เอเฟซัส บทที่ 6
อาวุธคุณก็ไม่มี แล้วจะเอาอะไรไปต่อสู้กับมาร (อฟ. 6:10–18)

6:1 ฝ่ายบุตรจงเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเป็นการถูกต้อง
- ครอบครัวคริสเตียนฝ่ายวิญญาณ พ่อแม่ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างแก่ลูกๆ ทั้งหลายในแต่ละวัน และบุตรได้รับการสั่งสอนให้ฝึกเดินในความเชื่อ ตามวิถีทางของผู้ชนะที่รับมานาที่ซ่อนไว้ (วว. 2:7)
- ในองค์พระผู้เป็นเจ้า… คือการเชื่อฟังที่พึ่งพระคริสต์ดำเนินชีวิตแทนเขา เขาไม่อาจทำดีและเชื่อฟังพระเจ้าและบิดามารดาเองได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของเวลา พ่อแม่มีหน้าที่สอนและแนะนำบุตรทั้งหลายเท่านั้น ส่วนเรื่องการเชื่อฟังและนอบน้อมมากน้อยเท่าไหร่ อยู่ที่พระเจ้าจะช่วยเขาให้เติบโต พ่อแม่ต้องรักและอดทนนาน และให้โอกาสอย่างมากมายต่อบุตรทุกคน
6:2 ‘จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า’ (นี่เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย)
6:3 ‘เพื่อเจ้าจะอยู่เย็นเป็นสุข และมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก’
- พระบัญญัติมากมายหลายข้อมีพระสัญญาว่าจะได้รับผลตอบแทนอย่างไร และนี่คือข้อแรกในพระคัมภีร์เดิม ที่มากับพระสัญญาเรื่องผลตอบแทน
- พระบัญญัติใหม่ของพระเยซูเน้นที่มัทธิวบทที่ 5–7 เป็นหลัก แต่ก็มีอีกมากมายหลายข้อทั้งในพระคัมภีร์ใหม่ และบางข้อในพระคัมภีร์เดิม
หมายเหตุ… ในยุคพระคุณ พระบัญญัติเดิมถูกเรียกว่าใหม่แล้ว และพระบัญญัติของโมเสสถูกเรียกว่าของพระเยซูแล้ว เมื่อเปาโลหรือยอห์นอ้างถึงพระคัมภีร์เดิม ไม่ได้หมายความว่าเรายังรักษาพระบัญญัติเดิม แต่เรารักษาพระบัญญัติใหม่และของพระเยซู พระเจ้าทรงยกระดับมาตรฐานของพระบัญญัติเดิมให้สูงขึ้น และครบบริบูรณ์แล้ว
- ถ้าหากบุตรทั้งหลายเชื่อฟังบิดามารดา เขาจะอยู่ดีและมีอายุยืนยาว ตามที่พระเจ้าทรงสัญญาแน่นอน
6:4 ฝ่ายท่านผู้เป็นบิดาอย่ายั่วบุตรของตนให้เกิดโทสะ แต่จงอบรมบุตรด้วยการสั่งสอน และการตักเตือนตามหลักคำสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า
- หน้าที่ของพ่อแม่ที่มาสู่การเดินในพระวิญญาณ จะสอนและตักเตือนพระคำพระเจ้าตามที่เขาได้รับมาและฝึกเดิน ส่วนเขาทำได้มากน้อยเท่าไหร่ เรามอบเขาไว้กับการเลี้ยงดูและดูแลของพระเจ้า และถ้าเขาจะหล่นจากพระคุณ เราก็อธิษฐานเผื่อเขา เพราะผู้ชนะของพระเยซู คือทุกคนที่พระบิดาทรงเลือกเอาไว้แล้ว
6:5 ฝ่ายพวกทาสจงเชื่อฟังผู้ที่เป็นนายฝ่ายเนื้อหนังด้วยใจเกรงกลัวจนตัวสั่น ด้วยน้ำใสใจจริงเหมือนกระทำแก่พระคริสต์
- สมัยก่อนชาวยิวและชาวโรมันมีทาสรับใช้ เมื่อข่าวประเสริฐได้ประกาศไปทั่ว ผู้เชื่อก็ยังมีชนชั้นและฐานะที่แตกต่างกัน เปาโลหนุนใจให้ทุกคนเป็นเหมือนเดิม แต่รักกันฉันพี่น้องในพระคริสต์อีกด้วย เพื่อเห็นแก่พระเยซู ยุคสมัยนี้ถ้าหากใครเป็นทาส คนใช้ หรือนาย ก็ควรที่รักกันฉันพี่น้องในพระคริสต์ ไม่ใข่ข่มเหง หรือมองคนที่เป็นลูกจ้างหรือลูกน้องของเราต่ำอยู่เสมอ สรุปก็คือ ต่างคนต่างก็มีความรักต่อกันและกัน
6:6 ไม่เหมือนอย่างคนที่ทำแต่ต่อหน้า อย่างคนที่ทำให้ชอบใจคน แต่จงทำเหมือนอย่างทาสของพระคริสต์ คือกระทำตามชอบพระทัยพระเจ้าด้วยความเต็มใจ
- เปาโลยอมเป็นทาสของพระคริสต์ ทาสแตกต่างจากคนใช้ คือทาสถูกขายให้นาย และตัวเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะไปไหน หรือทำอะไรได้ตามใจชอบอีกต่อไปแล้ว ชีวิตทั้งชีวิตขึ้นอยู่กับนายว่าจะใช้ให้เขาทำอะไร และจะขายให้ใคร
- เรารักพี่น้อง รักทาส คนใช้ หรือนายของเราด้วยจริงใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง อย่าเป็นเหมือนฟาริสีที่ทำดีแต่ต่อหน้า แต่ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงให้เราพบทางเดินที่ง่าย สบาย และภาระเบาแล้ว ฉะนั้นเราควรจะถอดหน้ากากที่เราเคยใส่มานาน
6:7 จงปรนนิบัตินายด้วยจิตใจชื่นบาน เหมือนกับปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ปรนนิบัติมนุษย์
- ทาสหรือคนใช้สมัยก่อนไม่มีอิสระ และถูกข่มเหงใช้งานอย่างหนัก พวกเขาจึงเกลียดชังนายของตน เมื่อเราเป็นบุตรพระเจ้า ทั้งนาย และทาส หรือคนใช้ก็สามารถที่จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และนายก็ไม่ข่มเหงกดขี่ทาส หรือคนที่อยู่ใต้อำนาจของตน ทาสก็รักนาย และรับใช้นายด้วยเต็มใจยินดีในพระคริสต์
6:8 เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่า ผู้ใดกระทำความดีประการใด ผู้นั้นก็จะได้รับบำเหน็จอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้าอีก ไม่ว่าเขาจะเป็นทาสหรือเป็นไท
6:9 ฝ่ายนายจงกระทำต่อทาสในทำนองเดียวกัน คืออย่าขู่เข็ญเขา เพราะท่านก็รู้แล้วว่านายของท่านทรงประทับอยู่ในสวรรค์ และพระองค์ไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใดเลย
เราขอบพระคุณพระเจ้า ที่ทรงเป็นได้ทั้งเจ้านายและทาสในเราผู้เชื่อทุกคน
- พระคริสต์เป็นนายที่น่ารัก อยู่ภายในผู้เชื่อที่เป็นเจ้านายฝ่ายเนื้อหนัง
- พระคริสต์เป็นทาสที่น่ารัก อยู่ภายในผู้เชื่อที่เป็นทาสฝ่ายเนื้อหนัง
- พระคริสต์ดำเนินชีวิตแทนเจ้านายและทาส และบำเหน็จอยู่ที่เจ้านายและทาสมีผลของพระคริสต์ได้มากน้อยเท่าไหร่
ยุทธภัณฑ์ของคริสเตียน
6:10 พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า สุดท้ายนี้ขอท่านจงเข้มแข็งในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์
- เปาโลเตือนให้ผู้เชื่อเข้มแข็งในพระคริสต์ ก็คือการสนิทอยู่ในพระองค์ และเดินในฝ่ายวิญญาณปักใจในพระวิญญาณอยู่เสมอ
6:11 จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้
- เราพบว่าการต่อสู้กับมารซาตานในที่นี้ ไม่ใช่ด้วยฤทธิ์เดชแบบขับไล่ แต่ต่อสู้เพื่อรู้ทันกลอุบายล่อลวงของมารซาตาน ที่ทำสงครามเงียบภายในคริสตจักรและท่ามกลางผู้เชื่อทั้งหลาย และมันนำคำสอนที่ไม่ใช่ความจริงเข้ามาทางผู้เชื่อ หรือผู้นำที่ใช้สติปัญญาอาดัมในการตีความหมายพระคัมภีร์
6:12 เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอบครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ
- มารซาตานและลูกน้อง เดิมทีปกครองและครอบครองอาณาจักรที่อยู่บนท้องฟ้า แต่เมื่ออาดัมทำบาปมันจึงครอบครองโลกนี้ และยึดเป็นอาณาจักรของมัน
6:13 เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น และเมื่อเสร็จแล้วจะยืนมั่นได้
- วันอันชั่วร้าย ก็คือตั้งแต่สมัยอัครสาวกจนถึงทุกวันนี้ ถ้าหากเรามีอาวุธครบชุด เราจะไม่หลงทาง หรือถูกล่อลวงโดยผู้เชื่อ ผู้นำ หรือผู้สอนที่ไม่ได้ถูกเปิดตา ที่มาชักจูงเราไปเชื่อผิด ฝึกเดินผิด และรับใช้ผิดอีกต่อไป
6:14 เหตุฉะนั้น ท่านจงยืนมั่น เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก
- เอาความจริงคาดเอว คืออยู่ในความจริงของพระเจ้า ไม่ใช่ความจริงในอาดัม หรือที่ตามองเห็น ความจริงของพระเจ้าคือ เราเป็นคนชอบธรรมไม่ใช่คนบาป เราใหม่ไม่ใช่เก่า เราอยู่ในพระคริสต์ไม่ได้อยู่ในอาดัม เราชนะแล้วไม่ใช่ผู้แพ้ เรามีสันติสุขแล้วและไม่กระหายอีก เรามีพระวิญญาณสถิตในเราแล้ว เรามีพระคริสต์อยู่ในเราแล้ว และครอบครองจิตใจครบทุกห้องแล้ว เราเป็นพระกายเดียวและเป็นหนึ่งเดียว (ในพระคริสต์) แล้ว (ฟังคลิปมานาที่ซ่อนไว้ ตอน ค้นหาความจริงของพระเจ้า และตอน ค้นหาตัวจริงของเรา)
- เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก คือเชื่ออย่างตายใจว่าเราเป็นคนชอบธรรมแล้วในพระคริสต์ คือเชื่อว่าเรามีเสื้อทั้งสองตัวแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะไม่เห็นจิตใจใหม่ก็ตาม แต่เราเชื่อเอาทุกวัน เพื่อรอการทำงานของพระวิญญาณในเรามากขึ้นๆ อย่าให้ซาตานใช้ผู้เชื่อมาฟ้องเราว่าเราเป็นคนบาป หรือไม่ชนะ เพราะในพระคริสต์เราชอบธรรมและชนะแล้ว
6:15 และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า
- เรานำข่าวดีเรื่อง “น้ำแห่งชีวิต” ไปสู่คนที่ไม่เชื่อ และไปบอกต่อพี่น้องที่ไม่มีสุขทุกวันเวลา
6:16 และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของผู้ชั่วร้ายนั้นเสีย
เอาความเชื่อเป็นโล่ คือเชื่อ (เอา) อย่าเดินด้วยสายตา อารมณ์ และความรู้สึก แต่เชื่อ (เอา) ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็น ถ้าหากเราเชื่อ พระวิญญาณก็นำสิ่งที่เราเชื่อในพระคำพระเจ้ามาสู่เรา
- เราเริ่มต้นก็ด้วยความเชื่อ (เอา) และจบลงก็ด้วยเชื่อ (เอา) ไม่มีการกระทำเพื่อรับทุกสิ่งที่พระเจ้าสัญญาจะประทานให้ เช่น การได้รับการอภัยบาป การได้บังเกิดใหม่ การได้กลายเป็นคนชอบธรรม การได้รับพระวิญญาณ การได้กลายเป็นผู้ชนะ ฯลฯ
- ผู้ชอบธรรมเดินด้วยการเชื่อ (เอา) โรม 1:17
- จงเดินด้วยการเชื่อ (เอา) อย่าเดินด้วยสายตา (2 คร. 5:7)
ดับลูกศรเพลิงของผู้ชั่วร้ายนั้นเสีย คือเราไม่หลงเชื่อการล่อลวงของมาร ซึ่งใช้พี่น้องผู้เชื่อมาบอกเราว่าต้องกระทำนู่นนี่นั่น ต้องรักษาพระบัญญัติ ต้องถวายสิบลด ต้องเชื่อฟัง ไม่อย่างนั้นจะไม่รอดและไม่ได้รับพระพร ฯลฯ
6:17 จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือพระวจนะของพระเจ้า
- เอาความรอดเป็นหมวกเหล็ก คือเราเชื่อว่าเรารอดแล้วรอดเลย และจะไม่สูญเสียความรอดอีกเลย และเรารอดก็รอดโดยพระคุณทางความเชื่อ อย่าให้ใครมาทำให้เราหลุดออกจากความเชื่อนี่เป็นอันขาด เพราะเราจะหลุดจากพระคุณของพระเจ้า เหล่านี้คือพระคำที่เป็นพระแสงของพระวิญญาณ เพื่อต่อสู้กับความไม่จริงของมารซาตาน ที่กำลังแพร่ในท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายของพระเจ้า
จงอธิษฐานโดยพระวิญญาณทุกเวลา
6:18 จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง และจงขอในวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อวิสุทธิชนทุกคน
- ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจะดีหรือร้าย เราขอในพระวิญญาณคือขอให้น้ำพระทัยของพระบิดาสำเร็จ อย่าให้เป็นตามใจเรา ซึ่งเรียกว่าขอในเนื้อหนัง
- จงระมัดระวังด้วยความเพียรทุกอย่าง คือเฝ้าระวังอยู่ และพูดคุยสนทนา (สนิท) ในพระคริสต์อยู่เสมอ และอธิษฐานเผื่อพี่น้องผู้เชื่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องที่รับการเปิดตาแล้ว หรือยังไม่ถูกเปิดตา เราก็ไม่ลืมพวกเขา
6:19 และอธิษฐานเพื่อข้าพเจ้าด้วย เพื่อจะทรงประทานให้ข้าพเจ้ามีคำพูด และเกิดใจกล้าประกาศถึงข้อลึกลับแห่งข่าวประเสริฐได้
- การประกาศถึงข้อลึกลับแห่งข่าวประเสริฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาณาจักร หรือรอดโดยพระคุณทางความเชื่อ หรือเราตายจากพระบัญญัติแล้ว ทั้งเรื่องพระคริสต์ในเราและอีกมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้เชื่อส่วนใหญ่ไม่รับสิ่งที่เปาโลนำมาบอกต่อคริสตจักรทั้งหลายในสมัยนั้น
- การประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ เรื่องความรอด เป็นเรื่องธรรมดา คือนำมนุษย์มาถึงพระเจ้า แต่การประกาศข้อลึกลับ คือ เรื่องอาณาจักร เรื่องพระคริสต์อยู่ในเรา เรื่องรอดโดยพระคุณทางความเชื่อเท่านั้น เรื่องคริสตจักรคือพระกายวิญญาณ เรื่องความจริงของพระเจ้าคือเชื่อเอา ไม่ใช่การพึ่งการกระทำดีของเรามาเพิ่ม เสริม หรือเติมเพื่อให้พระโลหิตของพระเยซูไถ่เราได้ และอีกหลายเรื่อง เป็นเรื่องยาก คือนำพระเจ้าเข้ามาอยู่ในมนุษย์
6:20 เพราะข่าวประเสริฐนี้เอง ทำให้ข้าพเจ้าเป็นทูตผู้ต้องติดโซ่อยู่ เพื่อข้าพเจ้าจะเล่าข่าวประเสริฐด้วยใจกล้าตามที่ข้าพเจ้าควรจะกล่าว
- การประกาศข้อลึกลับ เราผู้ประกาศต้องเป็นเหมือนเปาโลไม่มากก็น้อย คือการถูกข่มเหง และการกล่าวหาว่าร้ายสารพัด อย่าคิดว่าทุกสิ่งจะราบรื่นเหมือนดังที่เราเคยคิด แต่เราขอบพระคุณพระเจ้าที่เรามีสุขทุกวันเวลา และอยู่ในกระบวนการการก่อขึ้น เพื่อจะเดินในชีวิตพระคริสต์ที่ครบบริบูรณ์วันต่อวันได้
6:21 แต่เพื่อให้ท่านได้รู้เหตุการณ์ทั้งปวงของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างไร ทีคิกัส ซึ่งเป็นน้องที่รัก และเป็นผู้รับใช้อันสัตย์ซื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า จะได้บอกท่านให้ทราบถึงเหตุการณ์ทั้งปวง
6:22 ข้าพเจ้าให้ผู้นี้ไปหาท่าน ก็เพราะเหตุนี้เอง คือให้ท่านได้ทราบถึงเหตุการณ์ทั้งปวงของเรา และเพื่อให้เขาหนุนน้ำใจของท่าน
6:23 ขอให้พวกพี่น้องได้รับสันติสุข และความรักโดยความเชื่อมาจากพระเจ้าพระบิดา และจากพระเยซูคริสต์เจ้า
- คือขอให้พี่น้องได้รู้เถิดว่า ความสงบสุข (Peace) อยู่กับพวกท่านแล้ว จงค้นหาความจริง เพื่อท่านจะสัมผัสสุขสงบในพระเจ้านี้
6:24 ขอพระคุณดำรงอยู่กับบรรดาคนที่รักพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราด้วยความจริงใจ เอเมน [เขียนถึงชาวเอเฟซัสจากกรุงโรม และส่งโดยทีคิกัส]
- พระคุณ คือการกระทำของพระเยซูในเรา เปาโลขอให้ผู้เชื่อจำเริญขึ้นในการกระทำแทน หรือการกระทำกิจในผู้เชื่อให้มากขึ้นในแต่ละวัน