แปลหนังสือ Principles by Ray Dalio Part : 1

Jomzup Link
Jul 1, 2017 · 13 min read

หลายคนมีหนังสือที่มีอิทธิพลต่อชีวิตนะครับ ของผมเองก็เล่มนี้เป็นหนึ่งในนั้น เป็นหนังสือที่สอนแง่คิดการใช้ชีวิต และ Framework หลักในการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ของชีวิตครับ

หนังสือเล่มแปลจริงฉบับ Official วางขาย แล้ว ที่ https://www.investing.in.th/principles

ผมชอบหนังสือเล่มนี้ เพราะ มันสื่อสารชัดเจนว่า “ชีวิตต้องมีหลักการ” และหนังสือเล่มนี้คือ หลักการการใช้ชีวิตของชายที่ประสบความสำเร็จระดับโลก Mr.Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง BridgeWater บริษัทที่ปรึกษากองทุนด้านป้องกันความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาด้วยตัวเอง

ตอนแรกหนังสือเล่มนี้ปล่อยฟรี online บน www.principles.com นะครับ แต่ตอนนี้เอาลงไปแล้วและเหมือนกำลังจะขายหนังสือเล่มนี้ผ่าน amazon ใน Q4 ปีนี้นะครับ ผมเลยขออณุญาติแปลหนังสือเล่มนี้เผื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกท่านครับ ผมแบ่งหนังสือเป็น 3 ตอนครับ เพราะแปลมาทั้งเล่มเลย

ยาวหน่อย แต่อ่านเถอะครับ…เพื่อให้ได้ทุกสิ่งในชีวิตคุณต้องการ :)

Edit นิดนึงว่าผมดันบังเอิญได้เป็นผู้แปลเล่มจริงออกมา และเป็นเล่ม Official ด้วย สั่งเล่มออนไลน์ได้เลยที่ https://www.investing.in.th/principles


PRINCIPLES BY RAY DALIO
หลักการ (PRINCIPLES)

เนื้อหาต่อไปนี้ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ซึ่งสามารถอ่านทำความเข้าใจแบบแยกกัน หรือแบบเกี่ยวโยงกันทั้งหมดก็ได้ โดยส่วนที่ 1 อธิบายถึงวัตถุประสงค์และความสำคัญของหลักการใบบริบททั่วไป ส่วนที่ 2 อธิบายถึงหลักการพื้นฐานของชีวิต ที่ผมนำมาประยุกต์ใช้กับทุกอย่างในชีวิตของผม ส่วนที่ 3 อธิบายถึงหลักการจัดการของผมขณะอยู่ที่บริษัทของผมบริดจ์วอเตอร์ (Bridgewater) เนื่องจากหลักการจัดการเหล่านี้เป็นเพียงหลักการพื้นฐานของชีวิตที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ การอ่านเนื้อหาในส่วนที่ 2 จะช่วยให้คุณเข้าใจส่วนที่ 3 ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณสามารถข้ามไปอ่านในส่วนที่ 3 เลยก็ได้เช่นกัน แล้วคุณจะเข้าใจหลักการบริหารจัดการ และวิธีการที่บริดจ์วอเตอร์นำไปใช้งาน ในอนาคตผมอยากเขียนเนื้อหาส่วนที่ 4 ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับหลักการลงทุนของตัวผมเอง หากคุณกำลังเสาะหาผลกำไรสูงสุดจากเงินหนึ่งดอลลาร์ (เช่น การทำความเข้าใจเรื่องความพยายาม) ผมแนะนำให้คุณอ่านส่วนที่ 1 ส่วนที่ 2 และส่วนเริ่มต้นของเนื้อหาส่วนที่ 3 (ผ่านส่วนสรุปและตารางหลักการ) นั่นจะทำให้คุณเห็นภาพรวมเกือบทั้งหมด โดยเนื้อหาทั้งหมดมีเพียงประมาณ 55 หน้าของหนังสือขนาดปกติ

เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากให้คุณคิด ‘เพื่อตนเอง’ ทุกครั้งที่ทำการตัดสินใจ — 1) อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการ 2) อะไรคือสิ่งที่เป็นความจริง และ 3) คุณต้องทำอย่างไรกับมัน ผมต้องการให้คุณทำเช่นนั้นด้วยความรอบคอบชัดเจนเพื่อให้ได้รับในสิ่งที่คุณต้องการ ผมเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อช่วยให้คุณทำเช่นนั้นได้ ผมขอเพียงสองสิ่งจากคุณเท่านั้น นั่นก็คือ 1) คุณจะต้องเปิดใจให้กว้าง (Open-minded) และ 2) ตอบทุกคำถามอย่างจริงใจเกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการ สิ่งที่เป็นความจริง และคุณต้องการที่จะทำอย่างไรกับมัน ถ้าคุณทำสิ่งเหล่านี้แล้วผมเชื่อว่าคุณจะได้รับสิ่งดีดีจากหนังสือเล่มนี้ ถ้าคุณไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ คุณควรพิจารณาว่าเหตุใดคุณถึงไม่สามารถทำได้ เพราะคุณอาจได้ค้นพบหนึ่งในอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และสามารถกำจัดมันออกจากชีวิตของคุณได้

บทนำ (Introduction)

หลักการ คือ แนวคิดที่สามารถนำมาใช้ซ้ำในสถานการณ์ที่คล้ายกัน ซึ่งต่างจากคำตอบที่ระบุเนื้อหาในวงแคบสำหรับคำถามเฉพาะ ทุกเกมส์ๆ มีหลักการสำหรับผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จเพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเล่น เช่นเดียวกันกับชีวิต หลักการเป็นวิธีของการจัดการที่ประสบความสำเร็จด้วยกฎตามธรรมชาติหรือกฎของชีวิต ผู้ที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้มากกว่าจะรู้วิธีการสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจน้อย หลักการที่แตกต่างกันถูกนำไปใช้กับด้านต่างๆของชีวิต เช่น การมี “หลักการในการเล่นสกี” สำหรับการเล่นสกี “หลักการเลี้ยงดู” สำหรับการอบรมเลี้ยงดูบุตร “หลักการในการจัดการ” สำหรับการบริหารจัดการ “หลักการลงทุน” สำหรับการลงทุน ฯลฯ และยังมี “หลักการชีวิต” ที่มีอิทธิพลต่อวิธีการในการปฏิบัติของเราต่อสิ่งทั้งปวง และแน่นอน แต่ละบุคคลติดตามหลักการที่แตกต่างกันซึ่งพวกเขาต่างเชื่อว่าเป็นหลักการที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง

ผมมั่นใจว่าความสำเร็จต่างๆที่บริดจ์วอเตอร์และผมได้รับ เป็นผลมาจากการดำเนินการของเราด้วยหลักการที่ชัดเจน การสร้างวัฒนธรรมที่ดี การค้นหาบุคคลที่เหมาะสม การบริหารจัดการให้พวกเขากระทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์และเป็นระบบ ซึ่งเป็นความท้าทายที่ทุกองค์กรจะต้องเผชิญ สิ่งที่แตกต่างกันคือวิธีการที่พวกเขาใช้ในการจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ หลักการที่ระบุไว้ในหน้าต่างๆเป็นไปตามการถ่ายทอดวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ในการทำสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นเหตุผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนใครของเรา ความสำเร็จของบริดจ์วอเตอร์เป็นผลมาจากการดำเนินงานของบุคคลที่มีความสามารถตามหลักการที่กำหนดไว้ในหนังสือเล่มนี้ และมันจะดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ หากบุคคลที่มีความสามารถเหล่านี้หรือบุคคลอื่นๆดำเนินการใช้หลักการนี้อย่างต่อเนื่อง และแทบทุกคนสามารถทำได้หากพวกเขาเต็มใจที่จะทำ

สิ่งที่เขียนในหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงแค่ความเข้าใจส่วนบุคคลเกี่ยวกับ: หลักการพื้นฐานในชีวิต วิธีการกระทำเพื่อให้ได้รับสิ่งที่ตนเองต้องการ และ “หลักการในการจัดการ” ซึ่งอยู่บนพื้นฐานเหล่านั้น เมื่อนำมารวมกัน หลักการเหล่านี้จะหมายถึงการวาดภาพกระบวนการที่เป็นระบบสำหรับการแสวงหาความจริงและความเป็นเลิศ รวมถึงรางวัลที่มาพร้อมกับการแสวงหานี้ ผมนำเนื้อหาเหล่านี้มารวมกันและเขียนขึ้นสำหรับการพิจารณาของบุคคลเพื่อช่วยบริดจ์วอเตอร์และบุคคลที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด

กระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ ผมไม่ได้เขียนหลักการเหล่านี้ออกมาเพราะรู้สึกว่ามันเป็นข้อสันนิษฐานสำหรับผมในการบอกกล่าวบุคคลอื่นๆเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาสามารถนำไปใช้ได้ดีที่สุดสำหรับพวกเขา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมมองเห็นบุคคลจำนวนมากที่ผมรักและห่วงใยต่อสู้ดิ้นรนกับปัญหาเหล่านี้และผมต้องการช่วยเหลือพวกเขา; ผมยังพบว่าปัญหาของพวกเขามักจะเป็นผลมาจากการละเมิดหรือฝ่าฝืนหลักการเหล่านี้ และปัญหาเหล่านั้น สามารถแก้ไขได้โดยใช้หลักการเหล่านี้ ดังนั้นผมจึงเริ่มต้นด้วยการระบุประเภทของปัญหาและสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา เมื่อผมเริ่ม ผมไม่ทราบว่ามีหลักการจำนวนมากน้อยแค่ไหนที่ผมจะนำมาใช้โดยผ่านกระบวนการนี้ ผมพบว่ามีประมาณ 200 หลักการที่ครอบคลุมปัญหาทั้งหมด ผมแน่ใจว่าผมจะคิดค้นได้มากขึ้นเมื่อผมเรียนรู้มากขึ้น

เมื่อผมกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้เป็นหลักการของผม นั่นไม่ได้หมายความในทางที่ต้องการแสดงความเป็นเจ้าของหรือในลักษณะที่พูดถึงตัวเอง ทว่า ผมเพียงแค่หมายความว่ามันเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับความเชื่อส่วนบุคคล ผมเชื่อว่าบุคคลที่ผมทำงานด้วยและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการคิดสำหรับตัวพวกเขาเอง ผมกำหนดหลักการเหล่านี้และอธิบายตรรกะประกอบไว้ด้วย เพื่อให้สามารถร่วมกันสำรวจข้อดีและทดสอบ(Stress Test ) มันได้ ซึ่งผมมั่นใจว่าหลักการเหล่านี้สามารถนำไปใช้งานได้ดี เพราะผมใช้ความคิดอย่างหนักเกี่ยวกับมันและใช้เวลาหลายปีในการตรวจสอบข้อเท็จจริง กับบุคคลที่มีความฉลาดหลายร้อยคน รวมถึงบุคคลที่มีความสงสัยเคลือบแคลง ผมยังเชื่อว่าไม่มีอะไรแน่นอน ผมเชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราคาดหวังมีความเป็นไปได้สูง โดยการนำสิ่งเหล่านี้มารวมกันและทดสอบมัน ดังนั้นความน่าจะเป็นที่มันจะถูกต้องก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

ผมยังเชื่อว่าหลักการเหล่านั้นมีคุณค่าและประโยชน์อย่างมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากการเผชิญหน้ากับความจริงและการสะท้อนในการเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งไม่ได้มาจากการสอน หรือเพียงแค่ยอมรับหลักการของบุคคลอื่น ดังนั้น ผมจึงนำสิ่งเหล่านี้มาร่วมเขียนเพื่อสะท้อนให้เห็นเมื่อคุณต้องเผชิญกับความเป็นจริง และนั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณจะสุ่มสี่สุ่มห้าปฏิบัติตาม สิ่งที่ผมคาดหวังมากที่สุดคือคุณและบุคคลอื่นๆจะใช้การพิจารณาอย่างระมัดระวังและพยายามนำหลักการเหล่านี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสำหรับการเสาะหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง ผ่านการเสาะหาจากสิ่งเหล่านี้ และการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงแต่จะมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น แต่พวกเขาจะสร้างวิวัฒนาการจาก “หลักการของเรย์” ไปสู่ “หลักการของเรา” และเรย์จะจางหายไปจากภาพในลักษณะเช่นเดียวกันกับความจำของบุคคลเกี่ยวกับผู้สอนการเล่นสกีหรือเทนนิส และบุคคลจะให้ความสนใจเพียงแค่สิ่งที่ใช้งานได้ดีสำหรับพวกเขา ดังนั้น เมื่อแยกย่อยออกมาในแต่ละหลักการ กรุณา . . .

. . . ถามตัวเองว่า “เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ?”

ก่อนที่ผมจะพูดคุยเกี่ยวกับหลักการจัดการของตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานในชีวิตของผม เนื่องจากหลักการบริหารจัดการของผมนั้นเป็นส่วนเพียงส่วนต่อขยายจากหลักการพื้นฐานของชีวิตของผมเท่านั้น

ในส่วนที่ 1 อธิบายคำว่า “หลักการ” ตามความหมายของผม ทำไมจึงเชื่อว่าหลักการเหล่านี้มีความสำคัญ และวิธีการที่มีความจำเป็นเพื่อให้ชีวิตคุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการ

ในส่วนที่ 2 อธิบายหลักการที่เป็นพื้นฐานในชีวิต เป็นการอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นวิธีที่ดีสุดของการโต้ตอบกับความจริงที่จะต้องเรียนรู้ว่าเป็นอย่างไร และวิธีการในการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อให้คุณได้รับในสิ่งที่คุณต้องการ นอกจากนี้ ยังอธิบายสิ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นกับดักที่พบได้มากที่สุด ซึ่งบุคคลทั่วไปไม่ได้ป้องกันจากการกระทำเพื่อให้ได้รับในสิ่งที่พวกเขาต้องการ และวิธีการใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นโดยการหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้น ผมเขียนเนื้อหาเหล่านี้เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจได้ดีมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับหลักการอื่นๆของผม กระนั้น คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเนื้อหาในส่วนนี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาในส่วนอื่นๆ

ส่วนที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการบริหารจัดการ เนื่องจากผมทำงานที่บริดจ์วอเตอร์มานานกว่า 35 ปี ในส่วนนี้จะอธิบายวิธีการที่บริดจ์วอเตอร์ใช้จนถึงขณะนี้ เริ่มต้นที่ภาพใหญ่ ระดับความคิดที่มีคำอธิบายว่าทำไมผมจึงเชื่อว่าผลลัพธ์ของบริษัทใดๆโดยส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยบุคคลและวัฒนธรรมของบริษัทนั้นๆ จากนั้นก็เจาะลึกลงในสิ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นหลักการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการสร้างวัฒนธรรมที่ดีในการจ้างบุคคลที่เหมาะสม และจัดการให้พวกเขาบรรลุความเป็นเลิศ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและสร้างการตัดสินใจที่ดี

ยังมีประเภทอื่นๆอีกมากมายของหลักการ ยกตัวอย่างเช่น ผมหวังว่า วันหนึ่งในภายภาคหน้า จะเขียนเกี่ยวกับ หลักการลงทุน อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้หลักการจัดการยังเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เข้าเรื่องและสามารถใช้งานได้สำหรับผม

PART 1 ความสำคัญของหลักการ

ผมเชื่อว่าการมีหลักการที่สามารถใช้งานได้เป็นสิ่งจำเป็นในการกระทำเพื่อกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกไปจากชีวิต นอกจากนี้ ผมยังเชื่อว่าการจะเข้าใจซึ่งกันและกันเราก็ต้องเข้าใจหลักการของกันและกันด้วย นั่นคือเหตุผลที่ผมเชื่อว่าเราจำเป็นต้องพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นนี้

เราจะเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบคำถามดังต่อไปนี้:

หลักการคืออะไร ?

ทำไมหลักการจึงมีความสำคัญ ?

หลักการเหล่านี้มาจากไหน ?

คุณมีหลักการที่ใช้ในการดำรงชีวิตหรือไม่ ? และมันคืออะไร ?

ทำไมคุณจึงคิดว่าหลักการเหล่านั้นสามารถใช้งานได้ดี ?

กรุณาตอบทุกคำถามด้วยความซื่อสัตย์ โดยไม่ต้องกังวลว่าผมหรือคนอื่นๆจะคิดอย่างไร ความซื่อสัตย์นี้จะช่วยให้คุณสามารถใช้ชีวิตที่สะดวกสบายกับหลักการของตนเอง และตัดสินตนเองด้วยวิธีการที่คุณใช้หลักการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง หากคุณยังไม่มีความคิดเกี่ยวกับหลักการ ไม่ต้องกังวล เราจะเรียนรู้ไปด้วยกัน ขอเพียงแค่คุณเปิดใจ

หลักการคืออะไร ?

ค่านิยมของคุณคือสิ่งที่คุณพิจารณาว่ามีความสำคัญ โดยแท้จริงแล้วคือสิ่งที่คุณค่ากับมัน หลักการจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณสามารถมีชีวิตที่สอดคล้องกันกับค่านิยมเหล่านั้น หลักการจะเชื่อมโยงค่านิยมไปสู่การกระทำ; เป็นแนวทางในการกระทำของคุณและช่วยคุณให้ประสบความสำเร็จด้วยกฎแห่งความจริง ซึ่งจะเป็นไปตามหลักการที่คุณใช้เมื่อคุณเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก

ทำไมหลักการจึงมีความสำคัญ ?

ทุกคนที่ประสบความสำเร็จล้วนดำเนินการตามหลักการที่ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จ หากไม่มีหลักการ คุณจะถูกบังคับให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อตัวคุณและในการตัดสินใจเพื่อให้ได้รับในสิ่งที่คุณต้องการ ฉะนั้น มันจะช่วยคุณในการใช้ประโยชน์สูงสุดในชีวิต ในขณะที่การดำเนินการโดยไม่มีหลักการไม่ดีต่อบุคคล และยิ่งเลวร้ายสำหรับกลุ่มบุคคล (เช่น บริษัท) เพราะจะนำไปสู่การไม่เข้าใจคุณค่าของตนเองและวิธีการปฏิบัติตนเพื่อให้สอดคล้องกับคุณค่าเหล่านั้น

หลักการเหล่านี้มาจากไหน ?

บางครั้งเราบิดเบือนหลักการของเราเอง และบางครั้งก็ยอมรับหลักการของคนอื่น หรือรูปแบบองค์รวมของหลักการ เช่น ศาสนาและระบบกฎหมาย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งไม่ดีในการใช้หลักการของคนอื่น เพราะเป็นเรื่องยากที่จะมาจากตัวคุณเองทั้งหมดและหลักการดีๆก็มีอยู่แล้วจากสิ่งเหล่านั้น แต่การใช้หลักการเหล่านี้โดยไม่คิดไตร่ตรองไว้ก่อน จะส่งผลให้คุณได้รับความเสี่ยงจากความไม่สอดคล้องกับค่านิยมที่แท้จริง การยึดถือหลักการที่ไม่เข้ากันอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างค่านิยมและการกระทำ เฉกเช่นคนหน้าซื่อใจคด ที่กล่าวอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาแต่มีพฤติกรรมสวนทางกับหลักคำสอน หลักการของคุณจำเป็นต้องสะท้อนค่านิยมให้เห็นถึงสิ่งที่คุณเชื่อมั่นอย่างแท้จริง

คุณมีหลักการที่ใช้ในการดำรงชีวิตหรือไม่ ? และมันคืออะไร ?

หลักการเป็นตัวกำหนดมาตรฐานของพฤติกรรมของคุณ เมื่อคุณเข้าสู่ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ คุณและหลักการจะกำหนดวิธีการที่ใช้ในการโต้ตอบ บุคคลที่คุณร่วมแบ่งปันค่านิยมและหลักการไปด้วยกัน บุคคลที่ไม่ผ่านความเข้าใจผิดและความขัดแย้งกับบุคคลอื่นๆ บ่อยครั้งในความสัมพันธ์ หลักการของแต่ละบุคคลนั้นไม่ชัดเจน ลองคิดถึงบุคคลที่คุณใกล้ชิดมากที่สุด ค่านิยมของพวกเขาสอดคล้องกับคุณหรือไม่ ?

อะไรคือสิ่งที่คุณให้คุณค่ามากที่สุด ?

ทำไมคุณจึงคิดว่ามันสามารถใช้งานได้ ?

หลักการที่มีคุณค่ามากที่สุด มาจากประสบการณ์และการสะท้อนความคิดเห็นของเราเกี่ยวกับประสบการณ์เหล่านั้น ทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากต่อการตัดสินใจ เราปรับปรุงหลักการโดยการถามตัวเองด้วยคำถามที่ยาก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตัวแทนของเราในวอชิงตันกำลังตรวจสอบพฤติกรรมด้านจริยธรรมในส่วนต่างๆของสังคม พวกเขาจะต้องเผชิญกับคำถาม เช่น “รัฐบาลควรจะลงโทษบุคคลที่มีจริยธรรมไม่ดี หรือควรทำเพียงแค่เขียนกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย” คำถามประเภทนี้ ในกรณีนี้ เกี่ยวกับลักษณะของรัฐบาล ควรทำการประเมินอย่างรอบคอบสำหรับวิธีการทางเลือก การประเมินเหล่านี้จะนำไปสู่หลักการที่สามารถนำไปใช้ในโอกาสที่คล้ายกันได้ในอนาคต สำหรับอีกหนึ่งตัวอย่าง “ฉันจะไม่ขโมย” สามารถเป็นหลักการที่คุณใช้อ้างถึงเมื่อมีทางเลือกของการขโมยเกิดขึ้น แต่เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ละหลักการจะต้องสอดคล้องกับค่านิยมของคุณ และในความต่อเนื่องนี้คุณควรจะถามคำถามว่า ทำไม? เหตุผลที่คุณไม่ควรขโมยเพราะคุณรู้สึกเห็นใจเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายใช่หรือไม่ ? หรือเป็นเพราะคุณกลัวโดนตำรวจจับ ? โดยการถามคำถามดังกล่าว เราปรับปรุงความเข้าใจของเรา และพัฒนาหลักการเพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมหลัก เพื่อให้ประสบความสำเร็จ คุณจะต้องทำการตัดสินใจอย่างถูกต้อง ในตัวเลือกที่ยากลำบาก คุณจะต้องสามารถ “ตัดตัวเลือกทิ้งได้” ทั้งในระดับบุคคลและ หากคุณเป็นผู้นำในระดับกลุ่ม และการเป็นผู้นำที่ดี เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ว่า คุณจะต้องตัดสินใจด้วยความเข้าใจและใส่ใจผู้คนของคุณ ไม่ใช่เพียงแค่กระทำตามพวกเขา

คุณจะต้องตอบคำถามเหล่านี้ด้วยตัวคุณเอง สิ่งที่ผมคาดหวังมากที่สุดคือ การที่คุณใช้การพิจารณาอย่างรอบคอบในหลักการที่เราสำรวจในเอกสารฉบับนี้ และพยายามนำมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้พัฒนาจาก “หลักการของเรย์” ไปสู่ “หลักการของฉัน” และ “เรย์” จะเลือนหายไปจากภาพเช่นเดียวกับความทรงจำเกี่ยวกับผู้สอนเล่นสกีหรือโค้ชสอนบาสเกตบอลที่จะเลือนหายไปหลังจากคุณมีความเชี่ยวชาญในการเล่นแล้ว

ผมเชื่อว่า การนำหลักการมาใช้โดยไม่มีการคิดไตร่ตรองเป็นความเสี่ยงอย่างมาก ผมขอให้คุณร่วมมือกับผมในการอภิปราย เกี่ยวกับแนวทางในการกระทำเนื่องมาจากหลักการ เมื่อพิจารณาในแต่ละหลักการ โปรดถามตัวคุณเองว่า “มันจริงหรือไม่ ?” ขณะที่ เอกสารฉบับนี้แสดงเพียงแค่แนวคิดในสิ่งที่ผมเชื่อ แน่นอนว่าบุคคลอื่นๆย่อมมีหลักการของตัวเอง และผู้จัดการในอนาคตของบริดจ์วอเตอร์จะทำงานในรูปแบบของตัวเองเพื่อตรวจสอบหลักการที่บริดจ์วอเตอร์จะใช้ในการดำเนินการ ส่วนใหญ่ สิ่งนี้จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งในการอ้างอิงสำหรับการพิจารณาของบุคคล เมื่อพวกเขาทำการตัดสินใจเลือกว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญรวมถึงวิธีในการปฏิบัติตน

ส่วนที่ 2 หลักการสำคัญที่ใช้เป็นพื้นฐานในชีวิตของผม

เวลาเปรียบเสมือนสายน้ำที่จะพาคุณไปสู่การเผชิญหน้ากับความจริง ซึ่งคุณจำเป็นต้องทำการตัดสินใจ คุณไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวไม่ให้ลงสู่แม่น้ำได้ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าได้ สิ่งที่คุณสามารถทำได้คือการเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการเผชิญหน้า

นั่นคือเรื่องที่เกี่ยวกับเนื้อหาในส่วนนี้

ฉันมาจากที่ไหน

เนื่องจากเราเป็นผลลัพท์ของพันธุกรรม สภาพแวดล้อม และความไม่เท่าเทียมกันของโลกใบนี้ ดังนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องบอกคุณเกี่ยวกับประวัติภูมิหลังของผม เพื่อให้คุณทราบว่าผมมาจากที่ไหน

ผมเติบโตในย่านชนชั้นกลางในลองไอส์แลนด์ เป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัว บิดาประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีแจ๊สและมารดาเป็นแม่บ้าน ผมเป็นเด็กชายธรรมดาคนหนึ่ง ชื่นชอบการเล่นกับเพื่อนๆ เช่น การเตะฟุตบอลบนถนน และไม่ชอบการไปโรงเรียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีความทรงจำไม่ดีเกี่ยวกับมัน และส่วนหนึ่งเพราะไม่สามารถบังคับตัวเองให้จดจำในสิ่งที่คนอื่นต้องการให้จำโดยไม่มีการทำความเข้าใจ และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ผมต้องทำในสิ่งที่ผมต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลอื่นต้องการให้ทำ และเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ ผมจึงต้องคิดหาวิธีการเพื่อให้ได้รับในสิ่งที่ต้องการ

สิ่งหนึ่งที่ผมต้องการคือการใช้เงิน ดังนั้น ผมจึงรับจ้างส่งหนังสือพิมพ์ ตัดหญ้า เก็บกวาดหิมะออกจากทางถนน ล้างจานในร้านอาหาร และเมื่ออายุครบ 12 ปี ผมสมัครงานเป็นแคดดี้

ในปี 1960 ช่วงเวลานั้นตลาดหุ้นกำลังเป็นที่นิยมและทุกคนต่างพูดถึงมัน โดยเฉพาะคนที่ผมสมัครไปทำงานด้วย ดังนั้น ผมจึงเริ่มลงทุน หุ้นแรกที่ผมซื้อคือบริษัท สายการบิน Northeast และเหตุผลเดียวที่ผมซื้อ เพราะมันเป็นเพียงบริษัทเดียวที่ผมได้ยินว่ามีการซื้อขายหุ้นในมูลค่าน้อยกว่า 5 ดอลลาร์ต่อหุ้น ดังนั้น ผมจึงสามารถซื้อหุ้นได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ดี ต่อมา มีบริษัทอื่นเข้าซื้อกิจการ ดังนั้น มูลค่าจึงเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าตัว ผมทำเงินได้เพราะผมโชคดีหรือ แต่ตอนนั้นผมไม่ได้มองแบบนั้น ผมคิดว่าเกมนี้ง่ายมาก หลังจากนั้น จึงพิจารณารายชื่อบริษัทนับพันที่มีลิสต์รายชื่ออยู่ในหนังสือพิมพ์ ความยาก คือการหาอย่างน้อยหนึ่งบริษัทที่จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ด้วยการเปรียบเทียบกับงานอื่นๆของผม วิธีการทำเงินนี้ดูเหมือนจะสนุกมากขึ้น และร่ำรวยมากขึ้น แน่นอนว่า ในเวลาไม่นานนักผมก็เสียเงินให้กับตลาด ผมได้เรียนรู้อย่างยากลำบากในการรู้ว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด

ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากทำในตอนนี้คือ การเอาชนะตลาด ซึ่งผมเพิ่งคิดวิธีในการจัดการได้

ซึ่งการไล่ตามเป้าหมายนี้ได้สอนผมหลายอย่างดังนี้ :

1. ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผม ที่จะสามารถมั่นใจว่าความคิดของผมนั้นถูกต้อง
ในตลาด ถึงแม้คุณสามารถทำงานได้แบบเป็นบ้าเป็นหลังและนั่นยังคงมีข้อผิดพลาดเสมอ

2. ความคิดเห็นที่ไม่ดีอาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
คนส่วนใหญ่มักชอบแสดงความคิดเห็นต่างๆ และความคิดเห็นเหล่านั้นไม่มีค่าผลเสียอะไรต่อพวกเขา ซึ่งในตลาดไม่เป็นเช่นนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมได้เรียนรู้ที่จะระมัดระวัง ไม่ว่าผมจะทำงานหนักแค่ไหน แน่นอนว่าผมไม่สามารถมั่นใจได้

3. ฉันทามติส่วนใหญ่มักจะผิดพลาด ดังนั้นผมจะต้องเป็นนักคิดที่ไม่ขึ้นกับผู้อื่น
ในการได้เงิน คุณจะต้องคิดถูกขณะที่คนอื่นคิดผิด

ดังนั้น . . .

1. ผมจึงทำงานเพื่อสิ่งที่ผมต้องการ ไม่ใช่เพราะคนอื่นอยากให้ผมทำ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่เคยรู้สึกว่าผมต้องทำอะไร ทุกงานที่เคยทำเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ได้รับในสิ่งที่ต้องการ เพราะผมมุ่งมั่น สำหรับสิ่งที่ตนเองต้องการ จึงไม่เคยรู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำอะไร

2. ผมมาพร้อมกับความคิดที่ดีที่สุดที่ไม่เหมือนคนอื่นเท่าที่ผมจะหามา ได้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ผมต้องการ
เช่น เมื่อผมต้องการทำเงินในตลาด ผมต้องเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทต่างๆเพื่อประเมินความน่าสนใจของหุ้น ในเวลานั้น นิตยสารฟอร์จูนมีคูปองใบเล็กๆที่คุณสามารถส่งอีเมลล์ไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อขอรับข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทต่างๆกว่า 500 บริษัท ดังนั้นผมจึงสั่งรายงานประจำปีและเลือกบริษัทที่น่าสนใจที่สุดและนำมาสร้างความคิดเห็นและบทสรุปเกี่ยวกับบริษัทที่น่าสนใจสำหรับผม

3. ผมทำการทดสอบความคิดเห็นของผมโดยบุคคลที่ชาญฉลาดที่สุดเท่าที่ผมจะหาได้และท้าทายพวกเขาได้ ดังนั้นสุดท้ายผมจะสามารถหารู้ได้ว่าผมผิดตรงไหน
ผมไม่ใส่ใจมากนักเกี่ยวกับข้อสรุปของคนอื่น แต่ผมจะสนใจเหตผลที่นำไปสู่ข้อสรุปเหล่านั้น ซึ่งเหตุผลเหล่าผมต้องรู้สึกว่าสมเหตุสมผลสำหรับผม เมื่อผ่านขั้นตอนนี้เหล่านี้ ผมได้เพิ่มโอกาสที่จะถูกต้องได้มากขึ้น และได้เรียนรู้อย่างมากจากบุคคลที่ยอดเยี่ยมคนอื่นๆ

4. ผมยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับการชะล่าใจ และคิดหาวิธีการอย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการกับสิ่งที่ผมไม่รู้
ผมจัดการกับสิ่งที่ไม่รู้โดยเริ่มเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง มาถึงจุดที่ผมสามารถมั่นใจได้ หรือกำจัดความเสี่ยงของความไม่รู้ของผมทิ้งไป

5. ผมอยู่กับความเป็นจริง ไตร่ตรองให้เห็นผลที่ตามมาของการตัดสินใจ เรียนรู้และปรับปรุงจากขั้นตอนนี้

ด้วยการทำสิ่งเหล่านี้ ผมได้เรียนถึงความสำคัญและวิธีการเป็นอิสระ ซึ่งนั่นก็คือ การคิดเพื่อตนเอง

กล่าวโดยสรุป นี่เป็นวิธีการทั้งหมดที่ผมเชื่อว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด มาเป็นข้อสรุปที่ดีที่สุดที่ผมต้องการมอบให้แก่บุคคลที่ทำงานกับผมเพื่อให้พวกเขาบรรลุผลสำเร็จ ผมต้องการให้คุณสามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง มีความคิดอิสระ คุณจะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับความชะล่าใจ และสะท้อนให้เห็นผลของการตัดสินใจและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมศึกษา ผมเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยท้องถิ่น ผมรักที่นี่ ความรู้สึกนี้ไม่เหมือนกับโรงเรียนมัธยม เพราะผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่สนใจ ผมเรียนเพราะผมสนุก ไม่ใช่เพราะผมถูกบังคับ

ในเวลานั้น วงบีทเทิลได้เดินทางไปที่ประเทศอินเดียเพื่อเรียนรู้วิธีการนั่งสมาธิ ซึ่งดึงดูดความสนใจของผมอย่างมาก ดังนั้นผมจึงเรียนรู้วิธีการนั่งสมาธิ มันช่วยให้กระบวนการคิดมีความชัดเจนและสร้างสรรค์มากขึ้น ดังนั้นผมจึงมั่นใจว่า การนั่งสมาธิเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลิน และความสำเร็จในการเรียนรู้

และแน่นอน ผมยังคงเล่นหุ้น ในช่วงเวลานี้ผมสนใจในการซื้อขายราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในอนาคต แต่แทบไม่มีใครซื้อขายมันกลับมา ทว่า ผมยังคงสนใจในเรื่องนี้เพราะมีข้อกำหนดอัตรากำไรต่ำ ดังนั้นผมจึงคิดว่าผมสามารถทำเงินได้มากขึ้น (ซึ่งผมวางแผนไว้เช่นนั้น)

ผมจบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ในปี1971 และเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างช่วงต่อจากการศึกษาในวิทยาลัยและ Harvard Business School ผมได้สมัครเป็นเสมียนของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก นี่เป็นฤดูร้อนของการสลายระบบการเงินโลก (เช่น ระบบการจัดการการเงินเบรตตันวูดส์) ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่งที่สุด และผมเป็นศูนย์กลางของมัน ดังนั้นผมจึงตื่นเต้นมาก มันเป็นวิกฤติสกุลเงินที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมของทุกตลาด ดังนั้นผมจึงค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจตลาดสกุลเงิน ตลาดสกุลเงินจะมีความสำคัญสำหรับส่วนที่เหลือของชีวิตของผม

ในฤดูไม้ร่วงนั้น ผมเข้าศึกษาในโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด ผมรู้สึกตื่นเต้นเพราะผมได้ปีนขึ้นไปเป็นอันดับต้นๆ แม้ว่าความคาดหวังสูงเหล่านี้ จะวางผมไว้ในตำแหน่งที่ดีกว่าที่ผมคิดไว้เนื่องจากวิธีกรณีศึกษาช่วยให้ความคิดเปิดกว้างและโต้แย้งกับคนอื่นๆเพื่อให้ได้รับคำตอบที่ดีที่สุด มากกว่าการท่องจำข้อเท็จจริง ผมหลงรักการทำงานแบบเต็มที่ สนุกให้สุดเหวี่ยง

ในฤดูร้อนระหว่างสองปีที่ผมศึกษาที่โรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด ผมติดตามความสนใจของตัวเองเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าโดยการโน้มน้าวผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ Merrill Lynch ให้ว่าจ้างผมเป็นผู้ช่วยของเขา ในเวลานั้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่ชัดเจนที่จะทำ

ในฤดูใบไม้ร่วงผมกลับไปศึกษาต่อที่โรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด และปีการศึกษา 1972–1973 การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้ากลายเป็นสิ่งที่จะต้องทำ นั่นเพราะ การล่มสลายของระบบการเงินที่เกิดขึ้นในปี 1971 นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น จากผลของเรื่องนี้ ทำให้เกิดภาวะวิกฤติน้ำมันในปี 1973 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มที่จะกระชากตัว ธนาคารกลางสหรัฐกระชับนโยบายการเงินเพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ ดังนั้นหุ้นจึงดิ่งลงในตลาดหมี (bear market) เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายของนักลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

ดังนั้นในปี 1975 หลังจากสองปีผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อผมสำเร็จการศึกษา ผมเริ่มทำงานที่บริดจ์วอเตอร์ และไม่นาน ผมก็แต่งงานและเริ่มสร้างครอบครัว

ผ่านช่วงเวลานั้นมาจนถึงกระทั่งตอนนี้ ผมทำตามวิธีการพื้นฐานที่ใช้ตอนทำงานเป็นแคดดี้ ขณะอายุ 12ปี สำหรับความพยายามแข่งขันในตลาด นั่นคือ
1) การทำงานเพื่อสิ่งที่ตนเองต้องการ ไม่ใช่เพื่อสิ่งที่คนอื่นต้องการ
2) การแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ ซึ่งสามารถนำตัวเราไปสู่เป้าหมาย
3) การทดสอบความเครียดเกี่ยวกับความคิดเห็น โดยใช้บุคคลที่ชาญฉลาด ซึ่งผมสามารถท้าทายพวกเขาได้ ดังนั้นผมจึงสามารถหาสิ่งที่ทำผิดพลาดได้
4) การระมัดระวังเกี่ยวกับความเชื่อมั่น รวมถึงข้อดีของการไม่รู้ และ
5) การต่อสู้กับความเป็นจริง การเผชิญหน้ากับผลของการตัดสินใจ การสะท้อนให้เห็นสิ่งที่กระทำเพื่อนำไปสู่การปรับปรุง

ตั้งแต่เข้าทำงานที่บริดจ์วอเตอร์ ผมได้รับประสบการณ์ต่างๆมากมาย ส่วนใหญ่มาจากความผิดพลาดและการเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ:

ผมได้เรียนรู้ว่า ความล้มเหลวส่วนใหญ่มาจากการไม่ยอมรับ และการประสบความสำเร็จในการจัดการกับความเป็นจริงของชีวิต การประสบความสำเร็จเป็นเพียงเรื่องของการยอมรับและการจัดการที่สำเร็จกับความเป็นจริงทั้งหมด

ผมได้เรียนรู้การค้นหาความจริง โดยไม่คำนึงว่ามันคืออะไร ซึ่งรวมถึง ทุกสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นสิ่งไม่ดี — เช่น ความผิดพลาดและจุดอ่อนของแต่ละคน นั่นเป็นสิ่งที่ดี เพราะผมสามารถจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้เพื่อกำจัดมันออกไปจากเส้นทางของผม

ผมได้เรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวหากเป็นความจริง ขณะที่ความจริงบางเรื่องอาจจะน่ากลัว ยกตัวอย่างเช่น การพบว่าคุณเป็นโรคร้ายแรง — ทว่าการรู้เกี่ยวกับมัน จะช่วยทำให้เราสามารถจัดการได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการเผชิญกับความจริง รวมไปถึงบุคคลอื่นๆ นั่นทำให้ผมและคนอื่นๆสามารถสำรวจความคิด และแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้ของเรา

ผมได้เรียนรู้ว่า การอยู่กับความจริงเป็นส่วนหนึ่งของอิสรเสรีภาพในชีวิตผม ผมเชื่อว่า บุคคลที่อยู่ภายในด้านใดด้านหนึ่ง และเชื่อว่าพวกเขาต้องการออกมาภายนอกเพื่อทำให้เกิดความขัดแย้ง เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะมีความสุข และเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด ผมรู้ว่านั่นคือความจริงสำหรับผม

ผมต้องการให้บุคคลที่ผมติดต่อด้วยกล่าวเกี่ยวกับ สิ่งที่พวกเขาเชื่ออย่างแท้จริงและรับฟังในสิ่งที่คนอื่นๆตอบกลับ เพื่อค้นหาสิ่งที่เป็นความจริง ผมได้เรียนรู้ว่า แหล่งกำเนิดของปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมของเราเกิดจาก ความเชื่อและการใช้ทฤษฎีที่ผิดพลาดของบุคคล ซึ่งมักเป็นทฤษฎีสำคัญของคนอื่น ที่พวกเขาไม่ได้ทดสอบกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ พวกเขานินทาลับหลัง ซึ่งนำไปสู่การแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิดพลาด ผมรู้ว่าสิ่งนี้น่ารังเกียจ เพราะผมสามารถเห็นและตัดสินคนนั้นโดยที่พวกเขาไม่ต้องพยายาม โดยไม่ต้องถามมุมมองของพวกเขา ซึ่งเป็นทั้งการผิดจรรยาบรรณและไม่ก่อผล ดังนั้น ผมจึงรักในความสัตย์จริง

ผมได้เรียนรู้ว่า ทุกคนสามารถทำผิดพลาดและมีจุดอ่อน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความแตกต่างของบุคคลสำหรับวิธีการที่พวกเขาใช้ในการจัดการ ผมได้เรียนรู้ว่า มีความงามอย่างไม่น่าเชื่อในความผิดพลาด เนื่องจากสิ่งที่อยู่ในความผิดพลาดเป็นปริศนา และอัญมณีล้ำค่าที่ผมจะได้รับ นั่นคือ หลักการที่สามารถใช้เพื่อลดความผิดพลาดในอนาคต ผมรู้ว่า แต่ละความผิดพลาดเป็นภาพสะท้อนสิ่งที่ผมกระทำผิด ดังนั้น ผมสามารถเรียนรู้วิธีการที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมรู้วิธีการต่อสู้กับปัญหา ความผิดพลาด และจุดอ่อนที่เป็นเสมือนการฝึกอบรมความแข็งแกร่งให้กับตัวเรา นอกจากนี้ ผมได้เรียนรู้ ความเจ็บปวดจากการต่อสู้และทำให้คนรอบข้างชื่นชมในความสำเร็จของเรา

ผมได้เรียนรู้ว่า ภาพที่นิยมของความสำเร็จ เป็นเหมือนภาพเงาของชายหรือหญิงในอุดมคติที่ออกมาจากนิตยสาร Ralph Lauren กับลิสต์รายชื่อของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ที่เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่ดีที่สุดและได้รับทุกคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดในการสอบ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ถูกต้องของคนที่ประสบความสำเร็จโดยทั่วไป ผมได้พบกับผู้คนจำนวนมากและเรียนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เกิดมาพร้อมสิ่งที่ดี พวกเขาทุกคนล้วนแล้วแต่ทำผิดพลาดและมีจุดอ่อนมากมาย และคนที่ดีจะดียิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาข้อผิดพลาดตลอดทั้งจุดอ่อนของตนเอง และคิดหาวิธีการเพื่อแก้ไข ดังนั้น บุคคลที่มีความก้าวหน้าในการเผชิญหน้ากับความจริง โดยเฉพาะอุปสรรคที่เจ็บปวด จะได้เรียนรู้มากกว่าและได้รับในสิ่งที่ต้องการรวดเร็วกว่าคนที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น พวกเขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทของบุคคลที่ผมอยากให้อยู่รอบๆตัวผม

โดยสรุป ผมได้เรียนรู้ความจริงอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวกับความผิดพลาดและจุดอ่อน ซึ่ง นำไปสู่การปรับปรุงและการมุ่งไปสู่สิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการเหล่านี้นำมาใช้ได้ผลอย่างมากสำหรับตัวผม ซึ่งมีความตรงกันข้ามมากกว่าคล้ายคลึงกับวิธีการอื่นๆโดยส่วนใหญ่ ที่มีการสร้างอุปสรรคในการสื่อสาร

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมพบว่า

ขณะที่คนอื่นๆเชื่อว่าการเรียนรู้ในสิ่งที่เราถูกสอนมาเป็นวิธีสู่ความสำเร็จ แต่สำหรับผม เชื่อว่า ความสำเร็จคือ การค้นหาเส้นทางของตัวเองในสิ่งเราต้องการและวิธีที่เรากระทำเพื่อให้บรรลุผลที่ดียิ่งขึ้น

ขณะที่ คนส่วนใหญ่คิดว่า การมีคำตอบดีกว่าการมีคำถาม ผมกลับเชื่อว่า การมีคำถามนั้นดีกว่าการมีคำตอบ เพราะมันจะนำเราไปสู่การเรียนรู้ที่มากขึ้น

ขณะที่ คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผมกลับเชื่อว่า ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ดี เพราะผมเชื่อว่า การเรียนรู้ส่วนใหญ่มาจากการทำผิดพลาด และการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของตัวเอง

ขณะที่ คนส่วนใหญ่เชื่อว่า การค้นหาจุดอ่อนของบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผมกลับเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เพราะนั่นเป็นก้าวแรกที่จะนำเราไปสู่การค้นหาสิ่งที่ต้องกระทำ และไม่ปล่อยให้จุดอ่อนเหล่านี้มาเป็นอุปสรรคขัดขวางเส้นทางของตัวเอง

ขณะที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ผมกลับเชื่อว่าความเจ็บปวดจะทำให้เราแข็งแกร่งมากขึ้น

หนึ่งในข้อดี ในการเป็นตัวผมมานานกว่า 60 ปี นั่นคือ ผมสามารถมองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมาของตัวเอง เพื่อพิจารณาที่มาของความเชื่อเหล่านี้ และวิธีที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จ ตอนนี้ ผ่านมา 35 ปีแล้ว หลังจากที่ผมเริ่มทำงานที่บริดจ์วอเตอร์ และเริ่มแต่งงานมีครอบครัว ผมยังสงสัยเกี่ยวกับโปสเตอร์ Ralph Lauren สำหรับความสำเร็จในวัยเด็ก ผมเองก็มีความสำเร็จมากมาย แต่อาจไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

ใช่ ผมเริ่มทำงานที่บริดจ์วอเตอร์ตั้งแต่แรกเริ่มบริษัท และปัจจุบันนี้ มันกลายเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น และผมเป็นหนึ่งในรายชื่อมหาเศรษฐีในทำเนียบ Forbes 400 แต่ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมายของผม เป็นเพียงผลลัพธ์ส่วนที่เหลือ ดังนั้น จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จของผม และ ถ้าจะกล่าวแบบตรงไปตรงมา ผมไม่เคยพบว่ามันเป็นรางวัลที่คุ้มค่ามากมาย

สิ่งที่ผมต้องการจะต้องมีความน่าสนใจ ชีวิตที่หลากหลายเต็มไปด้วยการเรียนรู้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานและความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ผมรู้สึกว่า ผมได้รับสิ่งเหล่านี้อย่างสมบูรณ์และผมมีความสุขกับมัน ผมได้รับในสิ่งที่ตนเองต้องการโดยทำตามวิธีพื้นฐานที่ผมใช้เมื่อตอนอายุ 12 ปี ขณะที่ทำงานเป็นแคดดี้ และพยายามแข่งขันในตลาด นั่นคือ
1) การทำงานเพื่อสิ่งที่ตนเองต้องการ ไม่ใช่เพื่อสิ่งที่คนอื่นต้องการ
2) การแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ ซึ่งสามารถนำตัวเราไปสู่เป้าหมาย
3) การทดสอบความเครียดเกี่ยวกับความคิดเห็น โดยใช้บุคคลที่ชาญฉลาด ซึ่งผมสามารถท้าทายพวกเขาได้ ดังนั้นผมจึงสามารถหาสิ่งที่ทำผิดพลาดได้
4) การระมัดระวังเกี่ยวกับความเชื่อมั่น รวมถึงข้อดีของการไม่รู้ และ
5) การต่อสู้กับความเป็นจริง การเผชิญหน้ากับผลของการตัดสินใจ การสะท้อนให้เห็นสิ่งที่กระทำเพื่อนำไปสู่การปรับปรุง

ผมเชื่อว่าการทำตามวิธีการพื้นฐานเหล่านี้ ทำให้ผมบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการเรียนรู้มากขึ้น

นี่คือหลักการที่สำคัญที่สุด ที่ผมเรียนรู้มาตลอดเส้นทางของการใช้ชีวิต

หลักการขั้นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของผม

ในการติดตามเป้าหมาย ผมเผชิญกับความจริงหลากหลายประการ ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบของปัญหา และต้องทำการตัดสินใจ ผมพบว่า หากเรายอมรับความจริงมากกว่าหวังว่า มันจะไม่ใช่แบบนั้นหรือปัญหานั้นไม่มีอยู่ และ หากเรียนรู้วิธีการในการทำงานร่วมกันมากกว่าการต่อสู้กับมัน เราจะสามารถค้นหาวิธีที่จะนำพาเราไปสู่เป้าหมาย ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและความพยายามซ้ำๆ รมถึงการมองหาอินพุธของคนอื่น แต่ในที่สุด ผมจะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ ซึ่งส่งผลให้ ผมกลายเป็นคนที่เชื่อว่า เราจะต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และทำงานร่วมกับความจริง เพื่อกำจัดสิ่งที่เราไม่ต้องการออกจากชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การรู้เกี่ยวกับความคิดที่แท้จริงของคน และพฤติกรรมเมื่อต้องรับมือกับพวกเขา ดังนั้น หากเราทำ X แล้ว Y จะเกิดขึ้น การทำความเข้าใจกับความจริง ช่วยให้เราสามารถกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกจากในชีวิต หรืออย่างน้อยที่สุดเพื่อปรับปรุงหรือเพิ่มโอกาสของความสำเร็จ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผมกลายเป็น “นักอภิสัจนิยม”

เมื่อผมกล่าวว่า ผมเป็นนักอภิสัจนิยม บางครั้งคนอาจคิดว่า ผมไม่เชื่อว่าเราสามารถสร้างฝันให้เป็นจริงได้ อันที่จริง ผมเชื่อว่า การใช้ชีวิตโดยไม่ติดตามความฝัน นั่นคือ ชีวิตเป็นกิจของมนุษย์ ผมเพียงแค่อยากบอกว่า ผมเชื่อว่า อภิสัจนิยมเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ในการเลือกและบรรลุความฝันของตนเอง บุคคลที่เปลี่ยนโลกได้ เป็นคนที่มองเห็นความเป็นไปได้ และคิดหาวิธีการที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริง ผมเชื่อว่า คนช่างฝันเพียงแค่จินตนาการถึงสิ่งดีๆ แต่นั่นเป็นไปไม่ได้และไม่เพียงพอสำหรับกฎของจักรวาล ในการทำความเข้าใจอย่างแท้จริงสำหรับความต้องการและวิธีการในการบรรลุเป้าหมาย

ผมจะอธิบายความหมายเพิ่มเติม ดังนี้

ผมเชื่อว่า กฎจักรวาลมีจำนวนอนันต์ และทุกความคืบหน้าหรือความฝันที่ประสบความสำเร็จมาจากการกระทำในวิธีที่สอดคล้องกับกฎเหล่านั้น กฎและหลักการเกี่ยวกับวิธีในการดำเนินการยังคงมีอยู่ตลอดมา เราได้รับกฎเหล่านี้โดยธรรมชาติ มนุษย์ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ เพียงแค่ต้องเข้าใจและใช้มันเพื่อให้บรรลุในสิ่งที่ตนเองต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถในการบิน หรือส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือทั่วโลก หรือสิ่งใหม่ๆและประโยชน์อื่นๆที่เกิดจากความเข้าใจ และการใช้กฎที่มีอยู่ก่อนหน้าของจักรวาล การคิดค้นเหล่านี้ ไม่ได้มาจากบุคคลที่ไม่มีเหตุมีผลในสิ่งที่เป็นความจริง เช่นเดียวกับ ความจริงสำหรับด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทำงานของระบบสังคม ความสำเร็จ คือการประสบความสำเร็จโดยบุคคลที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความเป็นจริง และรู้วิธีในการใช้เพื่อให้บรรลุในสิ่งที่ตนต้องการ นักอุดมการณ์ ที่ไม่มีเหตุมีผลในความจริง พวกเขาสร้างปัญหา ไม่ใช่ความก้าวหน้า ยกตัวอย่างเช่น ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นระบบที่สร้างโดยบุคคล ที่ล้มเหลวในการยอมรับระบบตามอุดมคติของตน ว่าไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าผลดี

สิ่งนี้นำผมไปสู่หลักการขั้นพื้นฐาน

ความจริง เป็นความถูกต้องแม่นยำ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความจริง ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการสร้างผลลัพธ์ที่ดี

ขณะที่ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการศึกษาวิธีการว่าความจริงส่งผลกระทบต่อการทำงานของผมอย่างไร กล่าวคือ มันผลักดันตลาดและบุคคลที่ผมต้องติดต่อด้วย ผมรักในการศึกษาธรรมชาติเพื่อพยายามคิดหาวิธีการทำงานของมัน เพราะธรรมชาติ เป็นทั้งสิ่งที่สวยงามและแนวทางในการปฏิบัติ

ความสมบูรณ์แบบและสีสันที่สดใสดึงดูดผม เมื่อผมคิดเกี่ยวกับเครื่องจักรในการบิน เครื่องว่ายน้ำ และอีกหลายล้านระบบที่ธรรมชาติสร้างขึ้น จากระดับโมเลกุลไปสู่ระดับจักรวาล และวิธีการในการโต้ตอบกับสิ่งอื่นๆ เพื่อให้สามารถทำงานได้ แม้จะมีวิวัฒนาการผ่านกาลเวลาและผ่านมิติต่างๆ นั่นคือ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์มีปัญญาสร้างความก้าวหน้าผ่านลูกแอบเปิ้ล แต่มนุษย์ไม่สามารถแม้แต่จะสร้างยุงได้ นั่นแค่เพียงพื้นผิวของการทำความเข้าใจจักรวาล

แม้ว่าวิธีการทำงานของธรรมชาติ เป็นวิธีที่เกินความสามารถของมนุษย์ ในการทำความเข้าใจ ผมพบวิธีในการทำงานของธรรมชาติที่มีบทเรียนมากมาย ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจความจริงที่มีผลกระทบต่อเรา นั่นเป็นเพราะ แม้ว่ามนุษย์จะมีความเป็นเอกลักษณ์ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและวัตถุที่อยู่ในกฎซึ่งมีผลกระทบต่อสายพันธุ์อื่น ๆในธรรมชาติ

ตัวอย่างเช่น ผมค้นพบ การพิจารณาสิ่งที่เป็นผลตอบแทนและการลงโทษ และเหตุผล ในระดับจักรวาล กล่าวคือ โดยธรรมชาติเช่นเดียวกับในระดับมนุษยชาติ ผมสามารถเรียนรู้ได้มากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ ดี และ ไม่ดี มากกว่าการฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนส่วนใหญ่ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี ซึ่งดูเหมือนว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่ เรียกว่า ดี และ ไม่ดี มักสะท้อนให้เห็นถึงความพึงพอใจเฉพาะของคนกลุ่มนั้น เช่น คำจำกัดความของตลิบาน แตกต่างจากชาวอเมริกันซึ่งจะแตกต่างจากคนอื่นๆ และภายในแต่ละกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน ตามวัตถุประสงค์ในการวาดภาพของโลกในวิธีที่พวกเขาต้องการให้เป็น มากกว่าวิธีการตามความจริง ดังนั้น ความแตกต่างเหล่านั้นจะเป็นตัวกำหนด สิ่งที่ ดี หรือไม่ดี ในแต่ละกลุ่ม แต่ทั้งหมดนี้ และทุกสิ่งที่เป็น อยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ นั่นคือ ผมเชื่อว่า เราทุกคนได้รับผลตอบแทนและการลงโทษ ไม่ว่าเราจะดำเนินการด้วยความสามัคคีหรือความขัดแย้งตามกฎของธรรมชาติ และทุกสังคมจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในระดับที่พวกเขาสามารถดำเนินการได้อย่างสอดคล้องกับกฎเหล่านี้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผมเชื่อว่า การทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี โดยพิจารณาที่วิธีการทำงานของโลกและคิดหาวิธีในการทำงานร่วมกันอย่างสามัคคีเพื่อช่วยเหลือกันในการสร้างวิวัฒนาการ แต่มันอาจไม่ชัดเจน และบางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อฝูงไฮยีน่าจะคร่าชีวิตวิลเดอบีสต์ นั่นเป็นเรื่องดีหรือไม่ ตามความเป็นจริง อาจดูเหมือนเป็นเรื่องน่ากลัว วิลเดอร์บีสท์ที่น่าสงสาร ได้รับความทรมานและเสียชีวิตลง บางคนอาจจะบอกว่าไฮยีน่าเป็นปีศาจที่ชั่วร้าย แน่นอนว่าพฤติกรรมความชั่วร้ายนี้มีอยู่ในทุกสายพันธ์และถูกสร้างขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนว่ามีความฉลาดมากกว่าผม ดังนั้นก่อนที่จะกล่าวว่ามันคือปีศาจ ผมต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนเพราะนั่นอาจเป็นเรื่องที่ดี เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นการตายของวิลเดอร์บีสท์ พฤติกรรมนี้เป็นส่วนสำคัญของระบบที่มีความซับซ้อนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานนี้มีระยะเวลายาวนานตราบเท่าที่สรรพสิ่งยังคงดำเนินชีวิต และเมื่อคิดถึงผลลัพธ์ที่สองและสามตามมา ทำให้เห็นได้ชัดว่า พฤติกรรมนี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับทั้งไฮยีน่าซึ่งกระทำตามผลประโยชน์ของตัวเอง และยังส่งผลประโยชน์ต่อทั้งระบบ รวมถึงวิลเดอร์บีสท์ด้วย เพราะการฆ่าและกินเนื้อวิลเดอร์บีสท์จะส่งเสริมวิวัฒนาการของมัน เช่น กระบวนการตามธรรมชาติของการพัฒนา ซึ่งในความจริง ถ้าผมเปลี่ยนบางสิ่งเกี่ยวกับวิธีการทำงานแบบไดนามิก ผลลัพธ์โดยรวมทั้งหมดอาจจะเลวร้ายลงก็เป็นได้

ผมเชื่อว่า วิวัฒนาการเป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่ขับเคลื่อนไปสู่การปรับตัวที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นแรงผลักดันเดียวที่ดีเยี่ยมและยิ่งใหญ่ที่สุดในสากล ซึ่งมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งในทุกสายพันธ์ในระบบสุริยะจักรวาลนี้ วิวัฒนาการที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการปรับตัว อันจะนำไปสู่การพัฒนาของสายพันธุ์ ดังนั้น ตามการสังเกตของผมทั้งในส่วนการทำงานของมนุษย์และธรรมชาติ ผมเชื่อว่าสิ่งที่เลวร้ายและการลงโทษเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นเพราะมีกฎของจักรวาลและเป็นอุปสรรคต่อวิวัฒนาการอีกด้วย

ผมเชื่อว่า ความปรารถนาในการพัฒนาสิ่งต่างๆ จะทำให้ได้รับสิ่งที่ดียิ่งขึ้น เช่น การได้รับในสิ่งที่ดีขึ้น เป็นแรงขับเคลื่อนที่แพร่หลายมากที่สุดของมวลมนุษยชาติ การเพลิดเพลินไปกับงานของคุณ งานฝีมือ หรือการเล่นกีฬาที่คุณชอบซึ่งมาจากความพึงพอใจตามธรรมชาติ คุณจะได้รับในสิ่งที่ดีกว่า แม้คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขากระเสือกกระสนเพื่อแสวงหาบางสิ่ง (เช่น ของเล่น บ้าน เงินหรือฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นต้น) สิ่งของเหล่านี้อาจให้พวกเขามีความสุข แต่ความจริงแล้ว เมื่อเราได้รับในสิ่งที่เราต้องการแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะชอบสิ่งๆนั้นได้ตลอด เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เรามักจะหาสิ่งที่ดีกว่ามาแทนที่สิ่งเก่าๆเสมอ ในกระบวนการค้นหาสิ่งใหม่นี้ เรายังคงเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของทุกสิ่งที่เราได้สัมผัส สิ่งของเหล่านั้นเป็นเพียงการหลอกล่อให้เราขวนขวายแสวงหามัน เพื่อที่จะทำให้เราเกิดวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

โดยธรรมชาติทั่วไปมักจะเป็นเช่นนี้ กล่าวคือ การใช้ชีวิตของเรามักจะไม่พอใจจากสิ่งที่เราได้รับตามเป้าหมายของเรา แต่มักจะพอใจกับการดิ้นรนขวนขวายเพื่อแสวงหาสิ่งนั้นมาต่างหาก เนื่องจากกฎการลดน้อยถอยลงของผลตอบแทน (Law of. Diminishing Returns) ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเป้าหมายของคุณคือการหาเงินได้เยอะๆ และสมมติว่าคุณหาเงินมาได้จนเพียงพอตามที่คุณต้องการแล้ว ดังนั้นการหาเงินเพิ่มก็ไม่มีอรรถประโยชน์เพิ่ม(Marginal Utility) เพราะคุณไม่ได้ใช้มันอยู่ดี ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์ที่จะให้การหาเงินเยอะๆเป็นเป้าหมายของคุณอีกต่อไป คนที่ได้รับสิ่งของมาเกินความต้องการที่จะใช้ ไม่เพียงแต่จะได้ผลตอบแทนที่น้อยมากจากการได้มา แต่พวกเขายังได้ผลลัพธ์เชิงลบอีกด้วย ดังนั้น กฎการลดลงของผลตอบแทนเป็นเพียงธรรมชาติของการค้นหาสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งเดิมที่ดียิ่งขึ้น จึงจะได้มาซึ่งความพึงพอใจ

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ตามลำดับ 1. การค้นหาสิ่งใหม่ๆ (เป้าหมาย) 2. การทำงานและการเรียนรู้ในกระบวนการเพื่อแสวงหาเป้าหมายเหล่านี้ 3. การบรรลุเป้าหมาย และ 4. การกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกซึ่งเป็นกระบวนการวิวัฒนาการของแต่ละบุคคลเพื่อตอบสนองความต้องการ และขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้าต่อไป

ผมเชื่อว่าการติดตามผลประโยชน์ส่วนตัว (Self-interest) สอดคล้องกับกฎของจักรวาลและสนับสนุนการเกิดวิวัฒนาการซึ่งเป็นผลตอบแทนในระดับสากล และผมเรียกสิ่งนี้ว่า “สิ่งที่ดี (Good)” เมื่อพิจารณาการกระทำของทุกสายพันธุ์ในโลก พวกเขาล้วนไล่ล่าหาผลประโยชน์ของตนเองและนั่นช่วยให้เกิด วิวัฒนาการในทางชีวภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่าพฤติกรรมความต้องการของตนเองมีส่วนสนับสนุนให้เกิดวิวัฒนาการ เช่นเดียวกับไฮยีน่าที่โจมตีวิลเดอร์บีสท์ และบุคคลที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาไม่รู้ว่าวิธีการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา มีส่วนช่วยทำให้เกิดวิวัฒนาการ

ผลประโยชน์ส่วนตน (Self-interest) และผลประโยชน์ของสังคม (Society’s interests) เป็นเรื่องที่ต้องเกื้อกูลกัน เหนือสิ่งอื่นใด การไล่ล่าผลประโยชน์ส่วนตน กระตุ้นให้คนทำสิ่งที่ยากขึ้นเพื่อให้เกิดผลประโยชน์และแบ่งปันสู่สังคม ในทางกลับกัน สังคมจะให้รางวัลกับพวกเขาเช่นกัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่มีเงินมากมายมหาศาล จึงให้ในสิ่งที่สังคมต้องการ ซึ่งเขาไม่ได้ปรารถนาเงินเป็นการตอบแทน ลองพิจารณาต้นเหตุ ที่ทำให้คนพยายามหาเงินจำนวนมาก แล้วคุณจะเห็นว่า ปกติมักจะอยู่ในส่วนการสร้างในสิ่งที่สังคมต้องการ และไม่เกี่ยวกับความปรารถนาในการหาเงิน มีคนจำนวนมากที่กระทำเพื่อหารายได้แต่ไม่ไม่กำหนดมันเป็นเป้าหมายหลัก แต่พวกเขากลับมีส่วนร่วมในการทำงานที่พวกเขากำลังทำ เพื่อสร้างสิ่งที่สังคมต้องการและมีรายได้มหาศาล กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมระหว่างการให้ในสิ่งที่สังคมต้องการและการสร้างรายได้ และแทบไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างการหาเงินและวิธีการที่จะหาเงินจำนวนมาก ผมรู้ว่านี่คือความจริง ผมไม่เคยทำงานเพื่อที่จะทำให้มีเงินจำนวนมากและถ้าผมมี ผมอาจจะหยุดในเวลาที่ผ่านมา เพราะกฎของการลดลงของผลตอบแทน ผมเข้าใจความจริงข้อนี้เช่นเดียวกันกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จ

กระบวนการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ คือ กระบวนการค้นหาเป้าหมาย การบรรลุเป้าหมาย และการแสวงหาเป้าหมายใหม่ ไม่ใช่แค่เพียงการแสวงหาวิธีการที่จะขับเคลื่อนตัวเองและสังคมไปข้างหน้า แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรับมือกับความล้มเหลวอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมบุคคลส่วนใหญ่ที่เคยล้มเหลว สามารถทำลายช่วงเวลาแห่งความย่ำแย่และจบลงด้วยความสุขได้ เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จในการปรับตัว บุคคลที่ปรับตัวได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็วกว่า ย่อมดีกว่า ดังที่ ดาร์วิน ได้กล่าวไว้ว่า การปรับตัว คือการปรับเปลี่ยนต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสมในสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการวิวัฒนาการและเป็นรางวัลอย่างหนึ่ง นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดส่วนใหญ่มักจะมีภูมิภาพทางการเปลี่ยนแปลง และพวกเขาสามารถหาวิธีการปรับตัวเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างดีเยี่ยม

ดังนั้น ความปรารถนาจึงพัฒนาไปสู่สากล และเป็นความสัมพันธ์เชิงชีวภาพที่นำไปสู่วิวัฒนาการของทุกสิ่ง ผ่านการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล อย่างไรก็ดี สิ่งที่มนุษย์แตกต่างจากสัตว์สายพันธุ์อื่นคือ ความสามารถในการเรียนรู้ เพราะเราสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้มากกว่าและรวดเร็วกว่าสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ

ผมยังเชื่อว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีคุณลักษณะทั้งด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดีอยู่ในตัวทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกใช้ด้านไหน ยกตัวอย่างเช่น หนามในพุ่มกุหลาบ เหล็กในของผึ้ง ความดุร้ายของสิงโต ความขี้ขลาดของละมั่ง ทั้งหมดนี้ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง ขึ้นอยู่กับว่าพวกมันจะนำมาใช้ประโยชน์ในด้านใด เมื่อเวลาผ่านไป ธรรมชาติวิวัฒนาการไปสู่สมดุลที่เหมาะสม ผ่านกระบวนการของการเลือกสรร เช่น สัตว์ที่มีความดุร้ายมากมักจะตายก่อนเวลาอันควรมากกว่าสัตว์ที่ขี้ขลาด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมนุษย์มีความสามารถในการประเมินและกำกับการเปลี่ยนแปลงของตนเอง ดังนั้น เราจึงมีความสามารถในการพัฒนาตัวเองได้

โดยส่วนใหญ่ มนุษย์จะเกิดมาพร้อมกับคุณลักษณะที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งอาจจะช่วยส่งเสริมให้เราดีขึ้นหรือแย่ลง ขึ้นอยู่กับการนำมาใช้นั่นเอง ยิ่งถ้าคุณลักษณะเหล่านี้มีความเด่นชัดรุนแรงมากเท่าไหร่ ศักยภาพของการนำไปใช้ในการสร้างผลลัพธ์ก็จะมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงและมีเป้าหมายที่ชัดเจนมักจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม ในขณะที่คนที่จริงจังในทางปฏิบัติ มุ่งเน้นงานอาจจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ นั่นเป็นเพราะ วิธีการคิดของพวกเขา ทำให้กลายเป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นความคิดในทั้งสองแบบ โดยธรรมชาติแล้วทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ แต่เนื่องจากวิธีการคิดของมนุษย์แตกต่างกันมาก จึงทำให้เรามีวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อความสุขและความสำเร็จของเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่สำคัญ คือ เราต้องเข้าใจในความสามารถและคุณค่าของตนเองนั้น พวกเราทั้งหมดต่างมีคุณค่าในตนเอง มีความแข็งแกร่งและความอ่อนแอซึ่งมีผลต่อวิธีที่เราจะแสวงหาความสุขและความสำเร็จ ความแตกต่างที่สำคัญของคนที่สำเร็จและไม่สำเร็จคือ ความสามารถในการเรียนรู้และการปรับตัว นั่นเอง

สิ่งที่มนุษย์แตกต่างจากสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ คือ เรามีความสามารถในการสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของตนเองและสิ่งที่อยู่รอบตัว เราจะเรียนรู้และปรับตัวเพื่อพัฒนาตัวเอง เราสามารถทำสิ่งนี้ได้ เพราะวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต สมองของมนุษย์มีการพัฒนาในส่วนที่สัตว์สายพันธุ์อื่นๆไม่มี คือ คอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (Prefrontal cortex) เป็นส่วนหนึ่งของสมองมนุษย์ที่ช่วยให้เราสามารถสะท้อนความคิดทางปัญญา ด้วยเหตุนี้คนจึงสามารถสะท้อนความคิดของตนเองและบุคคลอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดจุดอ่อนของตนเอง การพัฒนาอย่างรวดเร็ว และความสามารถในการรับรู้และตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง

อย่างไรก็ดี การป้องกันการเกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์ นั่นคือ อุปสรรค ปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดขึ้นในส่วนของสมองที่เรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala)” เป็นผลมาจาก คนส่วนใหญ่ไม่ชอบสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของตน แม้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาก็ตาม พวกเขาไม่ชอบให้คนอื่นมาเปิดเผยจุดอ่อนของตนเอง เพราะทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนโดนโจมตี ซึ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อสู้หรือหนี (Fight or flight reactions) อย่างไรก็ตาม การใช้บุคคลอื่นช่วยหาจุดอ่อนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นเรื่องยากที่แต่ละคนจะรู้ว่าตนเองมีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง บุคคลส่วนใหญ่ไม่ชอบช่วยสำรวจจุดอ่อนของบุคคลอื่น แม้ว่าพวกเขาอยากพูดลับหลังก็ตาม ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พวกเขาจึงไม่มีวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมในการทำความเข้าใจ และปรับตัวเพื่อกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกไปจากชีวิต ในความคิดของผม ผมคิดว่า นั่นเป็นปัญหาหลักที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ เพราะเป็นการขัดขวางความสามารถที่แท้จริงและบางทีอาจเป็นจุดกำเนิดสำคัญของความเจ็บปวดในชีวิตคนส่วนใหญ่ก็เป็นได้

บางคนสามารถก้าวข้ามอุปสรรคของตนเองได้ ในขณะที่บางคนก็ไม่สามารถทำได้ สิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด คือ การกำหนดวิธีการที่ดีเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการ อริสโตเติล ระบุว่าโศกนาฏกรรมเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายสำหรับมนุษย์ เนื่องจากข้อบกพร่องร้ายแรงที่ไม่สามารถเอาชนะมันได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เรายอมปล่อยให้อุปสรรคของตนสร้างผลลัพธ์ที่เลวร้ายแก่ตนเอง

กระบวนการวิวัฒนาการส่วนบุคคล

ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผมเชื่อว่าชีวิตมนุษย์เราเต็มไปด้วยตัวเลือกมากมายมหาศาล และการตัดสินใจของเรานำมาซึ่งผลลัพธ์ ดังนั้น คุณภาพของชีวิตจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพการตัดสินใจของตัวเราเอง

เราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการตัดสินใจที่ดี ทว่า เราสามารถเรียนรู้ได้ เราทุกคนเริ่มต้นจากการเป็นเด็กเหมือนกับคนอื่นๆ โดยทั่วไปแล้วพ่อแม่เป็นคนอบรมสั่งสอนเรา แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นเรามีสิทธ์ในการเลือกตัดสินใจมากขึ้น เราเลือกในสิ่งที่อยากเป็น (เป้าหมาย) ซึ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางการดำเนินชีวิตของเรา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยากเป็นหมอ ก็จงไปเรียนเกี่ยวกับแพทยศาสตร์ หรือถ้าอยากมีครอบครัว ก็จงมองหาคู่รัก เป็นต้น เมื่อเราเดินเข้าหาจุดหมาย แน่นอนว่า สิ่งที่ต้องเจอคือ ปัญหา การทำผิดพลาด และการข้ามผ่านจุดอ่อนในตัวเอง เหนือสิ่งอื่นใด คือการเลือกกำหนดวิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด นั่นเอง

ผมเชื่อว่าวิธีการที่เราจะทำความฝันของเราให้เป็นจริง คือ การกล้าเผชิญหน้ากับความจริง เพื่อเรียนรู้และแสวงหาสิ่งที่เราต้องการ ถ้าเราทำเช่นนี้ด้วยความมุ่งมั่น เราก็จะสามารถประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้นได้

ความจริง + ความฝัน + ความมุ่งมั่น = ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ

แล้วอะไรคือความสำเร็จ ผมเชื่อว่ามันเป็นมากกว่าการได้รับในสิ่งที่ต้องการ และขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่จะตัดสินใจว่ามันคืออะไร ผมไม่สนใจว่าจะเป็นหลักของจักรวาล คนที่ขี้เกียจหรืออะไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญ คือการสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการและคิดหาวิธีการที่จะทำให้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ

ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้ว บุคคลโดนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ มีการพัฒนาตัวเองอย่างสุดความสามารถ ได้แก่ การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง สิ่งแวดล้อม เพื่อปรับเปลี่ยนตนเองให้ดีขึ้น ส่วนตัวผมเชื่อว่า วิวัฒนาการส่วนบุคคลเป็นทั้งความสำเร็จและรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

นอกจากนี้ ความสุขของคนส่วนใหญ่ มักจะเพิ่มมากขึ้นด้วยการกำหนดสิ่งที่ได้รับเทียบกับความคาดหวัง มากกว่าระดับที่แน่นอนของเงื่อนไข ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามหาเศรษฐีสูญเสียเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาอาจจะไม่มีความสุข ในขณะที่บางคนได้รับเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเขาบังเอิญได้รับอีก 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาจะมีความสุขขึ้นมาทันที หลักการพื้นฐานนี้แสดงให้เห็นว่าคุณสามารถปฏิบัติตามหนึ่งในสองเส้นทางสู่ความสุข 1) มีความคาดหวังสูง และมุ่งมั่นที่จะทำให้มากกว่าความคาดหวังนั้น 2) ลดความคาดหวังของคุณให้อยู่ในระดับน้อยกว่าหรือเท่ากับเงื่อนไขของตัวเอง ส่วนมาก เรามักจะเลือกเส้นทางแรก ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะมีความสุขได้ แต่เราจะต้องพัฒนาตัวเองด้วย

อีกหลักการหนึ่งที่ควรนำไปคิดพิจารณา ก็คือ คนต้องการทำงานที่มีความสำคัญและต้องใช้ความสัมพันธ์เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด ผมสังเกตว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแทบกับทุกคน ผมก็เช่นกันครับ

ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักการของคนอื่น คุณจะต้องตัดสินใจด้วยตัวคุณเอง ในสิ่งที่คุณต้องการ และต่อสู้ด้วยวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ตัวเลือกที่สำคัญที่สุดของคุณ

ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ขณะที่เรามุ่งหน้าไปสู่เป้าหมาย เราจะต้องเผชิญกับตัวเลือกมากมายให้เราตัดสินใจ และทุกการตัดสินใจล้วนแล้วแต่มีผลกระทบทั้งสิ้น ดังนั้นคุณภาพชีวิตเราจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพการตัดสินใจของเราด้วย เราทำการตัดสินใจจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ให้กับชีวิตเรา

จากการตัดสินใจนับล้านครั้ง ผมเชื่อว่า มีตัวเลือกหลักๆ อยู่ 5 ประเภท ที่มีผลกระทบอย่างมากกับชีวิตและเวลาในการบรรลุผลสำเร็จ การเลือกที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราโดยธรรมชาติ เช่น ปัญญาหรือความคิดสร้างสรรค์ แต่เกี่ยวกับรูปแบบการคิดของแต่ละบุคคล ด้วยเหตุนี้ ผมเชื่อจึงว่าคนส่วนใหญ่สามารถตัดสินใจในทางเลือกที่เหมาะสมได้

การเรียนรู้ของต้นไม้ตัดสินใจ (Decision Tree) แสดงการตัดสินใจ 5 ประเภท ผมเชื่อว่าบุคคลที่ไม่ได้มุ่งสู่จุดหมายอย่างมีประสิทธิภาพจะอยู่ที่กิ่งไม้ด้านบน และคนที่ทำสำเร็จได้ในเวลารวดเร็วจะอยู่บริเวณกิ่งไม้ด้านล่าง

ลำดับที่ 1

โดยกฎพื้นฐานของธรรมชาติ การจะพัฒนาสิ่งๆหนึ่ง จะต้องผลักดันสิ่งๆนั้น ให้ผ่านข้อจำกัดไปได้ เช่น การได้รับความเจ็บปวด เพื่อที่จะแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการแบกรับปัญหา การเผชิญหน้ากับปัญหาโดยตรง เป็นต้น ธรรมชาติสร้างเราให้รู้จักกับความเจ็บปวดเพื่อเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเราเข้าใกล้จุดหมาย หรือข้ามผ่านขีดจำกัดในตัวเรา ในเวลาเดียวกัน ธรรมชาติก็สร้างกระบวนการของความแข็งแกร่งไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย หรือจิตใจ เพื่อก่อให้เกิดกระบวนการปรับตัว เพื่อก้าวผ่านขีดจำกัดที่มี กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งความเจ็บปวดและความแข็งแกร่ง มักจะเป็นผลมาจากการเผชิญหน้ากับปัญหา เมื่อเราได้รับความเจ็บปวด นั่นหมายถึงเรากำลังอยู่ในกระบวนการที่ต้องตัดสินใจกระทำบางอย่างต่อไป

คนส่วนใหญ่ตอบสนองต่อความเจ็บปวดได้ไม่ดีนัก ปฏิกิริยาของพวกเขาคือ “การต่อสู้หรือหลบหนี” นั่นส่งผลให้พวกเขาไม่ได้เรียนรู้ ค้นหาวิธีในการจัดการอุปสรรคที่เกิดขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงต้องพบกับปัญหาเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก และทำให้มีความคืบหน้าน้อยหรือบรรลุเป้าหมายช้าลง

บุคคลที่มีการตอบสนองที่ดีต่อความเจ็บปวด ยืนหยัดวิธีการที่นำไปสู่การบรรลุจุดหมาย พวกเขาเหล่านั้นเข้าใจสาเหตุที่เกิดขึ้น และสามารถหาวิธีจัดการกับมันได้ จึงได้รับความแข็งแกร่งและความพึงพอใจ เพราะนี่คือการเรียนรู้จากความผิดพลาด และทำสิ่งที่แตกต่างในอนาคต เชื่อหรือไม่ว่า คุณคือผู้โชคดีที่ได้รับความเจ็บปวด ถ้าคุณจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสม เพราะนั่นเป็นสัญญาณที่บอกให้หาวิธีการแก้ไขเพื่อให้ก้าวต่อไปได้ เพราะคุณจะได้คิดอย่างละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วคุณจะเข้าใจมันเป็นอย่างดี เกิดการตอบโต้ทันควัน (Knee-jerk reaction) คุณจะมีการตอบสนองที่รวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้และพัฒนาอย่างรวดเร็วของคุณนั่นเอง

ดังนั้นโปรดจดจำสิ่งนี้ไว้

ความเจ็บปวด + การสะท้อนกลับ = ความก้าวหน้า

ความเจ็บปวดทางด้านจิตใจเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของคุณ หรือไม่?

