สำรวจพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตของประเทศไทยใน ม.ค. 2018 ที่ผ่านมา — Part 2 Digital in 2018 in Thailand

ต่อมาเราจะทำการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยเป็นอย่างไงบ้าง
(ถ้าคุณยังไม่ทราบข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตของทั่วโลกใน ม.ค. 2018 ที่ผ่านมา — Part 1 Digital in 2018 in the World)

สำหรับประเทศไทยในปี 2018 นี้ได้เผยว่ามีประชากรทั่วโลกประมาณ 69.11 ล้านคน ที่มีลักษณะเป็นสังคมเมืองประมาณ 53% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสังคมเมืองที่เป็นไปได้มีทั้งหมด 4 สถานที่ เช่น กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ชลบุรี และภูเก็ต
มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่าถึง 57 ล้านคน, สำหรับผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียเป็นประจำถึง 51 ล้านคน ผู้ใช้มือถือประมาณ 55.56 ล้านเครื่อง, และผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียผ่านโทรศัพท์สมาร์ทประมาณ 46 ล้านเครื่อง
แสดงให้เห็นว่า คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตกันผ่านทางโทรศัพท์สมาร์ทเกือบหมดทุกคนแล้ว และคนส่วนใหญ่จะใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียมากกว่าสื่ออื่นๆ

ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงขึ้น 24% หรือ 11 ล้านคน, ผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียเป็นประจำ สูงขึ้น 11% หรือ 5 ล้านคน, ผู้ใช้มือถือสูงขึ้น 3% หรือ 2 ล้านเครื่อง และผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียผ่านโทรศัพท์สมาร์ทสูงขึ้น 10% หรือ 4 ล้านเครื่องในปี 2017 ที่ผ่านมา

ประชากรไทยมีสัดส่วนผู้หญิงเป็น 51.3% และชายเป็น 48.7%, การเปลี่ยนแปลงขนาดประชากรประมาณ +0.2%, อายุมัธยฐานประมาณ 38.1 ปี (ซึ่งทุกคนอาจจะไม่เข้าใจความหมาย อายุมัธยฐาน คือ นำประชากรทั้งหมดแบ่งเป็นส่วนเท่าๆกัน จะได้อายุมัธยฐาน เช่น มีค่า 29.2 ปี หมายความว่าครึ่งประเทศมีอายุมากกว่า 29.2 ปี และอีกครึ่งประเทศ มีอายุน้อยกว่า 29.2 ปี), ประชากร 53% อยู่ในเขตเมือง, รายได้ต่อหัวประชากรไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 16,946 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี หรือราวๆ 559,218 บาท (แอดมินยังไม่ถึงเลย T-T) และความสามารถในการอ่านและเขียนทั้งชายและหญิงทั้งหมด 97%

คนไทยส่วนใหญ่ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์สมาร์ทมากที่สุด รองลงมาคอมพิวเตอร์ตั้งโต็ะ ซึ่งแท็บเล็ตน้อยที่สุด

เวลาใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยแต่ละวันเฉลี่ยอยู่ที่ 9 ชั่วโมง 38 นาที และพฤติกรรมต่างๆ ของคนไทยที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้แก่ ค้นหา (Search), แซท, ชม, อ่าน, ฟัง และซื้อ
ซึ่งจะใช้เวลาในการพูดคุยกับเพื่อนผ่านแอพพลิเคชันแชท LINE หรือ Facebook messenger และโพสต์ แชร์ แม้แต่ Live ผ่านโซเชียลมีเดีย Facebook ใช้เวลาแต่ละวันเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ชั่วโมง 10 นาที, การดูวิดีโอผ่านแอพพลิเคชัน Youtube หรือทีวีออนไลน์ ใช้เวลามากที่สุดแต่ละวันเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 03 นาที เพราะคนไทยไม่ได้ให้ความสำคัญในการอ่านมากกว่าดูวิดีโอ และสุดท้ายการฟังเพลงผ่านแอพพลิเคชัน Joox หรือ Music แต่ละวันเฉลี่ยอยู่ที่ 1ชั่วโมง 35 นาที


“คนไทย” ใช้เวลาเข้าอินเทอร์เน็ตต่อวันมากที่สุดในโลก — กรุงเทพฯ ยังคงครองแชมป์เมืองที่มีผู้ใช้ Facebook มากสุดในโลกอีกด้วย

วัดทัศนคติในการใช้ดิจิทัลในประชากรคนไทย เชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่นำเสนอโอกาสมากกว่าความเสี่ยงถึง 68% ต้องการใช้งานได้ดีกว่าเมื่อไรก็ตามที่เป็นไปได้ถึง 52% และยังให้ความสำคัญกับการป้องกันข้อมูลส่วนตัว และระบบความปลอดภัยของดิจิทัล โดยมากถึง 75% โดยลบ Data Privacy จากเบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวถึง 40% (เหมือนกับเราทำการล้างข้อมูลในเว็บบราวเซอร์) และสุดท้ายเครื่องมือที่คนไทยชอบที่สุดคือ ใช้เครื่องมือปิดกั้นโฆษณาเพื่อหยุดโฆษณาที่ได้รับการแสดงถึง 37% (อันนี้แอดสนใจ มีแบ่งปันมาให้บ้าง)

ความถี่เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยส่วนใหญ่ไม่เกินวันหนึ่ง ซึ่งคนไทยจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา หรือทุกวัน


โดยสถิติมาจาก Similarweb และ Alexa เผยข้อมูลการเข้าเว็บไซต์ใช้งานของคนไทยว่า มีคนไทยเข้าใช้งาน “Google.co.th” มากที่สุด จำนวนเข้าใช้งาน 1,188.5 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่าทุกวันนี้ Google.co.th เป็น Portal web อันดับหนึ่งของคนไทยไปแล้วสำหรับการค้นหาข้อมูล
5 อันดับ “คำ” (Keyword) ที่คนไทยใช้ค้นหาในเว็บไซต์ Google มีอะไรบ้าง…?

ที่คนไทยค้นหามากที่สุดใน Google คือ บอล / หนัง / ผลบอล / Facebook / แปล นอกจากนี้ “หวย” ติดอันดับเป็นหนึ่งในคำค้นหาสุดฮิตของคนไทย หรือการค้นหารีวิวจาก “PANTIP” ก็เช่นกัน

ซึ่งพฤติกรรมของคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตในสัปดาห์หนึ่ง กับสื่อโซเชียลมีเดียมากที่สุดจากโทรศัพท์สมาร์ท 73% หรือ 5 วัน 2.64 ชั่วโมง อันดับสองคือสื่อการชมวิดีโอออนไลน์จาก Youtube หรือเว็บไซต์ดูหนังจากโทรศัพท์สมาร์ท 63% หรือ 4 วัน 9.84 ชั่วโมง อันดับสามคือการค้นหาผ่านเว็บไซต์ Google จากโทรศัพท์สมาร์ท 37% หรือ 2 วัน 14.16 ชั่วโมง อันดับสี่คือการเล่นเกมจากโทรศัพท์สมาร์ท 22% หรือ 1 วัน 12.96 ชั่วโมง และสุดท้ายคือการค้นหาข้อมูลสินค้าจากโทรศัพท์สมาร์ท 15% หรือ 1 วัน 1.2 ชั่วโมง

พฤติกรรมการดูวิดีโอผ่านออนไลน์ของคนไทย พบว่า
- 57% ดูวิดีโอออนไลน์ทุกวัน
- 27% ดูวิดีโอออนไลน์ทุกสัปดาห์
- 9% ดูวิดีโอออนไลน์ทุกเดือน
- 3% ดูวิดีโอออนไลน์น้อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน
- 3% ไม่เคยดูวิดีโอออนไลน์

ขณะที่พฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อการดู “ทีวี” ยังพบว่ามากถึง 96% ดูทีวีผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ มี 21% ที่ดูคอนเทนต์ Online Streaming บนเครื่องรับโทรทัศน์ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบัน “Smart TV” เริ่ม Penetrate เข้าไปอยู่ในครัวเรือนคนไทยมากขึ้น อีก 5% บันทึกวิดีโอบนทีวีเก็บไว้ และ 40% ดูคอนเทนต์ Online Streaming ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต

ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ใช้งานผ่านสื่อโซเชียลมีเดียทั้งหมด 51 ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด และผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียผ่านทางสมาร์ทโฟนทั้งหมด 46 ล้านคน หรือคิดเป็น 67% ของประชากรทั้งหมด
ดังนั้นสมาร์ทโฟนสามารถเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดียได้ง่ายกว่าสำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต



คนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตจะใช้งานผ่านสื่อโซเชียลมีเดียของ Facebook เกือบทุกคน
คนไทยใน “กรุงเทพฯ” จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีผู้ใช้ Facebook มากที่สุดในโลก
และผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 11% จากปี 2017 ที่ผ่านมา และคิดเป็นร้อยละของผู้ใช้งาน Facebook เข้าผ่านมือถือ 90% มีสัดส่วนเพศชาย 51% และเพศหญิง 49% ของผู้ใช้งาน Facebook ทั้งหมด

คนไทยที่ใช้งานผ่านสื่อโซเชียลมีเดียของ Facebook ส่วนใหญ่จะมีช่วงอายุ 18–44 ปี หรือเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กลุ่ม Gen X และ Gen Y เป็นกลุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งจะใช้งานใช้อินเทอร์เน็ตและสื่อโซเชียลมีเดียมากที่สุด ส่วนอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นจะเป็นกลุ่มของ Baby Boomer ที่เริ่มเข้าสู่วัยชราแล้ว เกิดมาในช่วงที่ยังไม่มีเทคโนโลยี ต้องการคำแนะนำ เรียนรู้และปรับตัว ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 31.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 4.5 ชั่วโมงต่อวัน
ถ้าท่านไม่ทราบว่ากลุ่มคนแต่ละ Gen เป็นยังไงบ้าง ให้คลิกลิงก์ข้างล่างนี้
เจาะพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต คน Gen ไหน

เพจของคนไทยจะทำการโพสต์หรือโปรโมทเพื่อตอบสนองในการเข้าถึงเพจ ซึ่งเพจจะถูกกด Like เฉลี่ย +0.09% ต่อเดือน เมื่อเราทำการโพสต์เพจต่อการกด Like เพจเฉลี่ย 10.1% หรือการเห็นโพสต์เพจแบบ Organic reach ต่อการกด Like เพจเฉลี่ย 4.2%
การโปรโมทเพจเป็นสิ่งที่คนไทยให้ความสำคัญในการเพิ่มจำนวนการกด Like และการเข้าถึงเพจ ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ของเพจที่ซื้อโฆษณาหรือการ Boost post ทั้งหมด 22.4% และเฉลี่ยการเห็นโพสต์เพจแบบ Paid reach ประมาณ 36.7%
ความแตกต่างระหว่าง Organic reach กับ Paid reach …?
Organic reach คือ การที่คนเห็นโพสต์เพจ โดยไม่ได้ซื้อโฆษณาหรือไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ส่วนของ Paid reach คือ การซื้อโฆษณาสำหรับโปรโมทหรือการเห็นโพสต์เพจนั้นๆ ตามกลุ่มเป้าหมาย

การมี Engagement กับโพสต์ของเพจโดยรวม 6.99% และประเภทคอนเทนต์ที่โพสต์บน Facebook แล้วจะได้ Engagement ดีที่สุด คือ “วิดีโอ” (9.32%), “ลิงค์” (7.16%), “ข้อความ” (4.94%) และ “รูป” (4.15%)
Engagement คืออะไร…?
การกระทำทุกอย่างของกลุ่มเป้าหมายต่อโพสต์ของเพจนั้นๆ (กลุ่มคนที่เห็นโฆษณา) ไม่ว่าจะเป็นกด Like, Share, Comment ที่เกิดขึ้นกับตัวโฆษณา

INSTAGRAM เป็นสื่อโซเชียลมีเดียอีกทางหนึ่ง ที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ถ่ายรูปภาพและแชร์ให้กับเพื่อนของคุณ ปัจจุบันนี้ Facebook ได้ทำการซื้อกิจการ INSTAGRAM ด้วยจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์เป็นที่เรียบน้อยแล้ว ซึ่งผู้ใช้งาน INSTAGRAM ของคนไทยจัดอยู่อันดับที่ 5 ด้วยจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 19% ของประชากรทั้งหมด แบ่งสัดส่วนเป็นเพศชาย 60% และเพศหญิง 40%

ตอนนี้เราอยู่ในยุคของ “Mobile First” เป็นอุปกรณ์ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้มือถือถึง 55.56 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 80% ของประชากรทั้งหมด และมีจำนวนหมายเลขทั้งหมด 93.61 ล้านเลขหมาย มากกว่าจำนวนผู้ใช้มือถือ หรือบางคนมีสมาร์ทโฟนมากกว่าหนึ่งเครื่องโดยเฉลี่ย 1.68 เครื่องต่อคน และเชื่อมต่ออยู่ถึง 135% ของประชากรทั้งหมด

จำนวนของการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือของคนไทยใช้งานแบบระบบเติมเป็น 79% และระบบรายเดือนเป็น 21% ที่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต 3G และ 4G ได้เกือบหมดทุกเครื่อง

พฤติกรรมของคนไทยที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน ได้แก่ การติดต่อ พูดคุย 77%, การชมวิดีโอ 75%, เล่นเกม 66%, ค้นหาเส็นทาง 64% และทำธุรกรรมทางการเงิน 56%

สมาร์ทโฟนเป็นส่วนของคนไทยที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว และยังช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ถ่ายรูป-วิดีโอ (54%), ตั้งนาฬิกาปลุก (42%), เช็คข่าวสาร (26%), ตารางนัดหมายประจำวัน (25%), อ่าน e-books / e-magazine (19%), เช็คสภาพอากาศ (18%), ใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการออกกำลังกาย-สุขภาพ (7%) และจดบันทึกต่างๆ เช่น รายการซื้อของ, ภารกิจในแต่ละวัน (7%)

แอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนยอดฮิตของคนไทยที่ใช้งานและดาวน์โหลดมากที่สุด คือ Line, Facebook และ Facebook Messenger

ร้อยละของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ทำธุรกรรมทางการเงิน ที่มีประชากรเปิดบัญชีกับธนาคารร้อยละ 78% และมีบัตรเครดิต 6% ของประชากรทั้งหมด แบ่งเป็นสัดส่วนเพศชาย 7% และเพศหญิง 5% ที่มีบัตรเครดิต ใช้สมาร์ทโฟนการชำระเงินด้วยมือถือผ่าน GSMA (1%) สั่งซื้อของออนไลน์ (4%) แบ่งเป็นสัดส่วนเพศชาย 3% และเพศหญิง 6% ซึ่งมีโอการที่ผู้หญิงจะซื้อออนไลน์ด้วยการโอนเงินมากกว่าผู้ชาย
GSMA คือ สมาคม Global System for Mobile Communications เป็นองค์กรการค้าเดิมยุโรปที่แสดงถึงผลประโยชน์ของผู้ประกอบการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลก

พฤติกรรมการซื้อสินค้าบน E-Commerce ของคนไทยในช่วง 30 วัน ซึ่งคนไทยจะค้นหาข้อมูลสินค้าหรือบริการก่อนตัดสินใจซื้อ 71%, หรือเข้าชมสินค้าในร้านค้าออนไลน์ 70%, ทำการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตหรือตัดสินใจซื้อสินค้า-บริการบนออนไลน์ทันที 62%, ซื้อสินค้าออนไลน์ ผ่านแล็ปท็อป คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน 52%


มูลค่าการจับจ่าย ใช้สอย และอัตราการเติบโตของแต่ละหมวดหมู่
– เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ 1,258 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 14%)
– โรมแรมและบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว 1,449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 29%)
– แฟชั่น/เสริมความสวยงาม 531.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 38%)
– ของเล่น และงานอดิเรก 510.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 30%)
– เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน 475.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 23%)
– เกมออนไลน์หรือของพรีเมี่ยม 228.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 10%)
– อาหาร และผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคล 187.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 23%)
– เพลงหรือสื่อต่างๆ 30.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 6%)
ผู้หญิงคนไทยส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าแฟชั่นผ่าน E-Commerce หรือ Facebook ถึงกับตั้งกลุ่ม Facebook และ Line เลยที ซึ่งมูลค่าการจับจ่ายน้อยกว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการท่องเที่ยว แต่การเติบโตสูง เนื่องจากการขายเสื้อผ้ามือสองมีมากขึ้น
จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าในยุคดิจิทัล การซื้อสินค้า-บริการใดก็ตามบนออนไลน์ ผู้บริโภคยุคนี้จะค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะเดียวกันแนวโน้มการซื้อของออนไลน์ จะสั่งซื้อผ่าน “สมาร์ทโฟน” มากกว่า

จำนวนคนที่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านระบบ E-Commerce ทั้งหมด 11.92 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5% ต่อปี จากปีที่ผ่านมา และการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภคใน E-Commerce 17% ของประชากนทั้งหมด มูลค่าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคตลาดค้าปลีก 2.962 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22% ต่อปี (รวมรายได้จากการขายประจำปี) และยอดการใช้จ่ายต่อคนต่อปี อยู่ที่ 248 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณกว่า 8,600 บาท (1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 33 บาท)

การใช้ “สื่อโฆษณา” เพื่อสร้าง Brand/Product Awareness ให้ได้ผล พบว่าสื่อ 5 อันดับแรกที่ “ทรงพลัง” ในการสร้างการรับรู้ในแบรนด์และสินค้า-บริการ คือ
อันดับ 1 สื่อโทรทัศน์ ร้อยละ 35%
อันดับ 2 สื่อออนไลน์ ร้อยละ 25%
อันดับ 3 สื่อสิ่งพิมพ์ ร้อยละ 10%
อันดับ 4 สื่อในสโตร์ ร้อยละ 9%
อันดับ 5 โปสเตอร์ ร้อยละ 8%
สรุป
เข้าใจแนวโน้มและพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยตามสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ คนไทยใช้สื่อโซเชียลมีเดีย Facebook, INSTAGRAM และ Line เป็นอันดับต้นๆ การนำเสนอ Content ในรูปแบบ VIDEO ที่เข้าถึงคนไทยมากที่สุด และการตัดใจซื้อสินค้าของคนไทยสูง เพื่อนำข้อมูลไปปรับใช้ให้สอดคล้องในการดำเนินธุรกิจหรือการทำโฆษณาให้เป็นที่รู้แบรนด์มากขึ้นตรงตามกลุ่มเป้าหมายอย่างถูกต้อง
สำหรับใครที่อยากศึกษาเพิ่มเติม คลิกเข้าไปที่ลิงก์นี้ได้เลยครับ https://www.slideshare.net/wearesocial/digital-in-2018-in-southeast-asia-part-1-northwest-86866386

