Chai Phonbopit
Aug 12 · 6 min read
Photo by Max Duzij on Unsplash

สวัสดีครับพอดีว่าวันนี้พอจะมีเวลาได้พัก ได้นั่งทบทวนตัวเอง ก็เลยมานั่งเขียนบล็อคเล่น ทบทวนเป้าหมาย นั่งเช็คสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้ต่างๆ และหนึ่งในนั้นก็คือการพัฒนาตัวเอง แต่ว่าการพัฒนาตัวเองนั้น มีหลากหลายครับ ทั้งเรื่องเกี่ยวกับงาน ภาษา งานอดิเรก ดนตรี ศิลปะ เยอะแยะไปหมด แต่สิ่งที่ผมจะพูดวันนี้คือ การพัฒนาตัวเองในฐานะ Developer คนนึง

ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับ Developer มือใหม่ควรรู้อะไรบ้าง? ไปแล้ว สามารถตามไปอ่านเพิ่มเติมได้ตาม Link ที่แนบไว้ครับ

บทความนี้ผมอยากจะแชร์ แนวความคิด สิ่งที่ผมเรียนรู้มา สิ่งที่ผมคิด และสิ่งที่ทำในตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ที่ได้ลองผิดลองถูก หรือปรับแต่ง นำแนวคิดหลายๆอย่าง มาประยุกต์ใช้นะครับ และก็ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างเป็นสิ่งดีที่สุด ไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวคุณเอง สิ่งที่ตอบโจทย์ผมอาจไม่ใช่สำหรับคุณ สิ่งที่ใช่สำหรับคุณอาจไม่ใช่สำหรับผม ฉะนั้นมีแต่ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะบอกได้


1. ตั้งเป้าหมายในชีวิต

Photo by Ben White on Unsplash

ข้อนี้ผมยกให้เป็นหนึ่งในหัวใจหลักเลยก็ว่าได้ ผมเชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต มีเป้าหมายในการทำงาน บางคนอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง บางคนอยากออกมาใช้ชีวิต Slow life บางคนอยากทำ Startup บางคนขอแค่ได้ทำงานที่มั่นคง มีชีวิตเรียบง่าย ก็พอใจแล้ว คือมันไม่มีผิด มีถูก มันแล้วแต่ Life Style ของแต่ละคน ทุกคนสามารถเลือกทางเดิน เลือกเป้าหมายได้เอง ฉะนั้นอย่าตัดสินคนอื่นด้วยความคิดตัวเองเด็ดขาด

แต่เป้าหมายในชีวิต นั้น จริงๆแล้วมันก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งที่เราตั้งเป้าหมายในช่วงเวลานั้น อีกเดือนต่อมา หรืออีกปีถัดมา ก็อาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้

  • บางช่วงเวลา ผมคิดแค่ว่า Slow life เรื่อยๆ รับงานมาทำสบายๆ ไม่ต้องทำงานหนัก แลกกับเวลา และความเครียดที่น้อยลง ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย
  • บางช่วงเวลา ผมก็มีสิ่งที่อยากทำ ต้องเสร็จให้ได้ ภายใน 1–2เดือน หรือครึ่งปี ก็จะทุ่มเวลาให้กับมันแบบ 100% ผมก็จะทุ่มกับมัน ไม่สนใจ Life style ชีวิต ไม่สนใจ Balance ขอแค่ว่าบรรลุเป้าหมาย (จริงๆมันก็มีทั้งดีทั้งเสีย)
  • แต่ไม่ว่าช่วงเวลาชีวิตเราจะมีเป้าหมายแบบไหน มันก็ไม่มีผิด ไม่มีถูกอย่างที่บอกไปนั่นแหละ ขอแค่เรา Balance ตัวเองได้ ทำแล้วมีความสุข สนุกที่ได้ทำ ก็แค่นั้นเอง

บางคนอาจจะยังไม่มีเป้าหมายของตัวเอง หรือยังมองเป้าหมายไม่ชัดเจน แต่นั่นไม่แปลกครับ สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ รู้ตัวว่าเราขาดอะไร ก็ทำสิ่งนั้น มีแต่ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะรู้ว่า

ให้สมมติ หากเรามองการกระทำตัวเองในเวลานี้ และนึกภาพในอีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี ข้างหน้า ตัวคุณจะเป็นตัวคุณในแบบที่ตัวเองคิดไว้มั้ย? ถ้าใช่ ก็ทำต่อไป แต่ถ้าไม่ใช่ละ? คุณต้องมาคิดแล้วละว่า เรายังขาดอะไร เรายังทำอะไรไม่ดีพอ

ฉะนั้นหากคุณมีเป้าหมายแล้ว เรื่องต่อๆมามันก็จะง่ายขึ้นแล้วใช่มั้ยละครับ?


2. พัฒนาตัวเองผ่านการรับสมัครงาน

Photo by Tim Mossholder on Unsplash

เชื่อมั้ย ผมเป็นคนที่ชอบเข้าไปดู Career/Hiring หรือประกาศงานต่างๆ มาก ผมชอบอ่านบล็อค อ่านข่าวตาม Newsletter ที่สมัครงานไว้ หรือค้นหาข้อมูลแล้วเจอเว็บบล็อค หรือเว็บต่างๆ ทั้งที่ใช้งานประจำ มักจะชอบเข้าไปกดดูในส่วนการรับสมัครงาน และดูตำแหน่งที่เปิดรับครับ แต่ ผมไม่ได้สนใจอยากไปทำงานนะครับ สิ่งที่ผมสนใจคือ

  • านนั้นทำอะไร? เวลาอ่าน Job Description เค้าต้องการคนแบบไหนเข้าไปทำงาน? มันทำให้ผมได้รู้ว่า ถ้างานแบบนี้ ถ้าเราเข้าไปทำ เรายังขาดสกิลอะไร และควรพัฒนาอะไรบ้าง
  • ใช้ Tech Stack อะไร? ตัวอย่างเช่น งาน Frontend Developer มันมีเครื่องมือที่ค่อนข้างหลากหลายมาก ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง ผมก็จะไปดูว่า ถ้าเป็น Stack ประมาณนี้ เค้าจะใช้อะไรบ้างนะ เราก็จะได้เรียนรู้จากพวกนี้ หรือบางที บางชื่อที่เขียนมา เราแค่เคยเห็น แต่ไม่เคยใช้งานจริง ก็ทำให้ได้พัฒนาตัวเองไปในตัวด้วย
  • ฝึกทำโจทย์ / Test บางที่ที่สมัครงาน ก็มีโจทย์ หรือ Test ให้ลองทำเพื่อทดสอบด้วย บางครั้งผมก็ชอบนึกสนุก นั่งทำเล่นๆ มันทำให้เราได้ฝึก Skill ตัวเองไปในตัวด้วย บางทีเป็นเรื่อง Basic ที่เรามองข้ามก็มี หรือบางทีเป็นเรื่อง Advanced ที่เรายังขาด ยังไม่ชำนาญ ก็ได้พัฒนาตัวเองไปในตัว

3. พัฒนาภาษาอังกฤษ

ปฎิเสธไม่ได้ว่าภาษาอังกฤษนั้นค่อนข้างสำคัญในสายงาน Tech/IT จริงๆแล้วก็สำคัญแทบทุกสายงานนั่นแหละ ซึ่งจุดนี้ยังเป็นปัญหาสำหรับผมเอง ผมยังรู้สึกว่าภาษาของตัวเองนั้นต้องพัฒนาอีกเยอะ ฉะนั้น มันก็เลยเป็นเป้าหมายหนึ่งในฐานะ Developer คนนึงด้วยครับ (สำหรับใครที่เก่งภาษาอยู่แล้ว ก็อาจจะมองว่าไม่จำเป็น ก็ไม่ผิดอะไรครับ)

สิ่งที่ผมมองเลยคือ ขั้นแรก บังคับตัวเองก่อนเลย ให้ ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ

เริ่มจากฟังเพลงสากล จากที่เมื่อก่อนจริงๆก็ฟังแหละ แต่ฟังแค่เพลินๆ แต่ตอนนี้ฟังแล้วพยายามจับใจความ ฟังให้เข้าใจว่าเพลงนี้ร้องยังไง (แน่นอนแหละ ถ้าฟังจะยาก แต่ถ้าไปเปิด Lyrics แล้วมาฟังอีกรอบ เราจะ อ๋อ ทันทีว่าเพลงนี้ร้องยังไง เชื่อว่าหลายคนเจอโมเม้นแบบผมแน่ๆ 😃)

ซึ่งจริงๆแล้ว ถามว่าเพลง มันช่วยได้มั้ย ก็ช่วยได้ระดับนึงครับ แต่มันก็อาจจะมีบางคำ บางประโยค ที่จริงๆแล้วต้องพูดติดกัน หรือเน้นเสียงสั้น แต่พอเป็นเพลงต้องเว้นจังหวะ หรือลากยาว ตามจังหวะเพลงนั่นเอง

อีกส่วนคือ Podcast ครับ ข้อดีคือผมชอบฟัง อยู่แล้ว ก็เลยไม่ติดปัญหาอะไร สามารถฟังได้เพลินๆเรื่อยๆ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ก็พยายามฟังไปครับ ซึ่งเดี๋ยวนี้ Podcast สามารถหาฟังได้ง่ายมากๆ เช่น Spotify (ซึ่งผมใช้ฟังพวก Tech อะไรพวกนี้)

ตัวอย่าง Podcasts บน Spotify จริงๆไม่ใช่เฉพาะภาษา แต่มีทุกหมวดหมู่ครับ

นอกจาก Podcast การฟัง ก็จะเป็นการดู Talk/Conference ใน Youtube (ข้อนี้หลายๆคนมักจะโดนขัดจังหวะ จาก suggestion ต่างๆ เช่น กำลังดู Talk ด้านข้าง มีเพลง หรือมีคลิปน่าสนใจ ก็กดไปดู ซึ่งเมื่อก่อนผมก็เป็นครับ ดูได้แปปเดียว ซักพัก ไปดูเกมส์ ไปดูคลิปเพลง บอล ซะแล้ว)

ส่วนการอ่านนั้น จะบอกว่ามันได้ทั้งการพัฒนาภาษาอังกฤษ และเพิ่มสกิล Coding ของตัวเองด้วย เรียกว่า x2 คอมโบเลยก็ได้ครับ

ปกติ ก็เริ่มอ่านบล็อค อ่านบทความภาษาอังกฤษมาได้ซักพักแล้ว ก็น่าจะช่วง 5–6ปีที่แล้ว (ซึ่งตอนเรียน หรือตอนทำงานปีแรกๆ บอกเลยว่าผมเกลียดภาษาอังกฤษมาก เจอบทความอังกฤษต้องปิดทันที มองหาภาษาไทยก่อน)

ปัจจุบันมีเว็บ บล็อคภาษาอังกฤษเยอะมาก (แต่ผมก็ยังชอบอ่านบล็อคภาษาไทยอยู่นะ)

  • Medium.com ก็ยังเป็นเว็บที่เหล่า Dev & Design หรือ Business สาย Tech เลือกใช้เยอะอยู่ และก็เป็นหนึ่งในเว็บที่ผมมักใช้อ่านประจำ ไม่เจาะจงแค่ Tech อ่านจะเป็นเรื่อง Life style, Self Improvement หรือ Business ก็ได้
  • Dev.to คล้ายๆ Medium แต่ว่าเฉพาะเจาะจงมาเป็นสาย Tech ไปเลย
  • Newsletter ต่างๆ จริงๆมีเยอะมากๆ ผมก็ subscribe แล้วก็อ่านจาก Email บทความไหนน่าสนใจก็ Link ไปอ่านเพิ่มเติม ก็ได้รู้จักบล็อคอื่นๆเพิ่มมากขึ้น
  • Twitter เป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่เอาไว้อ่านข่าว อ่านบล็อค แล้วก็ Link ไปบทความ แน่นอน อ่านบล็อค Programming ก็ได้ทั้งสกิล Programming และภาษาอังกฤษไปในตัว

จริงๆ เรื่อง Networking หรือการไป Meetup หรือ Conference ก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อในการพัฒนาตัวเองครับ ทั้ง Soft skill และ Hard skill แต่โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบไล่ดูย้อนหลังจาก Youtube มากกว่า เลยไม่ได้แยกเป็นอีกหัวข้อ เลยเอาเป็นรวมกันไปในเรื่องการพัฒนาภาษาอังกฤษไปละกัน

ส่วนการพูด และ การเขียน แน่นอน มันเป็นเรื่องยาก ถ้าเราไม่มีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ เราก็แทบจะไม่ได้พูด อาจจะลองเลือกไปงานพวก Meetup หรืองาน language exchange เล็กๆ เพื่อ chat สั้นๆ ก็ได้ครับ หรือหัดพูดคนเดียว (แต่ข้อนี้อาจจะฝึกความคล่องในการออกเสียง แต่จะไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเข้าใจหรือพูด มันถูกต้องหรือเปล่า ถ้ามี Native speaker เค้าจะช่วยแนะนำได้)

