
25 ตุลาคม 2562
เริ่มต้นเช้าวันงานด้วยความงงแบบแปลกๆ เนื่องด้วยวันนี้เราต้องออกทริปไปกับคณะทัวร์ 3 เส้นทาง (ดังที่เล่าไว้ในตอน #1) ทีมเรามีกัน 6 คน แยกไปทริปละ 2 คน ตามเส้นทางอาหารทะเล เส้นทางเสวนากาแฟ และเส้นทางศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งที่เรางงที่สุดคือ คณะใหญ่เขานัดกันกี่โมง! และนัดกันที่ไหน!!
ต้องขอบพระคุณพี่ผู้ประสานงานที่ยกรถตู้ให้เราหนึ่งคันเพื่ออาศัยเดินทางตามพิกัดจัดกิจกรรมทั้ง 3 จุด หย่อนคนลงครั้งละสองคน กว่าจะไปถึงก็สายเข้า 10 โมงแล้ว ซึ่งผู้เขียนกับเพื่อนอีกหนึ่งคนต้องเดินทางไปจุดที่อยู่ไกลที่สุด ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับภูมิปัญญาและความเป็นท้องถิ่น
ขอเล่าฝั่งของผู้เขียนเบื้องต้นก่อนนะครับ เราได้ตำแหน่งปักหมุดและเดินทางไปตามเส้นทางสู่ท่าตะเภาซึ่งเป็นบริเวณปากน้ำชุมพร ฝั่งที่จะเข้าไปทำกิจกรรมนั้นเป็นชุมชนชาวประมง อีกฟากของปากแม่น้ำจะเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับท่องเที่ยว ให้คนถ่ายภาพและขึ้นไปยังจุดชมวิววเขามัทรี
เราเดินทางไปถึงก่อน 10 โมงเพียงเล็กน้อย เดินเข้าชุมชนโดนถามชื่อโฮมสเตย์ไปตามทาง รอบแรกหลงทางครับ เพราะเดินตามคำบอกให้ตรงไปจนสุดทางก็จะถึง แต่เราไม่ได้เฉลียวใจมองป้ายแม้แต่น้อย โชคดีเจอคุณป้าใจดีพาเราเดินไปจนถึงบ้าน เมื่อเข้าไปยังตัวโฮมสเตย์ก็จะพบชานบ้านกว้าง เปิดโล่งยื่นออกไปรับบรรยากาศชาวประมงแบบเต็มๆ

บรรยากาศดีมากๆ คุณป้าสองสามท่านกำลังง่วนอยู่หน้าเตา ทำกับข้าวสำหรับมื้อกลางวันให้ชาวคณะ คำถามที่เข้ามาในหัวของเราผ่านสายตาคือ แล้วชาวคณะอยู่ไหน?!
ชานบ้านโล่งโปร่งสบาย ไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว เจอสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวอายุมากตัวหนึ่งชื่อเจ้าทรัพย์ นอนขี้เกียจหลบมุมอยู่เท่านั้น คุณป้าบอกว่า “ชาวคณะล่องเรือไปแล้ว แต่ล่องมาจากที่อื่น ไปดูงานแล้วค่อยมากินมื้อเที่ยงกันกับเสวนากันต่อที่นี่”
เสียงดังผ่าง!!! ในหัวเราสองคน เอายังไงกันต่อทีนี้?? ตัดสินใจรอไปพลางพักผ่อนตามอัธยาศัยไปพลาง พร้อมความสงสัยว่าทำไมเราไม่รู้ (ฮ่าๆ) ขณะเดียวกันครับ คนข้างๆ ผู้เขียนเกิดกางเกงขาดตรงจุดที่ต้องจัดการไม่อย่างนั้นใช้ชีวิตประจำวันต่อไม่ได้ จึงใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เดินเข้าไปในชุมชนเพื่อหาร้านเย็บผ้า ถามทางไปเรื่อยๆ ได้รับคำแนะนำไปให้ไปร้านขายยา (อ่านไม่ผิดครับ เขาแนะนำให้ไปร้านขายยาจริงๆ) จนได้พบกับคุณป้าที่รับเย็บผ้า (ที่ร้านเย็บผ้าของจริง) ก่อนจะได้ประสบการณ์นุ่งผ้าขาวม้า สอบถามข้อมูลพื้นถิ่นจากป้าที่กำลังเย็บกางเกงให้

ทราบข้อมูลมาว่า พื้นที่ที่เราอยู่เรียกว่าดอนสอง มีทั้งหมด 3 ดอน (ดอนหนึ่งจะอยู่ติดทะเลแล้วไล่ลำดับเข้าฝั่ง) คนในพื้นที่ดอนสองส่วนใหญ่ไปรับจ้างที่ดอนหนึ่ง เพราะเป็นสะพานปลาที่เรือเข้าเทียบท่า รับแกะปู แกะกุ้ง แกะหอย ชำแหละปลา ก่อนส่งไปยังตลาดสดหรือร้านอาหารอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นพื้นที่ดอนสองส่วนใหญ่จึงเป็นที่อยู่อาศัย และด้วยความเป็นชุมชนปากแม่น้ำที่ผู้คนอยู่อาศัยกันมานาน เลยค่อนข้างแออัด พบปัญหาแบบชุมชนแออัด และได้ความต่ออีกว่า ช่วงนี้เป็นฤดูหาปูของชาวประมงพอดี แหม ถือได้ว่ากางเกงขาดได้คุ้มค่าจริงๆ รอบนี้
ตัดภาพกลับมาที่ผู้เขียนซึ่งนั่งเหงาหงอยอยู่ชานบ้าน พยายามจะชวนคุณป้าคุยเรื่องชุมชน แต่เห็นว่ากำลังทำกับข้าวกันวุ่นวายเลยถอยออกมานั่งรอ พอธรรมชาติเรียกร้องก็ต้องต่อสู้กับประตูห้องน้ำ แต่ประตูไม่เป็นใจ ดึงล็อคไม่ได้เลยต้องเข้าห้องน้ำไปลุ้นกันไปว่าอย่าให้มีใครมาเปิดประตู (พร้อมนวัตกรรมที่คิดได้แบบปัจจุบันทันด่วน)
กลับมาที่ตัวงานจริงๆ สักที เราสองคนรอจนกระทั้ง 11 โมง ถึงมีคนเข้ามาเยี่ยมเยือนในบ้านเพิ่ม ผู้เขียนเห็นว่าน้องเป็นหนึ่งในวิทยากร เป็นคนในชุมชนที่ลุกขึ้นมาทำธนาคารปูจนประสบผลสำเร็จ มีตัวชี้วัดคือปูที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นเราจึงเข้าไปทักทายและชวนคุย หลังจากนั้นอีกชั่วโมงกว่า เรียกว่า แทบไม่ได้หยุดปากคุยกันเลยแม้แต่วิเดียว
ขอเริ่มจากคำว่า “ประมง” นะครับ แบ่งออกเป็นประมงพาณิชย์ (ใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ทำประมงไกลจากชายฝั่ง) และประมงพื้นบ้าน (ใช้เครื่องมือขนาดเล็กทำประมงบริเวณชายฝั่ง) ทั้งสองประเภทมีกฎหมายและข้อบังคับเรื่องเครื่องมือที่เหมาะสม บ้านของน้องที่เราคุยด้วยทำประมงพื้นบ้านจับปลาทั่วไป และหนึ่งในสัตว์ที่สร้างรายได้คือ ปูม้า

น้องเล่าว่า กลางปีถึงปลายปีที่แล้ว จำนวนปูม้าลดน้อยลงอย่างมากช่วงนั้นต้องออกเรือไปกว่า 3–4 ชั่วโมง แล้วส่วนใหญ่เรือประมงพื้นบ้านด้วยกันกว่า 40 ลำก็ได้ปูอย่างมาก 2–3 กิโลกรัม ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นมีการริเริ่มและดูงานธนาคารปูเกิดขึ้น บ้านของน้องจึงเริ่มทดลองทำด้วยเหตุผลที่ว่าทรัพยากรธรรมชาติเริ่มหมดลงแล้ว รับรู้กันทุกคน แต่กลับไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้
ช่วงขณะทดลองและทำธนาคารปู ก็ทำอีกงานคู่ขนานกันคืองานอนุรักษ์ ในที่นี้คือการรณรงค์กับเพื่อนบ้านที่ทำประมงด้วยกันให้หันมาใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมขึ้น เช่น อวนที่มีขนาดตาห่าง ให้สัตว์ทะเลขนาดเล็กได้มีโอกาสรอดชีวิต เติบโต และขยายพันธุ์มากยิ่งขึ้น จุดนี้เองที่น้องและครอบครัวต้องเผชิญกับแรงกดดันทางสังคมอย่างรุนแรง
ล่วงเข้าเดือนมีนาคม 2019 น้องและครอบครัวทำเรื่องจดทะเบียนเป็นกลุ่มอนุรักษ์ ซึ่งระหว่างรอเอกสาร น้องเล่าว่ามีคนแอบมาทำการล่อซื้อปูไข่ แอบถามดูว่าถ้าซื้อของที่ระเบียบห้าม ครอบครัวนี้จะรู้ไหม แล้วจะยอมขายให้หรือเปล่า แต่พอลงมือทำจริง แน่วแน่ในเป้าหมายและจุดยืน ชมรมนี้อนุรักษ์พันธุ์ปูม้าปากน้ำชุมพรจึงเกิดขึ้นในที่สุด

7 เดือนต่อมายังคงเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากบนสังเวียน (ต่อสู้กับคนด้วยกันเอง) มุมหนึ่งเป็นเรื่องของปากท้องซึ่งทรัพยากรหายากขึ้นทุกวัน อีกมุมหนึ่งก็ให้ลดการจับสัตว์ทะเลที่ยังไม่โตเต็มที่หรืออยู่ในระยะแพร่พันธุ์ ขัดแย้งกันไปมา จนกระทั่งไข่ปูที่ครอบครัวน้องเพาะได้ นำไปปล่อยทุกวันเป็นระยะเวลาเกือบปีก็เริ่มเห็นผล
น้องเล่าว่า ปกติชาวประมงที่นี่จะจับปูได้เยอะช่วงเดือนตุลาคม รอช่วงลมว่าว ลมแรงที่ทำให้กระแสน้ำไหลแรงตามจนปูบิน ปูที่อยู่พื้นทะเลจะถูกพัดลอยขึ้นมา ชาวประมงจะจับได้เป็นจำนวนมาก ทว่า ปีที่ผ่านมาแม้เป็นเดือนตุลาฯ ก็ยังจับไม่ค่อยจะได้ เมื่อเกิดธนาคารปู ผลลัพธ์ที่เห็นชัดเจนคือ ปูกลับมามีจำนวนมากอีกครั้ง
จากที่เคยต้องรอถึงช่วงตุลาคมจึงจะได้ปูมากๆ ตอนนี้สามารถจับได้ทุกเดือนตั้งแต่มีนาคมจนถึงตุลาคม ปีนี้ชาวบ้านจับได้ทุกวัน จากที่ได้มากที่สุดไม่เกิน 3 กิโลกรัม ปีนี้ได้อย่างน้อยที่สุด 15 กิโลกรัม และจากที่ต้องเดินเรือกว่า 3 ชั่วโมงออกไปไกล ทุกวันนี้เดือนเรือ 1 ชั่วโมงก็สามารถจับปูได้กว่า 10 กิโลกรัมเหนาะๆ

ก่อนหน้านี้ มีเรือประมงพื้นบ้านหลายสิบลำต่อต้านกลุ่มอนุรักษ์นี้ ไม่ใช่เพราะเรื่องการปล่อยปูแต่เป็นเรื่องการใช้อุปกรณ์ผิดกฎหมาย กระทั่งมีการแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ แม้จะไม่ถึงขั้นจับกุมแต่เกิดการเจรจาขึ้นระหว่าง 3 ฝ่าย คือกลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มที่ใช้เครื่องมือผิดประเภท และเจ้าหนาที่รัฐ เกิดเป็นกติกายืดเวลาเปลี่ยนผ่านนาน 6 เดือน
ก่อนหน้าการจัดงาน SustainableBrands เพียงไม่กี่วัน ประมงกลุ่มที่เคยต่อต้านได้ตกลงตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มและยอมรับแนวทางการประมงเชิงอนุรักษ์ทั้งหมด น้องและคุณแม่ของน้องเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียง สีหน้า และแววตาของความภูมิใจปนดีใจ การพูดคุยของเรา (จริงๆ คือเราถาม และฟังอย่างเดียว) จึงเป็นไปอย่างออกรส
นอกจากประเด็นความรักบ้านเกิด ก็ตามมาด้วยประเด็นการทำมาหากิน น้องเล่าว่าเคยทำหลายอาชีพแล้วพบว่าประมงอยู่ได้ดีที่สุด แต่ในเมื่อทรัพยากรหายไปก็ต้องช่วยกันนำกลับมา ทุกวันนี้สำเร็จไปแล้วก้าวแรกและเป็นก้าวยิ่งใหญ่ที่สามารถทำให้ทุกคนในชุมชนทั้งคนที่เคยต่อต้านหันมาร่วมกันทำอย่างจริงจังได้เสียที
เราถามต่อไปว่า นอกจากปูม้ายังมีสัตว์ทะเลชนิดอื่นอีกไหมที่มีปัญหาแบบเดียวกัน ทั้งแม่และน้องตอบพร้อมเพรียงกันว่า “หมึก” ตอนนี้หมึกหายากมาก กระทั่งประมงหลายคนก็หันมาจับปูม้ากันหมดเพราะจับปู (เดี๋ยวนี้) ยังไงก็ได้แน่นอน แต่หมึกหายาก น้องเองก็พยายามหาหมึกมาเพาะเลี้ยง แต่ก็ยังคงเป็นปัญหาของงูกินหางคือ จับหมึกได้น้อยก็มีพ่อแม่พันธุ์มามาเลี้ยงน้อยเช่นเดียวกัน
คุยกันน้ำลายเริ่มแตกฟอง น้องเลยชวนไปดูธนาคารปูซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชานบ้านกว้าง ใช้เวลาทางเรือไม่ถึงห้านาที พอดีพี่ทีมงานอีกสองคนส่งข่าวมาว่าเรียบร้อยจากกิจกรรมกาแฟแล้ว จึงให้พี่รถตู้กลับไปรับแล้วมาส่งที่นี่เพื่อไปชมธนาคารปูด้วยกัน ประมาณครึ่งชั่วโมงพี่ทั้งสองก็มาถึง เราเริ่มคุยกันอีกรอบแต่เป็นแบบผ่านๆ เพราะน้องเล่าให้ผู้เขียนและเพื่อนที่ปะกางเกงสำเร็จฟังไปหมดแล้ว

ล่วงเข้าเวลาเที่ยงกว่า คณะเดินทางก็ยังมาไม่ถึง เราจึงตัดสินใจลงเรือซึ่งคุณพ่อของน้องติดเครื่องมารับถึงชานโฮมสเตย์ บ้านของน้องอยู่ไม่ไกลจริงๆ นั่งเรือเลี้ยวหัวโค้งก็ถึงเลย (ระยะเดินสองร้อยเมตร) ขึ้นไปบนชานบ้านอีกหลังก็ได้พบกับบรรดาถังจำนวนมากเรียงรายพร้อมสายปั๊มอากาศให้ออกซิเจนตลอดเวลา ถังแต่ละใบมีแม่ปูหนึ่งตัว มีตั้งแต่ไข่ระยะอยู่ในตัว ไข่สีส้ม ไปจนถึงไข่สีน้ำตาลที่พร้อมจะเขี่ยออกจากตัวเอง

ปูม้าหนึ่งตัวให้ไข่ปูประมาณ 1 ล้านฟอง อัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ 1% หรือ 10,000 ตัว และที่มีโอกาสรอดจนเติบโตสมวัยเก่งกล้าแข็งแรงจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 250 ตัวเท่านั้น
กระนั้นการปล่อยปูในแต่ละวันก็ยังทำไม่ต่ำกว่า 10 ถัง ระยะหลังปูมีเยอะมากจนสมาชิกที่ปกติจะฝากปูเพียงไม่กี่ตัว กลับกลายเป็นนำปูกว่าร้อยตัวมาให้ ทั้งปูไข่ขนาดใหญ่ที่มีราคาสูงก็มา ด้วยความที่สมาชิกเห็นแล้วว่าสละปูหนึ่งตัวให้กับธนาคารหมายถึงการยืนยันว่า อนาคตจะมีปูให้จับอีกมากนั่นเอง
กลไกการทำงานของธนาคารปูม้าคือ สมาชิกนำปูม้าไข่มาฝากกับธนาคาร ผู้ที่จัดการจะเพาะเลี้ยงจนแม่ปูเขี่ยไข่ออกมา แล้วนำไข่ปูไปปล่อยยังพื้นที่ที่ตื้น มีโขดหินแนวหิน และปลอดภัยมากพอให้ปูน้อยหลบภัยเติบโต ส่วนแม่ปูที่เขี่ยไข่จนหมดก็จะนำไปขายโดยเงินทั้งหมดจะเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตั้งแต่ค่าไฟของปั๊มอากาศ ค่าน้ำมันเรือ ฯลฯ ทางธนาคารมีระบบการจดบันทึกที่ละเอียด คอยชี้แจงกับสมาชิกทุกเดือน ทุกบาท ทุกสตางค์โปร่งใสเป็นธรรม
กระบวนการดำเนินงานด้วยความโปร่งใสนี้เองที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธนาคารปูม้าแห่งนี้ แถมยังมีรายได้เสริมอีกนิดหน่อยจากการรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ปล่อยปู (น้องจะเก็บเงินเล็กน้อยเท่านั้น) โดยยืนยันว่า “ปกติก็ปล่อยปูทุกวัน ทำมานานแล้วนะ หลังๆ มีนักท่องเที่ยวมาก็พอเสริมค่าน้ำมันของธนาคารได้ มีหรือไม่มีนักท่องเที่ยวก็ปล่อยเป็นปกติ ถ้าเก็บเงินเขาเยอะถือว่าไม่ยุติธรรมกับเขา”
ไม่นานเราก็ต้องกลับมายังโฮมสเตย์ ขณะใกล้เทียบท่าก็พบว่า ชาวคณะได้เดินทางมาถึงบางส่วนแล้ว ต่างนั่งเล่นอยู่บนชาน มองมายังเรือด้วยความสนใจ ทั้งยังมีผู้ประกาศผ่านลำโพงว่า “มาแล้ว มาอีกลำแล้ว” กลายเป็นจุดสนใจ ตากล้องก็หามุมเล็งถ่ายเพื่อเก็บภาพเอาไว้ แต่เมื่อเรือของเราเข้าไปใกล้ก็เปลี่ยนประโยคเป็น “อ่อ ทีมงาน ทีมงาน” จากนั้นทุกคนบนชานบ้านก็เมิน หันกลับไปทำอย่างอื่นต่อ… พวกเรายังล้อกันเล่นว่า คนอื่นเขามาถึงแล้วต้องมารอวิทยากร พวกเราดันขโมยวิทยากรไปก่อนแล้วเพิ่งจะพามาส่ง

สารภาพตามตรงว่าอาหารกลางวันคือสุดยอดความอร่อย ด้วยความที่อยู่แต่ในเมืองกรุง ไม่ค่อยได้กินอาหารทะเลสดมากขนาดนี้ (ชานบ้านติดท่าเรือสะพานปลา) เมนูปลาราดพริก ปลาแดดเดียวทอด ต้มจืดหมึกยัดไส้ ไฮไลท์คือทอดมันที่ยกมากี่ทีก็หมดเรียบ เราสี่คนในฐานะผู้ไม่อยากสร้างขยะอาหาร จึงจัดการที่เหลือต่อจนเกลี้ยงเกลาด้วยความสมัครใจ
จังหวะช่วงการเสวนาที่มีผู้ดำเนินรายการหนึ่งคน และผู้ที่จะมาแลกเปลี่ยนอีกแปดคนภายใต้เรื่องผู้ประกอบการสังคมกับความเป็นท้องถิ่นนั้น เราทั้ง 4 คนได้ถอยตัวออกจากงานและเดินทางกลับไปสบทบกับพี่อีก 2 คนที่เพิ่งเรียบร้อยจากกิจกรรมตามรอยอาหารทะเล
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราได้พูดคุยกับคนในพื้นที่จริงไปแล้ว ทั้งจากการไปเย็บกางเกงและจากการพูดคุยกับน้องวิทยากรระหว่างรอเวลา เราคุยกันเชิงลึกด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง จึงประเมินแล้วว่า วิทยากรแต่ละท่านที่นั่งด้านหน้าอาจเล่าเรื่องราวลงลึกมากไม่ได้ด้วยเวลาจำกัด เล่าแล้วก็อาจไม่สามารถลงบริบทจริงได้เพราะเวลาไม่พอและเนื้อหามากเกินไป ส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกว่า ได้ข้อมูลและเห็นภาพมากเพียงพอแล้วสำหรับการแลกเปลี่ยนส่วนตัวกว่า 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เราเดินทางกลับมาสบทบกันจนครบทีม และเป็นจังหวะดีที่ได้พูดคุยกับพี่อีกหนึ่งท่านที่เป็นหนึ่งในผู้กรุยทางสำหรับ “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ก่อนหน้า พี่ท่านนี้ต้องดูแลต้อนรับชาวคณะกว่า 80 ชีวิต ซึ่งการบรรยายแลกเปลี่ยนเป็นไปในลักษณะภาพรวม เมื่อกิจกรรมเสร็จจึงได้มีเวลาว่างเช่นตอนนี้ ซึ่งประจวบเหมาะกับที่เราเดินทางมาถึง เป็นอันว่าได้พูดคุยแบบส่วนตัวอีกครั้งกับคีย์แมนในพื้นที่ตัวจริง (ได้คุยส่วนตัวตลอด ถือเป็นเรื่องน่าดีใจครับ)

เช่นเคย เมื่อการพูดคุยมีแต่พวกเรา การเล่าเรื่องจริงที่ไม่ต้องเกรงใจใครมาก เรื่องบ่น เรื่องพาดพิงก็พรั่งพรูอย่างจริงใจ พวกเราพยายามจับใจความก็พอจะเห็นที่มาที่ไปของการริเริ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนนี้แล้ว
แรกเริ่มพี่ท่านนี้เป็นลูกชาวเล ออกเรือทำประมงเป็นเวลาหลายสิบปีจนเข้าวัยหนุ่มใหญ่ กลับมารื้อฟื้นประกอบอาชีพที่บ้าน เริ่มจากการทดลองทำอาหารจัดเลี้ยง ชมวิวคลอง พัฒนามาเป็นการล่องเรือชมธรรมชาติ ต่อยอดไปถึงกระบวนการส่งเสริมดูแลรักษาพื้นที่สีเขียว ป่าโกงกางและพื้นที่ชุ่มน้ำ จวบจนปัจจุบัน ได้พื้นที่สีเขียวกลับมาแล้วหลายร้อยไร่ ชุมชนมีรายได้ เกิดเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยว “โดยชุมชน” เอง ไม่ต้องมีหน่วยงานใดเข้ามาจัดการ
เส้นทางการทำงานส่วนใหญ่จะเป็นการติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนที่เกี่ยวกับกฎระเบียบข้อบังคับและวิชาการ มีทั้งข้อถกเถียงและการประเมินซึ่งมักไม่ผ่านเกณฑ์ (แต่คุณพี่เล่าด้วยอารมณ์ขัน) เนื่องเพราะมีมุมมองที่แตกต่างตั้งแต่ต้น ผู้เขียนขอยกตัวอย่างสองเรื่องนะครับ
เรื่องแรก การท่องเที่ยวโดยชุมชน พี่ท่านนี้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ประกอบการหลายคนในพื้นที่เพื่อหาแนวร่วมในการพัฒนา ทว่า เมื่อใช้คำว่าท่องเที่ยวโดยชุมชนแล้ว กลับกลายเป็นคำที่กว้างต้องมาตีความกันใหม่ ผู้ประกอบการท่านหนึ่งประกอบกิจการที่พักและท่องเที่ยว จ้างงานคนในชุมชน มีระบบจัดการครบเบ็ดเสร็จในสถานที่เดียว ตัวผู้ประกอบการเองก็เป็นคนที่เกิดและเติบโตในพื้นที่ จึงบอกว่าสิ่งที่ตนทำคือการท่องเที่ยวโดยชุมชน

แต่มุมมองของพี่ที่เราคุยด้วยนั้น การท่องเที่ยวโดยชุมชน มีความหมายว่า ทุกคนในชุมชนมีสิทธิ์ตัดสินใจร่วมกัน ออกความคิดเห็นร่วมกัน และแบ่งปันผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งการมีสถานประกอบการและจ้างงานคนในพื้นที่ถือเป็นการกระจายรายได้จริงอยู่ แต่เป็นไปในรูปแบบค่าจ้าง (เหมือนจ้างคนมาทำงานตามปกติ) กำไรส่วนใหญ่เข้าสู่ผู้ประกอบการไม่ได้ไปไหน ส่วนเรื่องวัฒนธรรมวิถีชุมชนไม่ต้องพูดถึง เมื่อมีสถานที่ที่ตกแต่งสวยงาม นักท่องเที่ยวย่อมไม่ได้สัมผัสวิถีชุมชนดั้งเดิม ดังนั้นการท่องเที่ยวโดยชุมชนทั้งสองมุมมองจึงไม่ตรงกัน
เรื่องที่สอง การประเมิน อันมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของไทยลงพื้นที่มาประเมินกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พี่ท่านนี้พูดคุยกับชาวบ้านให้แต่ละบ้านทำกับข้าวแบบพื้นถิ่นใส่ฝีมือให้เต็มที่ จัดลงปิ่นโตมาเสิร์ฟให้คณะผู้ประเมิน ชาวบ้านแต่ละคนแสดงทั้งฝีมือทำกับข้าว ทั้งวัฒนธรรมผ่านเมนู ทั้งความเป็นกันเองผ่านปิ่นโต(แถมลดขยะด้วย) แต่คำแรกที่คณะผู้ประเมินกล่าวคือ “ทำไมไม่จัดอาหารใส่จานเยอะๆ ให้มันสวยๆ หน่อย” ถึงตรงนี้ทำเอาทั้งวงสนทนาของพวกเราขำลั่น ขนาดคณะกรรมการประเมินวัฒนธรรมยังขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงการประเมินจากคณะอื่นๆเลย… การประเมินครั้งนั้นเป็นอันว่าไม่ผ่านเกณฑ์ แต่พี่ท่านนี้มองเป็นเรื่องเฮฮา และเดินหน้าพัฒนาสร้างความร่วมมือกับชุมชนต่อไป

มุมมองที่สำคัญต่อการท่องเที่ยวโดยชุมชนของพี่ท่านนี้ คือ อยากให้ชุมพรยังคงรูปแบบเมืองรองต่อไป พูดแบบนี้แล้วอาจไปกระทบหรือขัดหูใครหลายคนเข้า (ไม่ชอบคำว่าเมืองรอง ดูไม่เด่น) แต่เพราะความเป็นเมืองรอง การแย่งกันกินแย่งกันใช้ทรัพยากรย่อมน้อยกว่าเมืองท่องเที่ยวหลัก ทำให้ทรัพยากรยังอยู่ได้ในระดับที่เพียงพอต่อคนในพื้นที่ และอยู่ในกำลังการดูแล ฉะนั้นหากมีการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากโดยที่คนในพื้นที่ยังไม่เข้มแข็งพอ ชุมพรก็จะกลายเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของระบบการท่องเที่ยวที่ทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม
ประเด็นที่สำคัญกว่าคือตัว “คน” ซึ่งภายใต้การท่องเที่ยวโดยชุมชนที่นี่ต่างมองว่า ต่อให้มีนักท่องเที่ยวมามากขึ้น ด้วยกำลังการผลิตและวิถีชีวิตที่ยังคงเดิม ย่อมมีศักยภาพรับได้เท่าเดิม ยังคงจำกัดจำนวนการเข้ามาเยื่ยมชมเช่นเดิม และการเป็นอยู่แบบนี้ถือได้ว่าเพียงพอแล้ว
ทีมเรานั่งฟังอย่างเมามันส์ ผู้เขียนเองได้นึกมองไปถึงพลวัตรทางสังคมในเชิงของการท่องเที่ยว มุมมองแรกคือ ผู้เขียนเคยได้เห็นตัวอย่างจากการที่ชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการท่องเที่ยวจนนำไปสู่ความเกินพอดีทีละเล็กทีละน้อยจ ในที่สุดชุมชนนั้นก็ได้กลายเป็นชุมชนท่องเที่ยวเต็มตัวจนไม่เหลือเค้าเดิมของวิถีชีวิต เหลือเพียงการจัดฉากวิถีชีวิตเท่านั้น

อีกมุมมองหนึ่งคือ สังคมย่อมเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา คนรุ่นก่อนหน้าเริ่มอ่อนแรง คนรุ่นใหม่บางส่วนไม่กลับมายังบ้านเกิด หลายส่วนกลับมาพัฒนาและนำ “ความเป็นเมือง” กลับมาด้วย นั่นหมายความว่าถึงจุดหนึ่ง วิถีชุมชนก็จะค่อยๆ ถูก กลืนกลายเป็นภาพมัวๆ ที่แยกไม่ออกว่าอันไหนชุมชนเมือง อันไหนชุมชนท้องถิ่น
ความคิดกลับมาที่บทสรุปว่า อยากให้ยังคงความเป็นเมืองรองเอาไว้ จนกระทั่งกระแสการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ดียิ่งขึ้นกว่านี้ เมื่อนั้นต่อให้คนรุ่นใหม่กลับมา เอาความเป็นเมืองเข้ามาแทรก แต่ด้วยการท่องเที่ยวที่ยังอยากเห็นทรัพยากรธรรมชาติยังคงอยู่ ประกอบกับความร่วมมือร่วมใจของชุมชนเอง ถึงตรงนั้นการท่องเที่ยวโดยชุมชนคงดำเนินควบคู่ความยั่งยืนไปได้เองโดยไม่รู้ตัว
………………………………………………………………………………………
เราเดินทางกลับที่พักด้วยความเหนื่อยล้า (สมอง) อัดแน่นเต็มไปด้วยข้อมูลของทั้งสองวัน เมื่อวาน (วันที่ 24) เราพบกับคีย์แมนเครือข่ายจัดการขยะ วันนี้ (วันที่ 25) เราได้พบผู้นำและคีย์แมนของการอนุรักษ์ปูม้ากับการท่องเที่ยวโดยชุมชน
มองจากภาพกว้างอีกที พื้นที่เดียวกันนี้กลับมีเครือข่ายที่เข้มแข็งถึงสามด้าน ด้านหนึ่งเพิ่มเติมทรัพยากรให้กลับมา ด้านหนึ่งจัดการกับของเสียที่ล้นหลาม และอีกด้านดึงคนเข้ามาดูความเป็นชุมชน

มุมมองของผู้เขียนต่อกลไกชุมชน
ชั่วระยะเวลาสองวันทำให้เรารู้สึกมั่นใจ มีกำลังใจ และเชื่อมั่นในงานพัฒนามากยิ่งขึ้น จากความรักบ้านเกิดของทุกคนที่เราได้พบ กระนั้น การพัฒนาไม่ได้มีเพียงด้านที่ดีเท่านั้น ฝั่งที่เป็นแรงเสียดทานจากบริบทพื้นที่ยังมีอีกมากตั้งแต่ระดับบุคคลด้วยกัน (ที่มองกลยุทธ์ในการพัฒนาที่แตกต่างกัน) บ้างนำไปสู่การเจรจา บ้างนำไปสู่ความขัดแย้ง และด้วยความที่เป็นชุมชนที่ผู้คนรู้จักกันหมด บางประเด็นก็อาจใช้เวลานานกว่าจะตกลงกันได้
รวมไปถึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่เราพอจะรับรู้ถึงบรรยากาศ และตัวกลางบางอย่างที่อยู่หลังม่านซึ่งเราไม่อาจทราบได้ อาจเป็นคนในวงการการเมือง อาจเป็นนักธุรกิจเจ้าสัวที่มีกำลังควบคุมกลไกบางอย่างอยู่ ทำให้ความเข้มแข็งของชุมชนต้องแข็งแรงต่อไปภายในชุมชนเอง ไม่สามารถขยายผลกระบวนการไปสู่พื้นที่อื่นได้
มุมมองของผู้เขียนต่อกิจกรรม
งาน SustainableBrands ที่จัดขึ้นในครั้งนี้เป็นกลไกหนึ่งของการพัฒนา มีผู้ประกอบการมากหน้าหลายตาจากทั่วประเทศและจากต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้ความเป็นชุมชน แม้ระยะเวลาจะน้อยแต่การแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อกันไว้ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
ผู้ประกอบการจากหลากวงการที่ต้องการดำเนินกิจการอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ รวมถึงคนในชุมชนเล็งเห็นว่า การมีผู้ประกอบการทั้งใหญ่และเล็กเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นโอกาสสำคัญที่จะแสดงความเป็นชุมชนออกไป ท้ายที่สุดก็กลับมาที่มุมมองและจุดยืนของแต่ละฝ่าย ว่ามั่นคงต่อการพัฒนามากน้อยแค่ไหน

ผู้ประกอบการซึ่งเชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจ ขยายและขายคุณค่ามากกว่าผู้ผลิตในชุมชน หากร่วมมือทำบางอย่างร่วมกันแล้ว นอกจากตัวคุณประโยชน์ที่ส่งไปแก้ปัญหาชุมชน ที่เพิ่มมูลค่าต่อตัวชุมชน ยังมีคุณค่าใดที่ผู้ประกอบการส่งมอบให้อีกบ้าง?? คนในชุมชนรับรู้และยอมรับกิจกรรมนั้นในมุมมองใด เป็นเพียงผู้ช่วยขาย เป็นตลาดให้ หรือเป็นเพื่อนร่วมทางที่จะเติบโตไปด้วยกัน??
คุณค่าทางความคิดที่ส่งมอบให้กันและกันนั้นสำคัญมาก เพราะเมื่อไหร่ที่มองต่างมุมและยังไม่เข้าใจกัน รูปแบบกลยุทธ์และแผนการเติบโตจะไปคนละทิศคนละทาง
หากพูดกันตรงๆ บางคนมองว่า ชุมชนมีทรัพยากร อย่างนั้นก็จัดให้มีการซื้อขายสิ ให้ชุมชนเป็นแหล่งวัตถุดิบ ก็เท่ากับว่าไม่แตกต่างอะไรกับยุคอุตสาหกรรม แหล่งวัตถุดิบในที่นี้เหมารวมหมดทั้งกายภาพ ความคิด ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถตักตวงมาพลิกแพลงแล้วสร้างมูลค่าได้ คำถามสำคัญคือ หลังจากนี้กระบวนการใดกันแน่ที่จะสร้างความยั่งยืน กระบวนการใดกันแน่ที่จะส่งเสริมการระเบิดจากข้างใน (ชุมชนทำเองหลายด้านแล้ว) และสำคัญที่สุด กระบวนการใดกันแน่ที่จะเป็นตัวบ่งชี้และรับประกันคุณค่าแห่งการพบเจอ…
ติดตามต่อตอนหน้ากับการจัดงาน Sustainable Brand วันสุดท้าย (สำหรับพวกเราไม่เคยมีอะไรธรรมดา…)

