จาก “วิชาที่ชอบ” สู่ “(หลาย)งานที่รัก” ของอาจารย์นักภาษาศาสตร์ ดร.ศุจิณัฐ จิตวิริยนนท์

คุยกับอาจารย์ผู้หลงรักภาษา และสัญญาว่าจะทำหน้าที่ในทุกวันแบบ “The Best of Me”

Khaopoon Kulsakdinun
Nov 8 · 3 min read

“งานในฝัน” ของคุณหน้าตาเป็นอย่างไร?

เราต่างมีคำนิยามเป็นของตนเอง แต่เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกดีไม่น้อย หากสิ่งที่เรารักกลายเป็นงานที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้จริง ทั้งด้านการเงินและจิตใจ

แต่หากใครกำลังกังวลสงสัยว่า สิ่งที่ฉันรักจะไปทำเป็นอาชีพได้ด้วยหรือ?
Heartwork ขอแนะนำให้รู้จักกับ “นักภาษาศาสตร์” ผู้ค้นพบความมหัศจรรย์ของ “ภาษา” และสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็น “งานที่รัก” ได้ถึงสามงาน ทั้งเป็นอาจารย์ นักภาษาศาสตร์การตลาด และเป็นผู้บุกเบิกด้านนิติสัทศาสตร์ (การศึกษาลักษณะของเสียงพูดเพื่อใช้พิสูจน์หลักฐานในกระบวนการยุติธรรม) ที่พยายามผลักดันศาสตร์นี้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นในกระบวนการยุติธรรมไทย

เรากำลังพูดถึงอาจารย์ ดร.ศุจิณัฐ จิตวิริยนนท์ ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พาเราไปยังห้องทำงานของภาควิชาภาษาศาสตร์ชั้น 12 อย่างเป็นกันเอง พร้อมแววตาเปล่งประกายและพลังงานบวกที่ฉายออกมา ไม่แปลกใจเลยที่นิสิตหลายต่อหลายคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าหลงรักในการเรียนวิชาของเขา

อะไรทำให้ศุจิณัฐมั่นใจในเส้นทางที่เลือก แล้วเขาค้นพบความหมายอะไรบ้างในการทำงานเหล่านี้
เราขอชวนทุกท่านกลับมาเป็นนักเรียนอีกครั้ง คาบเรียน “การงานที่รัก” โดยอาจารย์ศุจิณัฐกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้


สำหรับอาจารย์ ภาษาศาสตร์คืออะไร

เจอความพิเศษของภาษาศาสตร์นี้ได้อย่างไร

เหตุผลที่เรียนเพราะชอบการที่ภาษาถูกอธิบายได้อย่างเป็นระบบ ชอบในความลึกซึ้ง และการเรียนภาษาศาสตร์ เราต้องเปิดใจว่าอาจไม่ได้เรียนแค่โครงสร้างภาษาที่รู้อยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจโครงสร้างของภาษาใด ๆ ก็ตามบนโลกนี้ แม้ไม่ใช่ภาษาที่เราพูด ถ้าได้ข้อมูลภาษาที่ไม่รู้จักมา เราต้องวิเคราะห์ข้อมูลของภาษานั้นได้ด้วย

เห็นบางคนเรียนสายภาษาเพราะชอบ แต่ก็กังวลเรื่องงานในอนาคต อาจารย์มีภาพไหมว่าตัวเองเรียนจบไปแล้วจะทำอะไร

คนรอบตัวมีความเห็นอย่างไรตอนตัดสินใจเป็นอาจารย์

แบบที่สองคือ อาจารย์เป็นงานที่หนัก เวลาที่เราสอนและภาระงานอื่นๆ นอกจากงานสอนของอาจารย์ ถ้าเทียบกับอาชีพอื่นอาจได้ค่าตอบแทนมากกว่านี้ ซึ่งทั้งสองแบบขัดแย้งกันมาก แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดเลย ไม่ได้ลังเล คิดแค่ว่าอยากเป็นอาจารย์ อยากสอนหนังสือแค่นั้นเอง

แล้วคิดว่าที่เขาพูดกันนั้นจริงไหม

สอนยังไงให้ “ภาษาศาสตร์” เป็นเรื่อง “ว้าว” สำหรับผู้เรียน

คือทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าภาษาศาสตร์ “อยู่ในชีวิตประจำวัน” และเป็น ”เรื่องใกล้ตัว”

เป็นอาจารย์ต้องทันสมัยอยู่เสมอนะ พอเราสังเกตสื่อรอบตัวเราจะพยายามตีความมันด้วยภาษาศาสตร์ ในทางกลับกัน การเป็นนักภาษาศาสตร์ก็ทำให้เราตีความภาษารอบตัวในแบบภาษาศาสตร์ เช่น เพลงที่กำลังฮิตอย่างเพลง “รักติดไซเรน” จะพบว่ามีรูปแปรเสียงภาษาสมัยใหม่อยู่เยอะมาก หรืออย่างการออกเสียง /l/ ของ Charlie Puth ในเพลง One Call Away ต่างกับเสียง /l/ ของคนอื่นอย่างไร ต้องหาวิธีสอนที่น่าสนใจในแบบของเรา ไม่ต้องตลกก็ได้ แต่สอนในสิ่งที่เด็กอย่างรู้ เราจะไม่สอนแบบกางตามหนังสือ แต่จะสอนในเรื่องที่ถ้าเด็กขาดเรียนไปจะ “รู้สึกพลาด” อะไรไปบางอย่าง

เราเองต้อง “อิน” ไปกับนักเรียนด้วย

อาจารย์ดูตั้งใจกับการสอนมาก อะไรทำให้อยากตื่นขึ้นมาทุ่มเทกับสิ่งนี้ทุกวัน

นอกจากบทบาทอาจารย์ที่เต็มที่ในทุกชั่วโมงสอนแล้ว นักภาษาศาสตร์คนนี้ยังมีบทบาทอื่น ๆ ที่มาพร้อมภารกิจใหม่ในการทำให้ภาษาศาสตร์ได้รับความสำคัญในสังคมมากขึ้นด้วยการทำให้เห็นว่า “ภาษาศาสตร์เรียนไปทำอะไรได้”

อาจารย์นำภาษาศาสตร์ที่ชอบไปประยุกต์ทำงานอื่น ๆ อย่างการบุกเบิกนิติสัทศาสตร์ในไทยหรือภาษาศาสตร์เพื่อการตลาดได้อย่างไร

เรารู้จักศาสตร์นี้ตอนทำวิจัยอยู่ที่ออสเตรเลีย พอกลับมาเลยเสนอภาคภาษาศาสตร์ของคณะ ทางภาคก็สนใจและสนับสนุน นอกจากนั้นก็มีโอกาสไปบรรยายเรื่องนี้ให้ศาลยุติธรรมของไทยฟังด้วย ซึ่งผู้ฟังส่วนมากเป็นผู้พิพากษาแล้วเขาสนใจมาก ตอนนี้ที่กำลังทำคือให้ตุลาการรู้ว่ามีศาสตร์นี้อยู่ และทำให้เขานำไปใช้ในกระบวนการศาลได้จริง ๆ

ส่วนภาษาศาสตร์การตลาดเกิดจากการสอนภาษาศาสตร์ที่คณะ แล้วพบว่าเด็กอักษรฯ กลัววิชานี้ สิ่งแรกที่คิดคือทำยังไงให้เด็กได้มาลองลงเรียนภาษาศาสตร์ดูก่อน เราก็ลองวิเคราะห์ดูว่าเด็กอยากเรียนอะไร พบว่าเด็กสมัยนี้สนใจการตลาดมาก ประกอบกับภรรยาเรียนจบทางนิเทศศาสตร์ เคยทำการสื่อสารเพื่อการตลาดมาก่อน เราเลยคุยกัน เกิดเป็นวิชาใหม่คือภาษาศาสตร์กับการตลาด ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิชาแรกในไทย วิชานี้ไม่สอนว่าใช้ภาษายังไงให้เพราะ ให้ถูกต้อง แต่สอนว่า ภาษาที่คุณใช้ในการตลาด ชื่อแบรนด์ สโลแกน เมื่อวิเคราะห์ด้วยภาษาศาสตร์แล้ว ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของคุณอย่างไร แต่ละสัปดาห์จะมีกรณีศึกษาจากงานวิจัยหรืองานที่เราไปช่วยตามบริษัทต่าง ๆ และกิจกรรมฝึกปฏิบัติให้นักเรียนลองตั้งชื่อสินค้า สโลแกนให้ผู้ประกอบการจริง

ถ้าภาษาศาสตร์อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนได้ สังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ปัญหาทุกวันนี้ในการสื่อสารบนโลกออนไลน์คือคนมักรู้สึกว่าเราพูดแค่ตัวสาระ พูดแค่นี้เองจะไปคิดอะไรมาก แต่จริง ๆ มันไม่ได้มาแค่สาระ มีสิ่งอื่นที่สื่อออกมาด้วย คำพูดสื่อถึงความคิดเบื้องหลังของผู้พูด ทำให้คนคิดต่อได้อยู่แล้ว และโลกออนไลน์ไปเร็วมาก หยุดแทบไม่ได้เลย ยิ่งควรระวัง

ภาษาศาสตร์ (และสาขาต่าง ๆ ของมนุษยศาสตร์) ยังสัมพันธ์กับสังคมปัจจุบันอยู่ไหม ทำอย่างไรให้ศาสตร์นี้ได้รับความสำคัญมากขึ้นในโลกปัจจุบันที่กล่าวกันว่า AI (Artificial Intelligence-ปัญญาประดิษฐ์) กำลังเข้ามาแทนที่

ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าเราต้องคงความลุ่มลึกไว้ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถประยุกต์อะไรต่อได้ อาจนำไปบูรณาการร่วมกับสาขาอื่น ๆ เช่น ล่าสุดไปโครงการวิจัยร่วมกับ NECTEC เรื่องการประยุกต์ใช้สัญญาณคลื่นสมอง EEG เพื่อตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กปฐมวัย เรามีส่วนช่วยเกี่ยวกับการออกแบบเสียงกระตุ้นว่าต้องมีคุณสมบัติทางเสียงและคลื่นเสียงเป็นอย่างไร หลายครั้งงานสาขาอื่นก็ต้องการนักภาษาศาสตร์ไปช่วยในบางจุด เพียงแต่เขาไม่รู้ว่ามีศาสตร์นี้อยู่ เราต้องปรับตัวเปิดใจเรียนรู้จากสาขาอื่น ๆ หรือเรียนรู้ร่วมกัน อาจไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ทุกคนที่อยากนำไปประยุกต์กับศาสตร์อื่น แต่นี่เป็นหนทางหนึ่งในการทำให้คนเห็นอย่างชัดเจนขึ้นว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง

ถ้าหากพักจากภารกิจเพื่อการอยู่รอดของมนุษยศาสตร์ที่ว่าถือว่าเป็น “งาน(หนัก)” ที่รักสักครู่แล้วนั่งมองภาพตัวเองจากระยะไกล คำว่า “งาน” มีความหมายกับชีวิตยังไงกันนะ

เคยเบื่องานที่ทำบ้างไหม

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่อง Work-Life Balance ที่คนชอบพูดกัน

แล้วคิดว่าเราทำงานกันไปเพื่ออะไร จำเป็นต้องมีเป้าหมายให้ชีวิตไหม

ในฐานะอาจารย์เป้าหมายระยะสั้นคือทำให้วิชาในแต่ละเทอมและงานวิจัยมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ส่วนเป้าหมายระยะยาวคงเป็นอาจารย์อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ อาจไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว แต่สัญญาว่าจะเป็น “the best of me” เป็นอาจารย์ที่ดีที่สุดเท่าที่ตอนนั้นเราจะทำได้ ทำวิจัยและทำงานที่ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับผู้เรียน แต่มีประโยชน์กับสังคมข้างนอกด้วยมากขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเรา

ท้ายสุดนี้ มีบทเรียนอะไรที่อยากแนะนำให้คนที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน อะไรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตการทำงาน?

อย่างสุดท้ายที่สำคัญมากคือ การดูแลสุขภาพ ถ้าสุขภาพแย่จะกระทบทุกอย่าง ต่อให้ทำงานเก่งมาก แต่ถ้าป่วยเราจะหมดแรงกาย ไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ และส่งผลกระทบกับคนอื่น ๆ ด้วย


อาจารย์ศุจิณัฐตอบคำถามที่เราสงสัยเรียบร้อย และทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มสดใส เราพลางคิดตามถึงการทำงานในอนาคตของเราว่าจะเป็น “งานที่รัก” แบบนี้ได้ไหม

บทสัมภาษณ์จบลงเพียงเท่านี้ แต่ประกายในการสอนภาษาศาสตร์ยังฉายอยู่ในแววตาของนักภาษาศาสตร์คนนี้ แรงใจในการทำให้สังคมเห็นความสำคัญของมนุษย์ศาสตร์ยังคงต้องดำเนินต่อไป คุณค่าและความจำเป็นของมนุษยศาสตร์ยังมีอีกหลายแง่มุมที่รอการค้นพบและประยุกต์ใช้ ซึ่งเราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ในเร็ววันนี้จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นจากความตั้งใจของอาจารย์ผู้หลงรักในงานที่ทำ

ติดตามอ่านเรื่องราวและพลังใจในการทำงานของผู้คนอีกมากมายหลากหลายต่อได้ที่เพจ Heartwork นะคะ : — )

Heartwork

เรื่องเล่าคนที่ทำงานด้วยหัวใจและความรัก

Khaopoon Kulsakdinun

Written by

writing persona. my stories are how I observe the world around me through my lens. i am more than welcome to hear from yours :—)

Heartwork

Heartwork

เรื่องเล่าคนที่ทำงานด้วยหัวใจและความรัก

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade