ยอห์น บทที่ 5 อย่าทำบาปอีก คือบาปอะไรกันแน่!

พระเยซูคือคำตอบ ของคนที่ช่วยตนเองไม่ได้ และไม่มีใครช่วยเขาได้ ขณะที่คนอื่นใส่ใจที่การเชื่อฟัง แต่พระเยซูทรงใส่พระทัยที่คนป่วยมากกว่า

5:1 หลังจากนั้น ก็ถึงเทศกาลเลี้ยงของพวกยิว และพระเยซูก็เสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม

- เทศกาลเลี้ยง ในที่นี้คือเทศกาลปัสกา

- ชาวยิวโดยเฉพาะผู้ชาย จะเดินทางมาที่กรุงเยรูซาเล็มปีละไม่ต่ำกว่าสามถึงเจ็ดครั้ง เพื่อมาร่วมฉลองเทศกาล และถ้าไม่มา ถือว่าละเมิดพระบัญญัติ

- ในบทที่ 4 พระเยซูทรงเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี ที่อยู่ทางเหนือของประเทศอิสราเอล

- เมื่อพระเยซูเดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม ควรจะเรียกว่าลงไป แต่เนื่องจากกรุงเยรูซาเล็มคือที่ตั้งของพระวิหาร ชาวยิวจึงเห็นเยรูซาเล็มเป็นที่สูงสุดสำหรับชนชาติอิสราเอล

//

5:2 ในกรุงเยรูซาเล็ม ที่ริมประตูแกะมีสระอยู่สระหนึ่ง ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้นว่า เบธซาธา เป็นที่ซึ่งมีศาลาห้าหลัง

- ประตูคอกแกะ หมายถึงประตูทางเข้าสู่พระบัญญัติ เพื่อจะรักษาพระบัญญัติในยุคพันธสัญญาเดิมของชาวยิว

//

5:3 ในศาลาเหล่านั้น มีคนป่วยเป็นอันมากนอนอยู่ คนตาบอด คนง่อย คนผอมแห้ง กำลังคอยน้ำกระเพื่อม

- พระเมตตาของพระเจ้าต่อชาวยิวมีน้อยมาก เนื่องจากชาวยิวไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติในรูปแบบศาสนาเท่านั้น

//

5:4 ด้วยมีทูตสวรรค์องค์หนึ่ง ลงมากวนน้ำในสระนั้นเป็นครั้งคราว เมื่อน้ำกระเพื่อมนั้น ผู้ใดก้าวลงไปในน้ำก่อน ก็จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่นั้น

- พระเจ้าทรงให้ทูตสวรรค์มากวนน้ำเป็นบางครั้งคราว คนที่ก้าวลงไปในสระน้ำก่อน คนนั้นก็จะหายโรค

//

5:5 ที่นั่นมีชายคนหนึ่ง ป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว

- อาการป่วยของเขา เกิดจากการทำบาปตั้งแต่สามสิบแปดปีก่อน เป็นบาปชนิดหนึ่งที่เขาทำ และต้องรับโทษจากพระเจ้า

//

5:6 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรคนนั้นนอนอยู่ และทรงทราบว่าเขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ”

- พระเยซูทรงทราบเรื่องของผู้ชายคนนี้ดี

//

5:7 คนป่วยนั้นทูลตอบพระองค์ว่า “ท่านเจ้าข้า เมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น ไม่มีผู้ใดที่จะเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ และเมื่อข้าพเจ้ากำลังไป คนอื่นก็ลงไปก่อนแล้ว”

5:8 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงลุกขึ้น ยกแคร่ของเจ้าและเดินไปเถิด”

5:9 ในทันใดนั้น คนนั้นก็หายโรค และเขาก็ยกแคร่ของเขาเดินไป วันนั้นเป็นวันสะบาโต

5:10 ดังนั้น พวกยิวจึงพูดกับชายที่หายโรคนั้นว่า “วันนี้เป็นวันสะบาโต ที่เจ้าแบกแคร่ไปนั้นก็ผิดพระราชบัญญัติ”

- แทนที่ชาวยิวจะชื่นชมยินดีกับการหายโรคของผู้ชายคนนี้ แต่เขากลับไม่สนใจ และสิ่งที่เขาตระหนัก คือการรักษากฎเกณฑ์พระบัญญัติมากกว่า

//

5:11 คนนั้นจึงตอบเขาเหล่านั้นว่า “ท่านที่รักษาข้าพเจ้าให้หายโรค ได้สั่งข้าพเจ้าว่า ‘จงยกแคร่ของเจ้าแบกเดินไปเถิด’”

5:12 เขาเหล่านั้นถามคนนั้นว่า “คนที่สั่งเจ้าว่า ‘จงยกแคร่ของเจ้าแบกเดินไปเถิด’ นั้น เป็นผู้ใด”

5:13 คนที่ได้รับการรักษาให้หายโรคนั้นไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด เพราะพระเยซูเสด็จหลบไปแล้ว เนื่องจากขณะนั้นมีคนอยู่ที่นั่นเป็นอันมาก

5:14 ภายหลังพระเยซูได้ทรงพบคนนั้นในพระวิหาร และตรัสกับเขาว่า “ดูเถิด เจ้าหายโรคแล้ว อย่าทำบาปอีก มิฉะนั้นเหตุร้ายกว่านั้นจะเกิดกับเจ้า”

- *อย่าทำบาปอีก* ในที่นี้คือบาปที่เขาทำเมื่อสามสิบแปดปีที่แล้ว ที่เป็นเหตุให้เขาป่วยด้วยโรคดังกล่าวนั่นเอง ไม่ใช่เลิกทำบาปทั้งหมดจนตลอดชีวิต เพราะแน่นอนที่สุด เขาจะต้องทำบาปอีกเหมือนเราผู้เชื่อทุกคนไม่มากก็น้อย

5:15 ชายคนนั้นก็ได้ออกไป และบอกพวกยิวว่า ท่านที่ได้รักษาเขาให้หายโรคนั้น คือพระเยซู

5:16 เหตุฉะนั้น พวกยิวจึงข่มเหงพระเยซู และแสวงหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นในวันสะบาโต

5:17 แต่พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “พระบิดาของเราก็ยังทรงกระทำการอยู่จนถึงบัดนี้ และเราก็ทำด้วย”

5:18 เหตุฉะนั้น พวกยิวยิ่งแสวงหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ มิใช่เพราะพระองค์ล่วงกฎวันสะบาโตเท่านั้น แต่ยังได้เรียกพระเจ้าว่าเป็นบิดาของตนด้วย ซึ่งเป็นการกระทำตนเสมอกับพระเจ้า

- คำกล่าวของพระเยซูยืนยันชัดเจนมาก เป็นการยืนยันว่าพระองค์ทรงเท่าเทียมกับพระเจ้าพระบิดา

- เราพบว่า ในบทที่ 5 นี้ ชาวยิวกล่าวหาว่าพระเยซูกระทำผิดละเมิดวันสะบาโต และกระทำตนเท่าเทียมกับพระเจ้า

//

5:19 ดังนั้น พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทรงกระทำ สิ่งนั้นพระบุตรจึงทรงกระทำด้วย

5:20 เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตร และทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ และพระองค์จะทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก เพื่อท่านทั้งหลายจะประหลาดใจ

5:21 เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาและมีชีวิตฉันใด ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำให้ผู้ใดมีชีวิต ก็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น

5:22 เพราะว่าพระบิดามิได้ทรงพิพากษาผู้ใด แต่พระองค์ได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร

5:23 เพื่อคนทั้งปวงจะได้ถวายเกียรติแด่พระบุตร เหมือนที่เขาถวายเกียรติแด่พระบิดา ผู้ใดไม่ถวายเกียรติแด่พระบุตร ผู้นั้นก็ไม่ถวายเกียรติแด่พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา

5:24 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเรา และเชื่อในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว

- ก็มีชีวิตนิรันดร์ คือมีชีวิตพระเจ้า หรือได้รับชีวิตพระเจ้าเข้ามาอยู่ในเขา (ไม่ใช่จะได้รับความรอด)

- *การมีชีวิตพระเจ้า ทำให้ผู้เชื่อมีโอกาสได้รับ*
 1) การบังเกิดใหม่ เพื่อความรอดอันตลอดไปเป็นนิตย์
 2) จิตใจใหม่ ที่เป็นผลของชีวิตพระเจ้า
 3) พระพรฝ่ายวิญญาณทุกประการ
 4) พระเจ้าเข้ามาอยู่ในเรา

- *ผู้เชื่อมากมายคิดว่า พระเยซูตรัสว่าจะได้รอด แต่แท้ที่จริงพระองค์ทรงกล่าวว่า จะได้รับชีวิตพระเจ้า เข้ามาอยู่ในเขากับเขา*

//

5:25 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เวลาที่กำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่ตายแล้วจะได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ได้ยินจะมีชีวิต

- บัดนี้ก็ถึงแล้ว คือช่วงเวลาสามสิบสามปีกว่า ที่พระเยซูทรงประกาศข่าวประเสริฐ

- ผู้ที่ตายแล้ว คือคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า และตายฝ่ายวิญญาณ

- จะได้ยินและจะมีชีวิต คือการเชื่อและต้อนรับพระเยซู เขาก็ได้รับชีวิตพระเจ้าเข้ามาอยู่ในเขา

//

5:26 เพราะว่าพระบิดาทรงมีชีวิตในพระองค์เองฉันใด พระองค์ก็ได้ทรงประทานให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์ฉันนั้น

- มีชีวิต ในที่นี้คือชีวิตที่เป็นอมตะ หรือชีวิตพระเจ้า คือชีวิตที่ตายไม่ได้

//

5:27 และได้ทรงประทานให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจ ที่จะพิพากษาด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์

- บุตรพระเจ้า คือพระเจ้าพระภาคพระบุตร ที่เป็นหนึ่งในสามพระภาค

- บุตรมนุษย์ คือพระเยซูที่เกิดเป็นมนุษย์ชื่อเยซู การเสด็จกลับมาเพื่อก่อตั้งราชอาณาจักรสวรรค์ในยุคพันปี และการเริ่มต้นแผ่นดินโลกใหม่และฟ้าสวรรค์ใหม่ พระเยซูในฐานะบุตรมนุษย์ จะเป็นผู้พิพากษาทั้งผู้เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อ

//

5:28 อย่าประหลาดใจในข้อนี้เลย เพราะใกล้จะถึงเวลาที่บรรดาผู้ที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพจะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์

5:29 และจะได้ออกมา คนทั้งหลายที่ได้ประพฤติดี ก็ฟื้นขึ้นสู่ชีวิต และคนทั้งหลายที่ได้ประพฤติชั่ว ก็จะฟื้นขึ้นสู่การพิพากษา

- ทุกคนที่ไม่เชื่อที่ตายแล้ว จะเป็นขึ้นในวันสุดท้ายเพื่อเข้าสู่การพิพากษา

5:40 แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเรา เพื่อจะได้ชีวิต

- จะได้ชีวิต คือจะได้รับชีวิตพระเจ้า

//

5:41 เราไม่รับเกียรติจากมนุษย์

- นี่คือชีวิตคริสเตียนฝ่ายวิญญาณที่แท้จริง คือเราไม่ต้องการชื่อเสียง หรือถูกมนุษย์ยกขึ้น เหมือนคริสเตียนศาสนาที่แสวงหาสิ่งเหล่านี้

//

5:42 แต่เรารู้ว่าท่านไม่มีความรักพระเจ้าในตัวท่าน

- เขาอาจมีความรักแบบมนุษย์ที่รักกัน แต่ไม่มีผลแห่งพระวิญญาณที่เป็นความรักอากาเป้ เพราะว่าเขาไม่มีชีวิตพระเจ้า และชีวิตนั้นไม่มีโอกาสเกิดผลในตัวเขา

//

5:44 ผู้ที่ได้รับยศศักดิ์จากกันเอง และมิได้แสวงหายศศักดิ์ซึ่งมาจากพระเจ้าเท่านั้น ท่านจะเชื่อผู้นั้นได้อย่างไร

- ผู้เชื่อและผู้นำมากมายทุกวันนี้ ยกยอปอปั้นกันเอง เลือกกันเอง ส่งเสียกันเอง ยกกันขึ้นเอง ให้เกียรติกันเอง และอ้างว่าพระเจ้าทรงเลือก หรือทรงเห็นด้วย ทั้งๆ ที่พระองค์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย คริสตจักรของคุณมีไหมครับ

อ่านเพิ่มเติม…

ยอห์น บทที่ 4 ← บทก่อนหน้า

บทถัดไป → ยอห์น บทที่ 6

ที่มา