ลำดับที่สอง

มนุษย์มักเกิดความสับสนในสิ่งที่พวกเขาอยากให้เป็นจริง กับสิ่งที่เป็นจริงจริงๆ ซึ่งถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่คนเหล่านั้น จะสามารถมีการตัดสินใจที่ดีที่สุดได้
การที่ผู้คนมักเป็นอย่างนี้ เพราะการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่โหดร้าย เป็นเรื่องที่ยากมากๆ แต่การหลีกหนีความจริงเหล่านี้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถหาวิธีการจัดการกับปัญหานี้ได้ เพราะการตัดสินใจนั้นไม่อยู่บนพื้นฐานแห่งความจริง จึงไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้

ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เป็นความจริง เป็นขั้นตอนแรกในการจัดการกับการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้น

ถามตัวคุณเองดู “มันคือความจริงหรือไม่”

เพราะการรู้ว่าสิ่งไหนคือความจริง เป็นสิ่งที่ดี

มากแค่ไหนที่คุณปล่อยให้สิ่งที่ปรารถนาอยากให้เป็นความจริงเข้ามาแทนที่สิ่งที่ควรจะมองเห็นให้สิ่งที่เป็นจริงจริงๆ

ลำดับที่สาม

บุคคลที่กังวลเกี่ยวกับการมองหาแต่สิ่งที่ทำให้ตัวเองดูดี มักจะซ่อนสิ่งที่พวกเขาไม่รู้หรือจุดอ่อนของตัวเอง ดังนั้น จึงไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับมันได้อย่างถูกต้อง และยังเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางความสำเร็จในอนาคตอีกด้วย คนเหล่านี้มักจะพยายามหาคำตอบหรือข้ออ้าง ว่าทำไมตนเองจึงล้มเหลวในวิธีการนั้นๆ และมักจะมีความเชื่อแบบไร้สติ ตลอดทั้งมองไม่เห็นจุดอ่อนของตัวเอง พวกเขามักเชื่อว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จ คือ บุคคลที่มีคำตอบในหัวตลอดเวลาและไม่มีจุดอ่อนใดๆเลย ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย

ผมไม่เคยเห็น บุคคลประสบความสำเร็จโดยไม่ผ่านการเรียนรู้ พวกเขาล้วนมีจุดอ่อนเหมือนกับคนอื่นๆ แค่เรียนรู้วิธีการจัดการกับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งกำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการบรรลุในสิ่งที่ต้องการ นอกจากนี้ความรู้และความสามารถที่ทุกคนไม่มี อาจถูกใช้เพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็เป็นได้ ซึ่งบ่อยครั้งมักจะได้ผลดีกว่าการคาดว่าบุคคลเหล่านี้น่าจะมีความสามารถเหล่านี้

นี่จึงอธิบายเหตุผล ว่าทำไมบุคคลจึงสนใจการตัดสินใจที่ดีที่สุด เพราะพวกเขาไม่ค่อยมีความมั่นใจว่าตนเองได้เลือกทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม (ซึ่งมักเป็นการสำรวจแนวคิดของคนอื่นที่ตนนับถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา) และพวกเขามีความกระตือรือร้นที่จะระบุจุดอ่อนของตนเอง และไม่ปล่อยให้จุดอ่อนเหล่านี้มาขัดขวางความสำเร็จของตนเอง

จุดอ่อนที่มากที่สุดของคุณคืออะไร คิดอย่างซื่อสัตย์กับตัวเอง ถ้าคุณพบมัน ก็เหมือนคุณอยู่บนก้าวแรกที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น หมั่นทบทวนบ่อยๆ เขียนมันออกมา และพิจารณาบ่อยๆ เพื่อย้ำเตือนความคิดของคุณ

หนึ่งในจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของผมคือ ความจำที่ไม่ดี ผมมีปัญหาเรื่องความจำในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล เช่น ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ การสะกดคำและที่อยู่ รวมถึงผมยังมีปัญหากับการทำงานที่ไม่มีตรรกะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผมต้องทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในทางตรงกันข้าม ผมมีความจำที่ดีเยี่ยมเกี่ยวกับสิ่งที่มีเหตุและผล และผมสามารถทุ่มเทในสิ่งที่สนใจได้อย่างไม่จำกัดเวลา ผมไม่รู้ว่าตัวเองมีส่วนไม่ดีมากเท่าไหร่เมื่อเทียบกับสัดส่วนที่ดี นั่นคือ ความจำที่ดีของผมเกิดจากการทำงานของสมองที่มีวิธีการที่แน่นอน เมื่อนำไปใช้กับการทำงานที่แน่นอน ผมพยายามพัฒนาส่วนที่ดีเพื่อชดเชยในส่วนที่ไม่ดี ซึ่งจะทำให้ส่วนที่ไม่ดีส่งผลกระทบต่อผมได้น้อยลง ผมจะพยายามอยู่ใกล้คนที่มีความจำดี และผมใช้วิธีพกเครื่องมือช่วยจำ เช่น โทรศัพท์ BlackBerry

คุณกังวลแค่ไหนเกี่ยวกับการที่จะต้องดูดี เทียบกับการเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ

ลำดับที่สี่

บุคคลที่เน้นผลกระทบลำดับแรกของการตัดสินใจ และเพิกเฉยต่อผลกระทบที่ตามมา มักจะไม่ค่อยบรรลุเป้าหมายของตนเอง ทั้งนี้เป็นเพราะ ผลที่เกิดขึ้นในลำดับแรกมักจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับผลลัพธ์ถัดมา ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดอย่างยิ่งใหญ่ในการตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น ผลกระทบในลำดับแรกของการออกกำลังกาย ( คือ ความเจ็บปวด และต้องใช้เวลายาวนาน) โดยทั่วไปแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ขณะที่ผลลัพธ์ต่อไปที่ตามมา (สุขภาพที่ดีขึ้น และการมีลักษณะรูปร่างที่ดึงดูดใจ) เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ ในทำนองเดียวกัน อาหารที่มีรสชาติอร่อยมักจะไม่ดีสำหรับคุณ ในทางกลับกัน หากเป้าหมายของคุณ คือ การมีรูปร่างที่เหมาะสม และคุณไม่สนใจผลกระทบแรก ที่ได้รับจากการออกกำลังกาย รวมถึงรสชาติอาหารที่เอร็ดอร่อยแต่ไม่ดีต่อสุขภาพ และเชื่อมโยงไปสู่การตัดสินใจของคุณกับผลที่ตามมาในลำดับที่สองและสาม คุณจะไม่บรรลุเป้าหมาย

บ่อยครั้งที่ผลกระทบในลำดับแรก มักจะหลอกลวงว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง และ บางครั้งก็เป็นอุปสรรคขัดขวางในวิธีการกระทำเพื่อให้ได้รับในสิ่งที่เราต้องการ ประหนึ่งว่ากระบวนการ คัดเลือกโดยธรรมชาติ จัดเรียงประเภทของผลกระทบและการลงโทษ ที่ทำให้การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของผลกระทบในลำดับแรกเพียงประการเดียวเท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่เลือกในสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริง หลีกเลี่ยงสิ่งล่อลวง และก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดที่ผลักดันให้ได้รับในสิ่งที่ตนเองต้องการอย่างแท้จริง มีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต

คุณตอบสนองมากน้อยแค่ไหนต่อผลลัพธ์ในลำดับแรก สำหรับผลที่ตามมาในลำดับที่สองและสาม

ลำดับที่ห้า

บุคคลที่กล่าวโทษผลลัพธ์ที่ไม่ดีว่ามาจากคนอื่นๆ หรือสิ่งอื่นๆนอกจากตัวเอง จะมีพฤติกรรมที่ขัดกับความเป็นจริงและจะถูกล้มล้างความก้าวหน้า

การกล่าวโทษผลลัพธ์ที่ไม่ดีว่ามาจากบุคคลอื่นหรือสิ่งอื่นมากกว่าการกระทำของตนเอง โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาต้องการความจริงที่แตกต่างจากสิ่งที่เป็น ซึ่งเป็นการกระทำที่โง่ และมันควรจะถูกกำจัดไป เพราะมันเบี่ยงเบนความสนใจจากการรวบรวมความแข็งแกร่งของบุคคล และคุณภาพอื่น ๆที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คนที่ประสบความสำเร็จจะเข้าใจว่าสิ่งที่ไม่ดีมาจากทุกคน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของเขา ในการสร้างความสำเร็จสำหรับวิธีการจัดการกับอุปสรรคที่ต้องเผชิญ บุคคลที่ประสบความสำเร็จ รู้ว่าธรรมชาติต้องการทดสอบพวกเขา และนั่นไม่ใช่ความเห็นอกเห็นใจ

คุณปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความรับผิดชอบ มากกว่าการรับผิดชอบสำหรับความสำเร็จของตัวคุณเองมากแค่ไหนแล้ว?

กล่าวโดยสรุป ผมเชื่อว่า คุณสามารถนำสิ่งที่ไม่ต้องการออกจากชีวิตของคุณได้ หากคุณสามารถระงับอัตตาส่วนตนและไม่ใช้วิธีข้อแก้ตัวในการบรรลุสู่เป้าหมายด้วยการเปิดใจกว้าง กำหนดความมุ่งมั่น และความกล้าหาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอื่นในเรื่องที่เป็นข้อเสียของคุณ

ถ้าผมเลือกคุณภาพเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางเลือกที่เหมาะสมคือ ลักษณะความประพฤติ(Character) ลักษณะความประพฤติเป็นความสามารถที่ทำให้บุคคลกระทำในสิ่งที่ยากลำบาก ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผมเชื่อว่าโดยส่วนใหญ่ การบรรลุความสำเร็จ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกส่วนบุคคลและ นั่นทำให้การตัดสินใจที่ถูกต้องอาจเป็นเรื่องยาก แต่ เพราะกฎของธรรมชาติผลักดันให้คุณแข็งแกร่งขึ้น อันจะนำไปสู่การปรับปรุงผลลัพธ์ที่ดีขึ้น สร้างแรงจูงใจให้คุณดำเนินการในพื้นที่ที่เปิดกว้างขึ้น นำไปสู่การปรับตัวที่มากขึ้นและใช้เวลาน้อยลงในการดำเนินการ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในระดับสูง ดังนั้น หากคุณไม่ล้มเลิกตัวเอง นั่นคือ ไม่ดำเนินการในระดับเดียวกันของความเจ็บปวด คุณจะมีการพัฒนาอย่างยิ่งยวด เนื่องจากผมเชื่อในสิ่งนี้ ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ นั่นเป็นบททดสอบจากสิ่งที่ผมทำ มันเป็นเกมที่ผมเล่น แต่เกมนี้เป็นชีวิตจริง ในส่วนถัดไป ผมจะอธิบายเกี่ยวกับวิธีการเล่นเกม

กล่าวโดยสรุป ผมไม่เชื่อว่า ขีดจำกัดของความสามารถเป็นอุปสรรคที่เราไม่สามารถข้ามผ่านได้ ในการบรรลุเป้าหมาย หากเรากระทำในสิ่งที่เหมาะสม

ดังเช่นเคย ขึ้นอยู่กับการถามตัวคุณเองว่าสิ่งที่ผมพูดไปนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ในส่วนถัดไป จะเป็นการค้นคว้าข้อมูลแนวคิดอย่างละเอียด คุณอาจต้องสงวนการตัดสินใจของคุณจนกว่าคุณจะได้อ่านมันจนจบ

ตัวคุณทั้งสองคน และ เครื่องจักรของคุณ

ผู้ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มีทักษะความสามารถของ “การคิดในระดับสูง” นั่นคือ พวกเขาสามารถมองย้อนกลับไปและออกแบบ “เครื่องจักร” ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่เหมาะสม กระทำในสิ่งที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รับในสิ่งที่ต้องการ พวกเขาสามารถประเมินและปรับปรุงวิธีการทำงานของ เครื่องจักร โดยการเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เครื่องจักรกำลังสร้างเป้าหมายของพวกเขา กระบวนการนี้แสดงไว้ในแผนภาพด้านล่าง ซึ่งเป็นลักษณะวงจรแบบป้อนกลับ

วงจรนี้หมายความว่า เป้าหมายของคุณจะเป็นตัวกำหนด “เครื่องจักร” ที่คุณสร้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เครื่องจักรจะสร้างผลลัพธ์ที่ควรเปรียบเทียบกับเป้าหมาย เพื่อตัดสินวิธีการทำงานของเครื่องจักร เครื่องจักร ประกอบด้วยการออกแบบและบุคคลที่คัดเลือกเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการใช้เนินเขาในการสู้รบกับศัตรู คุณจะต้องคิดหาวิธีในการดำเนินการ นั่นคือ การออกแบบอาจต้องใช้ลูกเสือป่าสองคน พลซุ่มยิงสองคน ทหารราบสี่คน คนจัดส่งอาหารหนึ่งคน เป็นต้น ขณะที่การออกแบบที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็น มันหมายถึงประสิทธิภาพครึ่งหนึ่งของการสู้รบ และสิ่งสำคัญอีกประการ คือการจัดวางตำแหน่งของบุคคลที่เหมาะสมในแต่ละตำแหน่ง พวกเขาจำเป็นต้องมีคุณภาพที่แตกต่างกันในการแสดงบทบาทของตนเอง เช่น ลูกเสือจะต้องวิ่งเร็ว พลซุ่มยิงจะต้องแม่นปืน เป็นต้น หากผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย (เช่น หากคุณกำลังมีปัญหา) คุณจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เครื่องจักร ซึ่งหมายความว่า ต้องทำการปรับเปลี่ยนทั้งบุคคล และการออกแบบหรือวัฒนธรรม การทำเช่นนี้จะส่งผลดีกับกระบวนการปรับปรุง

การทำสิ่งเหล่านี้บ่อยๆและออกมาดีจะทำให้กระบวนการการพัฒนาของคุณเหมือนกับรูปทางซ้าย ถ้าทำไม่บ่อยและไม่ดีผลลัพท์จะออกมาเหมือนรูปทางขวาหรือแย่กว่านั้น

ผมเรียกมันว่า “การคิดในระดับที่สูงขึ้น” เพราะมุมมองของคุณคือ การมองไปที่เครื่องจักรของคุณแตะตัวตนของคุณอย่างมีเป้าหมาย โดยใช้วงจรความคิดเห็นที่กล่าวถึงไปในข้างต้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง บทบาทที่สำคัญที่สุด คือ การพิจารณาย้อนกลับ และการออกแบบ การดำเนินการและการปรับปรุง เครื่องจักรของคุณ เพื่อให้คุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการ

คิดเสียว่า ตัวคุณเองมีสองคน คือ เป็นผู้ออกแบบ และผู้ดูแลแผนการที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมาย (ขอเรียก คุณในตัวตนที่ (1)) ส่วนผู้เข้าร่วมในภารกิจนี้ คือ คุณในตัวตนที่ (2) ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ (1) ต้องการ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเพียงทรัพยากรของคุณ และเพื่อให้ประสบความสำเร็จ (1) ต้องมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ (2)

ลองจินตนาการว่า เป้าหมายของคุณคือ การแข่งขันบาสเกตบอลชนะเลิศ ซึ่งแน่นอนว่า คุณจะไม่จัดวางตัวเองในตำแหน่งที่คุณเล่นได้ไม่ดี หากทำเช่นนั้น คุณจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ไม่ว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร การบรรลุเป้าหมายจะต้องเป็นไปในลักษณะเดียวกัน

หาก (1) เห็นว่า (2) ไม่มีความสามารถในการกระทำบางอย่าง เป็นเรื่องทั่วไปที่ (1)จะให้บุคคลอื่นกระทำแทน กล่าวอีกนัยหนึ่ง (1) ควรจะพิจารณา (2) และทรัพยากรอื่นๆที่ (1) กำจัดและสร้าง เครื่องจักรเพื่อให้ (1) บรรลุเป้าหมาย โปรดจำไว้ว่า (1)ไม่จำเป็นต้องกระทำอย่างอื่น นอกเหนือไปจากการออกแบบและการจัดการเครื่องจักรให้ดำเนินการได้ตามเป้าหมาย หาก (1) พบว่า (2) ไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้ดี ให้หาบุคคลอื่นมาทดแทน คุณไม่ควรผิดหวัง ว่าคุณทราบว่า (2) กระทำได้ไม่ดี (1)ควรจะมีความสุข เพราะ (1) ได้ปรับปรุงโอกาสของการบรรลุเป้าหมาย หาก(1) ผิดหวังเพราะ (2) ไม่ใช่คนที่ดีที่สุดที่จะกระทำทุกสิ่งได้ (1) น่าจะเป็นคนที่ไร้เดียงสาอย่างมาก เพราะไม่มีใครสามารถทำทุกอย่างได้ดีไปเสียหมด

ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การมองไม่เห็นตัวเองและคนอื่นอย่างเป็นกลาง ถ้าพวกเขาสามารถมองเห็นตัวเองได้ ก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักยภาพ

คุณเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหนกับที่ผมกล่าว วิถีการใช้ชีวิตของคุณเป็น นักคิดในระดับสูง มากกว่าเป็นผู้กระทำหรือไม่ คุณคิดว่าการอ่านบทความนี้เป็นการเสียเวลามากน้อยแค่ไหน?

5 ขั้นตอนสำคัญในการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการในชีวิต

มี 5 ประการที่คุณต้องกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการในชีวิต ขั้นตอนแรก คือ การเลือกเป้าหมายสำหรับตนเอง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคุณ จากนั้น คือการออกแบบแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เส้นทางไปสู่เป้าหมาย คุณจะต้องเผชิญกับปัญหานับไม่ถ้วน ตามที่ผมได้กล่าวไป ปัญหาเหล่านี้มักจะทำให้เราเจ็บปวด แหล่งที่มาส่วนใหญ่ของความเจ็บปวด อยู่ในการสำรวจความผิดพลาดและจุดอ่อนของตนเอง คุณจะมีการตอบสนองที่ไม่ดีต่อความเจ็บปวด หรือการตอบสนองเสมือนนักแก้ปัญหา นั่นเป็นทางเลือกของเรา ในการคิดหาวิธี เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คุณจะต้องมีความสงบและวิเคราะห์ปัญหาอย่างแม่นยำ หลังจาก ทำการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ก็เป็นการออกแบบวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหา จากนั้นก็ดำเนินการตามงานที่ระบุไว้ในแผน ตลอดขั้นตอนของการเผชิญกับปัญหา และการคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา คุณจะมีความสามารถมากขึ้น และบรรลุเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น เป้าหมายนั้นก็จะมีความท้าทายมากขึ้น นี่เป็นกระบวนการ 5 ขั้นตอนของการพัฒนาส่วนบุคคล ซึ่งผมเรียกว่า กระบวนการ 5 ขั้นตอน

หรืออีกนัยหนึ่ง “กระบวนการ” ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้

มีเป้าหมายที่ชัดเจน

ระบุปัญหาและไม่ปล่อยให้ปัญหานั้น เป็นอุปสรรคขัดขวางในการบรรลุเป้าหมาย

ทำการวินิจฉัยปัญหาอย่างถูกต้องแม่นยำ

ออกแบบแผนอย่างชัดเจน และจัดวางหน้าที่(งาน) ที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา และนำพาไปสู่เป้าหมาย

ดำเนินการตามแผน

จำเป็นต้องทำทุกขั้นตอนเหล่านี้ เพื่อให้บรรลุความสำเร็จ

ก่อนการอธิบายแต่ละขั้นตอนเหล่านี้ในรายละเอียดที่มากขึ้น ผมต้องการสร้างประเด็นทั่วไปเกี่ยวกับกระบวนการ

วิธีการของคุณควรเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน แทนการรวมเข้าด้วยกันแบบไม่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มกำหนดเป้าหมาย (ไม่ต้องคิดว่าจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร หรือคิดเกี่ยวกับขั้นตอนอื่นๆ) เมื่อทำการวิเคราะห์ปัญหา (ไม่ต้องคิดวิธีการที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา หรือขั้นตอนอื่นๆ) ขั้นตอนที่ไม่ชัดเจนจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ดี เนื่องจากเป็นการสร้างความสับสนและการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นในแต่ละขั้นตอน ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างละเอียด จะให้ข้อมูล ที่ช่วยให้สามารถดำเนินการในขั้นตอนอื่นๆได้เป็นอย่างดี เนื่องจากกระบวนการนี้เป็นการทำซ้ำ

ทั้ง 5 ขั้นตอน ต้องการความสามารถและหลักการที่แตกต่างกัน โดยทั่วไป อาจมีหลักการจำนวนมากที่ไม่เหมาะสม หากความสามารถหรือหลักการที่ต้องการขาดหายไป นั่นเป็นปัญหาที่ไม่สามารถข้ามไปได้ เนื่องจากต้องใช้ในการดำเนินการ หรือชดเชยในสิ่งที่ยังไม่มี ถ้าคุณตระหนักถึงจุดอ่อนและออกแบบเพื่อปรับปรุง คุณจะต้องสะท้อนสิ่งเหล่านั้นในตนเองออกมาอย่างซื่อสัตย์

การคิดอย่างทะลุปรุโปร่ง เป็นสิ่งสำคัญสำหรับขั้นตอนเหล่านี้ โดยวิธีการใช้เหตุผลแทนการใช้อารมณ์ คิดหาเทคนิคที่สามารถนำมาใช้ได้ดีที่สุดกับตนเอง เช่น หากยังมีอารมณ์อยู่ในขณะนั้น ให้รอจนกว่าคุณจะสามารถสะท้อนปัญหาได้โดยปราศจากอารมณ์ รวมถึงการแสวงหาความสงบ เอื้ออาทรแก่ผู้อื่น เป็นต้น

เพื่อช่วยให้คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ดี และมีประสิทธิภาพ แทนที่จะมาเครียด ควรละทิ้งอารมณ์ของคุณ ลองใช้เทคนิคในการลดความเครียด ปฏิบัติกับชีวิตเฉกเช่น เกมหรือศิลปะการป้องกันตัว ภารกิจของคุณ คือ การแก้ไขอุปสรรคในชีวิตเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ในขั้นตอนของการเล่นเกมหรือ การฝึกศิลปะป้องกันตัว คุณจะได้รับทักษะมากขึ้น ขณะที่ตัวเราได้รับสิ่งที่ดีขึ้น เกมก็จะมีความคืบหน้าในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจะสอนทักษะมากมายให้กับเรา ผมจะอธิบายเกี่ยวกับทักษะเหล่านี้ในหัวข้อถัดไป อย่างไรก็ตาม ข่าวใหญ่และข่าวดีมากๆคือ คุณไม่จำเป็นต้องมีทักษะเหล่านี้ทั้งหมดในการประสบความสำเร็จ แค่เพียงต้องรู้ว่า 1) ทักษะเหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็น 2) คุณไม่มีทักษะเหล่านั้นในบางข้อ และ 3) คิดหาวิธีเพื่อให้ได้รับทักษะนั้นมา (นั่นคือ ทั้งการเรียนรู้ หรือ การทำงานกับคนอื่นๆที่มีทักษะที่เราต้องการ)

นี่คือเกมเฉพาะ กล่าวคือ ชีวิตของคุณ จะท้าทายในตัวเอง ในรูปแบบที่อาจรู้สึกอึดอัดบ้างในบางครั้ง แต่หากคุณทำงานผ่านความรู้สึกไม่สบายใจ และสะท้อนมันออกมาเพื่อเรียนรู้ จะทำให้คุณสามารถเพิ่มโอกาสได้อย่างมาก ในการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการในชีวิต โดยทั่วไป ชีวิตจะให้ในสิ่งที่เราสมควรจะได้รับ และไม่ให้ในสิ่งที่คุณชอบ ดังนั้น ขึ้นอยู่กับคุณในการเชื่อมต่อสิ่งที่ตนเองต้องการกับสิ่งที่คุณต้องทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และจากนั้นก็ลงมือทำ ซึ่งมักจะเป็นเรื่องยาก แต่สร้างผลลัพธ์ที่ดี เพื่อให้คุณได้รับในสิ่งที่คุณต้องการ

การเล่นเกมอาจทำให้รู้สึกอึดอัด และหากคิดว่าจะทำมันเพียงชั่วครู่ ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เมื่อคุณเก่งในเรื่องนี้ ก็จะสามารถค้นพบความสามารถที่จะทำให้ตัวเองได้รับในสิ่งที่ต้องการ คุณจะมองเห็นข้อแก้ตัว เช่น “นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย” เป็นคำพูดที่ไม่มีค่าและจะทุ่มเทเพื่อ “ข้ามผ่านมันไป” ตามจังหวะในการดำเนินการ เหมือนได้รับร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ การรักษาการมุ่งไปข้างหน้าตามจังหวะก้าวที่เลือก และตระหนักถึงผลของการกระทำ เมื่อคิดว่ามันเป็นเรื่องยากเกินไป โปรดจดจำไว้ว่า การทำสิ่งเหล่านี้ที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต ง่ายกว่า การไม่ประสบความสำเร็จเสียอีก ผลที่ตามมาในลำดับแรกของการหลีกหนีอุปสรรคในชีวิต ซึ่งอาจเป็นความพึงพอใจในขณะนี้ แต่ผลที่สองและสาม ที่ตามมาของวิธีการนี้คือ ชีวิตและเมื่อเวลาผ่านไป จะกลายเป็นความเจ็บปวด ด้วยการปฏิบัติ คุณจะเล่นเกมนี้เหมือนนินจา ที่มีทักษะและยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของความสงบเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก นั่นจะช่วยให้สามารถจัดการกับอุปสรรคปัญหาต่างๆในชีวิตได้อย่างดีเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม คุณไม่สามารถจัดการกับปัญหาทั้งหมดได้อย่างดีเยี่ยม: ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะเหตุนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องตระหนัก และยอมรับความเป็นจริงของชีวิต ข่าวดีที่ผมได้กล่าวถึงก็คือ การเรียนรู้ส่วนใหญ่มาจากการทำผิดพลาด ดังนั้นไม่มีจุดสิ้นสุดของการเรียนรู้วิธีในการเล่นเกมที่ดียิ่งๆขึ้น คุณจะต้องทำการตัดสินใจนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้น ทุกครั้งที่ทำผิดพลาด หมายถึงโอกาสในการเรียนรู้และสร้างประวัติของความสำเร็จ

นั่นคือพื้นฐานของแนวคิดทั้งหมด

จงหยุดแล้วสะท้อนตัวเอง ก่อนที่จะก้าวต่อไป

สิ่งที่ผมกล่าวไปนี้ ทำให้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง คุณยอมรับหรือว่านั่นคือความจริง หากไม่ยอมรับ โปรดระบุเหตุผล

ถ้าคุณไม่สามารถกระทำได้ผ่านข้อสงสัยของตนเองเพียงลำพัง โปรดพูดกับผมหรือคนอื่นๆ แต่ได้โปรดอย่าดำเนินการต่อไป จนกว่าคุณจะเห็นด้วยกับตรรกะพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการ 5 ขั้นตอน

ขั้นตอนต่อมา คือ การตรวจสอบอย่างใกล้ชิดในแต่ละ 5 ขั้นตอน

1) การกำหนดเป้าหมาย

คุณสามารถมีทุกสิ่งที่ต้องการ แต่ไม่สามารถมีทุกอย่างที่ต้องการได้

ประการแรก สิ่งที่สำคัญที่สุด และมักจะเป็นขั้นตอนที่ยากในกระบวนการ 5 ขั้นตอน คือ การกำหนดเป้าหมาย เพราะมันบังคับให้คุณต้องตัดสินใจว่า อะไรคือสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง และสิ่งที่คุณต้องการได้รับในชีวิต นี่เป็นขั้นตอนที่คุณจะต้องเผชิญกับข้อจำกัดพื้นฐาน ชีวิตก็เหมือนดั่งอาหารบุฟเฟ่ต์ ที่มีทางเลือกอร่อยๆที่คุณเคยหวังจะลิ้มรส ดังนั้น คุณจะต้องปฏิเสธบางสิ่งที่ไม่ต้องการ เพื่อให้ได้รับในสิ่งอื่นที่ต้องการมากกว่า

บางคนล้มเหลวในขั้นตอนนี้ เพราะกลัวที่จะปฏิเสธทางเลือกที่ดี กลัวการสูญเสียจะทำให้ความสุขในชีวิตของตนเองสูญหายไป เป็นผลให้ พวกเขาไล่ตามเป้าหมายมากเกินไปในเวลาเดียวกัน และบรรลุเป้าหมายเพียงเล็กน้อย หรืออาจไม่บรรลุเป้าหมายเลย

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจดจำ มันไม่สำคัญหรอก หากบางสิ่งบางอย่างไม่สามารถใช้ได้กับคุณ เพราะการเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม (นั่นคือ เหตุผลที่คนจำนวนมากล้มเหลว –เช่น ผู้ที่สูญเสียความสามารถในการเดิน การมอง เป็นต้น และ ผู้ที่ไม่ได้ใจแคบ เกี่ยวกับการสูญเสียของตนเอง แต่ เปิดใจกว้างในการยอมรับและมีความสุขในสิ่งที่ยังคงอยู่ มีความสุขเท่าเทียมกันเหมือนผู้ที่ไม่เคยมีการสูญเสียเหล่านี้มาก่อน)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คุณอาจอยากมีสิ่งต่างๆได้จำนวนมากมายมหาศาล มากกว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตที่สงบสุข ดังนั้น จึงไม่ได้รับกำลังใจ และไม่สามารถมีทุกสิ่งตามที่ต้องการได้ เพื่อเห็นแก่พระเจ้า อย่าไร้ความรู้สึกในการเลือก นั่นคือ สิ่งที่ไร้สาระ และไม่ก่อให้เกิดผล ทำต่อไปกับการตัดสินใจเลือกของตนเอง

อีกวิธีหนึ่ง ในการบรรลุเป้าหมาย คุณจะต้องจัดลำดับความสำคัญ และการปฏิเสธทางเลือก (เพื่อให้คุณมีเวลา และพลังงานที่จะติดตามสิ่งที่ดีกว่า เวลาอาจเป็นปัจจัยจำกัดที่สำคัญ ผ่านการยกระดับ คุณจะสามารถลดข้อจำกัดของเวลาได้)

เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องไม่เกิดความสับสนระหว่าง เป้าหมาย และ ความปรารถนา

เป้าหมาย คือ สิ่งที่คุณต้องการที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ขณะที่ ความปรารถนา เป็นสิ่งที่คุณต้องการ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ป้องกันคุณจากการเข้าถึงเป้าหมาย ตามที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ ความปรารถนาโดยทั่วไปเป็นผลที่ตามมาในลำดับแรก ยกตัวอย่างเช่น เป้าหมายอาจอยากมีสมรรถภาพทางกาย ขณะที่ ความปรารถนา คือ การกระตุ้นให้กินอาหารรสชาติอร่อย ไม่ดีต่อสุขภาพ (เป็นผลลัพธ์ในลำดับแรก) ที่อาจส่งผลเสียต่อการบรรลุเป้าหมาย ดังนั้น ในแง่ของผลลัพธ์ เป้าหมายเป็นสิ่งที่ดี และความรารถนาเป็นสิ่งที่ไม่ดี

อย่าเข้าใจผิด ผมเชื่อว่า คุณสามารถเลือกติดตามเป้าหมายใดๆตามที่คุณต้องการ ตราบเท่าที่คุณพิจารณาถึงผลที่จะตามมา ดังนั้น ตามตัวอย่างนี้ ผมคิดว่า มันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตนเองในการสร้างเป้าหมายให้สามารถสนุกเพลิดเพลินไปกับการกินอาหารอร่อย อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพหากทางเลือกนี้ จะนำไปสู่สิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริง ตามที่กล่าวไปก่อนหน้า หากคุณต้องการเป็นจอมขี้เกียจ นอนดูแต่โทรทัศน์ ก็ได้ ไม่มีปัญหา จริงๆ แต่หากนั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ จะดีกว่าถ้าไม่เปิดถุงมันฝรั่ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความล้มเหลวในการสร้างความแตกต่าง ระหว่างเป้าหมายและความปรารถนาจะนำคุณไปในทิศทางที่ผิด เพราะมีแนวโน้มในการทำลายสิ่งที่ต้องการ ซึ่งจะทำลายความสามารถในการบรรลุสิ่งที่ต้องการมากขึ้น โดยสรุป คุณสามารถติดตามอะไรก็ได้ ตามที่ปรารถนา เพียงให้แน่ใจว่า คุณรู้ผลที่ตามมาของการกระทำ

เหตุผลอื่นๆที่คนทั่วไปล้มเหลวในขั้นตอนนี้ คือ การมองไม่เห็นเป้าหมายของตัวเอง เนื่องจากหมกมุ่นอยู่กับงานกิจวัตรประจำวัน

หลีกเลี่ยงการกำหนดเป้าหมายตามสิ่งที่คุณคิดว่าจะประสบความสำเร็จ

ดังที่กล่าวมา ควรกระทำแต่ละขั้นตอนแยกจากกัน และชัดเจนโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นๆ ในกรณีนี้ หมายความว่าไม่ตัดโอกาสของเป้าหมาย เนื่องจากการประเมินเพียงผิวเผินสำหรับการบรรลุผลสำเร็จ เมื่อคุณกระทำเพื่อเป้าหมาย อาจต้องใช้การคิดอย่างมาก และแก้ไขแผนการต่างๆหลายๆครั้ง ตลอดช่วงเวลาในการพิจารณาเพื่อการออกแบบในขั้นสุดท้ายและกระทำตามแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น คุณจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมาย โดยไม่ประเมินว่าคุณสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้หรือไม่

ในเรื่องนี้ คุณต้องมีความเชื่อว่าคุณสามารถบรรลุทุกเป้าหมายได้จริง แม้ว่าคุณไม่ทราบวิธีการในขณะนั้น เริ่มแรก ต้องมีความศรัทธาว่านี่เป็นเรื่องจริง แต่หลังจาก การทำตามขั้นตอนนี้ และประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมาย คุณจะได้รับความเชื่อมั่น หากคุณชอบ คุณสามารถเริ่มต้นกับเป้าหมายที่ไม่ใหญ่มากนัก และจากนั้นสร้างการติดตามเพื่อให้คุณมีศรัทธา และเพิ่มแรงบันดาลใจ

เวลาที่ผมกำหนดเป้าหมาย ผมยังไม่มีความคิดว่า จะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างไร เพราะยังไม่ได้ผ่านกระบวนการคิด แต่ผมได้เรียนรู้ว่า สามารถบรรลุได้ หากผมคิดอย่างสร้างสรรค์และทุ่มเทอย่างหนัก

นอกจากนี้ ผมยังรู้ว่า ผมสามารถ โกงได้ ไม่เหมือนกับในโรงเรียน ในชีวิตจริง คุณไม่ได้มาพร้อมกับคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมด คุณสามารถถามบุคคลรอบๆตัวสำหรับการขอความช่วยเหลือ หรือแม้กระทั่งการขอให้บุคคลอื่นกระทำ ในสิ่งที่คุณทำได้ไม่ดี

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โดยทั่วไป ไม่มีเหตุผลว่าคุณไม่สามารถประสบความสำเร็จ หากคุณใช้ทัศนคติดังนี้ 1) มีความยืดหยุ่น คำตอบที่ดีมาจากบุคคลใดหรือสถานที่ใดก็ได้ และ 2) ความรับผิดชอบ โดยไม่คำนึงถึงว่าคำตอบที่ดีนั้นมาจากที่ไหน มันเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องตามหามัน

วิธีการที่ไม่ใช้ข้อแก้ตัว ช่วยให้ผมได้รับในสิ่งที่ต้องการ แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกเป้าหมายที่สามารถบรรลุผลได้ มีทั้งความเป็นไปไม่ได้ หรือเกือบเป็นไปไม่ได้ เช่น การมีชีวิตอยู่นิจนิรันดร์ หรือการบินได้ด้วยการใช้พลังแขนของตนเอง

แต่ ประสบการณ์ที่ผมได้รับ ว่าหากผมมุ่งมั่นนำความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาเป้าหมาย ผมจะคิดหาวิธีที่จะบรรลุมัน นั่นคือ เป้าหมายส่วนใหญ่จะบรรลุผล และผมไม่ได้จำกัดเป้าหมายของตนเองตามสิ่งที่ดูเหมือนจะสำเร็จในขณะที่กำหนดเป้าหมาย เป้าหมายที่กำหนดมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นมากกว่า เนื่องจาก ความพยายามในการบรรลุเป้าหมายในระดับสูงทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ผมมีความสามารถมากขึ้นในการบรรลุผลสำเร็จ ความคาดหวังที่มากขึ้น สร้างโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผมล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมาย นั่นเป็นเพียงสิ่งที่บอกตัวเองว่า ผมไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น หรือความมุ่งมั่นมากพอที่จะกระทำ และผมจะย้อนกลับมาเพื่อคิดหาวิธีการที่ต้องกระทำกับสถานการณ์เช่นนี้

การบรรลุเป้าหมายของคุณ ไม่ได้เป็นเพียงการก้าวไปข้างหน้า

อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องจัดการกับความพ่ายแพ้ ดังนั้น เป้าหมายไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่คุณต้องการและไม่มี มันอาจเป็นสิ่งที่รักษาสิ่งที่จะต้องทำ ลดอัตราการสูญเสีย หรือจัดการกับการสูญเสียที่เอาคืนไม่ได้ ชีวิตจะนำพาความท้าทายมาให้คุณ บางอย่างที่ดูเหมือนจะมีผลกระทบร้ายแรงในเวลานั้น เป้าหมายของคุณมักจะให้ทางเลือกที่ดีที่สุด การรู้ว่าคุณจะได้รับรางวัลหากคุณทำเช่นนั้น ก็คล้ายกับการเล่นกอล์ฟ บางครั้ง ก็อยู่ในแฟร์เวย์ และบางครั้งก็อยู่ในที่ขรุขระ ดังนั้น คุณจะต้องทราบวิธีในการเล่น

โดยทั่วไป การกำหนดเป้าหมายจะทำได้ดีที่สุด โดยผู้ที่มีแนวความคิดเป็นกระบวนภาพใหญ่ การสังเคราะห์ การแสดงผล และการจัดลำดับความสำคัญ แต่ สิ่งที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนของคุณ อย่าลืมว่าข่าวดีคือ ไม่จำเป็นว่า คุณจะต้องมีทักษะเหล่านี้ทั้งหมด เพราะคุณสามารถเสริมทักษะเหล่านี้ได้ด้วยความช่วยเหลือของคนอื่นๆ

โดยสรุป เพื่อให้ได้รับในสิ่งที่คุณต้องการ ขั้นตอนแรก คือ การรู้อย่างแท้จริงในสิ่งที่ตนเองต้องการ โดยไม่เกิดความสับสนระหว่างเป้าหมายกับความปรารถนา และไม่จำกัดขีดจำกัดของตนเอง เนื่องจากบางจินตนาการเกี่ยวกับอุปสรรค คุณไม่ได้วิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน

2) การระบุและไม่แบกรับปัญหา

หลังจากกำหนดเป้าหมาย คุณจะต้องคิดหาแผนหรือออกแบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และจากนั้น ต้องดำเนินการตามแผนโดยการทำตามหน้าที่ของตน ระหว่างทางในการบรรลุเป้าหมาย และดำเนินการออกแบบ คุณจะเผชิญกับปัญหาต่างๆที่ต้องทำการวิเคราะห์พิจารณา ดังนั้น การออกแบบนั้นควรสามารถ ปรับเปลี่ยนได้เพื่อนำมาจัดการกับอุปสรรค นั่นเป็นเหตุผลของการระบุปัญหาและไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ คือ โอกาสในการปรับปรุง

เมื่อใดก็ตามที่เผชิญกับปัญหา นั่นหมายถึงโอกาสในการปรับปรุงตนเอง เพื่อให้ประสบความสำเร็จ จะต้องกระทำดังนี้ 1) รับรู้ปัญหา และ 2) ไม่ทนกับปัญหา

หากคุณไม่สามารถระบุปัญหาของตนเอง ก็จะไม่สามารแก้ไขปัญหานั้นได้ ดังนั้น การก้าวไปข้างหน้าของคุณก็จะไม่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำปัญหามาสู่การวิเคราะห์

คนส่วนใหญ่ไม่ชอบทำเช่นนี้ แต่บุคคลส่วนใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จจะรู้ดีว่าพวกเขาต้องทำเช่นนี้

เหตุผลส่วนใหญ่ ที่บุคคลล้มเหลวในการระบุปัญหาของตนเอง คือ การขาดเจตจำนง หรือขาดความสามารถหรือทักษะ

ปัญหาต่างๆ อาจเป็นความจริงที่รุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่พึงประสงค์ ดังนั้น จากจิตใต้สำนึก หากมองไม่เห็นมัน ก็ย่อมจะลืมหรือมองข้ามปัญหาเหล่านั้น

การคิดเกี่ยวกับปัญหา ที่ยากต่อการแก้ไข สามารถสร้างความวิตกกังวล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า

บุคคลมักจะกังวลเกี่ยวกับการไม่มีปัญหา มากกว่าการบรรลุในผลลัพธ์ที่ตนเองปรารถนา และดังนั้น จึงหลีกเลี่ยงการตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเอง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดปัญหา ความเกลียดชังในการมองเห็นความผิดพลาดและจุดอ่อนของตนเอง มักจะเกิดขึ้น เนื่องจาก สิ่งเหล่านั้นถูกมองเป็นข้อบกพร่องที่ขัดขวางคุณ มากกว่าเป็นส่วนสำคัญของขั้นตอนการพัฒนาตนเอง

บางครั้ง คนเราก็มักไม่เข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น
บางครั้ง คนก็ยังไม่สามารถแยกแยะระหว่างปัญหาใหญ่กับปัญหาเล็ก เพราะไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ หากคุณไม่สามารถแยกแยะปัญหาใหญ่จากปัญหาเล็กน้อย คุณจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ (นั่นคือ ในทางปฏิบัติ) ในการระบุปัญหา

จำไว้ว่า คุณไม่จำเป็นต้องทำดีเลิศในทุก 5 ขั้นตอนนี้ (ในกรณีนี้ คือการระบุปัญหา) เพื่อให้ประสบความสำเร็จ คุณสามารถขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เพื่อผลักดันตนเองผ่านความเจ็บปวดในการเผชิญหน้ากับปัญหา ซึ่งการทำเช่นนั้น จะจบลงในสถานการณ์และผลลัพธ์ที่ดีกว่ามาก

ขณะทำการระบุปัญหา เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้ตรรกะและมีความเป็นกลาง

ขณะที่ ในการทำเช่นนั้นอาจเป็นการตอบสนองทางอารมณ์ การมองหาความเห็นอกเห็นใจ หรือการตำหนิคนอื่น ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ จำไว้ว่า ความเจ็บปวดที่คุณรู้สึก คือ การเติบโตจากความเจ็บปวด ที่จะผ่านมาทดสอบตัวเรา และรางวัลที่สมควรได้รับ หากเราผลักดันสิ่งเหล่านั้นออกมาได้ พยายามมองไปที่ปัญหาเฉกเช่นคนช่างสังเกต โปรดจำไว้ว่า การระบุปัญหาเป็นเหมือน การค้นหาอัญมณีที่ฝังตัวอยู่ในปริศนา หากคุณแก้ปริศนาได้ ก็จะได้รับอัญมณีนั้นซึ่งจะทำให้ชีวิตดีขึ้น การทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่การพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากเรามีตรรกะ ก็น่าจะตื่นเต้นในการค้นหาปัญหา ของตนเองเพราะการระบุปัญหา จะนำพาตัวเราเข้าใกล้เป้าหมายมากยิ่งขึ้น

คุณมีความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นดีแค่ไหน คุณมีความมั่นใจในการประเมินความสามารถของตนเองในการรับรู้ปัญหา ใช่หรือไม่ หากคุณมีความมั่นใจการประเมินตนเอง โปรดระบุเหตุผล (เช่น เพราะคุณมีประวัติบันทึก หรือ เพราะเชื่อในสิ่งที่คนอื่นๆบอกมา)

ควรมีความถูกต้องแม่นยำในการระบุปัญหา

มันเป็นสิ่งจำเป็นในการระบุปัญหาด้วยความถูกต้องแม่นยำ สำหรับปัญหาที่แตกต่างกันซึ่งมีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หากอุปสรรคนั้นเป็นปัญหาใหญ่ เราอาจไม่เต็มใจในการเผชิญหน้ากับความจริง คุณจะต้องเสริมสร้างความเต็มใจ เช่น การเริ่มจากจุดเล็กๆและ สร้างความมั่นใจให้กับตนเอง

หากปัญหาของคุณ เกี่ยวข้องกับการขาดทักษะ หรือความสามารถพิเศษ ยาแก้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การใช้บุคคลอื่นๆที่สามารถชี้ให้เห็นและมีความเป็นกลาง ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาระบุจะเป็นความจริงหรือไม่ ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการมีทักษะไม่พอ อาจแก้ได้ด้วยการฝึกอบรม ขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นจากจุดอ่อนโดยธรรมชาติ สามารถข้ามผ่านปัญหานี้ได้ด้วยความช่วยเหลือ หรือการเปลี่ยนแปลงบทบาท นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องที่สำคัญ ก็คือสาเหตุที่แท้จริงได้รับการระบุและมีการแก้ไขอย่างเหมาะสม

ยิ่งคุณมีความแม่นยำมากเท่าไหร่ ก็จะง่ายต่อการวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น รวมไปถึงการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า “คนไม่ชอบฉัน” จะดีกว่าหากระบุบุคคลที่ไม่ชอบคุณ และไม่ชอบ เนื่องจากสถานการณ์อะไร

อย่าสับสน ระหว่างปัญหากับสาเหตุของปัญหา

“ฉันนอนหลับไม่เพียงพอ” ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นสาเหตุของบางปัญหา อะไรคือปัญหาที่แท้จริง เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนระหว่างปัญหากับสาเหตุของปัญหา ลองพยายามระบุผลที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ เช่น “ฉันทำงานได้ไม่ดี เพราะฉันเหนื่อย”

เมื่อระบุปัญหาของตนเอง คุณจะต้องไม่ยอมแพ้ต่อปัญหานี้

การยอมแพ้ต่อปัญหา มีผลลัพธ์เช่นเดียวกันกับการไม่สามารถระบุปัญหาได้ แต่สาเหตุของปัญหาที่แท้จริงนั้นแตกต่างกัน การอดทนต่อปัญหาอาจเกิดขึ้นเนื่องจาก คิดว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ หรือไม่มีความใส่ใจมากพอในการแก้ไขปัญหา คนที่ยอมแพ้ต่อปัญหาจะได้รับผลที่เลวร้ายอย่างมาก เพราะไม่มีแรงบันดาลใจที่จะก้าวไปต่อ จึงไม่ประสบความสำเร็จ ในอีกกรณีหนึ่ง หากคุณมีแรงจูงใจ คุณก็ย่อมสามารถประสบความสำเร็จ แม้ว่าคุณจะไม่มีความสามารถ ( นั่นคือ ความสามารถและทักษะ) เพราะคุณสามารถขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ แต่หากคุณไม่มีแรงจูงใจในการบรรลุเป้าหมาย ไม่มีความตั้งใจในการประสบความสำเร็จ นั่นหมายถึงสถานการณ์ที่สิ้นหวัง
คุณอดทนต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้มากแค่ไหน คุณมีความมั่นใจแค่ไหนว่าการประเมินของคุณสำหรับการอดทนต่อปัญหานั้นเหมาะสม ถ้าคุณมั่นใจในการประเมินตนเอง ขอเหตุผลประกอบ (เช่น เพราะคุณมีประวัติบันทึก เพราะคุณเชื่อสิ่งที่คนอื่นๆบอก)

คนที่มีขั้นตอนการระบุปัญหาที่ดี และไม่อดทนต่อปัญหานั้น มักจะมีความสามารถในการรับรู้และสังเคราะห์ภาพที่ชัดเจนและแม่นยำ

โปรดจำไว้ว่า คุณจำเป็นต้องทำแต่ละขั้นตอนแยกจากขั้นตอนอื่นๆ ก่อนการดำเนินการขั้นต่อไป

คุณสามารถระบุปัญหา โดยไม่ต้องคิดเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาได้หรือไม่ นั่นเป็นแบบทดสอบที่ดีในการคิดสิ่งเหล่านั้นออกมา โดยไม่มีวิธีการแก้ปัญหา หลังจากที่คุณสร้างแผนภาพที่ชัดเจนของปัญหา ก็ควรจะดำเนินการในขั้นตอนถัดไป

สำหรับคำอธิบายเพิ่มเติมของการระบุปัญหา และการไม่ยอมแพ้ต่อปัญหา กรุณาอ่านเนื้อหาในส่วนหลักการจัดการ

3) การวิเคราะห์ปัญหา

การดำเนินการของคุณจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากคุณมุ่งเน้นการวิเคราะห์และออกแบบ มากกว่าการข้ามไปแก้ปัญหา

นั่นเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก สำหรับคนที่มุ่งตรงไปที่การระบุปัญหาที่ยาก เพื่อเสนอวิธีการแก้ปัญหาในเสี้ยววินาที โดยไม่ใช้เวลาสำหรับการวิเคราะห์และออกแบบวิธีแก้ปัญหา ซึ่งโดยทั่วไป การตัดสินใจที่ไม่ถูกต้องไม่สามารถบรรเทาปัญหาได้ การวิเคราะห์ปัญหาและการออกแบบ เป็นสิ่งที่จุดประกายความคิดเชิงกลยุทธ์

คุณจะต้องสงบและมีตรรกะ

เมื่อทำการวิเคราะห์ปัญหา ขณะที่ทำการระบุปัญหา อาจมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ แต่บางครั้งก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง นั่นอาจทำลายประสิทธิภาพในการตัดสินใจ ในทางตรงกันข้าม การใช้เหตุผลจะทำให้คุณดำเนินการได้ดี ดังนั้น หากคุณค้นพบว่าตนเองกำลังสะเทือนใจจากปัญหา ให้ทำในสิ่งที่คุณสามารถทำได้ เพื่อควบคุมศูนย์รวมของตนเอง ก่อนที่จะก้าวไปข้างหน้า

คุณจะต้องรู้ ต้นตอของปัญหา

สาเหตุหลัก นั้นเหมือนหลักการ เป็นสิ่งที่ชัดแจ้งในตัวเองและเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งอยู่เบื้องหลังของการกระทำที่ก่อให้เกิดปัญหา ดังนั้น คุณจะได้รับผลตอบแทนที่ดีชั่วนิรันดร์ หากคุณสามารถค้นหาตัวเองและจัดการได้อย่างเหมาะสม

เป็นสิ่งสำคัญ ในการแยกแยะต้นตอของปัญหาจากสาเหตุที่ใกล้เคียง สาเหตุใกล้เคียงมักจะเป็นการกระทำ หรือขาดการกระทำ ที่นำไปสู่ปัญหา เช่น “ฉันตกรถไฟ เพราะฉันไม่ได้ตรวจสอบตารางเวลาของรถไฟ” สาเหตุใกล้เคียงมักจะอธิบายไว้ผ่านคำกริยา ต้นตอของปัญหานี้เป็นสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังของสาเหตุใกล้เคียง เช่น “ฉันไม่ได้ตรวจสอบตารางเวลา เพราะฉันลืม” ต้นตอของปัญหามักจะได้รับการอธิบายไว้โดยคำคุณศัพท์ มักจะเป็นลักษณะเกี่ยวกับ สิ่งที่บุคคลต้องการ ซึ่งจะนำไปสู่การกระทำ หรือการเพิกเฉย

การระบุต้นตอของปัญหาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคุณสามารถกำจัดปัญหา ได้โดยการกำจัดสาเหตุนั้น กล่าวอีกแง่หนึ่ง คือ คุณจะต้องเข้าใจ ยอมรับ และมีการจัดการที่ประสบความสำเร็จด้วยความจริง เพื่อที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายของตัวเอง

การรับรู้และการเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของตนเอง และความผิดพลาดของคนอื่นที่ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ที่มีความสำคัญต่อการกำจัดปัญหา

ปัญหามากมายที่เกิดจากความผิดพลาดของบุคคล แต่คนเหล่านั้น มักพบว่ามันยากที่จะระบุและยอมรับความผิดพลาดของตนเอง บางครั้ง ก็เป็นเพราะพวกเขากำลังตาบอด แต่บ่อยครั้งที่เกิดขึ้นเพราะการเห็นแก่ตัวเอง และการมองแค่ในระยะเวลาอันสั้น ทำให้การค้นพบความผิดพลาดและจุดอ่อนของพวกเขานั้นมีความเจ็บปวด เพราะ เรามักจะผิดหวัง เมื่อความผิดพลาดเหล่านั้นระบุมาที่ตัวเรา คนส่วนใหญ่ไม่เต็มใจที่จะชี้ให้เห็นความผิดพลาดของคนอื่น ซึ่งส่งผลให้ การวิเคราะห์ วัตถุประสงค์ของปัญหาที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของบุคคลอื่น มักจะตกหล่นและขัดขวางการพัฒนาตนเอง (ตามที่ได้กล่าวไปในบทที่ผ่านมา การเรียนรู้ส่วนใหญ่มาจากการทำผิดพลาด และได้รับประสบการณ์ความเจ็บปวดจากความผิดพลาดเหล่านั้น เช่น การวางมือลงบนเตาร้อนๆ) ในขั้นตอนนี้ คนส่วนใหญ่ มักจะล้มเหลวในการก้าวหน้า เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ความแตกต่างจากผู้ที่มีชีวิตอยู่กับศักยภาพของตนเอง กับผู้ที่ไม่เต็มใจมองดูตัวเองและคนอื่นๆอย่างเป็นกลาง

จงจำไว้ว่า ความเจ็บปวด + การสะท้อนกลับ = ความก้าวหน้า

ทุกอย่างอาจไม่เป็นไปตามที่คุณคาดหวัง แต่นั่นคือสิ่งที่คุณต้องยอมรับและจัดการ ซึ่งเราต้องมองให้ออกว่าสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาคืออะไร ความผิดพลาดและจุดอ่อนของคนบางครั้งก็เป็นสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้น คุณต้องมองพฤติกรรมของตัวเองและทีมงานให้ออกว่าเป็นสาเหตุของปัญหาหรือไม่

แน่นอนว่า ปัญหาบางอย่างไม่ได้เกิดจากคนทำผิดพลาด ตัวอย่างเช่น ถ้าฟ้าผ่าจะทำให้เกิดปัญหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดของมนุษย์ ปัญหาทั้งหมด จะต้องได้รับการวินิจฉัยที่ดี ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเราควรจะทำอย่างไรกับมัน

คุณภาพที่สำคัญที่สุด สำหรับการประสบความสำเร็จในการวิเคราะห์ปัญหาคือ ความเป็นเหตุเป็นผล ความสามารถในการมองเห็นความหลากหลายของความเป็นไปได้ในหลากหลายวิธีการ และความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเอาชนะอุปสรรค จากความคิดส่วนตนโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง

สำหรับคำอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมของการวิเคราะห์ปัญหาโปรดอ่านหลักการจัดการ

ในการวินิจฉัยปัญหา วิธีการที่ควรกระทำคือ การค้นหาเกี่ยวกับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นและจุดอ่อนของตนเองและทีมงาน

คุณยินดีที่จะรับรู้สาเหตุของปัญหา เหมือนทีมงานหรือไม่

คุณสามารถเห็นและสังเคราะห์สิ่งต่างๆ เพื่อวินิจฉัยสาเหตุของปัญหาได้หรือไม่

คุณมีความมั่นใจในการประเมินความสามารถในการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องแค่ไหน

ถ้าคุณมีความมั่นใจในการประเมินตนเอง ทำไมคุณถึงมั่นใจ (เช่น เพราะคุณมีประวัติการติดตาม หรือเพราะคนที่สามารถเชื่อถือได้บอกคุณ)

4. การออกแบบแผนงาน (การกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหา)

ในบางกรณี คุณอาจจะต้องกำหนดเป้าหมายเพื่อการออกแบบแผนการที่จะพาคุณไปยังเป้าหมายเหล่านี้ ขณะที่ในกรณีอื่นๆ คุณจะพบปัญหาเกี่ยวกับวิธีการไปถึงเป้าหมายของคุณและมีการออกแบบวิธีการจัดการเพิ่มเติม ดังนั้นการออกแบบอาจจะเกิดขึ้นทั้งสองขั้นตอน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายของคุณส่วนใหญ่ มาจากการออกแบบวิธีการจัดการรากเหง้าของปัญหา ปัญหาเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา เพราะเราจะได้กำจัดเพื่อนขับเคลื่อนผลลัพธ์ไปข้างหน้า

การสร้างสรรค์ออกแบบแผนงาน เปรียบเสมือนการเขียนบทภาพยนตร์ ที่คุณต้องจินตนาการและมองเห็นตลอดทั้งเส้นทางที่คุณจะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้

การมองเห็นเป้าหมายและปัญหา เพื่อการกำหนดแนวทางในการแก้ไขเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ คิดจัดการทีละปัญหาเหมือนเครื่องจักรที่ผลิตแต่ละเครื่อง จากนั้นลองคิดวิธีการที่จะทำให้เครื่องจักรนั้นผลิตสิ่งที่ดีออกมา มีหลากหลายวิธีที่คุณสามารถใช้แก้ปัญหา แต่คุณควรเลือกวิธีที่ดีที่สุด

แต่การออกแบบที่มีประสิทธิภาพต้องใช้ความสามารถในการทำให้มองเห็นภาพ เรื่องราวที่จะพาคุณเคลื่อนจากจุดเริ่มต้น และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามลำดับในอนาคตที่จะนำคุณไปสู่เป้าหมาย คุณควรจะเห็นภาพแผนการทำงานนี้เป็นเสมือนการดูหนังที่มีการเชื่อมต่อกันของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

แล้วเขียนลงแผนเพื่อให้คุณไม่ลืม รวมถึงรู้ว่าใครควรจะทำอะไร เมื่อไหร่ รายการงานที่ต้องทำจะมาจากเรื่องราวหรือแผนของเรา แต่ทั้งสองอย่างมีความต่างกัน กล่าวคือ เรื่องราวหรือแผนจะเชื่อมต่อคุณกับเป้าหมาย คุณจะต้องไม่ลืมเป้าหมายในขณะที่คุณทำงาน แต่รายการงานที่ต้องทำต้องมีการมองแผนการก่อนหน้าและหลังว่ามีผลอย่างไร ซึ่งผมใส่ไว้ในหลักการของการจัดการของผม (ส่วนที่ 3)

เมื่อมีการออกแบบแผนของคุณ ซึ่งเป็นการคิดเกี่ยวกับระยะเวลาของงานที่เชื่อมต่องานต่างๆเข้าด้วยกัน แล้วเขียนรายการออกมาและปรับแต่งให้เหมาะสม นี่คือการพัฒนาแบบวนลูปซ้ำอย่างหนึ่งที่สลับกันระหว่างการเขียนขั้นตอนงานแบบกว้างและแบบกำหนดเวลาเสร็จสิ้นชัดเจน (ภายในสองสัปดาห์ต่อจากนี้ จะมีเจ้าหน้าที่สรรหาบุคคลเข้ามาใหม่) ซึ่งอาจเกิดผลกระทบ (เช่น ต้นทุน เวลาและอื่นๆ) สิ่งเหล่านี้จะนำคุณไปสู่การออกแบบงานที่ทำร่วมกันได้ดีขึ้น การกำหนดความเป็นไปได้ (เช่น ใครจะทำอะไร เมื่อไหร่) จะช่วยให้คุณเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้นและสามารถลงรายละเอียดได้เช่นกัน รวมถึงช่วยให้คุณและทีมงานสามารถเขียนรายการที่ต้องทำและกำหนดวันเสร็จสิ้นได้ดีอีกด้วย

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกสิ่งจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ทั้งหมด ในกรณีเช่นนี้ เราต้องถามตัวเองว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเราสามารถยอมรับได้หรือไม่ นี่คือมุมมองที่จำเป็น รวมถึงการพูดคุยกับทีมงานก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การที่แผนไม่เป็นไปตามที่วางไว้ การแก้ไขต้องใช้เวลา และคุณอาจจะต้องคิดให้มากขึ้นกว่าเดิม หรือขอคำแนะนำจากคนที่เชื่อถือได้ เพื่อให้สามารถทำได้ตามแผน หรืออาจจำเป็นต้องลดเป้าหมายของคุณลงก็เป็นได้

เราไม่ได้ใช้เวลานานในการออกแบบแผนที่ดี อาจเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงแล้วขยายออกเป็นวันหรือสัปดาห์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้ในการดำเนินการทั้งหมด แต่การออกแบบกลับมีความสำคัญมากๆ เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดว่าคุณจะต้องทำอะไรเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ออกมา คนส่วนมากมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับขั้นตอนนี้ แต่มักจะหมกมุ่นกับการทำงานมากกว่า กระบวนการนี้จะมีการอธิบายในรายละเอียดในส่วนหลักการจัดการของผม

คนที่ประสบความสำเร็จในขั้นตอนนี้จะมีความสามารถในการมองเห็นภาพและเข้าใจการปฏิบัติของวิธีการทำงานจริงๆ จำไว้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติทั้งหมดเหล่านี้ ถ้าคุณมีคนที่ช่วยคุณได้

คุณมีความสามารถในการมองเห็นภาพแผนการของคุณได้ดีแค่ไหน

คุณมีความมั่นใจแค่ไหน ในการประเมินความสามารถของการทำงานของคุณ

หากคุณมีความมั่นใจในการประเมินตนเอง ทำไมคุณถึงมีความมั่นใจแบบนั้น (เช่น เพราะคุณมีแสดงให้เห็นถึงการติดตามรายการงานของคุณ หรือมีหลายคนบอกคุณ ฯลฯ )

5. ปฏิบัติภารกิจ

คุณและทีมงาน ต้องทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นักวางแผนที่ดี มักจะไม่ให้แผนออกนอกเส้นทางในการบรรลุเป้าหมาย คุณต้องทำให้เป้าหมายของคุณเกิดขึ้นจริงให้ได้ ซึ่งต้องอาศัยความมีวินัย ผมเชื่อว่าความสำคัญของการทำงานที่ดี คือการประเมินงานนั้นๆ หนังสือหลายเล่มถูกเขียนเกี่ยวกับลักษณะพฤติกรรมของการทำงานที่ดี อย่างไรก็ดี คุณจำเป็นต้องรู้ว่าในแต่ละวันคุณจะต้องทำอะไรบ้าง และมีวินัยกับตัวเอง คนที่ทำงานออกมาได้ดีมักจะมีลิสต์รายการงานที่ต้องทำ รวมถึงมีการจัดลำดับความสำคัญที่ต้องทำให้เสร็จก่อนอีกด้วย ในทางตรงกันข้าม คนที่ทำงานไม่ดี มักจะไม่มีลิสต์รายการงาน และไม่มีการจัดลำดับความสำคัญสิ่งที่ต้องทำก่อนหลัง และมักจะทำในงานที่อยากทำหรือทำได้เท่านั้น

คุณและทีมงานควรมีการติดตามแผนที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง และควรสร้างมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน คุณอาจจะต้องให้คนที่มีความสามารถมากกว่า มาช่วยในการประเมินผลงานของคุณและทีมงานด้วย ถ้าไม่ผ่าน คุณก็จะได้วิเคราะห์หาสาเหตุและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

คนที่ทำงานได้ดี จะทำงานตามแผนอย่างเคร่งครัด และมีวินัยในตัวเองอย่างมาก รวมถึงจะมีการทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับในการจัดการงานแต่ละอย่างในแต่ละวัน พวกเขาจะมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ และนำตัวเองก้าวข้ามผ่านขีดความสามารถของตนเองเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น ถ้าพวกเขาพบว่างานใดงานหนึ่งทำให้ผลลัพธ์ผิดไปจากแผนที่วางไว้ ก็จะทำการวิเคราะห์และหาวิธีแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามแผนเดิม

ถ้าคุณทำได้ไม่ดีในขั้นตอนนี้คุณควรหาตัวช่วย คนที่มีความคิดสร้างสรรค์และทำได้ดีในขั้นตอนอื่นๆก็อาจจะล้มเหลวได้ ถ้าพลาดในขั้นตอนนี้เพราะพวกเขาไม่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้ แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับความเชื่อถือในงานอย่างยิ่งยวด

สำหรับคำอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมของการทำสิ่งที่คุณวางแผนไว้ กรุณาดูในส่วนหลักการจัดการ

คุณมีวิธีการที่ดีอย่างไร ในการทำงานของคุณให้สำเร็จ

คุณมีความมั่นใจแค่ไหน ในการประเมินความสามารถของการทำงานของคุณ

หากคุณมีความมั่นใจในการประเมินตนเองของคุณ ทำไมคุณถึงมีความมั่นใจแบบนั้น (เช่น เพราะคุณมีแสดงให้เห็นถึงการติดตามรายการงานของคุณ หรือมีหลายคนบอกคุณ ฯลฯ )

ความสัมพันธ์ระหว่างขั้นตอนเหล่านี้

การออกแบบและงานที่ทำต้องทำให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้ หรือจะพูดว่าเป้าหมายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ควรได้รับการออกแบบและทำให้สำเร็จ นั่นเอง ดังนั้นคุณต้องไม่ลืมว่าทั้งสองสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกันอยู่ ผมเห็นหลายคนที่รู้สึกดีกับงานที่ตัวเองทำจนลืมนึกถึงเป้าหมาย ผลคือพวกเขาล้มเหลว ดังนั้น การที่คุณจะประสบความสำเร็จได้ เป้าหมายของคุณต้องติดตราตรึงอยู่ในใจเสมอ และรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างงานและเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงการบรรลุเป้าหมายนั่นเอง คุณต้องถามตนเองว่า เหตุใดคุณถึงต้องให้งานที่คุณทำสัมพันธ์กับเป้าหมายของคุณ

การทำงานงานทั้ง 5 ขั้นตอนที่กล่าวมาแล้วนั้น ควรได้รับการทำซ้ำไปเรื่อยๆ เมื่อคุณสำเร็จในขั้นตอนหนึ่ง คุณก็ต้องหาข้อมูลที่จำเป็นในการทำหรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สำหรับขั้นตอนต่อๆไป

ในกรณีที่มีการปรับเปลี่ยน เป้าหมายควรถูกปรับเปลี่ยนให้น้อยที่สุด รองลงมาคือการออกแบบและงานที่ต้องทำ ตามลำดับ การออกแบบและงานที่ต้องทำมักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เนื่องจากมีการประเมินเป้าหมาย แต่การเปลี่ยนเป้าหมายเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ผมมักจะหาคนที่มีความสามารถในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้ และยังคงมีวิสัยทัศน์ในการทำงานที่ดี เพราะจะทำให้เขามีความมุ่งมั่นมากพอที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้

จุดอ่อนจะไม่สำคัญเลย ถ้าคุณพยายามหาทางแก้ไขมัน

สิ่งที่ผมจะแนะนำคือ คุณต้องถามตัวเองว่าคุณต้องการอะไร “ความจริงคืออะไร” แล้วถามต่อว่า คุณควรจะทำยังไงกับมัน ถ้าคุณถามและตอบตัวเองอย่างตรงไปตรงมา คุณจะสามารถขับเคลื่อนกระบวนการให้เข้าถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น และกำจัดคำว่า ทำไม่ได้ ออกไปจากชีวิตคุณ

สิ่งที่สำคัญคือ คุณต้องหาจุดอ่อนที่ขัดขวางให้เจอ

อย่างที่ผมบอก ทุกคนล้วนมีจุดอ่อน แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคนที่สำเร็จและคนที่ล้มเหลวคือ คนที่สำเร็จเลือกที่จะค้นหาจุดอ่อนของตัวเองและจัดการมัน แต่คนล้มเหลวกลับมองข้ามจุดนี้ไป

เหตุผลที่ทำให้คนมองเห็นข้อด้อยของตัวเองได้ยาก มีสองเหตุผล คือ เหตุผลแรก คนส่วนใหญ่มักจะไม่มองหาจุดอ่อนของตัวเอง เพราะมีอุปสรรคด้านความคิดในตัวตนสูง พวกเขาคิดว่าจุดอ่อนคือความเจ็บปวด และสังคมภายนอกจะมองว่าไม่ดี อย่างที่ผมบอก เราจะทำงานได้มีประสิทธิผลมากขึ้น ถ้าเรามองว่าสิ่งไหนคือความจริงต่างหาก ซึ่งก็คือ คนทุกคนล้วนมีจุดอ่อน และควรจัดการมันเพื่อบรรลุผลสำเร็จให้ได้

เหตุผลที่สองคือ การมีจุดอ่อนดูเหมือนการสูญเสียความรู้สึก ถ้าคุณไม่สามารถทำให้มองเห็นได้ว่ามันคืออะไร ก็ยากที่คุณจะยอมรับว่ามีมันอยู่

สำหรับทั้งสองเหตุผล คือการที่มีคนบอกคุณว่าคุณพลาด แม้ว่าสิ่งสำคัญของคุณคือความก้าวหน้าต่างหาก เมื่อคุณพบกับความเจ็บปวด พยายามจดจำไว้เสมอว่าคุณสามารถจัดการมันได้ และเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือจากทีม และยืนหยัดในวิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายของคุณให้จงได้

คุณคิดว่า อะไรคือจุดอ่อนที่ขัดขวางวิธีการที่จะบรรลุความสำเร็จมากที่สุด

คนที่ไม่ได้รับสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือคนที่ล้มเหลวหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งในห้าขั้นตอน การมีจุดอ่อนในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง จะไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณ ถ้าคุณรู้จักขอความช่วยเหลือเพื่อชดเชยจุดอ่อนนั้นในตัวคุณ ยกตัวอย่างเช่น คนที่กำหนดเป้าหมายได้ดีเยี่ยม แต่ทำงานได้แย่ จะประสบผลสำเร็จได้ ถ้าเขาทำงานร่วมกับคนที่กำหนดเป้าหมายได้ไม่ดี แต่มีการทำงานที่ดี วิธีง่ายๆในการค้นหาจุดอ่อนของตัวเองคือ 1. มองสิ่งที่คุณทำล้มเหลว 2. รับฟังความคิดเห็นจากคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว

เพราะผมเชื่อว่า คุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ถ้าคุณทำตามทั้ง 5 ขั้นตอนเป็นอย่างดี ถ้าคุณไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ คุณก็สามารถใช้ 5 ขั้นตอนนี้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งสิ่งแรกที่คุณควรทำคือ ระบุขั้นตอน ต่อมาคือสังเกตสิ่งที่ต้องการเพื่อบรรลุขั้นตอนนั้นๆ และสุดท้าย ระบุสิ่งที่คุณพลาดออกมา

ในการทำซ้ำขั้นตอนทั้งห้านั้น ผมเชื่อว่าในแต่ละขั้นตอนจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติในแต่ละส่วนต่างๆ แตกต่างกันไปดังนี้

ขั้นตอนไหนคุณมีปัญหามากที่สุด?

คุณสมบัติใด ที่คุณคิดว่าคุณจำเป็นต้องการเพิ่มคุณภาพเข้าไป?

5 ขั้นตอนสำหรับการบรรลุเป้าหมายที่คุณต้องการโดยสังเขป คือ

ค่านิยม ->1. เป้าหมาย ->2. ปัญหา ->3. การวินิจฉัย -?4. การออกแบบ ->5. ปฏิบัติ

ค่านิยมของคุณจะกำหนดสิ่งที่คุณต้องการนั่นคือ เป้าหมายของคุณ ในความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมาย คุณจะพบปัญหาที่ต้องได้รับการวินิจฉัย แต่หลังจากการพิจารณาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาเหล่านี้คุณสามารถออกแบบแผนการเพื่อรับมือได้ เมื่อคุณมีการวางแผนที่ดี คุณต้องรวบรวมวินัยในตัวเองเพื่อที่จะทำสิ่งที่จะต้องทำตามแผนเพื่อให้ประสบความสำเร็จ โปรดทราบว่ากระบวนการนี้เริ่มต้นด้วยค่านิยมของคุณ ขณะที่ขั้นตอนเหล่านี้จำเป็นต้องมีความสามารถที่แตกต่างกัน คุณไม่จำเป็นต้องทำได้ดีทั้งหมดด้วยตัวคุณเอง แต่ คุณจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรคือจุดอ่อนและวิธีการชดเชยจุดอ่อนของคุณคืออะไร คุณจะต้องปล่อยวางความยึดมั่นในตัวเองลง และหาความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วย

ในขณะที่คุณออกแบบและดำเนินการตามแผนของคุณเพื่อบรรลุเป้าหมาย คุณอาจจะต้องหาตัวช่วย

ชีวิตก็เหมือนเกมส์ ที่คุณต้องก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อไปยังเป้าหมายของคุณ

คุณจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณฝึกเล่น และทุกชุดของตัวเลือกที่คุณเลือก ล้วนมีผลต่อชัยนะของคุณทั้งนั้น

คุณมีอิสระในการเลือกทำสิ่งที่คุณต้องการ แต่ผลจะออกมาดีที่สุด เมื่อคุณมีสติในการเลือกทำในสิ่งที่มีผลกระทบต่อเป้าหมายของคุณ

ความเจ็บปวดจากปัญหาที่เกิดขึ้น บ่งบอกว่าคุณควรจะหาทางแก้ไขมากกว่าการหาเหตุผลว่าทำไม่ถึงทำไม่ได้ และไม่ควรเบื่อกับปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วตัวเลือกจะมาหาคุณเอง

เราทุกคนมีวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน และผลที่จะได้รับขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในแต่ละก้าวของคนนั้นด้วย

การดำเนินการจะไปได้ดี ถ้าคุณมีการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของคุณ และปรับตัวเข้ากับสิ่งเหล่านี้ให้ได้

ขณะที่ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเชิงทฤษฎีมาก แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถใช้ได้ในการใช้ชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น หลักการจัดการมีการอธิบายในส่วนถัดไป และตามหลักการที่ผมอธิบายในส่วนนี้ ดังนั้นบริดจ์วอเตอร์จะอยู่บนความเชื่อหลักที่ทุกคนมีการพัฒนาร่วมกัน วิธีที่ดีและรวดเร็วมีผลทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ (เช่น ลูกค้าของเรา ครอบครัวของเรา และอื่น ๆ ) สองสิ่งนี้มีการเชื่อมโยงกัน บริดจ์วอเตอร์ยังมีความเชื่อที่ว่า เราจะประสบความสำเร็จและมีความสุข ไม่เพียงแต่เราจะต้องกระทำดีเท่านั้น แต่เราต้องดำเนินการปรับปรุงในอัตราที่รวดเร็วอย่างต่อเนื่อง บริดจ์วอเตอร์ดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยความเชื่อ ว่าจะเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยม และมีการปรับปรุงในอัตราที่รวดเร็ว เราจะต้องเป็นมากกว่าของจริงและความจริง ดังนั้นเราจึงต้องเอาชนะอุปสรรคใดๆที่เป็นจริง และอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือความไม่เต็มใจของบุคคลที่จะเผชิญกับความผิดพลาดของตัวเองและคนอื่นๆ บริดจ์วอเตอร์อยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การทำงานล้วนมีความสำคัญต่อความสุขและความสำเร็จ ดังนั้นความสัมพันธ์ของเรา เช่น การทำงานของเราจะต้องดีเยี่ยม มีน้ำใจและมีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน นี่ไม่ได้หมายความว่า ให้เรามีความอ่อนแอกับคนอื่นๆ แต่เป็นการหลีกเลี่ยงความไม่สบายที่จะเกิดขึ้น และการยอมรับความจริงในการจัดการความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้จริง

บทต่อไปจะพูดถึงการ “หลักการ” ที่สะท้อนถึงถึงค่านิยม และ วัฒนธรรมต่าง ๆ ของ BridgeWater (ติดตาม Chapter 2 เร็ว ๆ นี้)


แปลโดย
จอมทรัพย์ (ลิงค์) สิทธิพิทยา
(Facebook: Jomzup)

  • Co Founder & CEO บริษัท Exzy
  • TEDxBangkok Speaker 2016
  • Special Lecturer ด้าน Innovation & Technology
  • Golf & Sport Lover

Effective Entrepreneurs

Work & Life Intregation for Modern Entrepreneurs

Jomzup Link

Written by

Co-Founder and CEO of Exzy Co., Ltd. Strong opinions and shared thoughts on design, business, and tech.

Effective Entrepreneurs

Work & Life Intregation for Modern Entrepreneurs