รายได้ขั้นพื้นฐาน

ที่มา: Is the World Ready for a Guaranteed Basic Income จาก Freakonomics Radio

ในโลกที่หลายคนเชื่อว่าอีกไม่นานหุ่นยนต์และระบบปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแย่งงานจากมนุษย์ เริ่มมีคนคิดว่าสังคมจะรับมือกับปัญหาการว่างงานและปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมาได้อย่างไร ทางออกทางหนึ่งคือการเพิ่มสวัสดิการให้ครบถ้วนและพอเพียงที่จะบริการให้คนที่ว่างงานสามารถใช้ชีวิตได้

สำหรับคนที่เชื่อว่ารัฐไม่ควรจะไปจัดการอะไรมาก แนวทางที่กล่าวมานั้นไม่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะว่ารัฐที่มีสวัสดิการดีรองรับคนตกงานจำนวนมาก ๆ ได้ คงต้องใช้ความสามารถในการบริหารจัดการที่เยี่ยมยอดมาก ถ้าไม่ต้องการขาดทุนจนล้มละลายในเร็ววัน อีกแนวทางหนึ่งที่ดูจะดีกว่าและตรงกว่าก็คือการที่รัฐจัดหาค่าใช้จ่ายพื้นฐานให้กับคนในสังคมทุกคน หรือ รายได้ขั้นพื้นฐานนั่นเอง

แนวทางนี้ น่าจะเป็นที่นิยมของกลุ่มคนที่เชื่อว่ารัฐควรมีขนาดเล็กเนื่องจากจะลดภาระในการจัดหาสวัสดิการให้กับประชาชน และพร้อม ๆ กันนี้ฝั่งคนที่เชื่อว่ารัฐควรสร้างตาข่ายความมั่นคงให้กับประชาชนก็น่าจะสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

รายได้ขั้นพื้นฐาน (basic income) หรือรายได้ที่รับประกันขั้นพื้นฐาน (guaranteed basic income) คือรายได้ที่รัฐจ่ายให้กับประชากรทุกคนเท่า ๆ กัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ (หรืออาจจะมีเป้าหมายมากกว่านั้น เช่น ให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ เป็นต้น)

เวลาพิจารณาประเด็นว่าควรจะมีการจ่ายรายได้ขั้นพื้นฐานหรือไม่ มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่สองข้อหลัก ๆ คือ

  1. ประเด็นเรื่องความเป็นไปได้ เช่น จะหางบประมาณจากไหนมาจ่าย หรือว่าการจัดการในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จนอาจทำให้เงินที่ได้รับนั้นหมดคุณค่าไป
  2. การมีรายได้ขั้นพื้นฐานที่เพียงพอ อาจจะเป็นการทำลายแรงจูงใจในการทำงาน อาจจะทำให้สังคมเต็มไปด้วยพลเมืองที่ไม่มีการสร้างผลผลิต ทุกคนลาออกมานอนอยู่บ้าน ใช้เงินเดือนพื้นฐานไปวัน ๆ

เนื่องจากที่มาของเนื้อหาเป็น podcast Freakonomics ก็เลยจะเน้นเกี่ยวกับข้อสรุปที่มีการศึกษาวิจัยรองรับ โดยตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีการศึกษาทดลองอยู่สองที่คือ (1) ที่สหรัฐอเมริกา เป็นการศึกษาเพื่อรองรับแนวทาง negative income tax ที่เริ่มในสมัย Nixon และ (2) ที่แคนาดา เป็นการศึกษาที่เรียกว่า mincome experiment


ขอกล่าวถึงการศึกษาที่ (2) ก่อน การศึกษาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการศึกษาที่อเมริกาเริ่มขึ้นไม่นาน ทำที่ไม่กี่เมืองในแคนาดา หนึ่งในนั้นคือเมือง Dauphin ที่มีประชากรประมาณ 12,000 คนในรัฐ Manitoba ในการทดลองนั้นทุกคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ก็จะได้รับเงินเดือนเพิ่ม เงินที่เพิ่มนั้นไม่ได้มากมายขนาดพออยู่ได้ แต่ก็ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตบ้าง

เป้าหมายของการศึกษานี้คือเพื่อทดลองว่าการให้เงินสนับสนุนนี้จะทำลายแรงจูงใจในการทำงานหรือไม่ ผลจากการศึกษาก็คือ…

“เงินหมด”

โครงการดังกล่าวถูกยกเลิก โดยที่ข้อมูลต่าง ๆ ยังไม่ได้นำไปแปรผล ข้อมูลเหล่านี้มีจำนวนมหาศาลถูกเก็บไว้อย่างดี

Evelyn Forget นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Manitoba ได้พยายามจะนำข้อมูลดังกล่าวมาศึกษา แต่ก็ต้องล้มเลิกไปเพราะว่าข้อมูลเยอะมากและยังไม่ได้ผ่านการประมวลผลมาเลย

อย่างไรก็ตาม เธอได้ตะหนักว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่มีโครงการประกันชีวิตถ้วนหน้า (universal health insurance) เกิดขึ้น และโครงการนี้ก็มีการเก็บข้อมูลจำนวนมากที่ผ่านการจัดเก็บ จัดเรียงไว้เรียบร้อยแล้ว เธอจึงนำข้อมูลของคนที่อยู่ในเมืองดังกล่าวที่คาดว่าน่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการ mincome (test group) มาเทียบกับผู้มีรายได้น้อยจากเมืองอื่น ๆ (เป็น control group) ผลที่เธอพบก็คือ

  • อัตราการเข้ารักษาพยาบาลของ test group ลดลงกว่า 8.5%
  • อัตราการเรียนจบระดับมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมักมีความจำเป็นให้ลูกชายออกมาทำงาน แต่ในกรณีที่มี mincome พวกเขาสามารถให้ลูกเรียนต่ออีกจนจบมัธยมศึกษาได้
  • แน่นอนเนื่องจากมีคนในกลุ่มอายุ 16–17 เรียนต่อมากขึ้น อัตราการจ้างงานก็เลยลดลง แต่ในกรณีนี้นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะว่าการเรียนต่อทำให้พวกเขามีโอกาสได้งานที่ดีขึ้นได้
  • สำหรับกลุ่มอายุอื่น ไม่พบว่าจำนวนชั่วโมงทำงานลดลงเท่าใดนัก ยกเว้นกลุ่มแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรที่เลือกจะใช้เวลาดูแลบุตรมากกว่าการทำงาน (ขณะนั้นตามกฎหมายสามารถลาได้แค่ 4 สัปดาห์เท่านั้น)

สำหรับการทดลองที่ (1) ที่สหรัฐอเมริกานั้นทำการทดลองภายใต้กรอบของ negative income tax ที่จะมอบเงินให้กับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังมากมาย (แม้ว่าหลายคนจะพิจารณาจากกรอบอนุรักษ์นิยมที่ต้องการลดภาระหน้าที่ของรัฐ) อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินเพิ่มดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาทำให้ไม่มีการดำเนินการจริง แต่การทดลองดังกล่าวก็ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน (ยังไม่ได้มีการจัดทำผลสรุป) แต่ผลเท่าที่ออกมาก็มีผลไม่ต่างกันกับที่แคนาดาเท่าใดนัก

สุดท้ายนี้ แม้จะมีผลการทดลองคร่าว ๆ ที่บ่งชี้เล็กน้อยว่าน่าจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนจะเห็นด้วยกับแนวทางนี้


ถ้าเราเชื่อผลการทดลองข้างต้นว่า การสนับสนุนเงินเดือนพื้นฐานนั้นไม่ได้ทำให้คนเลิกทำงานและหยุดมาอยู่บ้านเฉย ๆ ประเด็นก็คือแนวคิดรายได้พื้นฐานนี้จะถูกทำให้เป็นจริงได้อย่างไร และถ้าแนวคิดดังกล่าวสามารถทำได้จริงและมนุษย์เราไม่มีความจำเป็นต้องทำงานเพื่อการดำรงชีพอีกต่อไป เราจะทำอะไรและสังคมจะมีลักษณะเป็นเช่นใด

สำหรับคำถามทั้งสองนี้ podcast ดังกล่าวก็ไม่ได้ตอบอะไรชัดเจนมากนัก (แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจสามารถฟังหรืออ่านใน transcript ได้)

ในส่วนของประเด็นแรกนั้น นอกจากการกล่าวถึงว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาทำงานแทนคนและน่าจะมีประสิทธิภาพที่ดี เขาได้ไปสัมภาษณ์ Sam Altman ประธาน Y Combinator ที่เป็น Tech VC ชื่อดังเกี่ยวกับประเด็นนี้ และเกี่ยวกับความพยายามจะให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ basic income อีกด้วย (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการริเริ่มนี้ของ Y Combinator ได้ที่นี่)

Like what you read? Give จิตร์ทัศน์ a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.