โคโลสี บทที่ 2

  • เมื่อความจริงกลายเป็นคำสอนปลอม และคำสอนปลอมกลายเป็นความจริงสำหรับคริสเตียน จึงมีแต่พระวิญญาณเท่านั้นที่จะเปิดเผยให้จิตใจที่ตกจากพระคุณแล้วหยั่งรู้ได้ว่าอะไรจริงและอะไรไม่จริง
  • พระเยซูทรงเป็นสะบาโตของเรา (ฮีบรูบทที่ 4)

1 เพราะข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านรู้ว่าข้าพเจ้าสู้อุตส่าห์มากเพียงไรเพื่อท่าน เพื่อชาวเมืองเลาดีเซีย และเพื่อคนทั้งปวงที่ยังไม่เห็นหน้าของข้าพเจ้าในฝ่ายเนื้อหนัง
2 เพื่อเขาจะได้รับความชูใจและเข้าติดสนิทกันในความรัก และมั่นใจในความอุดมสมบูรณ์แห่งความเข้าใจ และเข้าในความรู้ความลึกลับของพระเจ้าและของพระบิดาและของพระคริสต์

  • “มั่นใจในความอุดมสมบูรณ์แห่งความเข้าใจ” คือพระวิญญาณทำให้เราเชื่อและมั่นใจว่า ความรู้และข้อลึกลับทั้งหมดที่เราได้รับมานั้นเป็นมาโดยพระเจ้าไม่ใช่จากสติปัญญาของมนุษย์ ดังนั้นเราจึงกลับไปรับความรู้ผิดๆ ไม่ได้อีกแล้ว
  • “ความรู้ความลึกลับของพระเจ้าและของพระบิดา” คือข้อลึกลับเรื่องแผนการบริหารจักรวาลและโลกของพระเจ้า
  • “ความรู้ความลึกลับของพระคริสต์” คือพระกายที่เป็นมนุษย์วิญญาณซึ่งเดินในวิญญาณโดยการเชื่อ (เอา) ว่าเขาใหม่และอยู่ในพระคริสต์ตลอดเวลา และอยู่ร่วมกันด้วยรักและเกิดผลของพระกายถวายแด่พระเจ้าไม่ใช่รับแต่ความรู้แต่ไม่ได้รับความเข้าใจในฝ่ายวิญญาณ

3 ซึ่งคลังสติปัญญาและความรู้ทุกอย่างทรงปิดซ่อนไว้ในพระองค์

  • พระคริสต์เป็นผู้ปิดซ่อนข้อลึกลับทั้งหมดไว้จากผู้เผยพระวจนะ (ผู้รับใช้) และผู้ชอบธรรม (อวดว่าตนดีและเข้มแข็งในความเชื่อ) แต่ทรงเปิดให้ผู้ที่อ่อนแอและเป็นคนอธรรมได้เห็น (มธ. 13:11–17)

4 ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เพื่อมิให้ผู้ใดล่อลวงท่านด้วยคำชักชวนอันน่าฟัง

  • ทุกวันนี้มีทั้งคำสอนและการพูดด้วยคำพูดที่น่าฟังซึ่งอาจทำให้ผู้เชื่อใหม่หลงได้ เพราะผู้เชื่อใหม่ที่ยังเป็นเด็กฝ่ายวิญญาณจะอ่อนไหวและชอบฟังถ้อยคำที่น่าฟัง และเขาไม่รู้ว่าสิ่งไหนมาจากพระวิญญาณและสิ่งไหนมาจากสติปัญญาของอาดัม

5 เพราะถึงแม้ว่าตัวของข้าพเจ้าไม่อยู่กับท่านแต่ใจของข้าพเจ้ายังอยู่กับท่าน และมีความชื่นชมยินดีที่ได้เห็นท่านอยู่กันอย่างเรียบร้อยและเห็นความเชื่อมั่นคงของท่านในพระคริสต์

  • คริสตจักรเมืองโคโลสีได้รับการเปิดตาและอยู่ในระดับหนุ่มแล้ว จึงไม่ขัดแย้งกันหรือทะเลาะวิวาทกันแต่รักกันและเป็นหนึ่งเดียวในพระคริสต์

6 เหตุฉะนั้นตามที่ท่านได้ต้อนรับเอาพระเยซูคริสต์เจ้ามาแล้วอย่างไรก็ให้ดำเนินชีวิตในพระองค์อย่างนั้นต่อไป
7 โดยท่านได้ถูกวางรากลงไว้แล้วและถูกก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ให้สมบูรณ์ และถูกตั้งให้มั่นคงอยู่ในความเชื่อตามที่ท่านได้รับการสอนมาแล้วนั้นจึงเต็มล้นด้วยการขอบพระคุณอยู่ในนั้น

  • พระเจ้าทรงเลือกผู้เชื่อที่จะเป็นผู้ชนะและเลือกเขาออกมาจากท่ามกลางผู้เชื่อที่ไม่ชนะ และจากนั้นก็ทรงชำระเขาด้วยพระคำที่เป็นความจริง (ยน. 17:17) และด้วยพระวิญญาณเพื่อสำแดงชีวิตพระคริสต์ (โรม 15:16)

8 จงระวังให้ดีเกรงว่าจะมีผู้ใดทำให้ท่านตกเป็นเหยื่อด้วยหลักปรัชญา และด้วยคำล่อลวงอันไม่มีสาระตามธรรมเนียมของมนุษย์ ตามหลักการต่างๆ ที่เป็นของโลกไม่ใช่ตามพระคริสต์

  • ตั้งแต่สมัยสาวกก็มีผู้เชื่อหรือผู้นำที่นำความคิดและสติปัญญาของมนุษย์เข้ามา และใช้ประกอบในการเทศนาและสั่งสอนเพื่อโน้มน้าวจิตใจผู้เชื่อ และบางคริสตจักรยังฝึกเดินและฝึกชีวิตในรูปแบบศาสนาตามธรรมเนียมของมนุษย์แต่คิดว่าเขาทำดีแล้วหรือถูกแล้ว แต่สุดท้ายก็มาไม่ถึงชีวิตและพระเจ้าก็ทรงมองเขาเป็นเหมือนคริสตจักรศาสนาเท่านั้น

9 เพราะว่าในพระองค์นั้นสภาพของพระเจ้าดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์

  • พระเจ้าทรงสำแดงชีวิตอันครบผ่านพระเยซู

10 และท่านได้ความครบบริบูรณ์ในพระองค์ผู้เป็นศีรษะแห่งปวงเทพผู้ครอบครองและศักดิเทพ

  • เมื่อเราอยู่ในพระคริสต์และพระคริสต์อยู่ในเราเราจึงจะสามารถเป็นผู้ชนะได้ เพราะชีวิตผู้ชนะแท้จริงแล้วไม่ใช่ชีวิตของเราแต่เราขอชีวิตนี้จากพระคริสต์ เพื่อให้พระองค์ทรงเข้ามาสถิตในเราและดำเนินชีวิตแทนเราเพราะเราทำตามพระประสงค์ของพระบิดาไม่ได้

11 ในพระองค์นั้นท่านได้รับเข้าสุหนัตซึ่งเป็นการเข้าสุหนัตที่มือมนุษย์มิได้กระทำ โดยที่ท่านได้สละกายแห่งความบาปของเนื้อหนังเสียโดยการเข้าสุหนัตแห่งพระคริสต์

  • ชาวยิวเข้าสุหนัตฝ่ายร่างกายแต่คริสเตียนเข้าสุหนัตแห่งพระคริสต์แล้ว

12 ได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ในบัพติศมาซึ่งท่านได้เป็นขึ้นมากับพระองค์ด้วย โดยความเชื่อในการกระทำของพระเจ้าผู้ได้ทรงบันดาลให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย

  • การรับบัพติศมาคือการยืนยันความจริงว่าเราได้ตาย ได้ถูกฝัง และได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และเรายอมรับสิ่งนี้โดยความเชื่อว่าเป็นจริงแต่ผู้เชื่อมากมายทุกวันนี้ไม่อาจเข้าใจได้

13 และท่านที่ตายแล้วด้วยความบาปทั้งหลายของท่านและด้วยเหตุที่เนื้อหนังของท่านมิได้เข้าสุหนัต พระองค์ได้ทรงให้ท่านมีชีวิตด้วยกันกับพระองค์และทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน

  • “มีชีวิตด้วยกันกับพระองค์” คือสองคนอยู่ในร่างเดียว คือเราที่เป็นคนใหม่และพระคริสต์ที่เป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตใหม่ของเรา และกระทำทุกสิ่งร่วมกันคือพระคริสต์ใช้ชีวิตใหม่ของเรา

14 พระองค์ทรงลบกรมธรรม์ในข้อบัญญัติต่างๆ ที่ต่อต้านเราอยู่ซึ่งขัดขวางเรา และได้ทรงหยิบเอาไปเสียให้พ้นโดยทรงตรึงไว้ที่กางเขนของพระองค์

  • การตายของพระเยซูบนกางเขนคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ และเราได้หลุดพ้นจากพระบัญญัติทุกข้อที่ต่อต้านและขัดขวางตัวเก่าของเราไม่ให้เราเชื่อฟังรักษาพระบัญญัติได้

15 พระองค์ทรงปลดเทพผู้ครอบครองและศักดิเทพเสีย พระองค์ได้ทรงประจานเขาและชนะเขาโดยกางเขนนั้น

  • โดยการตายที่กางเขนพระเยซูจึงมีชัยชนะและทรงปลดเทพทั้งหลายที่ครอบครองในทุกที่และทุกหนทุกแห่งซึ่งเป็นลูกน้องของซาตาน พระนามพระเยซูจึงมีอำนาจเหนือเทพทั้งหลายและพวกมันก็ไม่มีสิทธ์อ้างได้ว่าคนนั้นหรือคนนี้คือคนของมัน หรืออ้างว่าที่นี่คือถิ่นของมันและห้ามเข้ามา

16 เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกินการดื่ม ในเรื่องการถือเทศกาล วันขึ้นหนึ่งค่ำ หรือวันสะบาโต
17 สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุการณ์ที่จะมีมาในภายหลังแต่กายนั้นเป็นของพระคริสต์

  • ด้วยชัยชนะของพระเยซูที่กางเขนเราจึงไม่ต้องอยู่ใต้พระบัญญัติ รวมทั้งธรรมเนียมเรื่องการกินดื่ม การถือเทศกาล และแม้กระทั่งวันสะบาโตแต่เราอยู่ในพระคริสต์ ผู้เชื่อส่วนมากกลัวและฟ้องผิดในใจเมื่อไม่ได้มานมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นวันสะบาโต แต่แท้ที่จริงแล้ว “สะบาโต” แปลว่า “พักผ่อน” และในยุคพระคุณพระคริสต์เป็นสะบาโต (พักผ่อน) ของเรา
  • เราทำงานฝ่ายร่างกายได้แต่เราต้องพักสงบในพระองค์ไม่ว่าจะวันไหนหรือเวลาไหน แต่เมื่อเราต้องทำงานในวันอาทิตย์เราก็อาจสามัคคีธรรมกับพระบิดาได้ใน วิญญาณร่วมกับพี่น้อง และขอพระบิดาเปิดหนทางให้เราได้ร่วมกับพี่น้องเพราะคริสตจักรมีความจำเป็นต่อเราและเราก็สำคัญต่อคริสตจักร

18 อย่าให้ผู้ใดโกงบำเหน็จของท่านด้วยการจงใจถ่อมตัวลงและกราบไหว้ทูตสวรรค์ ใฝ่ฝันในสิ่งเหล่านั้นที่เขาไม่ได้เห็น ผยองขึ้นเปล่าๆ ตามความคิดของเนื้อหนัง

  • การกราบไหว้และถ่อมตัวลงต่อทูตสวรรค์มีมานานแล้ว และพระเจ้าห้ามมิให้ผู้เชื่อติดต่อ กราบไหว้ ยกย่อง หรือสรรเสริญทูตสวรรค์เป็นอันขาด แต่ทูตสวรรค์สามารถติดต่อกับเราได้เมื่อพระเจ้าอนุญาต

19 และไม่ได้ยึดมั่นในพระองค์ผู้ทรงเป็นศีรษะ ศีรษะนั้นเป็นเหตุให้กายทั้งหมดได้รับการบำรุงเลี้ยงและติดต่อกันด้วยข้อและเอ็นต่างๆ จึงได้เจริญขึ้นตามที่พระเจ้าทรงโปรดให้เจริญขึ้นนั้น

  • คริสตจักรมากมายไม่ยึดพระคริสต์เป็นศูนย์กลางแต่เน้นเรื่องอื่น เช่น การแบ่งพรรคแบ่งพวก การใช้อาดัมและเนื้อหนังดำเนินชีวิตคริสเตียนและรับใช้พระเจ้า และการอยู่ในรูปแบบศาสนาและก่อตั้งกฎเกณฑ์มากมายเพื่อให้ผู้เชื่อแบก การหล่อเลี้ยงของพระเจ้าจึงไม่มีและชีวิตที่สุกงอมอย่างแท้จริงก็ไม่มา

20 ดังนั้นถ้าท่านตายกับพระคริสต์พ้นจากหลักการต่างๆ ที่เป็นของโลกแล้ว เหตุไฉนท่านจึงมีชีวิตอยู่เหมือนกับว่าท่านยังอยู่ฝ่ายโลกยอมอยู่ใต้กฎต่างๆ

  • ถึงแม้ผู้เชื่อในเมืองนี้มีความรักและเป็นหนึ่งเดียวแต่ก็ยังมาไม่ถึงชีวิตที่สุกงอม เพราะตายังไม่ถูกเปิดทั้งหมด และยังมีบางด้านที่เขาเป็นเหมือนชาวโลกเช่นยังเน้นเรื่องการทำผิดทำถูก

21 (เช่น “อย่าแตะต้อง” “อย่าชิม” “อย่าเอามือหยิบ”
22 ซึ่งทั้งหมดจะพินาศเมื่อทำดังนั้น) อันเป็นหลักธรรมและคำสอนของมนุษย์

23 จริงอยู่สิ่งเหล่านี้ดูท่าทีมีปัญญา คือ การเต็มใจนมัสการ การถ่อมตัวลง และการทรมานกาย แต่ไม่มีประโยชน์อะไรในการต่อสู้กับความต้องการของเนื้อหนัง

  • สำหรับพระเจ้าการกระทำต่างๆ ภายในคริสตจักรแม้จะดูดีแต่การเอาชนะตัวบาปที่อยู่ในผู้เชื่อได้คือสิ่งที่สำคัญกว่า และผู้เชื่อควรเอาใจใส่ในการฝึกเดินเพื่อพระคริสต์จะก่อร่างขึ้นและขยายใหญ่ขึ้นในเรา

ที่มา — Jay Pou Lek Noy