SustainableBrands Chumphon 2019 เรื่องราวใหม่ที่พาเราคิดไกลกว่าเดิม#4

R.Phot
R.Phot
Nov 4 · 3 min read
ภาพพิฆาตของทริปนี้

สำหรับเนื้อหาทั้งหมดแนะนำให้ติดตามอ่านตอนที่ 1–3 ได้ที่ Discovery

วันที่ 27 ตุลาคม 2562

วันนี้เป็นวันว่างของพวกเราเลยตื่นสายกันนิดหน่อย ออกเดินทางไปแวะชิมกาแฟร้านของคุณพี่ที่พบกันวันแรกก่อนวันงาน และจบที่ปลายทางตรงดอนสอง ปากน้ำชุมพร (โฮมสเตย์ที่เราไปเมื่อวันที่ 25)

เรากลับไปเยี่ยมธนาคารปูม้าอีกครั้ง คราวนี้แม้จะห่างกันเพียงวันเดียว แต่บรรยากาศอบอุ่นเช่นเคยอย่างกับไม่ได้เจอกันนาน ได้รับการต้อนรับด้วยอาหารทะเล มีปูม้าขนาดคืบกว่า 12 ตัวเต็มๆ แน่นๆ เน้นๆ ปลาผัดขิง (ลักษณะเหมือนกระเบนแต่ไม่ใช่) ผัดปลาหมึก ผัดปูม้า ปลาทอดหลากชนิด

สารภาพว่าไม่ได้กินอาหารทะเลที่สดและอร่อยขนาดนี้มานานมากแล้ว ปูม้าแกะง่าย เนื้อแน่นฉ่ำเพราะสดมากๆ เรากินไปคุยไปกว่า 2 ชั่วโมงโดยที่มือและปากไม่หยุดขยับ แกะปูส่งเข้าปากจนมือเปื่อยเหมือนไปว่ายน้ำมา จนได้ค้นพบว่า หนึ่งในทีมงานผู้แพ้ปูและกุ้ง กินทีไรจะคันปาก ปากบวมทุกที คราวนี้ชนะอย่างหมดจดสวยงาม กินปูเท่าไหร่ก็ไม่เป็นอะไรเลยนอกจากอิ่มหมีพีมัน

ระหว่างกินก็พูดคุยกันทั้งเรื่องเล่นเรื่องจริงจัง มีเรื่องทางภูมิศาสาตร์ซึ่งผู้เขียนสนใจด้วย แถมน้องที่ทำธนาคารปูได้นำสมุดบัญชีมาให้พวกเราดู รู้สึกทึ่งในความละเอียดชัดเจน และเป็นทางการของที่นี่มาก จัดว่าสมเหตุสมผลแล้วที่ทุกคนในชุมชนจะยอมรับในการลงมือทำจริงของครอบครัวนี้

ส่วนของภูมิศาสาตร์ที่เราฟังไปเมื่อวันก่อน วันนี้ให้น้องช่วยชี้จุดในแอปฯ แผนที่ว่า ช่วงที่ปูน้อยมากจนแทบจะหาไม่ได้นั้นต้องออกเรือไปถึงบริเวณใด ปัจจุบันพื้นที่ที่หาปูได้มากนั้นอยู่บริเวณใด และบริเวณที่ปล่อยปูเป็นจุดใด

มองในมุมคนที่มีความรู้เล็กน้อยอย่างผู้เขียนก็พอจะเห็นภาพว่า พื้นที่ที่จับปูนั้นใกล้ปากน้ำอย่างมาก ล่องเรือออกไปไม่นานก็ถึงเหมือนที่น้องเคยเล่าไว้จริงๆ และเมื่อเทียบจุดกับที่ทำการปล่อยปูก็ทำให้มโนต่อได้ว่า แถบที่ปูกระจายตัวจากจุดปล่อยนั้นจะลงไปทางด้านใต้ของพื้นที่ ทีมจึงถามน้องต่อไปว่า ในพื้นที่ทางเหนือขึ้นไปและทางใต้ลงของอ่าว มีข้อมูลจำนวนปูมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ แม้จะไม่มีข้อมูลมากนักแต่ก็ทำให้พอนึกออกว่า หากมีการเพาะพันธุ์สัตว์ทะเล (ไม่จำเป็นต้องเป็นปูแต่เพียงอย่างเดียว) แบบนี้ตลอดทั้งแนวชายฝั่ง ทรัพยากรของเราคงเพิ่มขึ้นอีกมาก