ส่วนการเขียน ก็ต้องฝึกเช่นกัน ผมเลือกหัดเขียนบทความภาษาอังกฤษใน Medium นี่แหละ เริ่มจากปีที่แล้ว จริงๆก็ไม่ได้ฝึกบ่อยหรอก นานๆเขียนที เขียนเมื่อนึกออก แต่มันก็ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้เหมือนกัน (อีกข้อ คือ เวลาคุยงาน หรือ chat กัน ผ่าน text เราก็ได้ฝึกใช้การเขียนไปในตัวด้วย)

สุดท้ายผมมองว่าการฝึกษาภาษาอังกฤษ ด้วยการทำในสิ่งที่ชอบ มันช่วยเราอย่างมาก อย่างเช่น ผมชอบพัฒนาตัวเอง ชอบอ่านบล็อค Programming ชอบ Tutorial อยู่แล้ว ให้อ่านบล็อค ฟัง Podcast หรือดู Youtube พวก Conference/Talk ต่างๆแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าไม่มีปัญหาสำหรับผม ค่อยๆฝึก ค่อยๆพัฒนาไปเรื่อยๆ

แต่ในขณะเดียวกัน หลายๆคนแนะนำให้ดูหนัง ห้ามดูภาคไทย แล้วเปิด Subtitle หรือปิด แล้วแต่เรา จะช่วยให้ภาษาพัฒนาไปได้เร็ว ซึ่งข้อนี้มันไม่ตอบโจทย์ผม เพราะผมไม่ได้ชอบดูหนังขนาดนั้น ผมรู้สึกว่าเวลาที่เสียไป ผมเอาไปนั่งดู Talk/Conference ดีกว่า (จะดูแค่นานๆที และมองว่าถ้าจะดูคือดูแบบผ่อนคลายไปเลย และอยากดูแบบสนุก เข้าใจได้ ไม่ได้อยากดูแบบต้องฝึกตัวเอง 😄)

ฉะนั้นวิธีการไหน ไม่สำคัญ ขอแค่มันตอบโจทย์คุณก็พอครับ ชอบแบบไหนทำแบบนั้น อย่าฝืนทำในสิ่งที่คนอื่นแนะนำ แต่คุณไม่ได้อยากทำม้น สุดท้ายคุณจะเบื่อไปซะก่อน


4. แก้ปัญหาหมดไฟ

ถามว่าเคยรู้สึก Burn out หรือเปล่า? ตอบว่าเคยครับ สามารถแก้ปัญหาได้ยังไง? ผมก็ตอบไม่ได้ว่า วิธีของผมใช้กับคนอื่นๆได้มั้ย อาจจะได้ทั้งไม่ได้ครับ ข้อแรกเลย อาการหมดไฟมันเป็นยังไงล่ะ? ผมไม่แน่ใจนิยามคำนี้ซักเท่าไหร่ แต่สำหรับตัวผมเอง คือ การที่ผมรู้สึกเบื่อกับสิ่งที่ทำ รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันไม่ใช่ทิศทางที่ผมอยากจะไป ไม่ชอบที่ทำ หรือบางครั้งรู้สึกแค่ว่าสิ่งที่ทำมันยังไม่ดี มันแย่ อะไรประมาณนี้ ซึ่งทุกๆอย่าง มันอาจจะเป็นแค่ส่วนน้อยๆ แต่รวมๆกัน ผมเรียกอาการเหล่านี้ แบบนี้ละกัน

ก่อนอื่น หาสาเหตุก่อนว่าเพราะอะไร? เราจะได้แก้ปัญหาตรงส่วนนั้นไป ซึ่งแต่ละคนก็มีสาเหตุแตกต่างกันครับ

สิ่งที่ผมใช้แก้ปัญหาตัวเอง คือ เลือกพัก หรือเลือกหยุดทำงาน หรือเลือกทำสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยทำ และลองไปท่องเที่ยวครับ จะเห็นว่าช่วงต้นปี เดือนกุมภา มีนาคม ผมลองพักจากงาน ไปลองเที่ยวแบบไม่คิดอะไร เพื่อพักผ่อน นั่งทบทวนกับตัวเอง (ถามว่าตอนนั้นกังวลหรือเครียดมั้ย? ตอบเลยว่ากังวลครับ เพราะช่วงพัก หากเราไม่ทำงาน เราก็จะไม่มีรายได้ แต่ตอนนั้นคิดไว้แล้วว่ารับได้ครับ ขาดรายได้ช่วงนั้นไป ไม่เป็นไร)

ผมเลือกไปเที่ยวคนเดียว ข้อดีคือ ผมมีเวลาอยู่กับตัวเองมากๆ เรียกได้ว่าในทุกๆวัน ช่วงเวลาเที่ยว ก็มีทั้งสนุก ทั้งไม่สนุก มีทั้งช่วงเวลาเที่ยวจริงๆ หรือบางวันก็นั่งทำงาน นั่งโค๊ดไปด้วย บางเวลา

ถามว่าการไปเที่ยว มันช่วยให้อาการ Burn out มันหมดมั้ย? ก็ตอบไม่ได้ว่ามันหมดมั้ย แต่มันเจอบางสิ่ง บางอย่าง ที่ทำให้เรามีเป้าหมายในการทำสิ่งใหม่ๆ ได้เจอสิ่งใหม่ๆ ได้รู้แล้วว่าเราอยากทำอะไร หรือขาดอะไรไป

ถ้าให้พูดอีกอย่าง สำหรับผม การที่ผมแก้อากาศ burn out คงมาจากการที่ผมรู้สึกว่าผมเจอเป้าหมายในสิ่งที่จะทำก็ได้ครับ ฉะนั้นผมเลยสรุปว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกไม่มีเป้าหมายในการทำงาน หรือในชีวิต คุณจะเริ่มเบื่อหน่ายและ burn out เอาง่ายๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ คุณเริ่มคิด คุณเริ่มมีเป้าหมายแล้ว เมื่อนั้น คุณจะเริ่มสนุก และมีไฟอีกครั้งครับ


5. บริหารเวลาให้เป็น

Photo by Sanah Suvarna on Unsplash

ทุกคนมีเวลาเท่ากันวันละ 24 ชั่วโมง ฉะนั้นหากคุณคิดจะทำอะไรแล้วบอกว่าไม่มีเวลา แสดงว่าคุณ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันพอ และ คุณยังจัดการหรือแบ่งเวลาไม่เป็นอีกด้วย

ผมจะแบ่งเวลาออกเป็น 2 ส่วน คือ Fixed time ที่ต้องเสียแน่ๆ ใน ทุกๆ วัน คือ

  • การพักผ่อน แน่นอน เราทุกคนต้องมีเวลาในการพักผ่อน และควรจะพักผ่อนให้เพียงพอ ส่วนมากทุกคนจะแนะนำให้นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ซึ่งส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่า ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคน สำหรับผม ผมรู้สึกว่า การนอนวันละ 6–7 ชั่วโมง สำหรับผม คือเวลาที่กำลังเหมาะกับตัวเอง ไม่รู้สึกง่วงนอน และไม่รู้สึกล้า ในขณะที่เคยนอนเกิน 8 ชั่วโมง แล้วรู้สึกว่า มันก็ไม่ได้ทำให้สดชื่นเท่าไหร่
  • การทำงาน เราจะนับหมด ทั้งการเป็น Fulltime เป็น Freelance หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ มันก็คือการทำงาน ฉะนั้นก็ต้องมีแน่ๆ วันละ 8–9 ชั่วโมง ถ้ารวมเวลาพักกลางวัน

และอีกส่วนคือ เวลาที่เราสามารถใช้ทำอะไรก็ได้ ผมเรียกเวลาส่วนนี้ว่า freedom time ละกัน หักจาก fixed time แล้ว แต่ละวัน จะเหลืออยู่ประมาณ 8–10 ชั่วโมง ตีไปตัวเลขหยาบๆ เหลือซัก 8 ชั่วโมงละกัน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราจะใช้เวลา 8 ชั่วโมงตรงนี้ยังไง ให้มันมีค่า และเกิดประโยชน์ต่อตัวเราที่สุดดีล่ะ?

  • เสียเวลาเดินทาง ข้อนี้ผมเห็นเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ส่วนใหญ่เสียเวลาตรงนี้ไปค่อนข้างเยอะมาก บางคน ไป กลับ รวมเวลาแล้ว 3–4ชั่วโมง (ผมแค่ 1ชั่วโมง ผมยังเบื่อแล้วเลย) สำหรับผม ผมเลือกการพักอาศัยที่ติด BTS เดินทางสะดวก รวมถึงใกล้ที่ทำงาน (ใช้เวลาเดินทาง 15-20นาที) แต่ก็ต้องแลกมากับราคาที่แพงขึ้น แต่มันก็คุ้มนะ เวลา วันละ 2ชั่วโมง ที่ได้มา
  • หรือหากเลือกไม่ได้จริงๆ ก็หาอะไรที่มันสามารถทำในเวลาเดินทางได้ เช่น ส่วนตัวผมจะใช้เวลาเรานี้นั่งเช็ค Email หรือมีข่าว มี Blog ที่น่าสนใจ ก็จะนั่งไล่อ่าน หรือเบื่อๆ ก็นั่งฟัง Podcast (สำหรับคนขับรถ ผมว่า Podcast ก็เป็นอะไรที่มีประโยชน์มากๆ)
  • ตัด Social Network ออกซะ ไม่ได้หมายความว่าห้ามเล่นนะครับ แต่หมายถึง แบ่งเวลาให้เป็น ถามว่าผมเล่นมั้ยตอบเลยว่าผมออนไลน์ทุกวันนะ เช่น FB/IG ผมกดเข้าไปเลื่อนดู Feed แค่ครั้งละ 1–2นาที วันละไม่กี่ครั้งหรอก แต่ส่วนใหญ่ Facebook ที่ผมออนคือ กดเข้าไป Facebook Page กรณีที่มีคนถามเข้ามา ก็จะช่วยตอบซะมากกว่า

บางคนบอก อ้าว แค่เวลาเดินทางที่เสียไปในการทำงาน ก็หมดไปละ 1–2ชั่วโมง ไหนจะปาร์ตี้ หลังเลิกงาน ไหนจะออน Steam ส่องสาวใน IG นั่งไถ Feed facebook นั่งดูซีรีย์บน Netflix เต็มไปหมดเลย ก็ต้องกลับมาถามตัวเองครับว่า สิ่งเรานั้นจำเป็นจริงๆหรอ?

แต่ไม่ได้ความว่าคุณจะไม่ให้เวลากับตัวเองนะ ผมก็มีเวลาบางส่วน ที่เอาไว้เล่นเกม อ่านการ์ตูน ดูหนัง ดูบอล เตะบอล เล่นกีตาร์ แต่เราต้องแบ่งเวลา และให้ Priority มันต่ำไว้ หากมีสิ่งที่ต้องทำ ต้องทำสิ่งที่สำคัญก่อนเสมอ


6. โฟกัสและทบทวนตัวเอง

Photo by Stefan Cosma on Unsplash

ข้อนี้ผมมองว่ามันคล้ายๆหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหารเวลา และเป้าหมาย คือเราต้องเลือก Focus หรือให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราจะทำ เช่น เรามีเป้าหมายว่าจะทำอะไรแล้ว ต่อมาเราต้องเลือกความสำคัญว่า มันสำคัญที่ต้องทำมั้ย สุดท้ายก็มาดูว่า มันเหมาะจะทำในเวลาเท่านี้ เท่านั้นมั้ย

รวมถึงมันมีหลายปัจจัย ให้เราเลือก Focus ด้วย เช่น เราทำสิ่งนี้ เพื่ออะไร? มีประโยชน์อะไร ใช้เวลาเท่าไหร่ สามารถสร้างประโยชน์หรือรายได้ให้เราได้มั้ย?

ข้อนี้ ผมมีปัญหามากๆ เพราะว่าเมื่อก่อน ผมมีสิ่งที่อยากทำในหัวเต็มไปหมดเลย วันนึงมีไอเดีย มากมาย อยากทำนู้น อยากทำนี้ อยากลองไปหมด

ผมเคยลองใช้ Trello มาช่วยจัดการ มาช่วยแบ่ง Todo, Doing อะไรพวกนี้ แต่มันก็ได้แค่ในระยะสั้น ซักพัก เราก็จะลืม หรือช่วงเวลาทำเสร็จ แต่ลืมอัพเดท Trello สุดท้าย มันก็จะไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือบางครั้งก็มีแต่ Todo เต็มไปหมด หรือ Doing อะไรเต็มไปหมด สุดท้าย ก็ไม่รู้ว่า เราจะโฟกัสอะไรกันแน่ โฟกัส List ที่จะทำ หรือ focus งานที่จะทำ (แม้ว่าเราจะเรียง Priority สิ่งที่ให้ความสำคัญไว้บนสุด แต่มันก็สามารถถูกโน้มน้าวได้ง่ายจากที่มันมี list เยอะแยะไปหมด ได้เช่นกัน)

สิ่งที่ผมเลือกทำ ผมทำแบบง่ายๆเลยครับ คือบันทึกด้วย Markdown ครับ โดยได้ไอเดียมาจาก Repo นี้ครับ

โดยผมแบ่งเป็น Todo ของ Week นี้จะทำอะไร เป็นเหมือน Backlog ไว้ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ วันนี้จะทำอะไร? แต่ เลือกมาแค่ 1 อย่าง และต้อง 1 อย่างเท่านั้น (โดยการแพลนว่าวันนี้จะทำอะไร จริงๆแล้วคือแพลนก่อนนอน ว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร นั่นแหละ)

ข้อดีคือ มันทำให้ผมได้โฟกัสจริงๆ ว่าจะทำอะไร หากไม่ใช่ที่โฟกัสไว้ก็จะไม่ทำ

สุดท้ายแล้ว เมื่อจบสัปดาห์ (ผมใช้ทีละ 2 สัปดาห์ เป็น 1 Sprint) ผมก็จะมาทำคล้ายๆ Sprint Retrospective นั่งย้อนดูว่าช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เราโฟกัสไว้แต่ละวัน ทำสำเร็จมั้ย มีอะไรที่ทำสำเร็จ ไม่สำเร็จ มีอะไรที่ทำนอกเหนือจาก Planning ไว้บ้าง

เมื่อกลับไปอ่าน หรือย้อนกลับไปอ่าน อย่างน้อย มันก็ช่วยให้เราสามารถวางแผนเป้าหมายเราได้แม่นยำขึ้นด้วย


7. ลงมือทำ

สุดท้ายแล้ว เมื่อเรามีเป้าหมาย เราจัดการเวลา เราโฟกัส สิ่งสุดท้ายที่ต้องทำคือการลงมือทำซะ

เลิกมานั่งคิด มามโนได้แล้ว หรือพูดไปทั่วว่า ถ้ามีเวลา จะทำแบบนี้ ถ้ามีเวลา อยากฝึกภาษา ถ้ามีเวลามากกว่านี้นะ อยากหัดเขียนเว็บ

ตัวอย่างเช่น การลงมือทำ หัดเขียนภาษาใหม่ๆ หัดลอง Library ใหม่ ทบทวน Fundamental พวกนี้

  • เป็น Frontend อยากลองหัดทำ API ด้วย Golang, Node.js
  • เป็น Frontend Dev อยากหัด DevOps แฮะ ก็ลองหัด Docker หรือ K8S
  • เป็น Backend อยากหัดทำ CSS ลองทำ Bootstrap อะไรก็ว่าไป
  • เป็น Backend แต่ทำเป็นแค่ API อยากลองเขียน GraphQL ด้วยทำยังไง
  • เป็น Backend แต่ยังไม่ได้เคยทำ Queue หรือ Caching เลย ลอง Redis หรือ RabbitMQ ดีมั้ย
  • เป็น Backend แต่ทำเป็นแค่ JWT ลองหัดทำ OAuth หรือ SSO ดูดีมั้ย
  • เขียนเว็บมานาน แต่ไม่เคยรู้พวก Design Pattern หรือ Clean Code เลย หาอ่านเพิ่มยังไงดี?

ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ การมีความคิด มีเป้าหมาย และการลงมือทำ มันช่วยให้เราพัฒนาตัวเองแน่ๆ บางครั้งการที่เราทำงาน มีสิ่งที่เราต้องทำ มันทำให้เราจำกัดอยู่แค่สิ่งที่เราถนัด จะรอแค่โอกาสในที่ทำงาน บางทีก็อาจจะไม่สามารถคาดเดาได้ ทำไมเราไม่หาโอกาส หาเป้าหมาย แล้วตั้งเป้าให้ตัวเองซะเลยละ?

เราสามารถแบ่งเวลาว่าง หรือจัดลำดับความสำคัญมาพัฒนาสกิลเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกได้นะ มีประโยชน์ทั้งกับตัวเอง และในทีมแน่นอน ยิ่งคุณชำนาญอะไรมากขึ้น เวลาที่ใช้ หรือปัญหาต่างๆ ย่อมน้อยลงแน่นอน

ตัวอย่างเช่น ผมเอง สิ่งที่ผมแตกต่างจากเมื่อก่อน คือมีแต่ไอเดีย ไม่ได้ลงมือทำ คือ

  • ได้อัพเดท Blog ตัวเองซักที เปลี่ยนจาก Middleman เป็น Gatsby หลังจากเอาแต่คิด เอาแต่พูดว่าจะ จะเปลี่ยน
  • ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ : สิ่งที่ผมเขียนลงบล็อค บางเรื่องก็เป็นเรื่องใหม่ บางเรื่องก็ได้ทบทวนตัวเอง ได้ลองฝึกทำ แน่นอนมันเป็นการพัฒนาตัวเองทั้งนั้น
  • ได้ทำคอร์ส Online 2 คอร์ส คือ React and Redux for Beginners และ HTML/CSS for Beginners
  • อ่านหนังสือ Programming : ผมเคยมีปัญหาคือ มีหนังสือเต็มไปหมดที่อยากอ่าน บางทีเปิดอ่านแค่ Table of Contents บางเล่ม อ่านผ่านๆ ผ่านข้ามๆ แต่ช่วงนี้ 4–5เดือน ผมใช้เวลาอ่านหนังสือ Programming แบบจริงๆจังๆ ครั้งแรก ก็รู้สึกว่า ได้อ่าน ได้ลองทำตามหนังสือ และมี App จริงๆ ก็ทำได้นี่นา
  • เรียนคอร์ส Online : ข้อนี้เนื่องมาจากว่าผมอยากทำคอร์สออนไลน์ แน่นอน ผมก็อยากดูว่าคอร์สอื่นๆเค้าสอนยังไง ผู้สอนที่ดีเป็นอย่างไง สอนแบบไหนผู้เรียนจะได้ประโยชน์สูงสุด และอีกข้อนึงคือ ถึงแม้จะเป็นผู้สอน แต่ไม่ใช่เราจะรู้ทุกอย่าง เราจะเก่ง จะหยุดพัฒนา ไม่ใช่เลย เราก็ต้องพัฒนาสกิล พัฒนาความสามารถของเราเช่นกัน
  • ทำ Side Project และลอง Hack อะไรเล่นๆ : ข้อนี้เป็นไอเดียที่ผมคิดจะทำมาตลอด แต่ไม่เคยทำได้ซักที แต่ช่วงนี้ ผมสามารถทำได้แล้ว คือ Side Project อันนี้คือเป็นโปรเจ็คที่ไม่เจาะจง ทำเล่นๆ ได้ทำออกมา 3–4 แอพแล้ว

อีกส่วนคือ Hack หัวข้อนี้คือคล้ายๆ Hackathon หรือ Research อะไรก็ว่าไป ผมตั้ง Goal ให้ตัวเองคือ ทุกๆ 1 เดือน 1 Weekend จะเป็นช่วงเวลา Hack & Research อะไรก็ได้ และทำมันออกมา ซึ่งอันนี้แหละ เป็นสิ่งที่ผมตั้งเป้าหมาย หลังจากเขียนบทความนี้ วางเป้าหมายแล้ว, Focus แล้วว่าจะทำ สุดท้าย ก็จะลงมือทำ และ จะเอามาบล็อคเขียนเรื่องราวต่อไปครับ

มาดูกันว่า เป้าหมายที่ผมตั้งไว้ จะลงมือทำได้ตามที่ผมคิดไว้จริงๆมั้ย 😃

สุดท้าย แล้วคุณละ เลือกพัฒนาตัวเองแบบไหน?


ป.ล. ใน Medium ผมรู้สึกว่าเขียนเรื่องทั่วๆไป สนุกกว่า ในขณะที่บล็อค Devahoy ผมเขียน Technical ที่มันใส่พวก Code snippet ได้ก็สะดวกกว่า เช่นกัน ทำให้ผมจะแยกเขียน ถ้าเป็นไปได้นะครับ เรื่องเบาๆ ไว้ใน Medium เรื่อง Technical ก็ไว้ในบล็อคละกัน

ฝากเว็บและ Facebook Page ด้วยครับ

Devahoy

Learn and share about technologies that power the world, read more at https://devahoy.com

Chai Phonbopit

Written by

I make web stuff with JavaScript (Node & React), Blogger at https://devahoy.com 🤖

Devahoy

Devahoy

Learn and share about technologies that power the world, read more at https://devahoy.com

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade