  • Billboard — ข้อจำกัดของ Billboard คือเป็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่อยู่ตามหัวมุม หรือข้างทาง กลางแจ้งหรือตามถนนสายหลัก ส่วนใหญ่ผู้ที่เห็นก็จะเป็นผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะ การที่เค้าจะเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อใช้งาน AR อาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร ซึ่งถ้าเทียบกับ Digital Billboard มันสามารถดึงดูดผู้พบเห็นได้เลย โดยที่ไม่ต้องทำอะไร
  • ป้ายไฟอะคริลิคร้านกาแฟ — ทำ Coupon ส่วนลด สำหรับผู้ที่ใช้งาน AR หรือหา Coupon บริเวณรอบๆป้ายด้วย AR
  • งาน Rollup — ทำพวกข้อมูล Information เพิ่มเติม สำหรับงาน Roll up มีการ Interactive กับผู้ใช้ในแบบที่ Roll up ทั่วไปไม่สามารถทำได้
  • งานนามบัตร — ทำนามบัตรให้ดูน่าสนใจ โดยการเพิ่มพวก 3 มิติ หรือว่า Inforgraphic หรือรายละเอียดของโปรดัคของเราเพิ่มเติม
  • งานป้ายฉลาก — เช่น คะนอ หรือว่าบริษัทที่ผลิตพวกผงปรุงรสสำเร็จรูป เช่น ผงผัดกระเพรา ผักพริกแกง ประยุกต์ใช้ AR ก็อาจจะสามารถดูข้อมูลว่า สินค้านี้สามารถทำอาหารอะไรได้บ้าง ใช้ส่วนประกอบอะไรบ้าง
  • นอกจากงานด้านโฆษณาแล้ว การเอา AR มาประยุกต์ใช้ อย่างเช่น IKEA ก็สามารถมองในมุมมองที่รู้ว่าผู้ใช้ ชื่นชอบสิ่งของอะไรเป็นพิเศษ มีการลองกดสินค้านี้ วาง หรือเปลี่ยนสี หมุนในตำแหน่งต่างๆ มากเป็นพิเศษ ก็สามารถระบุได้ว่าลูกค้าสนใจชิ้นนี้ ช่วยให้รู้พฤติกรรมผู้บริโภคผ่าน AR เช่นกัน
ข้อเสียของแอพที่ใช้เทคโนโลยี AR ณ ตอนนี้คือ ค่อนข้างสิ้นเปลืองแบตโทรศัพท์

มุมมอง AR/VR ในปี 2018

“A person in a virtual reality headset and headphones” by Samuel Zeller on Unsplash

ทำไมปีที่ผ่านมา ปี 2017 สองบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Apple ทำการเปิดตัว AR Technologies โดยทาง Apple เปิดตัว ARKit พร้อมกับ iPhone 8 และ iPhone X ในขณะที่ Google ก็เปิดตัว ARCore ซึ่งรองรับมือถือ Android ของตัวเองและมีแผนให้รองรับยี่ห้ออื่นๆในอนาคต

ซึ่งถ้าหากมองย้อนกลับไปหลายๆปีก่อน เทคโนโลยี AR ดูน่าตื่นเต้น เป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่ก็นำมาประยุกต์ใช้เพื่อความบันเทิงหรือเป็นกิมมิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น รวมถึงข้อจำกัดหลายๆอย่าง ทั้ง Hardware มือถือแต่ละรุ่นไม่รองรับ ทำให้ส่วนใหญ่แอพพลิเคชันที่ออกมาก็จะมีข้อจำกัด ใช้ได้แค่เพียงผู้ผลิตเดียวเท่านั้น

แต่เมื่อทั้ง Apple และ Google ออกตัวช่วยมาทำให้ในมุมของนักพัฒนาสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานได้ง่ายขึ้น เชื่อว่าอนาคตจะต้องมีแอพที่ใช้ AR มากขึ้นเช่นกัน รวมถึง Smartphone และ Tablet ก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่คนส่วนใหญ่มีและใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และล่าสุด Facebook (เป็นบริษัทที่ทำ Oculus Rift อุปกรณ์ในการใช้งาน VR) ก็เพิ่งเปิดตัว ให้เราสามารถอัพโหลดรูป 3 มิติ ลง Facebook รวมถึงสามารถดูได้ผ่าน Browser ได้เลย ซึ่งก็ต้องมาลองติดตามว่าในปี 2018 เทคโนโลยี AR/VR จะไปได้ไกลแค่ไหน ซึ่งถ้ามุมมองของ Developers ต้องบอกเลยว่าน่าสนใจทีเดียว จริงๆสนใจตั้งแต่ Facebook ซื้อ Oculus Rift แล้ว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเอามาประยุกต์ใช้อะไรได้นอกเหนือจาก Entertainment