เหตุที่ผู้เขียนรู้สึกสนใจด้านภูมิศาสตร์ เชื่อมโยงมาจากการได้เห็นบันทึกที่จดอย่างละเอียดว่าสมาชิกคนใดฝากปูกับธนาคารไว้มากน้อยเท่าใด ซึ่งแม้จะบอกตัวเลขตรงๆ ไม่ได้ (ว่าแต่ละคนจับได้กี่กิโลกรัม) แต่สามารถคาดเดาได้จากจำนวนที่ฝาก คนจับได้มากก็มีแนวโน้มจะนำมาฝากธนาคารมากตามไปด้วย และการติดตามว่าชาวประมงคนใดวางอวนจับปูบริเวณไหนไม่ใช่เพื่อจะได้ไม่หาปูที่เดียวกัน แต่เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ในเชิงอนุรักษ์ว่า ปูตัวใหญ่จับได้ในบริเวณใดหรือช่วงเวลาใด ซึ่งนี่ยังคงเป็นแค่แนวคิด เพราะว่าภาระหน้าที่ของธนาคารปูแห่งนี้ อาศัยกำลังคนและเวลาที่จำกัดเท่านี้ ยังไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดนั้นก็ได้

เรื่องที่น่าสนใจเชิงลึกลงมาอีกหน่อยคือ เรื่องจุดยืนที่แตกต่างกันของการพัฒนา ด้วยความที่พื้นที่ปากน้ำมีหลายกลุ่มหลายเครือข่ายที่กำลังสร้างความร่วมมือ หาแนวร่วมที่จะเดินไปด้วยกันอยู่ ครั้นจุดยืนของแต่ละกลุ่มมีส่วนที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลายครั้งก็เกิดความขัดแย้งขึ้น ธนาคารปูซึ่งอยู่ในชุมชนเองก็หนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ทว่า ด้วยจุดยืนของการลงมือทำตลอดมา แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงและยังคงเป็นที่ยอมรับได้ยาวนานในชุมชน ต่อจากนี้ไปน่าจะเป็นเรื่องของการเจรจาพูดคุยกันอีกหลายยก

กลับมาที่บรรยากาศความเป็นกันเองและความอร่อยอย่างถึงที่สุดของอาหาร เมื่อกระเพาะอาหารถึงขีดจำกัดของแต่ละคนแล้ว (บางคนก้าวผ่านขีดจำกัดนั้นไปด้วยซ้ำ) ก็ถึงเวลาวางมือ เอื่อยเฉื่อยไปล้างมือก่อนกลับมาเก็บจานไปรอล้าง

เรื่องสุดท้ายที่เราได้คุยเริ่มมาจากวันที่ 26 ที่เราเผอิญได้ยินน้องบ่นเรื่องค่าไฟของธนาคารปู (จริงๆ คือเดินผ่านพอดีแล้วดันได้ยิน) เราจึงมาขอดูระบบไฟฟ้าและกระบวนการใช้งานว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากการเลี้ยงปูไว้ก่อนทำการปล่อยไข่ ต้องใช้ออกซิเจนในน้ำปริมาณสูงมาก จึงต้องมีปั๊มลมและท่อพ่นออกซิเจน การเพาะเลี้ยงแม่ปู (1 ตัวต่อ 1 ถัง) ในบางช่วงต้องใช้ถึง 80 ถัง หมายความว่าต้องใช้ไฟฟ้าให้ปั๊มปั่นออกซิเจนในน้ำตลอดเวลากว่า 80 หัว

ก่อนหน้านี้มีหน่วยงานด้านพลังงานเข้ามาเสนอว่าจะติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ให้ แต่เรื่องล่าช้าล่วงเลยมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วก็ยังไม่เห็นแม้เงา เมื่อสอบถามกำลังการใช้พลังงานไฟฟ้าและความสำคัญในแต่ละส่วนของระบบให้ออกซิเจน เราก็พบว่า นอกจากจะยังไม่มีระบบสำรองการทำงานแล้ว ยังมีเรื่องปั๊มลมซึ่งต้องมีความทนทาน อีกทั้งรูปแบบการใช้ก็ค่อนข้างแกว่งไม่คงที่ กล่าวคือ บางช่วงมีแม่ปูน้อยก็ใช้งานน้อย บางช่วงมีแม่ปูมากก็ใช้งานมาก ทำให้ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความคุ้มค่าของการมีปั๊มเทียบกับการใช้งาน

อีกหนึ่งเรื่องคือเรื่องไฟดับ แม้จะไม่บ่อยนักแต่การดับทุกครั้งมีความสำคัญต่อแม่ปูทั้งหมด ระบบที่ธนาคารทำไว้คือ มีปั๊มสำรองที่ต่อกับแบตเตอรี่สำรอง เมื่อไฟดับต้องสลับชุดการทำงานทั้งหมดตั้งแต่ขั้วไปจนถึงหัวสายออกซิเจน ใช้เวลากว่า 40 นาทีจึงจะเสร็จ น้องเล่าว่า เคยมีประสบการณ์ไฟดับกว่า 40 นาที ซึ่งเมื่อต่อระบบสำรองเสร็จไฟก็มาพอดี อีกครั้งหนึ่งคือไฟดับนานมากจนต้องโทรไปหาการไฟฟ้า เป็นอันว่า ชาวบ้านที่อยู่ในเครือข่ายธนาคารปูทราบดีถึงความร้ายแรงของปัญหา ตะโกนข้ามคุ้งน้ำมาถามกันเป็นปกติว่า “เอาแบตม้ายยย!!!”

แนวทางแก้ไขที่ทีมงานของเราเสนอตัวเข้าไปช่วยคือ สร้างตัวสลับการทำงานของระบบจ่ายออกซิเจน เมื่อไฟตกหรือไฟดับ ระบบจะเปลี่ยนมายังแบตเตอรี่โดยอัตโนมัติ ให้สามารถเลี้ยงระบบออกซิเจนต่อไปได้อีกสักระยะหนึ่ง เราเห็นว่าโซลาเซลล์อาจยังไม่ตอบโจทย์และอาจเพิ่มภาระมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้ แถมยังอาจเป็นการทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีโครงการมาก่อนแล้ว ระบบที่นำเสนอจึงคาดว่าเป็นจริงได้ และจะทำเสร็จโดยใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากเป็นระบบที่ง่าย (คาดว่าจะกลับไปติดตั้งในเดือนธันวาคมนี้เพื่อที่น้องจะได้ไม่ต้องผจญไฟดับอย่างอกสั่นขวัญแขวนหลายรอบ)

ก่อนออกจากบ้านน้อง ผู้เขียนเห็นกลุ่มชาวบ้านมาล้อมวงนั่งคุยกับคุณพ่อของน้องอย่างออกรส คุณแม่ของน้อง (แม่ครัวมือหนึ่ง) ก็มองอยู่เหมือนกัน เอ่ยว่า “สภากาแฟเขาล่ะ เมื่อก่อนไม่มีหรอก พอมีธนาคารปูถึงได้ไปมาหาสู่กัน” ประโยคสั้นๆ แต่เนื้อความและภาพเป็นคำตอบของคำถามเรื่องการพัฒนาชุมชนได้ชัดเจนที่สุดแล้ว

ออกจากบ้านธนาคารปูม้า พี่รถตู้ขับอ้อมกลับมายังโฮมสเตย์ เราพบกับทายาทรุ่นที่มารับช่วงต่อกิจการและกำลังสานต่อโฮมสเตย์ให้เติบโตมากยิ่งขึ้น เป็นการเซอร์ไพรซ์ของเราพบกับคณะทำงานใหญ่ซึ่งมาพักผ่อนและรับประทานอาหารกันอยู่ที่ชานบ้านพอดี คำแรกที่พวกเราถูกทักคือ “เย้ …มีคนช่วยกินแล้ว!!” ซึ่งภาพที่เราเห็นคือปลาโอย่างตัวใหญ่ 2 ตัว หมึกย่างกำลังดีอีก 2 ถาด!!! และตามมาติดๆ ด้วยทอดมัน ไฮไลต์ที่เกริ่นไว้ตอนก่อนหน้าอีกหลายจาน

เผื่อใครลืมไปแล้วว่า พวกเราเพิ่งลุกจากการกินต่อเนื่องหลายชั่วโมงมาได้ไม่นาน นั่งรถสิบนาทีเพื่อมาพบกับอีกหนึ่งวง (ซึ่งอิ่มแล้วเหมือนกัน) แต่อาหารยังเหลืออีกเยอะ พวกเราในฐานะคนรุ่นใหม่อายุยังน้อยต้องฟังคำผู้ใหญ่ เลยทำตามคำขอ นั่งลงจับจองพื้นที่ กินกันต่ออย่างไม่เกรงใจ (จริงๆ คืออยากกินหมึกย่างกับทอดมัน)

คนย่างหมึกไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเชฟฝีมือดีชื่อดังผู้เข้าร่วมเดินทางไปกับเส้นทางอาหารทะเลนั่นเอง ถือเป็นเกียรติแก่ปากและพุงของพวกเราทุกคนที่มีเชฟมาย่างหมึกให้กินจริงๆ ต่อหน้า นอกจากการกินซึ่งเราทำได้ดีมากแล้ว เรายังมีนัดกับผู้ประกอบการจากเชียงราย (เจ้าของไร่อันโด่งดัง) เพื่อพูดคุยถกปัญหาร่วมกับเจ้าของกิจการโฮมสเตย์รุ่นลูกเจ้าของบ้านอีกด้วย

