SustainableBrands Chumphon 2019 เรื่องราวใหม่ที่พาเราคิดไกลกว่าเดิม#3

R.Phot
R.Phot
Nov 3 · 4 min read

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้าได้ที่ Discovery

วันที่ 26 ตุลาคม 2562

เราตื่นแต่เช้ากันอีกครั้งและรับรองได้ว่าไม่หลงอย่างแน่นอน เพราะงานจัดในสถานที่เดียว ไม่ได้ไปไหนไกล เมื่อเตรียมตัวกันเสร็จรองท้องกันเรียบร้อยก็ลุยกันเลย

ก่อนเริ่มงานก็เดินดูนิทรรศการที่ทาง สจล. นำมาจัดแสดง มีทั้งผลงานที่ทำร่วมกับชุมชน แพลทฟอร์มที่ส่งเสริมกระบวนการแท็กข้อมูลกิจกรรมเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตร ทั้งผลงานด้านวัสดุที่อาจต่อยอดไปสู่การลดขยะพลาสติกได้ โดยใช้เยื่อหุ้มผลิตภัณฑ์จากโปรตีนที่กำลังจะแตกแขนงไปเป็นซองบรรจุผงปรุงรสในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทั้งภาชนะกินได้ทั้งจาน ช้อน และตะเกียบ ผู้เขียนสังเกตว่า ผู้เข้าชมในงานแวะเวียนเข้าไปลองแทะจานกันหลายราย

ก่อนเข้างาน (พูดเหมือนไกล จริงๆ ระยะ 5 เมตรจากประตูห้องประชุม) เราได้พบกับคุณลุงท่านหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธนาคารปูม้า เรื่องที่ได้คุยกันทำให้เราได้เห็นถึงความสัมพันธ์บางอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างคนในชุมชน ลูกหลานที่เข้ามาเรียน และมหาวิทยาลัย

คุณลุงเล่าว่า ลูกมาเรียนประมง ต้องการทำงานส่ง เลยจำเป็นต้องมีปลาบางชนิดที่หาซื้อได้ยาก แต่ด้วยมีพ่อเป็นชาวประมง คุณลุงจึงจับมาแล้วแบ่งให้ สุดท้ายคุณลุงก็มงลง ได้เป็นหนึ่งในอาจารย์พิเศษช่วยให้ความรู้จากการประมงจริง ทั้งยังสนับสนุนการเรียนการสอนด้วยการจับปลาส่งให้รายวิชาเพื่อทำการศึกษาวิจัยต่อไปอีกด้วย

ลุงยังเล่าอีกว่า “สมัยนี้เครื่องมือสมาร์ทโฟนเราต้องฟังเด็กมันนะ” ก่อนหน้านี้ลุงอาศัยดูดวงดาวกับจดจำเกาะว่าอยู่ทิศไหนเวลาออกหาปลาตอนเช้ามืด พอลูกมาแนะนำว่ามีแอปฯ สำหรับบอกตำแหน่งชัดเจนว่าเคยไปหาปลาตรงไหนบ้างก็สะดวกดี ลุงหยิบมือถือขึ้นมาเปิดให้ดูอย่างภาคภูมิใจว่า “เนี่ย หลังๆ มา ออกปากแม่น้ำก็ตรงไปเลย ดูเบอร์ดาวเอาไม่ต้องเสียเวลา ถึงปุ๊บมันก็ร้องบอกเอง” เบอร์ดาว (ตำแหน่งGPS) ในภาษาของลุงชัดเจน น่าฟัง และมีความหมายในคำเดียว

งานนี้จัดที่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังวิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ในช่วงเช้าเป็นการบรรยายห้องรวม เล่าถึงการพัฒนาชุมชนยั่งยืนจากตัวแทนด้านการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวชุมชน (เราได้คุยมาแล้ว) และส่วนของการทำธนาคารปูม้า (เราบุกไปถึงบ้านมาแล้ว) *ติดตามตอนก่อนหน้าได้ที่ Discovery

ต่อด้วยตัวแทนจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จเรื่อง Upcycling หรือการรีไซเคิลแล้วเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่ทำจากขยะทะเล ในส่วนนี้ผู้เขียนจะลงรายละเอียดอีกครั้งเพราะมีการสัมมนาย่อยในช่วงบ่าย ด้วยปัญหาขยะทะเลซึ่งในอนาคตอันใกล้จะมีปริมาณมากกว่าปลาในมหาสมุทร เสี่ยงต่อวิกฤติอาหารของโลก หากวันนี้เรายังไม่ทำอะไรเลย คำคมที่ถูกนำมาใช้คือ “Because we have no planet B”

ช่วงบ่ายมีการแบ่งห้องสัมมนาและกิจกรรมออกเป็น 7 หัวข้อได้แก่

  1. ปฏิญญาของอาหารทะเลที่ยั่งยืน (ทีมงานเราเข้าร่วม 2 คน)
  2. อนาคตของโรบัสต้า
  3. จุดหมายปลายทางของความยั่งยืน
  4. ระบบหมุนเวียนวัสดุของภาคใต้ (ทีมงานเราเข้าร่วม 2 คน)
  5. ขยะสื่อสารการศึกษาได้อย่างไร (ทีมงานเราเข้าร่วม 2 คน)
  6. ผลิตภัณฑ์และการออกแบบที่ยั่งยืน
  7. พอแล้วดีเวิร์กช็อป

มื้อเที่ยงผ่านไปด้วยความรวดเร็วเนื่องจากคนเยอะ และมีพื้นที่จำกัดในแต่ละหัวข้อ เราจึงกินได้ไม่มากแม้อาหารจะอร่อยมากก็ตาม (ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่งผลต่อพวกเราทั้งทีมอีกทีหลังเสร็จจากงาน)

ผู้เขียนและเพื่อนร่วมทีมคนเดิมเข้าร่วมในหัวข้อ Circular Economy of the South หรือ ระบบหมุนเวียนวัสดุของภาคใต้ เหตุที่แปลแบบนี้เนื่องจากเนื้อหาหลักในการพูดคุยเน้นหนักและถูกนำไปสู่เรื่องวัสดุเป็นหลัก โดยจะขอเริ่มดังต่อไปนี้

แขกรับเชิญหลักคือ ชาวสเปนผู้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ที่นำเอาขยะซึ่งเก็บจากทะเลมาเข้ากระบวนการทำให้สะอาด ปลอดภัย และดีมากพอจะขึ้นรูปใหม่เป็นเส้นใย ก่อนจะนำไปผลิตตามการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ กล่าวได้ว่า ที่ประสบความสำเร็จนั้น เนื่องจากแบรนด์ดังกล่าวได้ร่วมมือกับสินค้าระดับโลกชื่อดัง ตั้งแต่รองเท้ากีฬา รองเท้าตามไลฟ์สไตล์ กระเป๋าแบรนด์เนม และเสื้อผ้า

https://floodbrothersdisposal.com/waste-management-through-upcycling

ผู้ประกอบการท่านนี้ได้เดินทางมาประเทศไทย ร่วมกับบริษัทปิโตรเลียม และเริ่มโครงการที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยองในปี 2018 จึงได้นำบทเรียนมาแบ่งปันกันในห้องสัมมนา ก่อนหน้านี้เขาทำที่สเปนเริ่มจากการพูดคุยกับชาวประมงให้ช่วยเก็บขยะไม่ว่าจะมากหรือน้อยกลับเข้าฝั่ง ผลักดันจนเกิดเป็นแบรนด์ขึ้นมาได้ หนึ่งในประเด็นหลักเป็นแรงผลักคือ เทคโนโลยีที่ทำได้ผลจริงและการใส่คุณค่าด้านการออกแบบลงไป

กลับมาที่บทเรียนแรก เจ้าของธุรกิจท่านนี้เล่าว่า ตอนที่พูดคุยและขอความร่วมมือกับชาวประมง แน่นอนต้องเกิดคำถามตามมา “แล้วชาวประมงได้อะไร” คำตอบแรกถือเป็นการสรุปว่า “อย่าให้เงินเขา” เนื่องด้วยมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อไหร่ รูปแบบความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไปทันที เมื่อนำมาประยุกต์ที่ระยอง พบว่าประเด็นกลับไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินแล้วเพราะชาวประมงยินดีช่วย แต่เป็นเรื่องของขนาดเรือที่ส่วนใหญ่แค่ใส่ปลาก็ไม่เหลือพื้นที่พอให้กับขยะแล้ว เกิดการเปลี่ยนทิศทางใหม่โดยไม่สนใจว่าต้องเป็นขยะในทะเลเท่านั้น จะเป็นขยะจากบนบกก็ได้ นำมาเข้าสู่กระบวนการแปรรูป

http://www.bwbackhouse.com.au/2017/03/upcycling-what-is-it-and-how-can-you-get-started/

บทสนทนาระหว่างผู้เข้าร่วมเป็นไปในทิศทางของ How to และ Why กล่าวคือ ทำอย่างไรและทำไมต้องทำกระบวนการนั้นๆ คำตอบโดยรวมคือ เพราะการขยายผลและการสร้างการรับรู้ให้กับผู้คนจำต้องอาศัยกำลังของแบรนด์ใหญ่ (ซึ่งมีฐานของตลาดสามารถเข้าถึงผู้คนได้จำนวนมาก) ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ใหญ่ติดตลาดอยู่แล้วเป็นผลให้ตัวระบบการแปรรูปขยะมีเงินทุนและกำไรมากพอจะดำเนินกิจการต่อไปได้ ปิดท้ายว่า แบรนด์เล็กก็สามารถทำได้แต่แบรนด์เล็กมีข้อจำกัดมากเกินไป ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมถึงต้องออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ล่ะ คำตอบนั้นตรงไปตรงมา “ผมเป็นดีไซน์เนอร์”

อีกท่านเป็นคนไทยที่รวมกลุ่มคน สร้างเป็นเครือข่ายเก็บขยะจากทะเลและชายหาด นำเศษวัสดุนำมาย่อยแล้วสร้างใหม่เป็นรองเท้าแตะ ท่านให้ความเห็นในเชิงภาพรวมว่า สถานการณ์ตอนนี้คือ เรานำเอาวัสดุจากธรรมชาติมาใช้แล้วทิ้งมากจนเกินพอดีทำให้ส่วนที่ทิ้งไปมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะดีกว่าถ้าเราเริ่มสร้างกระบวนการที่จะนำเอาวัสดุเหล่านั้นกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์หรือทดแทนการใช้วัสดุใหม่ สร้างสมดุลระหว่างกัน

ล่วงเลยไปจนครึ่งทาง (ชั่วโมงครึ่ง) มีประเด็นคำถามที่น่าสนใจเกิดขึ้น นั่นก็คือ “Circular Economy เป็นภาพใหญ่ของระบบทั้งหมด แต่ที่เราคุยกันมายังอยู่เพียงแค่การ Recycle การ Upcycling เรายังไม่ได้พูดถึง Reuse Reduce กันเลย” ทว่า โดนเบรกไปก่อน (ด้วยการพักรับประทานอาหารว่างช่วงขั้นเวลา)

https://globalsustaingroup.com/global-sustain-at-the-1st-circular-economy-forum-of-the-european-commission-in-greece/

ขออนุญาตลงประเด็นนี้ก่อนนะครับ ช่วงที่ฟังการพูดคุย ผู้เขียนกำลังนึกถึงตัวอย่างของกลไกบางประการ ขอยกเป็นตัวอย่าง แก้วย่อยสลายได้ แล้วกันครับ หากมองในภาพรวม ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ไม่ได้ช่วยลดขยะ

ลองนึกตามกระบวนการ ผู้ที่เตรียมแก้วชนิดนี้มาจัดงาน หรือผู้ใช้แก้วจะรู้สึกว่าทิ้งได้เต็มที่ เพราะเดี๋ยวมันก็ย่อยสลาย ทั้งยังรู้สึกดีว่าได้ช่วยโลก รู้สึกเป็นคนดีกับการใช้ผลิตภันณฑ์ที่ย่อยสลายได้ หากกระแสนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น หมายความว่าจะมีการผลิตแก้วชนิดนี้มากขึ้น เกิดการใช้แล้วรวมไปทิ้งมากขึ้น เกิดเป็นขยะอีกประเภทหนึ่งในระบบจัดการขยะไปโดยอัตโนมัติ

กลับกัน หากขยายการรับรู้เพิ่มจากส่วนทางเลือกแล้วหันมาใช้แก้วส่วนตัว!! เท่ากับว่าขยะที่เกิดจากแก้วย่อยสลายได้จะลดจำนวนลงอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นอยู่ตรงที่ผู้สร้างผลิตภัณฑ์ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของ Circular Economy ตั้งแต่ reuse reduce และ recycle กลับไม่ได้มองถึงความต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นหากสินค้านั้นได้รับความนิมยม เกิดการใช้งานจริงในปริมาณมาก

https://circulareconomylab.com/circular-economy-framework/

คำถามที่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ถามเนื่องจากเวลาหมดก็คือ “โอกาสนี้ที่ทุกคนจากหลายภาคส่วนมารวมตัวกัน อยากให้ช่วยกันออกความเห็นถึงโครงสร้างของปัญหาวัสดุ (ที่มาจากขยะ) ว่าเราอยู่ตรงไหนของปัญหา มีผู้เล่นใดบ้างในระบบ และแต่ละคนอยู่ส่วนใด”

เหตุที่ต้องการถามเช่นนี้ เพราะว่า ผู้หนึ่งกำลังผลิตเสื้อผ้าและสินค้าจากขยะทะเล ถือเป็นกระบวนการปลายทาง ผู้หนึ่งกำลังเน้นที่การปลูกฝังในระบบการศึกษาและสร้างความตระหนักต่อสังคมเรื่องขยะ ผู้หนึ่งกำลังสร้างสินค้าทางเลือกให้กับผู้บริโภค จุดไหนในโครงสร้างสายธารแห่งคุณค่านี้จะสามารถต่อกันติดเป็นวงจรแรกล่ะ??

ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ทำอยู่ไม่ดีนะครับ ผู้เขียนกำลังมองภาพรวมเป็นภาพเดียวกัน เพราะหากจะมีการพัฒนาการหมุนเวียนของวัสดุโดยจุดเริ่มต้นเป็นบริบทของประเทศไทย ใครจะเป็นคนเริ่ม เริ่มอย่างไร มีตัวชี้วัดอย่างไร และเมื่อกระบวนการบางอย่างได้ผลแล้ว ส่วนต่อไปของวงจรนั้นควรทำในรูปแบบใด เช่น เมื่อการ recycle เริ่มเป็นที่แพร่หลาย อาจตามมาด้วยกระแสการ reuse เพื่อตัดวงจรการก่อขยะ ลดการ recycle แต่ยังคงระดับไว้ แล้วปิดท้ายด้วยการ reduce ก่อนจะปรับสมดุลการใช้วัสดุให้คงที่ เป็นต้น

เพื่อให้ไปถึงจุดนั้นประเด็นที่น่าสนใจและจำเป็นต้องพูดคุยคือ บริบทภายในของแต่ละภาคส่วนว่า แต่ละคนมองตนเองอยู่ในส่วนใดของวงจรใหญ่ทั้งหมดนี้ และมีแผนกำลังจะพัฒนาไปยังจุดใด แม้จะฟังดูเป็นอุดมคติมากเกินไปนิด ทว่า หากการพูดคุยยังไม่เริ่มต้น เราก็จะไม่มีทางทราบว่าขอบเขตที่แท้จริงอยู่ตรงไหน บางทีอาจอยู่ตรงหน้าของพวกเรามาตลอด เพียงแต่เราหันไปคนละทิศทาง

……………………………………………………………………………………..

หลังจากเบรกและหมดโอกาสถาม ก็เป็นช่วงของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ใส่การออกแบบเชิงคุณค่าลงไปให้กับเศษวัสดุจนกลายเป็นผลงานระดับโลก เปลี่ยนมุมมองการออกแบบใหม่ๆให้กับนักศึกษาและบุคคลทั่วไป ฟังเพลินและสนุกมากเพราะอาจารย์ออกแบบได้สวยงาม ท่านมองเห็นอะไรก็สามารถสร้างสรรค์เป็นผลงานได้ทั้งหมด

ภาพยกตัวอย่างไม่ใช่ผลงานจริง https://www.iurban.in.th/design/handmade-furniture-using-salvaged-and-vintage-leather-belts/

ปัจจุบันอาจารย์ได้มาสนับสนุนและช่วยเหลือการออกแบบให้กับผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ในชุมชนจนได้รับรางวัลระดับโลก อาจารย์มีมุมมองต่อเศษวัสดุว่าเป็นทองคำ ขอแค่ลองปรับมุมมอง สำหรับผู้เขียนแล้ว อาจารย์ท่านนี้มีความเป็นศิลปินสูงมาก และยังเป็นผู้ถ่ายทอดที่เก่งมากเช่นเดียวกัน ด้วยทัศนคติและความงามในมุมมองที่มีต่อตัวงาน คุณค่าในหลายๆ ส่วนถูกคิดพิจารณามาเป็นอย่างดี ผ่านการลงมือทำอย่างประณีตและใส่ใจ ขยะหรือเศษวัสดุที่มักถูกมองว่าเป็นขยะก็กลายเป็นผลงานระดับโลกได้

ภาพยกตัวอย่างไม่ใช่ผลงานจริง http://www.wearegreeners.com/greenidea/detail/138

แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ คำถามในช่วงท้ายจึงเป็นในเชิงที่ว่า แล้วจะหา “คนแบบอาจารย์” ไปอยู่ในทุกที่ได้อย่างไร เพราะเศษวัสดุมีอยู่ทุกที แต่คนที่จะมองและใส่คุณค่าลงไปได้นั้นมีน้อยมาก กระบวนการใดกันล่ะที่จะส่งต่อการมองเห็นคุณค่านี้ได้

ผู้เขียนเองมองว่านี่เป็นโจทย์ที่ใหญ่มากในการส่งต่อคุณค่าหลายๆ รูปแบบ กิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นการส่งต่อคุณค่าบางอย่าง ถ้าออกแบบมาดีผู้รับก็สามารถรับคุณค่าได้สมน้ำสมเนื้อ ถ้าออกแบบการส่งต่อไม่ดี แน่นอนว่าคุณค่านั้นย่อมตกหล่นเป็นธรรมดา การศึกษานั้นเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับทุกๆ วงการ โดยเฉพาะกับการพัฒนาที่คำว่า “การศึกษา” ไม่ใช่ภาพของนักวิชาการ ไม่ใช่ภาพของห้องเรียน แต่เป็นรูปแบบกระบวนเรียนรู้

แล้วการสัมมนาก็จบลงด้วยเวลาอันจำกัดแบบอารมณ์ค้างกันทั้งเรื่องวงจรวัสดุ และเรื่องการส่งต่อคุณค่าการออกแบบ


เวลาเดียวกัน ห้องสัมมนาหัวข้อปฏิญญาความร่วมมืออาหารทะเลก็กำลังเข้มข้น โดยหัวข้อเรื่องนี้เป็นหัวข้อใหญ่ระดับโลก มีกฎเกณฑ์มากมาย ทว่าโดยเนื้อแท้แล้วขึ้นกับบริบทของพื้นที่และผู้คนที่เกี่ยวข้องว่า มีความสามารถและศักยภาพทำได้ในระดับใด ซึ่งไม่ได้ถือเป็นเรื่องร้ายแรง มองในมุมที่ว่า หากทำได้ก็จะดีกับทุกฝ่าย อย่างน้อยทำในส่วนที่ตนทำได้ก็ถือว่าดีแล้ว

ความเข้มข้นดำเนินไปจนสุดทางเนื่องด้วยมีทั้งนักวิชาการ เจ้าของร้านอาหาร และเชฟชื่อดังอยู่ด้วย ทำให้มีการลงรายละเอียดกันค่อนข้างมากทีเดียว จนในที่สุดข้อสรุปคือยังไม่สามารถเริ่มต้นได้ เนื่องจากตลอดทั้งห่วงโซ่นั้น มีรูปแบบที่หลากหลายและซับซ้อนเกินกว่าจะเริ่มติดตามเส้นทางได้ทั้งหมด รวมถึงกระบวนการตรวจสอบในแบบไทยๆ ก็เป็นเหตุให้ไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้

กระนั้นก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทุกภาคส่วนของห่วงโซ่อาหารทะเลได้มาระดมความคิดในเรื่องความเป็นไปได้ของงานนี้ หมายความว่า จากปัญหาที่ไม่เคยได้นึกถึง มาวันนี้ได้ช่วยกันระดมความคิด สร้างขอบเขตและขีดจำกัดของตัวเราและเส้นขอบของปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ในอนาคตข้างหน้าหากจะมีการเริ่มลงมือทำ ก็สามารถเน้นไปยังเป้าหมายอันเป็นเส้นขอบแรกของปัญหาได้โดยทันที


ขณะเดียวกันกับที่มีการพูดคุยเรื่องวงจรวัสดุ และปฏิญญาอาหารทะเล ทีมงานของเราอีกสองคนก็กำลังตึงอยู่กับสถานการณ์จับปูใส่กระด้ง

ส่วนนี้เริ่มด้วยการบรรยายถึงขยะในทะเลและความอันตรายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ไมโครพลาสติกได้กระจายไปทั่วโลกแล้ว และตอนนี้มีการพิสูจน์แล้วว่าอยู่ในตัวเรา (จากการทดลองเจาะเลือดตรวจสอบพบว่าในร่างกายคนมีไมโครพลาสติกปะปนอยู่ด้วย) แม้การบรรยายทั้งหมดจะเป็นภาษาอังกฤษ (มีพี่จาก พอแล้วดี ช่วยแปลเป็นไทย) และเด็กๆ วัยประถมต้นจะมึนงงและง่วงงุนก็ตาม กิจกรรมการทำงานศิลปะก็ช่วยถ่วงดุลในหัวข้อนี้ได้เป็นอย่างดี

กิจกรรมทำงานศิลปะแบบปะติด แบ่งกลุ่มเด็กๆ ออกเป็นหลายกลุ่ม ทำงานศิลปะในหัวข้อป้ายธนาคารปู ใช้เศษวัสดุที่เตรียมมาให้ (จากขยะที่เก็บได้จริง ทำความสะอาดแล้ว) มาสร้างสรรค์เป็นป้ายงานศิลปะตามจินตนาการ เมื่อเด็กๆ ได้จับของ หยิบสีและปืนกาว ความสนุกจึงเริ่มขึ้น

พี่ทีมงานของพวกเรา 2 คนในตอนแรกก็ยังคงตึงอยู่เพราะเป็นกิจกรรมของเด็กๆ จึงปล่อยให้เด็กๆ สนุกกันไป ทว่า เหลือกระดานอยู่หนึ่งชุดที่ยังว่าง และด้วยคำเชื้อเชิญจากพิธีกรดำเนินกิจกรรม จึงเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องลงทำงานศิลปะกับเด็กๆ ทั้งนี้ทักษะศิลปะของพี่ทั้งสองอยู่ในระดับดีเยี่ยมจนต้องขอความช่วยเหลือ

ดูเหมือนว่าการมีกลุ่มผู้ใหญ่ (ซึ่งเป็นคนเฮฮาอยู่แล้ว) มาทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ จะเป็นการช่วยเร่งอารมณ์การแข่งขันให้สนุกยิ่งขึ้นไปอีก เด็กๆ สนุกที่แข่งขันกันเองและได้แสดงความสามารถสุดฝีมือ ส่วนผู้ใหญ่ก็แอบกดดันเบาๆ ว่างานออกมาจะเละยิ่งกว่าเด็กๆ ทำ แต่กิจกรรมก็ผ่านไปด้วยดีจากความช่วยเหลือของพี่ทีมงานอีกคนซึ่งเผอิญพลัดหลงออกมาจากห้องปฏิญญาอาหารทะเลพอดี

ในตอนท้ายมีการนำเสนอผลงานโดยการออกไปยืนหน้าชั้น (เหมือนในห้องเรียน) ทีมงานอายุเฉลี่ย 30 กับเด็กๆ อายุเฉลี่ย 13 จึงได้นำเสนอความคิดสร้างสรรค์แข่งกันเป็นการแข่งขันที่สูสีกันมากทีเดียว


หลังจบงาน ทีมงานทุกคนหิวโหยกันมากเพราะมื้อเที่ยงถูกย่อยไปแล้วตั้งแต่ชั่วโมงแรกของกิจกรรม เรารวมตัวมองหน้ากันก่อนจะเดินไปทิศทางร้านค้าอย่างพร้อมเพรียง ร้านค้าปิด ร้านอาหารปิด ร้านน้ำปิด เดินต่ออีกนิดแทบถึงด้านหน้ามหา’ลัย ซึ่งร้านขายของชำดันปิดอีก สาธุบุญที่เหลือร้านข้าวแกงกับร้านผลไม้เปิดแบบกำลังจะปิด

ได้ข้าวกะเพรากับผลไม้รองท้องกันคนละนิดหน่อย ตั้งใจเมินขบวนรถตู้ของคณะทีมงานใหญ่ที่กำลังเตรียมตัวหมุนล้ออยู่อีกฟากของถนน เพื่อไปกินมื้อเย็น “อีกรอบ” ซึ่งถือเป็นงานเลี้ยงปิดของคณะทีมงานใหญ่ทั้งหมด และนั่นเป็นอีกจุดหนึ่งที่เราได้พบกับความน่าสนใจอีกครั้ง


เมื่ออิ่มท้องมื้อเย็นรอบที่สองแบบอร่อยๆ พวกเราก็เริ่มแผ่ผึ่งพุงกันตรงลานนั่งกินข้าว คณะทีมงานเริ่มทยอยกลับที่พักด้วยการนับหัวขึ้นรถตู้ไปทีละคันสองคัน คนที่เหลือรอรอบต่อไป จังหวะนั้นเองที่ได้พบคุณพี่ท่านหนึ่ง (ทราบภายหลังว่ามาจากบางกะเจ้า) ถือเป็นหนึ่งในบุคคลท้องถิ่นสำคัญของ SB2018 ที่ได้เดินทางมาร่วมงานครั้งนี้

พี่ท่านนี้เป็นลูกชายของคุณพ่อตลกลิเกเก่า เคยเล่นโขน มีความเจ้าบทเจ้ากลอน และเป็นตลกเฮฮาแม้ท่าทางจะดูดุก็ตาม เคยเป็นหนึ่งในผู้สำรวจเส้นทางคลองและพื้นที่ของบางกะเจ้าทั้งหมดด้วยตัวเอง มีแผนผังทางเดินน้ำของพื้นที่บางกะเจ้าทั้งหมดในมือ และตอนนี้กำลังดำเนินการเรื่องขยะภายในพื้นที่อีกด้วย

นอกจากนี้ คุณพี่ยังเปิดสอนพิเศษแบบพิเศษจริงๆ คือ ให้เด็กๆ ตั้งแต่ประถมถึงมัธยมมาเรียนสังคมศึกษา “วิชาบางกะเจ้า” ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมา ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ ภูมิปัญญา ตลอดจนของดีของท้องถิ่น บางส่วนเข้าร่วมโครงการไกด์เยาวชน สามารถพาเที่ยวได้และรู้เรื่องราวของชุมชนทั้งหมดเป็นอย่างดี การสอนเหมือนจะเป็นการทำกิจกรรมไร้รูปแบบ ทว่า แท้จริงแล้วคือการส่งต่อปลูกฝังความรักบ้านเกิดให้คนรุ่นใหม่ได้ซึมซับผ่านความสนุกสนาน อันเป็นของคู่กับการเรียนรู้ ไม่แปลกเลยที่จะเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ

แม้จะเดินทางมาพบกันที่ชุมชนอื่น แต่เราก็วางแผนเรียบร้อยแล้วว่าจะไปเยี่ยมเยือนชุมชนบางกะเจ้าอีกครั้งแน่นอน


ปิดท้ายงานด้วยการร่ำลากันของทีมงาน ทยอยเดินทางกลับที่พักด้วยความเหนื่อยล้าเช่นเคย แม้งานจะจบลงแล้วสำหรับ SustainableBrands Chumphon 2019 แต่พวกเรายังอยู่ต่ออีก 2 วัน แน่นอนว่าเรื่องราวยังไม่จบ ติดตามกันต่อนะครับ…

Discovery

Journey is an essential part of innovation

R.Phot

Written by

R.Phot

Researcher,Explorers,Social Observer

Discovery

Discovery

Journey is an essential part of innovation

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade