
ครั้งที่ 4 ของประเทศไทยกับงาน SustainableBrands ในปี 2019 ครั้งนี้ยังคงใช้แนวทาง Local หรือท้องถิ่น เช่นเดียวกับครั้งก่อนที่บางกะเจ้าในปี 2018 แต่คราวนี้งานได้นำเราเดินทางลงใต้มายังเมืองหาดทรายรีอย่าง ชุมพร แนวคิดหลักของงานคือ Oceans & Beyonds
ประตูสู่ภาคใต้ เป็นท่อนแรกของคำขวัญจังหวัดชุมพร ซึ่งใครมีโอกาสเดินทางขับรถมายังชุมพรด้วยตัวเอง คงทราบดีถึงระยะทางอันยาวไกลของประจวบคีรีขันธ์ และเมื่อเข้าสู่ชุมพร บรรยากาศของวัฒนธรรมชาวใต้จะปรากฏสู่สายตาชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่สภาพภูมิประเทศ พื้นที่กสิกรรม เรือประมงและชื่อแหล่งท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง
แนวทางของงานที่เป็น Local ในความเป็นท้องถิ่น คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึงอาหารทะเล กาแฟ และที่ขาดไม่ได้เลยคือวิถีชุมชน ที่ชุมพรนี้ งานจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน คือ 25–26 ตุลาคม 2562 วันแรกซึ่งก็คือวันที่ 25 นั้นจะมีการลงพื้นที่ 3 เส้นทางได้แก่

- การเดินทางของอาหารทะเล: ลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับคนในชุมชนตั้งแต่ผู้ทำอาชีพประมง กระบวนการ ขั้นตอนการทำประมง พูดคุยกับฝั่งของตลาดรับซื้อ ไปจนถึงร้านอาหาร เชฟ และผู้บริโภคอันเป็นปลายทางของอาหาร เพื่อให้เข้าใจบริบทของชุมชนและประสานความร่วมมือสู่การพัฒนาที่เหมาะสม
- อนาคตของกาแฟ: รวบรวมผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ และผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการส่งเสริมกาแฟทั้งหมดมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในมุมมองของชุมชนโดยเน้นที่กาแฟโรบัสต้าของท้องถิ่น แลกเปลี่ยนควาคิดเห็นกับผู้ปลูกอาราบิก้าจากภาคเหนือ เพื่อประสานแนวทางส่งเสริมกันและกันในอนาคต
- ภูมิปัญญาท้องถิ่น: หัวข้อฟังดูค่อนข้างกว้าง แต่ในงานนี้จะเน้นไปที่กิจกรรมและการลุกขึ้นมาของกลุ่มคนในชุมชนเพื่อแก้ปัญหา ร่วมมือ และลงมือทำอะไรบางอย่างให้ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดียิ่งขึ้น ลงพื้นที่กันที่ปากน้ำชุมพร ท่าตะเภา ศึกษากิจกรรมของธนาคารปูม้า โฮมสเตย์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการซึ่งส่งเสริมคุณประโยชน์ให้ชุมชนเติบโตไปพร้อมกันกับกิจการ
ส่วนวันที่ 26 จะเป็นกิจกรรมเสวนาตามหัวข้อย่อยซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิยาเขตชุมพร โดยนำประเด็นหลักๆ จากข้อมูลและบริบทการลงพื้นที่ในวันแรกมาพูดคุยกัน
ผู้เขียนจะขอเล่าเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ในหลากหลายมุมมอง ทั้งจากมุมกว้างที่ภายนอกรับรู้ผ่านสื่อ มุมมองบุคคลผู้เข้าร่วมกิจกรรม มุมมองของผู้คนในชุมชน และมุมมองต่างบริบท แม้จะเป็นเรื่องเดียวกันก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า เป็นความพยายามของผู้เขียนเองที่จะตีความมุมมองต่างๆ พยายามทำความเข้าใจกิจกรรมและผู้คนที่ได้พบระหว่างร่วมกิจกรรม 2 วันนี้ ฉะนั้นหากมีประเด็นใดเห็นต่าง ผู้เขียนยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ
วันที่ 24 ตุลาคม 2562
เราเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมและสังเกตการณ์การจัดงานในครั้งนี้ (เช่นเดียวกับที่ผ่านมา) จึงต้องเดินทางมาก่อนล่วงหน้า 1 วันเพื่อพูดคุยกับผู้ประสานงานหลักเรื่องการจัดการขยะ ครั้งนี้ภารกิจของเราคือการติดตามเส้นทางของขยะที่เกิดขึ้นระหว่างงานว่ามี “อะไรบ้าง” ที่เป็นทรัพยากรและถูกนำมาใช้ และ “อะไรบ้าง” ที่ถูกทิ้งลงถังขยะ วิธีทิ้งขยะถูกต้องตามประเภทของขยะหรือไม่ และการจัดการหลังจากนั้นเป็นอย่างไรต่อไป
ด้วยความที่งานใหญ่ ต้องประสานงานกับผู้คนหลากหลายหน่วยงาน จึงเข้าใจได้ว่าจะมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น พวกเราจึงนั่งปรึกษาหารือระหว่างรอเวลาประชุม ไม่นานผู้ที่เราต้องพูดคุยด้วยก็มาถึง

บุคคลแรกที่เราได้พบคืออาจารย์ในท้องถิ่น จัดเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก เวนคืนพื้นที่บริเวณที่ตั้งสจล. ชุมพรในปัจจุบัน (ด้วยความต้องการอยากให้ลูกหลานมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี) ปัจจุบันท่านทำหน้าที่หลายอย่าง และหนึ่งในบทบาทนั้นคือการจัดการขยะในพื้นที่
ประโยคแรกเริ่มต้นที่คำว่า “ผมเพิ่งมาจากงานศพแม่ แล้วเมื่อตะกี้นี้พี่ชายผมเพิ่งเส้นเลือดในสมองแตก คิดว่าไม่น่าไหวแล้ว” … พวกเราทีมงานทุกคนอยากตอบกลับไปเป็นเสียงเดียวกันว่า เชิญจัดการงานทางบ้านก่อนดีกว่านะคะ/นะครับ งานขยะนี้เราจัดการต่อเอง แต่อาจารย์พูดต่อโดยที่เรายังไม่มีจังหวะเอ่ยปากว่า “ไหนๆ ก็มาแล้ว ขอเล่าสักหน่อยแล้วกัน” … หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้ลุกไปไหนอีกตลอดสองชั่วโมง
กระบวนการเรื่องการจัดการขยะที่เราได้ฟังนั้น เริ่มจากชีวิตจริงและปัญหาจริงของอาจารย์ท่านนี้ เมื่อมีบ้านอยู่ติดหาดและมีภูมิประเทศเป็นอ่าวน้ำนิ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือขยะที่ถูกพัดพาตามกระแสน้ำและคลื่น น้องจะมาหยุดและเกยฝั่งอยู่บริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก และมักกองอยู่บริเวณหาดหน้าบ้านของอาจารย์มากที่สุด ถึงกับต้องเอารถ 6 ล้อมาเก็บจนหมดไปหนึ่งรอบ แต่ไม่นานก็มาอีก

อาจารย์ท่านนี้ทั้งจ้างทั้งประสานงานทำเรื่องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาช่วยเก็บ แต่ทางหน่วยงานเองที่เก็บเอาขยะทั้งจากชายหาดและจากบ้านเรือนตามปกติก็เจอปัญหาพื้นที่ฝังกลบไม่เพียงพอ ต้องขยายที่ออกไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน จนเมื่อขนาดของพื้นที่ขยะใหญ่ขึ้น ปัญหาสุขภาวะก็ตามมาอีกมาก แล้วคำพูดหนึ่งซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำพวกเราจุกไปเต็มๆ ก็คือ
“ถ้าเราเก็บขยะแล้วมันไปสร้างปัญหาอีกที่หนึ่ง เท่ากับเราเอาปัญหาออกจากตัวแล้วไปให้คนอื่น แบบนี้มันไม่ใช่”
อาจารย์บอกว่า ปัญหาขยะล้น ต้องไม่มองแยกหมู่บ้าน ชุมชน หรือหน่วยงานภาครัฐ แต่ไปมองว่า ถ้าขยะที่คัดแยกทิ้งอย่างดี แต่กลับก่อปัญหา ก็ต้องกลับมามองกระบวนการจัดการกันใหม่หมด
แนวคิดของอาจารย์ง่ายมากคือ “หาทางใช้ประโยชน์จากขยะ” ไม่มองมันเป็นขยะอีกต่อไป ตั้งคำถามว่าขยะที่พบเจอมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างถ้าแยกออกมาแล้วนำไปใช้ประโยชน์หรือเป็นประโยชน์กับใครบ้าง ซึ่งกระบวนการหลักที่เราจับใจความได้คือ เริ่มต้นจากการค้นหาปลายทางของการใช้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่น ขยะพลาสติกแบบพวกขวดน้ำ แก้วพลาสติก หลอด ฯลฯ เมื่อชั่งน้ำหนักพอมีราคาก็จะส่งเสริมให้มีการแยกขยะไว้ขาย ขยะกระดาษ ขวดแก้ว โลหะก็เช่นเดียวกัน

ต่อมาคือขยะอาหารหรือเศษอาหารจากร้านอาหารซึ่งมีจำนวนมากและมีทุกวัน เริ่มต้นจากการหาวิธีการ หรือหาผู้ที่เคยแปรรูปไปเป็นปุ๋ย แก๊สชีวภาพ ลองพูดคุยกับผู้รู้ แล้วร่วมมือกันทดลองสร้างกระบวนการใหม่เพื่อรองรับขยะจากคนในชุมชน เมื่อสร้างปลายทางแล้วค่อยกลับมาพูดคุยกับเหล่าแม่ค้าแม่ครัวให้แยกขยะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น กระบวนการนี้ถูกผลักดันในหลายภาคส่วนจนชาวบานทั้งชุมชนเริ่มทำกันเป็นปกติ เมื่อเห็นผล หลายๆ คน หลายๆ ชุมชนก็จะเริ่มรู้สึกว่า “บ้านฉัน” น่าจะสะอาดเหมือนบ้านโน้นบ้างนะ เลยเกิดเป็นเครือข่ายขึ้นมานั่นเอง
ผู้เขียนสรุปเองในตอนนั้นว่า “ถ้าอย่างนั้นการแยกขยะ บางครั้งก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นไปตามเกณฑ์พวกการจัดประเภทหรือเกณฑ์วิชาการอะไร ถ้าคนในชุมชนรู้ว่าขยะที่ทิ้งไปถูกนำไปใช้ประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งโดยชุมชนเอง เขาก็ยินดีจะร่วมมือแยกขยะให้” เพราะกระบวนการที่อาจารย์ทำอยู่คือการไล่เลียงจากปลายทางว่าทำอะไรได้ ทำได้จริงอย่างไร แล้วจึงกลับมาขอความร่วมมือกับต้นทาง
เหตุผลหลักซึ่งเราได้ยินจากปากของอาจารย์บ่อยมากคือ “เพราะที่นี่คือบ้านผม” มันเรียบง่ายและชัดเจนที่สุดแล้ว สำหรับคนๆ หนึ่งที่จะลุกขึ้นมาสร้างสรรค์บางสิ่ง
ฟังถึงตรงนี้เราก็ต้องแยกย้ายกันไปเพราะต่างคนต่างมีภารกิจต่อ แต่ถือได้ว่างานหลักเราที่จะขอติดตามเส้นทางของขยะสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งตั้งแต่งานยังไม่เริ่ม หมายความว่า เราได้พบคีย์แมนของงานนี้ที่มีกิจกรรมการจัดการอย่างเข้มแข็งกันอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือของเราคือการหาข้อมูลว่ามีการจัดเตรียมวัตถุดิบอะไรมาบ้าง (ที่จะกลายมาเป็นขยะในวันงาน) เช่น ภาชนะใบตองใส่อาหารว่าง รวมถึงการสังเกตการณ์การทิ้งขยะของผู้ร่วมงานและสภาพของขยะที่เกิดขึ้นจริง
4 วันในชุมพรที่เราได้สัมผัสกับตัวงานและผู้คนในพื้นที่ ผู้เขียนจะพาผู้อ่านคิดตามไปด้วยกันภายใต้ประเด็นเรื่องการเก็บขยะ ผ่านมุมมองของแต่ละคนที่เราได้ยินและรับฟังมาอีกทอดหนึ่งครับ
มุมมองของผู้ริเริ่มในนามของตนเอง
อาจารย์ริเริ่มเก็บขยะและดำเนินการต่อเนื่องจนกลายเป็นเครือข่ายสามารถจัดการเศษวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ทั้งเชิงการทำงานและประสิทธิผลเชิงสังคม) เมื่อผ่านช่วงที่ยากที่สุดคือการติดต่อ พูดคุย เสนอและขายแนวคิดกับหลายคนไปได้ หลังจากนั้นจะเป็นการขยายผลให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ความมั่นใจ ความภูมิใจที่เกิดขึ้นเป็นพลังผลักดันชั้นดีให้เดินหน้าต่อ ระลึกไว้ว่า ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

เมื่อประสบความสำเร็จในมุมของชุมชน จึงขยายผลต่อมายังหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานในพื้นที่ ตั้งแต่เทศบาลไปจนถึงสถานศึกษา แรงเสียดทานเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อกระบวนการทำงานบางอย่างที่นำเสนอไป ก่อเกิดเป็นภาระหน้าที่อันเกินขอบเขต เพิ่มต้นทุนด้านกำลังคน งบประมาณ และระยะเวลา ก่อประเด็นถกเถียงและเกิดความเห็นที่ไม่ตรงกันจนได้
จึงกลายเป็นลักษณะของการโต้วาทีในมุมมองที่ต่างกัน คนหนึ่งมองว่า “สิ่งนี้ดีทำไมไม่ทำล่ะ” อีกคนมองว่า “คุณทำสิ่งดีเหรอ ทำต่อไปนะ แต่เราขอทำสิ่งที่เราทำอยู่ก่อนก็แล้วกัน” หรือ “คุณทำมาให้เป็นทางการ เป็นวิชาการอีกหน่อยสิ เราถึงจะช่วยต่อได้”
ใช่ว่าทุกหน่วยงานจะประสบปัญหา เมื่อลองฟังและพิจารณาดีๆ จะพบว่า หน่วยงานที่เกิดประเด็นนั้นมักเป็นหน่วยงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและหน่วยงานที่ต้องการความเข้มงวด มีกฏระเบียบชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน ยากต่อการทำกิจกรรมนอกเหนือจากขอบเขต ส่วนหน่วยงานที่ประสบผลก็มักเป็นหน่วยงานที่ค่อนข้างยืนหยุ่นด้านการทำงาน ทั้งยังสามารถประยุกต์และส่งเสริมกิจกรรมใดๆ ได้ดีกว่า นั่นคือโรงเรียน นับตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมัธยมปลาย โดยมีผู้ประสานงานหลักคือครูอาจารย์ที่เห็นความสำคัญและเอาจริงเอาจัง

มุมมองของผู้ที่อยู่ในระบบบางอย่าง
ในมุมของผู้ที่อยู่ในระบบและโครงสร้างใหญ่ๆ นั้น ผู้เขียนกล่าวได้ไม่เต็มที่นักเนื่องด้วยจะเป็นการพาดพิงมากจนเกินไป จึงจะขอเล่าเป็นมุมอื่นแทนนะครับ ลองนึกง่ายๆ เช่น มีกิจกรรมหรืองานหลักหนึ่งที่ซับซ้อน ต้องการระยะเวลา กำลังคน และงบประมาณจำนวนมากเพื่อดำเนินงาน ทว่า หากแบ่งทรัพยากรไปทำกิจกรรมอื่นที่อยู่เหนือขอบเขตงานก็จะส่งผลต่อระบบงานหลัก ดังนั้นสิ่งที่เสนอขึ้นเลยต้องล่าช้าต่อไป แม้บุคลากรภายในอยากลงมือช่วยกันมากเพียงใด การผลักดันโครงการที่ไม่ได้ส่งเสริมเชิงเศรษฐกิจหรือสร้างผลงานมากนัก ก็มีน้ำหนักในการตัดสินใจน้อยลง พอเห็นภาพไหมครับ
ที่ผ่านมาจึงเป็นความร่วมมือในรูปแบบของอาสาสมัครและในนามบุคคลที่มาช่วยลงแรง เอาความเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่งมาช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่น และผลักดันชุมชนได้ดีมากยิ่งขึ้นแทน
มุมมองจากผู้สังเกตการณ์
ในฝั่งของผู้เขียน (ซึ่งถือว่าตนเป็นคนนอก) ซึ่งมีระยะเวลาลงพื้นที่เพียงน้อยนิด จำต้องถือว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นความจริง และมองว่าสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนเป็น “เงื่อนไขการพัฒนา” ทั้งสิ้น

กล่าวคือ การพัฒนาต้องอาศัยความร่วมมือจาก “คน” ฉะนั้น ผู้เกี่ยวข้องในระบบหรือแผนการพัฒนาหนึ่งๆ ไม่ว่าเงื่อนไขชีวิตและการทำงานจะเป็นอย่างไร การพัฒนานั้นๆ ควรสอดรับกับเงื่อนไขเหล่านั้นด้วย พูดง่ายๆคือต้อง “เจราจา” ต่อรองวางแผนกันอีกมาก หลายครั้งคนในชุมชนเองก็ทำสำเร็จ หลายครั้งที่การมีตัวกลางอาจทำได้ง่ายมากขึ้น หลายครั้งที่ยิ่งมีตัวละครมากยิ่งทำให้การดำเนินการล่าช้าออกไป ส่วนที่ยากสำหรับผู้เขียนและทีมงานที่มองตัวเองว่าเป็นคนนอก คือ การประเมินสถานการณ์เหล่านี้ และหาจุดยืนที่เหมาะสมสำหรับการเดินหน้าไปด้วยกัน
ผู้เขียนมองว่า ระบบการทำงานที่ค่อนข้างเข้มแข็งแล้วไม่จำเป็นต้องมีคนภายนอกเข้ามาแทรก เราเองก็อาจสนับสนุนได้ไม่เต็มที่นัก จึงคิดว่ากระบวนการจัดการขยะเหล่านี้อาจไม่ได้ต้องการเงินทุนในตอนนี้ อาจไม่ได้ต้องการคนเพิ่มในตอนนี้ แต่ต้องการแนวคิดใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเมื่อกระบวนการใหม่เกิดการพัฒนาดีแล้ว การส่งเสริมให้กับกลุ่มคนที่เข้มแข็งและพร้อมจะเดินหน้าย่อมไม่เป็นปัญหา
ช่วงท้ายของการพูดคุย เราได้รับรู้รับทราบถึงกระบวนการทำงานด้านการจัดการขยะแล้ว เราในฐานะคนที่เปิดหูเปิดตาและติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลาจึงเสนอว่า จะส่งแบบแปลนเครื่องย่อยและรีดพลาสติก (ซึ่งต่างประเทศได้ทำและแจกพิมพ์เขียวให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปทำได้แบบฟรีๆ) ให้อาจารย์ ซึ่งท่านได้พูดส่งท้ายก่อนแยกกันว่า “ทำเสร็จแล้วเดี๋ยวส่งไปให้ดู” ได้ยินเท่านี้สำหรับเราก็ถือว่าสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว การแลกเปลี่ยนแบ่งปันประโยชน์ให้กับคนที่กระตือรือร้นเอาจริงนั้นสวยงามเสมอ

ช่วงเย็น คณะทีมงานใหญ่ได้รวมตัวกันไปที่แหลมแท่นเพื่อสักการะ อนุสาวรีย์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อเสริมขวัญกำลังใจและรวมพลังกันก่อนเริ่มงานวันรุ่งขึ้น เราพูดกันเองในกลุ่มว่า “นี่ขนาดยังไม่เริ่มงานก็ได้พบกับตัวจริงในพื้นที่แล้ว สำหรับวันที่ 25 คงต้องได้อะไรอีกมากแน่นอนเลย…”
…(มีต่อตอนที่ 2 ครับ)…

