<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" version="2.0" xmlns:cc="http://cyber.law.harvard.edu/rss/creativeCommonsRssModule.html">
    <channel>
        <title><![CDATA[Stories by Miscellany on Medium]]></title>
        <description><![CDATA[Stories by Miscellany on Medium]]></description>
        <link>https://medium.com/@thosapoltira_63753?source=rss-994e433581fe------2</link>
        <image>
            <url>https://cdn-images-1.medium.com/fit/c/150/150/1*pDR95kovqG2szfLMTKpNVw.jpeg</url>
            <title>Stories by Miscellany on Medium</title>
            <link>https://medium.com/@thosapoltira_63753?source=rss-994e433581fe------2</link>
        </image>
        <generator>Medium</generator>
        <lastBuildDate>Sat, 16 May 2026 09:41:11 GMT</lastBuildDate>
        <atom:link href="https://medium.com/@thosapoltira_63753/feed" rel="self" type="application/rss+xml"/>
        <webMaster><![CDATA[yourfriends@medium.com]]></webMaster>
        <atom:link href="http://medium.superfeedr.com" rel="hub"/>
        <item>
            <title><![CDATA[การได้มีชีวิตอยู่…ถือเป็นชัยชนะ?]]></title>
            <link>https://medium.com/@thosapoltira_63753/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0-19111815c604?source=rss-994e433581fe------2</link>
            <guid isPermaLink="false">https://medium.com/p/19111815c604</guid>
            <category><![CDATA[บันทึก]]></category>
            <category><![CDATA[เรื่องเล่า]]></category>
            <category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>
            <dc:creator><![CDATA[Miscellany]]></dc:creator>
            <pubDate>Wed, 11 Dec 2024 17:34:32 GMT</pubDate>
            <atom:updated>2024-12-14T02:57:44.226Z</atom:updated>
            <content:encoded><![CDATA[<figure><img alt="จงมีชีวิตอยู่ต่อไป" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/0*p4SxbfVBAK_abT-G" /><figcaption>Photo by <a href="https://unsplash.com/@jareddrice?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Jared Rice</a> on <a href="https://unsplash.com?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Unsplash</a></figcaption></figure><p><strong>“ชีวิตยังอยู่คือชัยชนะ”</strong> เป็นประโยคที่คนส่วนใหญ่อ้างว่ามาจาก <strong>“สุมาอี้”</strong> หนึ่งในบุคคลและตัวละครอิงประวัติศาสตร์จากวรรณกรรมเรื่อง <strong>“สามก๊ก”</strong></p><p>ผมไม่ทราบแน่ชัดว่า <strong>ซือหม่าอี้</strong> (ชื่อรอง สุมาอี้) ได้กล่าวเช่นนั้นจริง ๆ ในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่รึเปล่า หรือเป็นเพียงสิ่งที่ชนรุ่นหลังตีความ แต่งเสริมเติมแต่งกันไปเอง</p><p>…ท่ามกลางความสิ้นหวังที่โหมกระหน่ำ ความกังวล ความไม่แน่นอน และความตายที่เข้ามาได้ทุกเวลา คำถามที่ผมยังหาคำตอบไม่ได้และส่งสัยในคำกล่าวที่อ้างว่ามาจาก สุมาอี้ ว่าการมีชีวิตยู่ถือเป็นชัยชนะจริง ๆ หรือเป็นแค่การหลอกตัวเองว่าเราชนะทั้งที่ร่างกายและจิตใจมันค่อย ๆ พังทลายจากข้างใน</p><p>ผมเริ่มศึกษาและอ่านวรรณกรรมสามก๊กตั้งแต่เข้าศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง สามก๊ก : โจโฉแตกทัพเรือ (Red Cliff) โดย <strong>จอห์น ว</strong>ู (John Woo) ได้เข้าฉายครั้งแรกในประเทศไทย และจุดประกายกระแส “สามก๊ก” สั้น ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว</p><p>แม้ว่าหนังเรื่องสามก๊กเวอร์ชั่นของผู้กำกับ จอห์น วู จะไม่ได้กล่าวถึงสุมาอี้เลยแม้แต่นิดเดียว อีกทั้งในวรรณกรรมที่รจนาโดย <strong>“ล่อกวนตง”</strong> หรือ <strong>“หลัว กว้านจง” </strong>ก็ใส่เรื่องราวของตัวละครนี้เพียงแค่ในช่วงท้ายของเรื่องราว จนคนอ่านบางท่านเข้าใจว่าสุมาอี้เป็นเพียงตัวประกอบที่มาเพื่อป่วนขงเบ้งยอดกุนซือของเล่าปี่เท่านั้น</p><p>ทว่าแท้จริงแล้ว…สุมาอี้ เป็นตัวละครม้ามืดที่แม้มีบทไม่มาก ผลงานไม่เท่า แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นคนรวมแผ่นดินสามก๊กให้กลับมาเป็นหนึ่งภายใต้ <strong>ราชวงศ์จิ้น</strong> อีกครั้ง</p><p>จากที่ผมลองอ่านเรื่องราวของสุมาอี้จากแหล่งอ้างอิงต่าง ๆ ภาพรวมส่วนใหญ่ล้วนไปในทิศทางเดียวกันว่า สุมาอี้ ขึ้นชื่อเรื่องความอดทน ความใจเย็น และความมีไหวพริบ</p><p>เขาไม่เคยโอ้อวด หวังชื่อเสียง ลาภยศ หรือเงินทอง แน่นอนว่าคนระดับสุมาอี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าที่ไม่สนใจทางโลก หรือเพราะคุณธรรมค้ำคอแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องของการเอาตัวรอดท่ามกลางฝูงแร้งกาที่รอคอยโอกาสรุมทึ้งยามที่เขาผิดพลาด</p><p>สุมาอี้อยู่นิ่ง ๆ พยายามไม่เป็นที่โดดเด่น ทำให้ศัตรูตายใจ แล้วหาจังหวะตวัดกระบี่ฟาดฟันอริราชให้ดับสิ้นชนิดที่สัปเหร่อขุดหลุมฝังแทบไม่ทัน ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า <em>“ข้าตวัดกระบี่แค่ครั้งเดียวก็จริง… แต่รู้ไหมว่า… ข้าลับกระบี่มาเป็น 10 ปีแล้ว”</em></p><p>เรียกได้ว่าคมในฝัก หลีกเลี่ยงการปะทะ เอาอ่อนเข้าสู่ หรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดทั้งมวลคือกลยุทธ์ที่เรียบง่ายแต่ทำได้ยากยิ่ง การยับยั้งชั่งใจ สู่กับตัวเองคือที่สุดของการแข่งขัน</p><p>ผมกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่าผมจะยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนั้นหรือไม่?</p><img src="https://medium.com/_/stat?event=post.clientViewed&referrerSource=full_rss&postId=19111815c604" width="1" height="1" alt="">]]></content:encoded>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[รีวิว Lonely Planet ไกด์บุ๊คท่องเที่ยว ในวันสิ้นยุค ไบเบิ้ลฟ้านำทาง]]></title>
            <link>https://medium.com/@thosapoltira_63753/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7-lonely-planet-%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84-%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87-21161f3ea892?source=rss-994e433581fe------2</link>
            <guid isPermaLink="false">https://medium.com/p/21161f3ea892</guid>
            <category><![CDATA[เวียดนาม]]></category>
            <category><![CDATA[เรื่องเล่า]]></category>
            <category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
            <category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
            <dc:creator><![CDATA[Miscellany]]></dc:creator>
            <pubDate>Sat, 23 Nov 2024 13:13:14 GMT</pubDate>
            <atom:updated>2024-11-23T13:13:14.291Z</atom:updated>
            <content:encoded><![CDATA[<figure><img alt="หนังสือ Lonely Planet สำหรับประกอบเนื้อหาบทความ" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/0*V0_WXAm-6X9GbdnB" /><figcaption>Photo by <a href="https://unsplash.com/@tobiastu?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Tobias Tullius</a> on <a href="https://unsplash.com?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Unsplash</a></figcaption></figure><blockquote>ข้อมูลที่พัก เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ รายละเอียดเส้นทางท่องเที่ยว ป้ายรถประจำทาง อัตราค่ารถโดยสารสาธารณะ ทริคการเดินทาง ฯลฯ ถูกแทนที่ด้วยภาพประกอบสีสันสดใส กับบทความบรรยายสถานที่ท่องเที่ยวที่แทบจะใช้ประโยชน์จริงไม่ได้เลย</blockquote><p>ขออนุญาต รีวิวหนังสือ <strong>โลนลี่แพลนเน็ต</strong> (Lonely Planet) ประเทศเวียดนาม (Vietnam) เล่มล่าสุดและเล่มสุดท้ายของผม (ฉบับตีพิมพ์ ปี 2023) หลังจากที่ลองซื้อมาอ่านหวังจะเป็นแหล่งหาข้อมูลท่องเที่ยว เกาะฟูก๊วก เวียดนามใต้ แต่พออ่านแล้วเหมือนได้แค่เสพสุทรีย์ ไร้ข้อมูลใด ๆ ที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง หรือใช้ได้ก็น้อยนิดมาก</p><p>แผนที่แต่ละแห่งเหมือนมีประดับไว้เป็นภาพประกอบ แค่ว่าสถานที่ดังกล่าวอยู่ตรงส่วนไหนของเกาะ แต่จะไปยังไง มีข้อมูลอะไรที่ควรรู้บ้าง เช่น<em> ป้ายรถประจำทาง เคล็ดลับการเดินทาง</em> เหลือไว้แต่เพียงนิทานสวยหรูของการบรรยายสถานที่นั้น ๆ เรียกว่าผิดหวังมาก แตกต่างจากหนังสือ Lonely Planet เมื่อหลายสิบปีก่อนที่ผมเคยรู้จัก</p><p>ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2014 ผมเคยใช้หนังสือไกด์บุ๊ค <strong>โลนลี่แลนเน็ต</strong> เที่ยวเมืองฮานอย-ซาปา ประเทศเวียดนามเหนือ</p><p>แม้ว่าจะเป็นหนังสือมือสองรูปเล่มยับเยินสมการใช้งาน ดูทรงแล้วเจ้าของเดิมน่าจะเปิดพลิกหน้าอ่านเยอะพอสมควร ร่องรอยปากกาและโน้ตสั้น ๆ จรดประปรายตามหน้าสถาที่เที่ยวสำคัญต่าง ๆ</p><p>ผมใช้หนังสือเล่มดังกล่าวเปิดหาที่พัก ร้านอาหาร ร่วมถึงใช้เป็นแผนที่นำทางในบางเส้นทางที่อินเตอร์เน็ตเข้าไม่ถึงหรือมีสัญญาณต่ำ</p><p>ข้อมูลที่พักมีตั้งแต่ เบอร์โทรศัพท์ เบอร์แฟกซ์ อีเมล และข้อมูลที่อยู่คร่าว ๆ ซึ่งนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลบน กูเกิ้ลแมพ ได้อย่างคล่องแคล่วลงตัว</p><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/0*L7zL9-irrS-tllWb" /><figcaption>Photo by <a href="https://unsplash.com/@julensan09?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Julentto Photography</a> on <a href="https://unsplash.com?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Unsplash</a></figcaption></figure><p>แม้ว่าภาพจะไม่คมชัดเท่ากับของปัจจุบัน แถมหน้าบางหน้าใช้วิธีถมสีฟ้า-ขาว แต่เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ถูกอัดแน่นมาให้ เรียกว่าคุ้มกว่าฉบับปัจจุบัน ที่จำหน่ายในราคาแพง โข เล่มละ 799 บาท</p><p>อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมผมถึงเลือกใช้หนังสือท่องเที่ยวหาข้อมูลแทนการเปิดอินเตอร์เน็ตซึ่งมีการอัปเดตข้อมูลได้หลากหลายกว่า</p><p>ต้องบอกก่อนว่าเหตุผลแรกคือ 1) ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือเป็นทุนเดิม และชอบหาข้อมูลจากหนังสือ และ 2) ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าข้อมูลจาก “หนังสือ” มีความเที่ยงตรงกว่าอินเตอร์เน็ต และการลำดับเนื้อหาที่สำคัญช่วยให้ผมตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปได้</p><p>ทว่าอย่างที่ผมได้บ่นไปข้างต้น ตำนานไบเบิ้ลเล่มฟ้า คู่ใจนักเดินทางทั่วโลกอย่าง Lonely Planet คงกำลังจะกลายเป็นซาก เหลือไว้เพียงตำนานของหนังสือไกด์บุ๊คเท่านั้น…</p><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/0*_E6As_64SDCp3WfP" /><figcaption>Photo by <a href="https://unsplash.com/@linkhoang?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Link Hoang</a> on <a href="https://unsplash.com?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Unsplash</a></figcaption></figure><img src="https://medium.com/_/stat?event=post.clientViewed&referrerSource=full_rss&postId=21161f3ea892" width="1" height="1" alt="">]]></content:encoded>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[นิมิตรวิกาล ของต้น “แดนดิไลออน” นักเขียนเงาจรดปากกาบันทึกเรื่องราวของมันยามค่ำคืน]]></title>
            <link>https://medium.com/@thosapoltira_63753/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%99-e3d110cf579d?source=rss-994e433581fe------2</link>
            <guid isPermaLink="false">https://medium.com/p/e3d110cf579d</guid>
            <category><![CDATA[เรื่องเล่า]]></category>
            <category><![CDATA[นิยาย]]></category>
            <category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>
            <category><![CDATA[บันทึก]]></category>
            <dc:creator><![CDATA[Miscellany]]></dc:creator>
            <pubDate>Mon, 21 Oct 2024 18:14:15 GMT</pubDate>
            <atom:updated>2024-11-23T13:23:09.197Z</atom:updated>
            <content:encoded><![CDATA[<figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/0*Hk5I0RBroFuAFsMP" /><figcaption>Photo by <a href="https://unsplash.com/@gvinevra38?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Natalia Luchanko</a> on <a href="https://unsplash.com?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Unsplash</a></figcaption></figure><p>ต้นแดนดิไลออนกำลังร้องไห้ตรงหน้าเงาของดวงจันทร์ที่สะท้อนบนผิวน้ำ…ลมอ่อน ๆ ยามวิกาลพัดผ่านบึง เกิดเป็นเกลียวคลื่นลูกเล็กสะท้อนไปมา</p><p>คืนเดือนหงายทำให้ท้องฟ้าสว่างจนพอมองเห็นทาง แต่ตรงเส้นขอบฟ้านอกสวนหลังบ้านยังคงดำมะเมื่อม ต้นแดนดิไลออนเติบโตอยู่ตรงร่องโขดหินริมบึง มันปลิวโอดอ่อนตามสายลมทุกทิศทางโดยไม่แข็งขืน</p><p>มีต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่านถัดออกไปอีกฟากของบึงใหญ่ กิ่งก้านของมันบดบังแสงจันทร์เล็กน้อย เกิดเป็นเงาตัดสลับกับลำแสงที่สะท้อนผิวน้ำวิบวับ ช่างเป็นบรรยากาศร่มรื่นย์และสงบราวกับความคิดล่องลอยผ่านกลีบเมฆ</p><p>ต้นแดนดิไลออนรู้สึกโศกเศร้า เพราะใกล้ถึงเวลาที่มันจะต้องปล่อยเกสร (ลูก ๆ) ให้ปลิวไปตามลมและเติมโตตามที่ต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นบนต้นไม้ใหญ่ เศษดินตรงรอยร้าวกำแพงกระท่อมเพิงหมาแหงนสักแห่ง หรือระเบียงบนอาพาร์ทเมนท์ชั้น 20 ในป่าคอนกรีต</p><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/0*CuEJbsfnF4CvS2NG" /><figcaption>Photo by <a href="https://unsplash.com/@antoniolio?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Matt Antonioli</a> on <a href="https://unsplash.com?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Unsplash</a></figcaption></figure><p>ต้นแดนดิไลออนจะต้องกลับมาโดดเดี่ยวอีกครั้งและรอวันเหี่ยวเฉา แต่หน้าที่ของมัน กำลังจะสิ้นสุดลง ความรู้สึกสุขใจประเดประดังเข้ามา แม้นั่นจะหมายถึงความตายที่รออยู่เบื้องหน้า</p><p>ชีวิตเล็ก ๆ กำลังจะถือกำเนิดใหม่ในแห่งหนใดก็ตามที่โชคชะตานำพา ส่วนอีกชีวิตก็ต้องดับสูญ กลายเป็นเศษซากอินทรีย์ ย้อยสลายลงบนผืนดิน ถูกลืมเลือนเหมือนไม่เคยมีตัวตนมาก่อน</p><p>พระจันทร์เดือนหงายกล่าวกับแดนดิไลออนว่า “<em>หากเธอรู้สึกเหงาก็ให้มองมาที่ฉัน… แม้เธอจะไม่อยู่ตรงนั้น แต่ฉันจะยังคงจดจำเธอเสมอ เพราะพระจันทร์จะหวนคืนกลับมาทุกทิวาตรี ตราบจนกว่าโลกจะแตกสลาย เธอสบายใจได้ เพราะฉันจะไม่มีวันลืมเธออย่างแน่นอน ฉันสัญญา…”</em></p><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/0*HeU9nkvMQ-KKzpOF" /><figcaption>Photo by <a href="https://unsplash.com/@jordansteranka?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Jordan Steranka</a> on <a href="https://unsplash.com?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Unsplash</a></figcaption></figure><p>เมื่อแดนดิไลออนได้ยินเช่นนั้นก็คลายกังวล มันเงยหน้าไปหาพระจันทร์บนท้องฟ้าที่โอบล้อมด้วยดวงดาวเล็ก ๆ นับล้านดวง ก่อนที่ลำต้นของมันจะค่อย ๆ เอนระนาบลงตรงโขดหิน</p><p>ต้นแดนดิไลออนหันไปหานักเขียนเงาที่เฝ้าสังเกตการณ์บนเนินราบไม่ไกล พร้อมกับกล่าวว่า <em>“ท่านจะจดจำฉันด้วยเหมือนกันใช่ไหม”</em></p><p>นักเขียนเงาวางปากกาลงบนกระดาษที่จดอยู่ลงบนพื้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะตอบกลับว่า <em>“ข้ายินดีที่จะถ่ายทอดเรื่องของเจ้าให้คนรุ่นอื่น ๆ ฟัง จะมีคนจดจำเจ้าไปตราบนานเท่านานที่มนุษย์ดำรงอยู่”</em></p><p><em>“อย่าลืมฉันนะ…”</em> แดนดิไลออนใช้แรงเฮือกสุดท้ายเปร่งถ้อยคำออกมาก่อนมันจะสิ้นลมหายใจ</p><img src="https://medium.com/_/stat?event=post.clientViewed&referrerSource=full_rss&postId=e3d110cf579d" width="1" height="1" alt="">]]></content:encoded>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[ตามรอย นวราตรี ฉลองชัยชนะ พระทุรคา มหาเทวีปราบมาร จากตำนานมหาภารตะ]]></title>
            <link>https://medium.com/@thosapoltira_63753/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5-%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B2-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B0-98f590db721f?source=rss-994e433581fe------2</link>
            <guid isPermaLink="false">https://medium.com/p/98f590db721f</guid>
            <category><![CDATA[ศาสนา]]></category>
            <category><![CDATA[นวราตรี]]></category>
            <category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
            <category><![CDATA[พระแม่อุมาเทวี]]></category>
            <category><![CDATA[วัดแขกสีล]]></category>
            <dc:creator><![CDATA[Miscellany]]></dc:creator>
            <pubDate>Sun, 13 Oct 2024 04:04:35 GMT</pubDate>
            <atom:updated>2024-10-13T04:16:52.600Z</atom:updated>
            <content:encoded><![CDATA[<figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/816/1*ltbz3yLBwjAWtcyI0NdYLw.jpeg" /><figcaption>ฝูงชนเข้าร่วมกิจกรรมแห่วิชัยทัศมี พระทุรคามหาเทวี</figcaption></figure><p>พิธีกรรมและเทศกาล ไม่เพียงสร้างสีสันชีวิต แต่ยังเป็นการขอบคุณธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น <strong>นวราตรี</strong> ที่ผู้คนมารวมตัวกันขอพรจาก <strong>พระแม่อุมาเทว</strong>ี เทศกาลสำคัญที่ผู้คนทั่วโลกตั้งตารอ เพื่อขอพรจากพระแม่อุมาเทวีให้ชีวิตประสบความสำเร็จ และเป็นการขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เอื้อเฟื้อต่อมนุษย์</p><p><strong>นวราตร</strong>ี <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5">(Navaratri)</a> เป็นเทศกาลสำคัญทางศาสนาฮินดูที่ชาวฮินดูทั่วโลกเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดียและเนปาล เทศกาลนี้กินเวลา 9 คืน 10 วัน เพื่อบูชาพระแม่ทุรกา ซึ่งเป็นปางหนึ่งของพระแม่ปารวตี <a href="https://dinsila.com/legends_uma.asp">(พระแม่อุมาเทวี)</a> เทวีแห่งพลังและความงาม</p><p>ตำนานเล่าขานว่า เมื่อครั้งอสูรที่มีพลังอำนาจมากมายก่อกวนโลกมนุษย์ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ จึงได้รวมพลังกันสร้างพระแม่ทุรกาขึ้นมา เพื่อกำราบอสูรตัวร้าย และพระแม่ทุรกาก็สามารถปราบอสูรได้สำเร็จในที่สุด การเฉลิมฉลองนวราตรีนับเป็นการระลึกถึงชัยชนะของพระแม่ทุรกา และเป็นการขอพรให้มีแต่สิ่งดีงามในชีวิต</p><p>ดังนั้งคำว่า <strong>“นว”</strong> ที่หมายถึง 9 และ <strong>“ราตรี”</strong> แปลว่าค่ำคืน จึงรวมกันแล้วหมายถึง 9 คืนแห่งการบูชาพระแม่ทุรกา</p><figure><img alt="ผู้ศรัทธาจับจองพื้นที่ร่วมพิธีแห่วิชัยทัศมี พระแม่อุมาเทวี" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/750/1*20Taz0Hpfk10lf98KDGp8A.jpeg" /></figure><p>ในช่วงเทศกาลนวราตรี ชาวฮินดูจะทำการบูชาพระแม่ทุรกาด้วยดอกไม้ ผลไม้ ธูปเทียน และอาหารคาวหวาน นอกจากนี้ ยังมีการร้องรำทำเพลง และจัดงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ เพื่อเป็นเกียรติแก่พระแม่ทุรกา</p><p>สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชาวไทยเชื้อสายอินเดีย ก็มีการจัดงานเฉลิมฉลองนวราตรีเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ <a href="https://thethaiger.com/th/news/1257739/"><strong>วัดแขกสีลม</strong></a> ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาฮินดูในประเทศไทย</p><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/816/1*XsfeKE_w8marQA1WqUbPTQ.jpeg" /></figure><p>อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของผู้เขียนในฐานะคนที่เข้าร่วมงานนวราตรีครั้งแรกในชีวิต สัมผัสกลิ่นอายความเชื่อของศาสนาฮินดูจริงจัง ที่ไม่ใช่แค่มาเดินชมย่านพาหุรัด หรือเข้าวัดแขกเพื่อเช็คอินที่เที่ยว แต่เป็นการอยู่ในเส้นทางแห่งพิธีกรรม ร่วมขบวนแห่วิชัยทัสมิ นั่งริมทาง ตะโกนบทสวดตามฝูงชน พร้อมกับอ้ามือรับผงกำยานและเครื่องหอมต่าง ๆ จากร่างทรง</p><p>แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกศรัทธามาก แต่อย่างน้อยการที่ผู้เขียนได้มานั่งขอพรในครั้งนี้ ก็ทำให้รู้สึกสบายใจในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งความเครียดจากการงาน ปัญหาสุขภาพ อนาคตที่ไม่แน่นอน</p><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/816/1*WUcIFCcMtJq1F6jYhuCxMg.jpeg" /></figure><p>หวังเพียงแค่ว่าพระแม่อุมาเทวีจะทรงเมตตาช่วยเหลือมนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง รับฟังคำบ่นจากเขาที่เชื่อว่าพระองค์จะทรงได้ยินและบรรเทาสารพัดปัญหาชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม… “โอม”</p><img src="https://medium.com/_/stat?event=post.clientViewed&referrerSource=full_rss&postId=98f590db721f" width="1" height="1" alt="">]]></content:encoded>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[วันหยุดวัยเด็ก เดินห้าง เดินห้าง แล้วก็เดินห้าง]]></title>
            <link>https://medium.com/@thosapoltira_63753/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-24036df37498?source=rss-994e433581fe------2</link>
            <guid isPermaLink="false">https://medium.com/p/24036df37498</guid>
            <category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
            <category><![CDATA[ท่องเที่ยวในไทย]]></category>
            <category><![CDATA[วันหยุดพักผ่อน]]></category>
            <dc:creator><![CDATA[Miscellany]]></dc:creator>
            <pubDate>Sun, 29 Sep 2024 16:44:20 GMT</pubDate>
            <atom:updated>2024-10-01T06:45:51.024Z</atom:updated>
            <content:encoded><![CDATA[<figure><img alt="เดินห้างในวัยเด็กบ่อยเกินไป เลยอยากออกไปเที่ยวธรรมชาติ อยากไปแคมปปิิ้ง" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/0*cscfgQoU0vo2wpYQ" /><figcaption>Photo by <a href="https://unsplash.com/@scottagoodwill?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Scott Goodwill</a> on <a href="https://unsplash.com?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Unsplash</a></figcaption></figure><blockquote>ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมากูไปเที่ยวน้ำตกกับที่บ้านมาด้วยล่ะ…สวยมาก แล้วเอ็งละไม่ได้ไปไหนเลยเหรอ?</blockquote><p>ย้อนกลับไปเมื่อครั้งวัยเยาว์ ครอบครัวของผมซึ่งตั้งรกรากอาศัยอยู่บริเวณใจกลางกรุงเทพมหานครฯ ย่านประตูน้ำ หนึ่งในแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของเมืองกรุง และศูนย์กลางค้าขายสินค้าและบริการต่าง ๆ มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศเดินทางมาไม่ขาดสาย โดยหนึ่งในแหล่งการค้ากระตุ้นเศรษฐกิจในยุคนั้นคงจะหนีไม่พ้น <strong>“ห้างสรรพสินค้า”</strong></p><p>“วันหยุดนี้ไปเดินห้างเวิลด์เทรดกันนะ” คำเรียกชื่อเก่าของห้างสรรพสินค้าเซนทรัลเวิลด์ในปัจจุบัน ที่พ่อของผมมักชวนอยู่เป็นประจำทุกวันหยุดสุดสัปดาห์</p><p>ห้างสรรพสินค้า…สำหรับเด็ก ๆ อย่างผม ก็ดูจะเป็นสถานที่น่าตื่นตาตื่นใจเพราะเต็มไปด้วยสารพัดสิ่งของและร้านรวงสวยงามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเอ็มเค, ฟูจิ , ฮอตพอต ฯลฯ</p><p>นอกจากนี้ ร้านแมคโดนัลด์ในเวลานั้นมักมีบ้านลูกบอลตั้งไว้หลายสาขา ทำให้การไปห้างเมื่อครั้งอดีต ไม่ได้มีแค่การช้อปปิ้งหรือเรียนพิเศษเพียงอย่างเดียว</p><p>ทว่า…พอไปหลายทริปนานวันเข้า จากทุกสัปดาห์ กลายเป็นวนเวียนซ้ำไปมาตลอดทั้งปี ผมก็เริ่มเบื่อหน่ายการเดินห้าง</p><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/0*74YI1ZT43rK5Bjr-" /><figcaption>Photo by <a href="https://unsplash.com/@itfeelslikefilm?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">🇸🇮 Janko Ferlič</a> on <a href="https://unsplash.com?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Unsplash</a></figcaption></figure><p>เมื่อถึงช่วงปิดเทอมฤดูร้อนทีไร พ่อแม่ก็มักโยนผมไปห้างบ่อยครั้ง เอะอะก็ไปกินเอ็มเคกัน ไปกินฟูจิกัน ไปกินเบอร์เกอร์คิงกัน</p><p>ผมไม่ปฏิเสธว่าเมื่อสามสิบปีก่อนร้านดังกล่าวจัดว่าเป็นความหรูหราไฮโซที่สุดเท่าที่ครอบครัวผมจะสัมผัสได้ในยุคนั้น</p><p>วัยเด็กของผมจึงมีแต่ความทรงจำที่เต็มไปด้วย ห้าง ห้าง ห้าง แล้วก็ห้าง</p><p>การนั่งรถไฟไปต่างจังหวัดเป็นยังไง กินข้าวแกงข้างทางอร่อยไหม มีภูเขาสูงแบบนี้ในประเทศไทยด้วยเหรอ ฯลฯ เป็นประสบการณ์ที่ผมแทบไม่เคยสัมผัสมาก่อนในวัยเด็ก</p><p>สำหรับทริปต่างจังหวัดที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสบ่อย ๆ มีเพียง 2 ประเภท คือ 1) ทริปบ้านทรายแก้วจังหวัดระยองของครอบครัวฝั่งพ่อ ซึ่งมักไปค้างบ้านพักฉลองเทศกาลและตามวาระสำคัญต่าง ๆ เช่น วันเกิดอาม่า และ 2) ทริปไปเยี่ยมตากับยายที่จังหวัดตากของญาติฝั่งแม่ ซึ่งแม่มักไปเมื่อคิดถึงตากับยาย หรือทะเลาะกับพ่อ</p><p>การไปเที่ยวกับครอบครัวใหญ่ผสม ไทย-จีน จึงไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่สำหรับเด็กอย่างผม</p><p>ดังนั้น การออกไปสัมผัสธรรมชาติจึงกลายเป็นเหมือนส่วนลึกในจิตใจที่ผมถวิลหามาโดยตลอด ทั้งต้นไม้ใบหญ้า ท้องฟ้าสีคราม หรือสายลมเย็นกระทบอ่อน ๆ ไม่ใช่เสาปูน แสงนีออน หรืออากาศจากเครื่องปรับอากาศ</p><p>ทว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ผมพบความจริงว่า การสัมผัสธรรมชาติอย่างที่ใฝ่ฝัน เป็นฝันที่ไกลเกินเอื้อมยิ่งกว่าเดิม</p><p>การเป็นคนกรุงที่อยากสัมผัสธรรมชาติอย่างที่วาดฝันไว้ อย่างแรกเลยคือเราต้องมี <strong>“เวลา”</strong> (และเวลาเป็นสิ่งที่ถ้าคุณมีเงินน้อยนิดก็จะซื้อเวลาได้นิดหน่อยเช่นกัน)</p><p>ผมเป็นพนักงานออฟฟิศทำงานจันทร์ถึงศุกร์ หยุดเสาร์-อาทิตย์ เงินที่เจียดมาจ่ายค่าเช่าห้อง ค่าอาหาร ค่าเดินทาง เงินสำรองยามป่วยไข้ เหลือใช้จริง ๆ เพียงหยิบมือหรือไม่ก็เดือนชนเดือน</p><p>การเดินทางที่ไม่สะดวก — ความจริงโหดร้ายอีกอย่างในเมืองเทพสร้างแห่งนี้คือ ชีวิตจะง่ายขึ้นถ้าคุณมีรถยนต์ส่วนตัว แม้ว่าเราจะมีระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ประสิทธิภาพไม่ได้เท่ากับเงินภาษีที่เสียไป และยังคงถอยหลังลงคลองอยู่มากว่าทศวรรษ</p><p>…แต่ผมขับรถไม่เป็นและพ่อก็ขายรถทิ้งในช่วงโควิด เพื่อนำเงินมาสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉิน ครั้นพอจะอยากได้รถในเวลานี้ก็ไม่มีเงินสำหรับซื้อแล้ว</p><p>หลายคนอาจตั้งคำถามว่า <em>แล้วทำไมไม่นั่งเครื่องบินหรือรถไฟไปเที่ยวละ?</em></p><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/0*qdOrGJhFut55vURF" /><figcaption>Photo by <a href="https://unsplash.com/@framemily?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">frame harirak</a> on <a href="https://unsplash.com?utm_source=medium&amp;utm_medium=referral">Unsplash</a></figcaption></figure><p>ด้วยความสัตย์จริง…แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยเด่น ๆ หลายแห่งใช้งบประมาณเกือบจะพอ ๆ กับการไปเที่ยวต่างประเทศ แม้ไม่ได้แพงมากแต่ก็ไม่ได้ถูกมากหากคุณต้องมีค่าใช้จ่ายหลายอย่างเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง</p><p>ยกตัวอย่างเช่น เมื่อไปถึงจังหวัด A คุณจะมีตัวเลือกเพียงไม่กี่อย่างในการเดินทางเที่ยวในจังหวัดนั้น ๆ คือ รถสองแถว, รถ บขส. รถสามล้อ หรือบริการเหมาจากบริษัทเอกชน ซึ่งทั้งหมดเสี่ยงถูกโกงราคาเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์</p><p>มันฟังเหมือนเรื่องโกหกกันอย่างหน้าด้าน! เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่ผมเคยไป… อยากเที่ยวสถานที่ไหน ก็แทบจะมีขนส่งมวลชนเข้าถึง หรือต่อให้ต้องเดินก็ยังสะดวกกว่าที่ไทยมาก</p><p>การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ (ที่ธรรมชาติจริง ๆ) จึงเป็นเรื่องยากในสังคมไทย เพราะมีปัจจัยเรื่องของ การทำงาน + งบประมาณ + ระยะเวลา + ครอบครัว</p><p>ทว่าความรู้สึกถวิลหาธรรมชาติไม่เคยมอดดับ แม้ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความชิ้นนี้ ก็ยังคงรอคอยโอกาสให้ปัจจัยทั้งสี่อย่างตามที่ระบุข้างต้นครบองค์ประกอบ</p><p>ผมหวังว่าตัวเองหรือผู้อ่านซึ่งโชคร้ายเข้ามาเจอข้อเขียนไร้แก่นสารราวกับผมกำลังบ่นผ่าน Medium ชิ้นนี้ จะได้ค้นพบกับธรรมชาติอันสงบสุขที่แต่ละท่านเสาะแสวงหากันด้วยนะครับ ขอบคุณครับ</p><img src="https://medium.com/_/stat?event=post.clientViewed&referrerSource=full_rss&postId=24036df37498" width="1" height="1" alt="">]]></content:encoded>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[รีวิวหนังสือ ‘จิตสำนึกแห่งพระเจ้า’ ค้นหาความหมายของชีวิต]]></title>
            <link>https://medium.com/@thosapoltira_63753/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95-e9c0f17bec9c?source=rss-994e433581fe------2</link>
            <guid isPermaLink="false">https://medium.com/p/e9c0f17bec9c</guid>
            <category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
            <category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
            <category><![CDATA[หนังสือน่าอ่าน]]></category>
            <dc:creator><![CDATA[Miscellany]]></dc:creator>
            <pubDate>Sat, 28 Sep 2024 02:34:33 GMT</pubDate>
            <atom:updated>2024-09-29T16:16:32.909Z</atom:updated>
            <content:encoded><![CDATA[<figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/1*yBBUd5QnnuENkF0iMNpIBw.jpeg" /></figure><blockquote>“…พ่อคะ หนูรู้ว่าทำไมพระเจ้าถึงสร้างเราขึ้นมา…เพราะท่านรู้สึกเหงา…”</blockquote><p><a href="https://www.matichon.co.th/book/news_1620728"><strong>IN THE MIND OF GOD : จิตสำนึกแห่งพระเจ้า</strong></a> เป็นหนังสือหมวดสารคดี ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับศาสนาจากสำนักพิมพ์มติชน เขียนโดย <strong>ดร. เจย์ ลอมบาร์ด</strong> (DR. JAY LOMBARD) นักประสาทวิทยา ถูกรจนาเป็นภาษาไทยด้วยสำนวนที่เข้าใจง่ายโดยคุณ <strong>สิรพัฒน์ ประโทนเทพ</strong> ในราคาเล่มละ 350.-</p><p>หนังสือเล่มนี้มีอะไรดีและทำไมคนที่ไม่เชื่อประเด็นด้านศาสนาอย่างผมถึงสนใจ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ผมต้องทำงาน Work From Home หลายเดือนติดต่อกันช่วงที่ไวรัสโควิด-19 เพิ่งระบาดในไทย</p><p>ชีวิตประจำวันของผมคือตื่นเช้ามาก็เปิดคอมฯ พอตกเย็นเลิกงานก็ปิดคอมฯ กลับมานอนไถโทรศัพท์แบบนี้ซ้ำไปมาอยู่เป็นประจำ จนรู้สึกว่าชีวิตวนเวียนไร้แก่นสาร</p><p>ดังนั้นผมจึงเกิดคำถามในใจว่า <strong>“เราอยู่ไปทำไม?”</strong> อะไรคือเป้าหมายของการมีชีวิต ซึ่งผมก็ได้ลองหันมาศึกษาคำสอนของศาสนาอื่น ทั้งยังเข้ารวมกิจกรรมเป็นบางครั้ง แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ได้คำตอบที่อยากได้</p><p>เมื่อหาคำตอบไม่ได้ ผมจึงรุดไปยังร้านหนังสือ ไล่นิ้วหาหนังสืออยู่ที่หมวดหมู่ศาสนา ส่องหาหนทางบนชั้นวางอันยาวเหยียดจนได้พบกับหนังสือ <strong>“จิตสำนึกแห่งพระเจ้า”</strong> ซุกตัวอยู่ติดขอบชั้นวางข้าง ๆ หนังสือปกแข็งเล่มใหญ่</p><p>ด้วยชื่อหนังสือที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า <em>พระเจ้าก็มีจิตสำนึกเหมือนกับมนุษย์เหรอ?</em> <em>อื้ม…</em>ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว ดังนั้นผมจึงตัดสินใจ้เริ่มต้นสำรวจจิตใจของพระเจ้า นับแต่นั้นเป็นต้นมาผ่านหนังสือเล่มนี้<br><br><strong>[หมายเหตุ]</strong></p><ul><li><strong><em>ดร. เจย์ ลอมบาร์ด </em></strong><em>เป็นนักประสาทวิทยา และผู้ก่อตั้ง </em><strong><em>จีโนมายด์</em></strong><em> (Genomind) ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อ พัฒนาชีวิตของผู้ป่วย ด้วยภาวะทางจิตเวช และประสาทวิทยาให้ดีขึ้น</em></li><li><em>ผู้แต่งได้ชี้แจงเอาไว้ว่า </em><strong><em>“พระเจ้า”</em></strong><em> ในที่นี้ </em><strong><em>ไม่ได้หมายถึงลัทธิความเชื่อใด ๆ</em></strong><em> แต่เป็นการกล่าวถึงบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ และข้อมูลต่างๆ ในหนังสือ </em><strong><em>ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้นำไปใช้แทนคำแนะนำรักษาโรคจากแพทย์</em></strong></li></ul><p>โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ที่ดูจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งภาวะอดอยาก สงครามเศรษฐกิจ ความขัดแย่งในแต่ละพื้นที่ ฯลฯ</p><p>แม้ว่าเราจะมีหลักเกณฑ์ทางวิทยศาสตร์และนวัตกรรมที่ทันสมัยในการใช้ชีวิต นั่นก็ไม่อาจเติมเต็มช่องว่างภายในจิตใจถึงคำถามสุดคลาสสิกที่ว่า <em>“ชีวิตคืออะไร มีความหมายและสำคัญต่อเราอย่างไรบ้าง?”</em></p><p>เมื่อ <strong>“เหตุผล”</strong> ไม่สามารถเยียวยาความทุกข์หรือให้คำตอบแก่ทุกสิ่ง และ <strong>“ศรัทธา”</strong> ที่งมงายก็มีแต่จะพาเราหลงทาง หลงลืมความเป็นจริงในสังคม</p><p>ดร. เจย์ ลอมบาร์ด นักประสาทวิทยา ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่เขาต้องพานพบกับผู้ป่วยซึ่ที่มีภาวะความผิดปกติทางสมองมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ <strong>“โรคอัลไซเมอร์”</strong> ซึ่งได้จุดประกายเขาให้ตั้งคำถามถึง <strong>“ความมีตัวตน”</strong> หากสมองไร้ซึ่งความทรงจำใด ๆ และค่อย ๆ สูญสลายไปตามกาลเวลา</p><p>เราในฐานะภาชนะของความทรงจำก็จะไม่ต่างอะไรกับร่างกายที่ว่างเปล่า คำถามคือแล้วมันมี <strong>อะไร / สิ่งใด</strong> อยู่ในช่องว่างของความว่างเปล่านั้น</p><p>เราสามารถเรียกสะภาวะนี้ว่าเป็น <strong>“นิพาน”</strong> ตามหลักพุทธศาสนาได้หรือไม่ หรือมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า คอยกำหนดความเป็นปัจเจกบุคคล โดยที่เราไม่รู้ตัว?</p><p>หนังสือเล่มนี้จะพาเราดำดิ่งสู่ห้วงความคิดและสำรวจ <strong>“จิตสำนึกแห่งพระเจ้า”</strong> ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของ ดร. เจย์ ลอมบาร์ด ในการพยายามค้นหาจุดเชื่อมโยง ระหว่าง <strong>เหตุผล</strong> กับ <strong>ศรัทธา</strong> ที่มนุษย์ตั้งคำถามมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่เราวิวัฒนาการให้ตระหนักถึงตัวเอง</p><p>ภายในตัวบทต่าง ๆ ของหนังสือ ประกอบไปด้วยชุดคำถามหลายแบบไม่ว่าจะเป็น <em>พระเจ้ามีอยู่จริงไหม? , มนุษย์มีจิตวิญญาณหรือไม่? , มนุษย์มีอะไรที่พิเศษกว่าสัตว์อื่นบ้าง?, ทุกสิ่งอย่างล้วนถูกกำหนดล่วงหน้า หรือเราสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง?, ความหมายของการมีชีวิต, ความชั่วร้ายกับพระเจ้าคือสิ่งเดียวกัน?, อะไรคือนิยามของชีวิตหลังความตาย?</em></p><p>ดร.เจย์ ได้อธิบายข้อสงสัยเหล่านี้ผ่านเคสคนไข้โรงทางประสาท และผลการวิจัย ประกอบกับมุมมองส่วนตัวของเขา เช่น ผลการสแกนสมองของนักบวชศาสนาพุทธขณะนั่งสมาธิ และแม่ชีนิกายคาทอลิกระหว่างสวดมนต์ พบว่าทั้งคู่มีคลื่นสมองอยู่ในระดับ สงบ และการทำงานของสมองในส่วนของการรับรู ความเห็นอกเห็นใจ และเมตตาต่อผู้อื่น ก็ประสานไปพร้อม ๆ กัน</p><p>ทำไมกลไกที่ซับซ้อนเหล่านี้ จึงตอบรับกับกิจกรรมทางศาสนาได้แบบอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติ?</p><p>นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอีกมากมายในเชิงปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ที่เกิดขึ้นใหม่เรื่อย ๆ จนเป็นข้อถกเถียงอันไม่รู้จบ เฉกเช่นความเป็น <strong>“นิรันด์”</strong> ของพระเจ้า ที่แม้ชั่วชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลก ก็ไม่อาจพบกับคำตอบที่แท้จริง เป็นความลี้ลับชวนให้ศึกษาต่อไปไม่จบสิ้น</p><p>THE MIND OF GOD จัดเป็นหนังสือประเภทสารคดี หมวดศาสนา ที่ไม่ได้ชักชวนเราให้เชื่อตาม หรือพยายามชี้นำคล้ายกับกลุ่มลัทธิ แต่เป็นการตั้งคำถามถึงประเด็นด้านความศรัทธา จากนักประสาทวิทยา ที่ขึ้นตรงความคิดต่อข้อมูลที่ตนได้รับอย่างซื่อสัตย์ ทว่ากลับเป็นความย้อนแย้งอย่างน่าสนใจ เมื่อ <strong>เหตุผล</strong> และ <strong>ศรัทธา</strong> เริ่มมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น</p><p>หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะสำหรับ ใครก็ตามที่กำลังตั้งคำถามถึงบทบาท แก่นแท้ของศาสนา และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ที่ไม่ใช่เพียงหลักคำสอน ในการใช้ชีวิตทั่วไปอย่างเดียว</p><p>อย่างไรก็ตามนักประสาทวิทยาท่านน ี้ยังได้วิจารณ์ผู้รู้ศาสนาบางคนที่หลงลืมไปว่า แท้จริงแล้วตนมีหน้าที่ในการเติมเต็มจิตวิญญาณของมนุษย์ มากกว่าที่จะชี้นำผู้คนให้เชื่อในความอภินิหาร หรือสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างงมงาย</p><p>นักวิทยศาสตร์เองก็ไม่ควรยึดมั่นในการหาคำตอบจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว อย่างที่ในหนังสือได้ยกบางประโยคจากเรื่อง เจ้าชายน้อย ที่กล่าวว่า</p><blockquote><em>“สิ่งสำคัญที่สุด อาจมองไม่เห็นได้ด้วยตา”</em></blockquote><p>ผมเองก็จัดว่าเป็นคนประเภทที่ <em>ไม่สนใจศาสนาของมนุษย์ แต่ก็ไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า</em> เพราะหลังจากที่ได้อ่านจนจบ ก็ทำให้ผมเริ่มคิดได้ว่ามีหลายสิ่งอย่าง ที่น่าอัศจรรย์ภายในตัวเรามากมาย เกินขอบเขตความเข้าใจ และรู้สึกได้ว่า <strong>“พระเจ้า”</strong> ที่แท้จริงไม่ได้หายไปไหน แต่ท่านเป็นความสวยงามของธรรมชาติ หรือกระทั่งความอลมาน พังพินาศอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นบนโลก</p><p>ท่านอาจเป็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ยามเมื่อเราจ้องมองไปยังเบื้องบนชมแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าลอดผ่านกิ่งไม้กระทบกับผืนน้ำ หรือช่วงเวลาสั้น ๆ ณ มุมหนึ่งในจิตใจ ที่เราปราถนาดีกันและกัน</p><p>เป็นไปได้ว่าพระเจ้าที่แท้จริงนั้นได้สะท้อนตัวตนของท่านออกมา ผ่านการรับรู้จากระบบประสาทอันน่าทึ่งที่ถูกรังสรรค์อย่างยอดเยี่ยมในตัวมนุษย์</p><img src="https://medium.com/_/stat?event=post.clientViewed&referrerSource=full_rss&postId=e9c0f17bec9c" width="1" height="1" alt="">]]></content:encoded>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[ทำงาน ทำงาน ทำงาน แล้วก็ตาย]]></title>
            <link>https://medium.com/@thosapoltira_63753/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2-b83b15315ee8?source=rss-994e433581fe------2</link>
            <guid isPermaLink="false">https://medium.com/p/b83b15315ee8</guid>
            <category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
            <category><![CDATA[ศาสนาคริสต์]]></category>
            <category><![CDATA[ศาสนา]]></category>
            <category><![CDATA[ปรัชญาชีวิต]]></category>
            <category><![CDATA[ศาสนาพุทธ]]></category>
            <dc:creator><![CDATA[Miscellany]]></dc:creator>
            <pubDate>Thu, 26 Sep 2024 04:40:28 GMT</pubDate>
            <atom:updated>2024-09-26T07:30:01.805Z</atom:updated>
            <content:encoded><![CDATA[<figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/1*AAJPD5y6A9vNO35MeqZy2A.jpeg" /></figure><h3>“ห่วงงาน” หรือ “ห่วงสุขภาพ” ทำงาน ทำงาน ทำงาน แล้วก็ตายแค่นั้น?</h3><blockquote>คนเรา​ได้​ประโยชน์​อะไร​บ้าง จาก​การ​บากบั่น​ทำงาน​ภายใต้​ดวง​อาทิตย์​นี้ — พระธรรมปัญญาจารย์ 1:3</blockquote><p>หนึ่งในคำสอนตอนหนึ่งจาก<strong> “พระคำภีร์ไบเบิล”</strong> ของศาสนาคริสต์ ซึ่งย้ำเตือนผู้ศรัทธาทุกคนว่าท้ายที่สุดความตายคือจุดหมายปลายทางของทั้งคนตรากตรำและเกลียดคร้าน ดนดีหรือคนชั่วช้า</p><p>แม้กระทั่งพนักงานออฟฟิศอย่างผมก็คง<em>ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากจาก</em><strong><em>การทำงานหนัก</em></strong><em>ในโลกนี้</em> แล้วอะไรล่ะคือความหมายของการมีชีวิตอยู่ หากการทำงานหนักไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับเรา?</p><p>ในฐานะที่ผมเกิดและโตในครอบครัว ไทย-จีน ซึ่งนับถือพุทธศาสนา (แต่สนใจศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ) คงจะตอบว่าสาเหตุที่เราต้องทำงานหนักอาจเป็นผลกรรมจากชาติปางก่อน</p><p>หรือเป็นความอัปโชคไม่ทางใดทางหนึ่งจากสิ่งลี้ลับสารพัดทั้ง ผีสาง เทพยดา เจ้าแม่ต่าง ๆ อันเป็นส่วนผสมปนเปจนเกิดเป็นความเชื่อแบบพุทธไทย ๆ ซึ่งสุดท้ายก็ให้คำตอบอะไรไม่ได้ว่าเราจะอยู่และตรากตรำไปเพื่ออะไร</p><p>ชุดความคิดเหล่านี้แล่นเข้ามาในสมองหลังตื่นนอนแต่เช้าจากอาการป่วยไข้หวัดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 ก.ย. 67) จู่ ๆ ผมก็ตะแคงตัวคว้าโทรศัพท์พิมพ์แจ้งลาป่วยในวันนี้กับหัวหน้าแผนก แล้วจึงปิดล็อกหน้าจอมือถือคว่ำไว้บนลิ้นชักพร้อมกับซุกผ้าห่มหลับต่อ</p><p>ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเวลาตีสามเกือบตีสี่ของเช้าวันพฤหัสบดี ผมสะดุ้งตื่นเพราะฝันเห็นคุณยายที่เสียไปนานแล้วพิมพ์ข้อความส่งมาในแอปพลิเคชั่นไลน์ (ซึ่งความเป็นจริงยายเล่นมือถือสมาร์ทโฟนไม่เป็น) ระบุว่า <strong>“ไม่ต้องไปทำงาน”</strong></p><p>แน่นอนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในความฝัน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงจิตใต้สำนึกที่กำลังบอกให้ร่างกายซึ่งค่อย ๆ เสื่อมโทรมในวัยย่างเข้าสามสิบของผมหยุดพักผ่อนและให้เวลากับตัวเอง แม้ที่ทำงานจะไฟสุมไม่รู้จักมอดก็ตาม</p><p>จากฝันแปลก ๆ ครั้งนั้น ทำให้ผมย้อนคิดถึงช่วงเวลาเก่า ๆ เมื่อครั้งที่เข้าค่าย ป.4 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านดินแดง ตอนนั้นผมมีอาการไม่สบายหนักทั้ง ไอ คันคอ และก็มีไข้สูง แต่ก็ยังดันทุรังฝืนนอนอยู่ต่อที่ห้องพยาบาล</p><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/1*oAYbZt0seKez9aOVGGFwAg.jpeg" /></figure><p>ผมไอทั้งคืนแต่ก็ต้องกลั้นไว้เพราะกลัวครูกับเพื่อนจะมองว่าเราอ่อนแอหรือข้ออ้างของคนที่ไม่อยากเข้าค่าย กระทั่งตอนเช้ามืดผมก็ฝืนสังขารลงไปร่วมกิจกรรม คราวนี้น้ำหูน้ำตาไหลไม่หยุด อาการไข้หวัดกำเริบหนัก แม่ที่มารับแทบกรีดร้องเมื่อเห็นสภาพทรุดโทรมเลอะเปรอะไปด้วยขี้มูก</p><p>วันต่อมาหมอที่โรงพยาบาลบอกว่าผมป่วยเป็น <strong>“โรคไมโครพลาสม่า”</strong> (Mycoplasma pneumonia) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจ สามารถเกิดได้ทุกเพศทุกวัย หากอาการรุนแรงอาจถึงแก่ชีวิตได้</p><p>ระหว่างที่ผมนอนซมอยู่บนเตียงคนไข้ ณ โรงพยาบาลย่านประตูน้ำนานนับสัปดาห์ คุณยายก็ได้เดินทางมาเยี่ยมไข้จากจังหวัดตาก</p><p>ตอนนั้นเองที่ผมได้ยินช่วงหนึ่งของบทสนทนาภายในห้องคนไข้ ยายกำลังตำหนิแม่ของผมเรื่องที่แม่ห่วงงานจนมารับผมช้าทั้งที่โรงเรียนแจ้งไปแล้วว่าผมค่อนข้างอาการหนัก</p><p>แน่นอนแม่ไม่ได้ผิดเพราะต้องทำงาน แต่สิ่งที่ยายบอกกับแม่คือ <strong>ชีวิตลูกสำคัญที่สุด</strong> เพราะเวลานั้นผมก็มีอาการย่ำแย่จริง ๆ</p><p>ส่วนโรงเรียนเองก็คงไม่อยากดูแลอะไรมาก เลยบอกให้ผู้ปกครองมารับ และแม่ผมซึ่งทำงานเป็นลูกจ้างขายของ ต้องเฝ้าร้านของเฒ่าแก่ที่เป็นป้าคนจีนซึ่งมีนิสัยเข็มงวดมากและมักจะตำหนิลูกจ้างที่เลิกงานไว</p><p>แม่กังวลว่าหากขอเฒ่าแก่ปิดร้านไวจะทำให้แกหัวเสีย แต่อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงลูก ท้ายที่สุดแม่ก็ไม่ได้ไปรับผมเร็วที่โรงเรียน</p><p>ความจริงคือตอนนั้นผมอยู่ ป.4 ก็ควรที่จะดูแลตัวเองให้เป็นได้แล้ว แต่ด้วยความอ่อนแอทั้งด้านร่างกายและความนึกคิด ทำให้ตนเองเป็นคนขี้กลัวไปเสียทุกอย่าง ทำอะไรก็เงอะ ๆ งะ ๆ ไปหมด อืดอาดยืดยาด จนมักโดนเพื่อนหรือครูด้อยค่าใส่เป็นประจำ</p><p>กลับมาที่ปัจจุบัน เหตุการณ์ข้างต้นเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่ผมเกริ่นและกากดลาป่วยที่ทำงาน?</p><p>แม่ที่ทำงานหนัก แม้จะด้วยความจำเป็นในเวลานั้น คล้ายกับผมในตอนนี้ที่ทำงานจนป่วยหนัก</p><p>การทำงานคือข้อแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลกับองค์กรโดยมีผลตอบแทนเป็นรูปธรรมที่เรียกว่า “เงิน” ซึ่งเรานำไปใช้ดำเนินชีวิตประจำวันได้ทั้งการซื้ออาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย รวมถึงเป็นหน้าเป็นตาทางสังคม ฯลฯ</p><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/1024/1*Jz467g0B3VCQmUA7ANHHhA.jpeg" /></figure><p>การทำงานเพื่อ “เงิน” จึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่นั่นทำให้เกิดคำถามว่า แล้วมันสำคัญกว่าชีวิตเราเชียวหรือ ด้วยความสัตย์จริง ผมเองก็ชี้ชัดประเด็นนี้ไม่ได้เช่นกัน</p><p>ในแง่ขององค์กร หากการทำงานของผมไร้ประสิทธิผล สิ่งที่เขาสามารถทำได้โดยทันทีคือเอาคนอื่นมาแทนที่ หรือถ้าองค์กรไม่ได้ให้อะไรกับผมอย่างที่หวังไว้ ก็แค่เปลี่ยนสถานที่ใหม่ ต่างคนต่างเลือกเพื่อรักษาผลประโยชน์ ก็เป็นเรื่องปกติ</p><p>พนักงานไม่ใช่คนในครอบครัว องค์กรก็ไม่ใช่สถานสงเคราะห์ เป็นความจริงอันน่าเศร้า เพราะท้ายที่สุดทั้งสองอย่างก็ต้องตรากตรำทำงานหนักเพื่อเอาตัวรอด</p><p>ในมุมมองของผู้ประกอบการก็ต้องอยากได้กำไรจากการลงทุนกับพนักงานออกมาเป็นเงินจำนวนมาก ๆ ทัศนคติของลูกจ้างก็อยากเติบโตทั้งด้านทักษะและรายได้ที่จะมาตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน</p><p>ทั้งนี้หากอิงตามหลักความเชื่อของศาสนาคริสต์ พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด และทุกชีวิตต้องเผชิญกับคำพิพากษาหลังความตาย ดังนั้น <em>ชีวิตจึงมีเพียงครั้งเดียวตามความเชื่อของคริสเตียน</em></p><p>ขณะที่นึกถึงสิ่งเหล่านี้อยู่บนเตียงนอน ผมย้อนกลับมาถามตัวเองอีกครั้ง ข้อแรกคือผมป่วยจริงและการฝืนไปทำงานอาจทำให้อาการทรุดหนักได้จนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ</p><p>ข้อสองหากผมป่วยตาย เขาก็แค่หาคนใหม่ เฉกเช่นเดียวกัน หากบริษัทล่มละลายก็แค่หาที่ใหม่ ไม่มีใครผิดถูกเลยสักฝ่าย ผมควรที่จะเป็นห่วงงานหรือเป็นห่วงตัวเองในยามนี้ดี?</p><p>ข้อความจากพระธรรมปัญญาจารย์ 1:3 พยายามบอกอะไรกับผู้ศรัทธาชาวคริสเตียน เราไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงนอนเกลียดคร้านไปวัน ๆ หรือการทำงานหนักอาจทำให้เรามีคุณค่าขึ้นมาบ้าง</p><p>ความจริงคือมีงานเกิดขึ้นใหม่เรื่อย ๆ แต่ชีวิตเรา ตัวเรา เจตจำนง ซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วมีเพียงคนเดียวและครั้งเดียว ดังนั้น ผมจึงสรุปได้ว่าถ้าเราป่วยจริงก็จงหยุดพักผ่อนไปเสียเถอะ แต่ถ้าองค์กรจะเอาเราออกก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามนั้น</p><p>เพราะเราควบคุมอะไรไม่ได้ในชีวิตนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าการหยุดพักจากอาการป่วยมันทำให้ 1) เราแฮปปี้ และ 2) เราไม่ได้ไปเผยแพร่เชื้อโรคให้กับคนอื่น ซึ่งเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งต่อสังคม สุดท้ายคือ 3) หากบริษัทจะเอาเราออกด้วยเหตุผลใด ๆ จากการลาป่วยจริงของเรา ก็ปล่อยให้เขาทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไปเถอะ</p><p><em>(เรื่องเล่าอยากแชร์เฉย ๆ แค่คนอยากบ่น)</em></p><img src="https://medium.com/_/stat?event=post.clientViewed&referrerSource=full_rss&postId=b83b15315ee8" width="1" height="1" alt="">]]></content:encoded>
        </item>
        <item>
            <title><![CDATA[วอลเดน : กระท่อมเล็กริมบึงกลางดงพงพี กับการค้นพบแก่นแท้ในชีวิตของ ‘เฮนรี่ เดวิด ธอโร’]]></title>
            <link>https://medium.com/@thosapoltira_63753/%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B5-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94-%E0%B8%98%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A3-3b00277f5772?source=rss-994e433581fe------2</link>
            <guid isPermaLink="false">https://medium.com/p/3b00277f5772</guid>
            <category><![CDATA[อ่านนอกเวลารีวิว]]></category>
            <category><![CDATA[วอลเดน]]></category>
            <category><![CDATA[walden]]></category>
            <category><![CDATA[aannorkwaylareview]]></category>
            <category><![CDATA[อ่านนอกเวลา]]></category>
            <dc:creator><![CDATA[Miscellany]]></dc:creator>
            <pubDate>Sun, 12 Dec 2021 08:58:58 GMT</pubDate>
            <atom:updated>2023-12-12T09:04:37.951Z</atom:updated>
            <content:encoded><![CDATA[<h3>รีวิว หนังสือ วอลเดน : กระท่อมเล็กริมบึงกลางดงพงพี เพื่อค้นหาแก่นแท้ชีวิตของ “เฮนรี่ เดวิด ธอโร”</h3><figure><img alt="" src="https://cdn-images-1.medium.com/max/800/1*e2CVT3izknyK-bLnV_XmKw.png" /></figure><p><strong>WALDEN (วอลเดน)</strong></p><blockquote>“…ฉันอยู่ไหน, และอยู่เพื่ออะไร…”</blockquote><p><strong>WALDEN (วอลเดน)</strong> วรรณกรรมสุดคลาสสิกอันเป็นแรงบันดาลใจให้กับ ‘มหาตะมะ คานธี’ สำหรับแนวคิดการต่อสู้ด้วยหลักสันติอหิงสาของอินเดีย และใครอีกหลายคนที่ต้องการใช้ชีวิตแนบชิดธรรมชาติ ผ่านบันทึกประจำวัน และข้อคิดที่ได้รับจากการอยู่อย่างเรียบง่าย ในกระท่อมหลังเล็กกลางป่าเขาริมบึงวอลเดน ณ เมืองคองคอร์ด รัฐแมสซาชูเซ็ทส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี ค.ศ. 1846 ถึง 1854 (ปีที่ได้รับการตีพิมพ์รวมเล่มเป็นครั้งแรก) ของ <strong>‘เฮนรี่ เดวิด ธอโร’</strong> <br>.<br>เรียกว่าต้องยกเครดิตให้กับช่องพอดแคสต์ Readery ที่เมื่อฟังจบแล้วก็ทำให้บังเกิดความอยากอ่าน WALDEN ขึ้นมาทันที อาจเป็นเพราะแอดเบลเองอยากรู้ว่า ทำไมหนังสือบันทึกข้อคิดปรัชญาการใช้ชีวิตกับธรรมชาติเล่มนี้ ซึ่งมีเนื้อหาที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม และต้องอ่านอย่างถี่ถ้วนหลายรอบ ถึงได้กลายเป็นที่สนใจของกลุ่มนักอ่านในปัจจุบัน และอะไรที่ทำให้หนังสือเล่มหนาเกือบ 400 หน้า ควรค่าที่จะต้องเจียดเวลาเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาอย่างประณีต ธอโร ค้นพบ และอยากจะบอกอะไรกับผู้อ่านกันแน่<br>.<br>Henry David Thoreau (เฮนรี่ เดวิด ธอโร) ชายผู้มาก่อนกาล ชาวตะวันตกเพียงไม่กี่คน (หรืออาจคนเดียว) ที่มีแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ และต่อต้านค่านิยมการเหยียดเชื้อชาติ กับกระแสธารของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังกัดกินความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขาลำเนาไพร</p><p>เขานับถือชนเผ่าอินเดียนแดงเยี่ยงมนุษย์ด้วยกันมากกว่าคนขาว (คำเรียกชาวตะวันตกภายในเรื่อง) ผู้มากไปด้วยปัญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแต่ทะนงตนยึดมั่นในสิ่งที่รู้ อีกทั้งเขายังเคารพต่อจิตวิญญาณของขุนเขาอย่างละเมียดละไมเกินกว่าที่คนยุคนั้นจะเข้าใจ</p><p>วอลเดน คือผลงานอันทรงคุณค่า ซึ่งบันทึกเรื่องราวการทดลองใช้ชีวิตในกระท่อมริมบึงวอลเดนของ ‘เฮนรี่ เดวิด ธอโร’ โดยเขาได้เริ่มต้นสร้างบ้านอยู่อาศัย หาอาหารการกินด้วยตัวเอง และมีรายได้เพียงน้อยนิดจากการทำงานแรงงานเล็ก ๆ ในแต่ละสัปดาห์ ตลอดจนการบรรยายสภาพแวดล้อมของฤดูกาลที่ผันเปลี่ยนเวียนไม่รู้จบ เสริมด้วยความรอบรู้ศาสตร์หลากหลายแขนง จนได้กลั่นกรองเกิดเป็นแนวคิดสุดแสนจะลึกซึ้ง ที่เข้าใจได้ไม่ยากหากแต่ต้องค่อย ๆ อ่านอย่างถี่ถ้วน <br>.<br>ความเห็นของแอดเบล นี่เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการอ่านฆ่าเวลา หรือใครก็ตามที่มีเวลาว่างจากการลาพักร้อน แต่ไม่รู้จะทำอะไรดีก็ให้ลองหาหยิบ WALDEN มาอ่านดู แล้วรับรองว่าคุณจะไม่สามารถอ่านจนจบได้ด้วยระยะเวลาอันสั้น หรือถ้าทำได้มันก็จะเป็นการเสียอรรถรสโดยสิ้นเชิง</p><p>เพราะบางประโยคบางย่อหน้า ผู้เขียนใช้การอุปมาอุปไมย เปรียบเปรยกับค่านิยมในยุคสมัยนั้น หรือมีการสอดแทรกข้อคิดปรัชญาบางอย่าง ให้ผู้อ่านต้องกลับไปยืนคิด นอนคิด จนตกผลึกเป็น ‘ความเข้าใจ’ ของแต่ละคน</p><p>เรียกว่าเป็นเหมือนดั่งปริศนาที่ซ่อนอยู่ในถ้อยตัวอักษร ซึ่งไม่อาจทำความเข้าใจได้ด้วยการอ่านเพียงปราดเดียว ความสนุกของมันคือเมื่ออ่านครั้งแรกจะเกิดความรู้สึก ‘อิหยังว่ะ?’ อยู่หลายครา แต่ทุกครั้งที่เราเข้าใจมันก็เหมือนกับได้ปลดล็อกอะไรบางอย่างในหัวของเรา เกิดเป็นตะกอนความคิดใหม่ ๆ ที่ได้ค้นพบจากการอ่านในแต่ละหน้านั่นเอง<br>.<br>‘วอลเดน’ คือการอธิบายนิยามของคำว่า ‘มินิมอล’ ในยุคสมัยของ ธอโร ได้ดีที่สุด ซึ่งแสดงให้เราเห็นว่ามนุษย์เองก็สามารถดำรงอยู่ในสังคมได้ด้วยชีวิตที่เรียบง่าย และใกล้ชิดธรรมชาติได้หากพวกเขาเปิดใจยอมรับ สอดคล้องกับกระแสไลฟสไตล์ซึ่งผู้คนหันมาใส่ใจความเรียบง่ายกันอย่างแพร่หลาย</p><p>อีกทั้งข้อความบางอย่างในหนังสือ บางบทบางตอนก็สะท้อนค่านิยมการทำงานในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ราวกับว่าธอโร่รู้ว่านี้จะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกของเราในอีกร้อยกว่าปีข้างหน้า อย่างข้อความที่ว่า</p><p>‘…ปรกติแล้ว คนที่หมกมุ่นทำงานนั้นมิได้มีเวลาว่าง เพื่อความมั่นคงเป็นหนึ่งเดียวที่แท้จริง; ไม่อาจคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ฉันมนุษย์ต่อมนุษย์; งานหนักของเขาจะถูกตีราคาต่ำในตลาด. เขาไม่มีเวลาที่จะเป็นอะไรได้นอกจากเครื่องจักร…’</p><p>หรืออาจกล่าวได้ว่าเราหลายคน ต่างก็เป็นฟันเฟืองให้กับคนบางกลุ่ม ให้ได้อยู่อย่างสุขสบายด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายของเรา ซึ่งพวกเขามองเราว่ามีค่าเพียงน้อยนิด จนชีวิตดูเหมือนต้องอยู่เพื่อเป็นทาสรับใช้ผู้อื่น และไม่มีโอกาสได้สำรวจจิตวิญญาณอย่างจริงจัง</p><p>แนวคิดของ ธอโร อาจดูขวางโลก และเป็นอิสระมากเกินไป แต่ความเป็นจริงแล้วคำว่า ‘สันโดษ’ ของเขาไม่ได้หมายถึงการปลีกวิเวกอย่างโดดเดี่ยว ทว่าในกระท่อมหลังเล็กอันแสนอบอุ่นนี้เอง ที่มีแขกคนแปลกหน้าแวะมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย บางวันธอโรก็เข้าเมืองเพื่ออัปเดตข่าวสารต่าง ๆ ผ่านเรื่องซุบซิบนินทาของฝูงชน เขาใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผนเยี่ยงผู้มีอารยะ แต่เป็นแบบแผนจากธรรมชาติ</p><p>ในขณะที่หลายคนต้องทานข้าววันละ 3 มื้อ แวะไปจ่ายตลาดเพื่อตุนอาหารเข้าบ้าน ธอโรกินเมื่อรู้สึกหิว เก็บเกี่ยวผลผลิตตามฤดูกาล หรือปรับเปลี่ยนกระท่อมของเขาให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไป นี่ก็นับว่าเป็นแบบแผนดั้งเดิมของมนุษย์ที่หลงลืมไปแล้วเช่นกัน แต่เรากลับมองว่าสิ่งเหล่านี้ไร้อารยะไปเสียอย่างนั้นได้</p><p>เราอาจจะตีความว่านี่คือวิถีสโลว์ไลฟ์ มินิมอล ปลีกวิเวก หรือความไม่เข้าสังคม แต่ไม่ว่าจะตีความแบบไหนจุดหมายของ WALDEN อาจไม่จำเป็นต้องออกไปไกลถึงกลางป่าเขา บางทีคุณอาจแค่ละสายตาจากมือถือ หรือเรื่องกังวลบางอย่าง แล้วมองไปที่ต้นไม้นอกหน้าต่างเพียงครู่เดียว กระท่อมวอลเดน ที่เราค้นหาอาจอยู่ตรงนั้นแล้วก็ได้ครับ 😉</p><img src="https://medium.com/_/stat?event=post.clientViewed&referrerSource=full_rss&postId=3b00277f5772" width="1" height="1" alt="">]]></content:encoded>
        </item>
    </channel>
</rss>