การพูดคุยหัวข้อหลักคือ การแปรรูปเปลือกปูต้ม ที่มีมากและเยอะเกินจนกลายเป็นขยะในชุมชน ทั้งยังส่งกลิ่นเมื่อมีปริมาณสะสมจำนวนมาก ฝ่ายผู้ที่ต้องการนำไปใช้งาน (มีองค์ความรู้ที่สามารถดึงเอาแคลเซียมจากเปลือกปูมาใช้ประโยชน์กับงานเกษตรกรรม) จึงร่วมแสดงความคิดเห็นว่า จะลองทำเปลือกปูต้มสุกให้แห้งเพื่อยืดอายุการเก็บ และบดละเอียดเป็นชิ้นเล็กให้สะดวกต่อการขนส่งดูได้ไหม

เรานั่งพูดคุยกันอยู่พักหนึ่งก่อนจะแยกย้ายเนื่องด้วยฝ่ายผู้ประกอบการมีเวลาน้อย ต้องกลับไปขึ้นเครื่องบินให้ทัน เรานั่งคิดกันต่อว่า จริงๆ แล้วทางเทคนิค เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก โจทย์สำคัญอยู่ที่ต้นทุนในการเริ่มต้นและความพร้อมของโฮมสเตย์ที่จะรับภาระการแปรรูปเปลือกปู ว่าทำไหวหรือไม่ อย่างไร

รูปเปลือกปูสภาพแย่มากเพราะผ่านการแทะแล้ว จึงขอนำเสนอให้เห็นปูตัวใหญ่แทน

ทั้งนี้ ประเด็นที่ดูจะสำคัญว่าคือ การเป็นแหล่งวัตถุดิบ หากแปรรูปได้จริงน่าจะนำองค์ความรู้การสกัดแคลเซียมมาทดลองใช้และปรับใช้กับเกษตรกรชาวชุมพรก่อน จึงค่อยขยายผลไปยังพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังคงเป็นปลายทาง ในขั้นต้น สิ่งที่เราต้องศึกษาให้ดีก่อนคือ ความเป็นไปได้และการออกแบบเครื่องมือแปรรูปเปลือกปูที่มีประสิทธิภาพ

เรากลับมายังที่พัก เป็นคืนสุดท้ายก่อนจะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น ยังไม่วายรับน้ำใจด้วยการเอาปลาโอที่เหลือกลับมาด้วยหนึ่งตัวทั้งที่ความอิ่มแล่นขึ้นมาถึงหนังตาแล้ว


วันที่ 28 ตุลาคม 2562

ตื่นกันแต่เช้าเพื่อให้ทันขึ้นเครื่องบิน ก่อนเดินทาง พี่พนักงานของรีสอร์ทมาพูดคุยถามว่า “มากับคณะหรือเปล่าครับ” ผมตอบว่า “ใช่ครับ” “พี่เป็นคณะสุดท้ายเลยนะครับเนี่ยที่จะกลับ” ผู้เขียนยิ้มตอบ แล้วก็ตามมาด้วยคำถามสำคัญที่ทำผู้เขียนนิ่งอึ้งไปสักพัก

ผู้เขียนไปไม่เป็นเพราะคำถามตรงๆ เช่นนั้น เลยตอบด้วยความสัตย์จริงว่า “เราลงมาจัดกิจกรรมช่วงสั้นๆ ครับ สิ่งที่น่าจะได้จริงๆคือ เครือข่าย การสร้างสัมพันธ์ที่ผู้ประกอบการกับชุมชนจะต่อยอดกันได้ครับ” พี่พนักงานยิ้มรับ แล้วปิดท้ายด้วยคำว่า “มาพัฒนาบ้านผมเยอะๆนะ”

ปิดทริปด้วยความรู้สึกประทับใจคนชุมพร และคงไม่มีคำไหนอธิบายคำว่า “รักบ้านเกิด” ได้เท่าประโยคสั้นๆ นั้นอีกแล้ว

จบบันทึกงาน SB 1019 ณ ชุมพร

ติดตามตอนก่อนๆ และเรื่องอื่นๆ ได้ที่ Discovery ครับ

Discovery

Journey is an essential part of innovation

R.Phot

Written by

R.Phot

Researcher,Explorers,Social Observer

Discovery

Discovery

Journey is an essential part of innovation

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade