มัทธิว บทที่ 13

มัทธิวบทที่ 13 เป็นเรื่องราวย่อ โดยเริ่มตั้งแต่กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรออกเดินทางไปหว่านชีวิตของพระองค์เอง และผู้ที่รับก็ได้รับชีวิตนิรันดร์ดังกล่าวเพื่อพร้อมที่จะเติบโตและเกิดผลแห่งชีวิตแห่งราชอาณาจักรนี้

บทที่ 13 จบลงที่การพิพากษาครั้งสุดท้าย เพราะการปฏิเสธของชาวยิวที่เป็นลูกแห่งอาณาจักร

มัทธิวบทที่ 13 แบ่งออกเป็นแปดส่วนด้วยกัน คือ
1. ดินสี่ประเภท (ข้อ 1–23)
2. ผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง และผู้เชื่อไม่ได้บังเกิดใหม่ (ข้อ 24–30)
3. มารเข้ายึดและครอบครองคริสตจักร (ราชอาณาจักรสวรรค์) (ข้อ 31–32)
4. มารนำคำสอน หรือการแปลที่ผิดความหมายของพระวจนะคำเข้ามา เพื่อไม่ให้ผู้เชื่อเติบโต สู่พระลักษณะของพระคริสต์ (ข้อ 33–35)
5. พระเจ้ามองเห็นคุณค่าของมนุษย์ เพื่อทำให้เขาเป็นวิหาร หรือที่สถิตอยู่ของพระองค์ชั่วนิรันดร์ (ข้อ 44)
6. พระเจ้าในแง่ของนักลงทุน ซึ่งได้กำไรในวันสุดท้าย (ข้อ 45–46)
7. ผู้เชื่อคือปลาที่เลือกไว้ และผู้ที่ไม่เชื่อคือปลาที่ไม่ต้องการ และต้องโยนลงทะเลในวันสุดท้าย (ข้อ 47–52)
8. ลูกแห่งอาณาจักรจะปฏิเสธกษัตริย์ เพราะการเสด็จมาของพระเยซูไม่เหมือนที่เขาคาดคิด คือเป็นคนธรรมดาเกินไป (ข้อ 53–58)


13:1 ในวันนั้นเอง พระเยซูได้เสด็จจากเรือนไปประทับที่ชายทะเล
1. ออกจากเรือน คือทิ้งชนชาติอิสราเอล เพราะว่าพระวิหารที่เป็นเรือนของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางชนชาตินี้
2. ไปประทับที่ชายทะเล คือยกราชอาณาจักรให้คนต่างชาติ (ที่เป็นทะเล สำหรับพระเจ้า แผ่นดินคือชาติอิสราเอล)

เมื่อก่อน ชาติอิสราเอลคือเรือนของพระเจ้า พระเจ้ามองต่างชาติเหมือนทะเล เพราะว่าแผ่นดินคือที่ที่พระเจ้าเลือกทำงานเท่านั้น
พระเจ้าไม่เคยสร้างมนุษย์ทะเล แต่เมื่อมีชนชาติเดียวที่ติดตามพระเจ้า พระเจ้าจึงเรียกพวกเขาว่าเรือนของพระเจ้า
ส่วนมากพระเจ้าเรียกวิหารว่าเรือน ทั้งเรียกชาติอิสราเอลว่าเรือน เพราะวิหารอยู่ท่ามกลางเขา


2. ตรัสกับเขาหลายประการเป็นคำอุปมา เพื่อกีดกันป้องกัน ฟาริสีและยิวที่หยิ่งและมาจับผิด
เมื่อพระเยซูพูดเล่าอะไร ถ้าไม่มาขอการเปิดเผยทีหลังด้วยถ่อมใจเปิดใจ ก็จะไม่รู้เรื่อง


3. มีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช
ผู้หว่านพืช คือกษัตริย์ที่ออกไปหว่านชีวิตนิรันดร์ ที่เป็นเมล็ดแห่งราชอาณาจักร 
กษัตริย์มีชีวิตนิรันดร์ ลูกแห่งราชอาณาจักรทุกคนต้องมีชีวิตนี้ จึงจะได้เข้าในราชอาณาจักร
เริ่มหว่านพืชตั้งแต่เมื่อไหร่… วันที่พระองค์ออกจากบ้านและชนะการทดลอง 
ตั้งแต่นั้นมา พระเยซูเดินทางไปหว่านในฐานะของกษัตริย์ กษัตริย์ต้องไปหาคนมาเข้าราชอาณาจักรเอง


4. และเมื่อเขาหว่าน วันที่พระองค์ออกจากบ้าน และชนะการทดลอง


5. เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง
- คือประกาศเรื่องราชอาณาจักรกับยิว ฟาริสี และใครก็ตามที่ฟังแล้วรับไม่ได้ เพราะเขาแสวงหาเรื่องสวรรค์นรกอยู่ ไม่รู้เรื่องและไม่สนใจราชอาณาจักร
- ดินตามทาง คือจิตใจที่ถูกสอนถูกเหยียบย่ำให้แน่นแข็ง จนรับเรื่องอาณาจักรไม่ได้แล้ว

คนเดินไปมาแต่ละครั้งบนดินนั้น คือคนที่สอนแต่ละคนเรื่องสวรรค์นรก ทุกวันนี้ คริสเตียนที่เป็นดินตามทางมีเยอะมาก ประมาณ 90–95% เพราะเขาปักใจ และถูกเสี้ยมสอนมาอย่างดีเรื่องสวรรค์นรก ถ้าเราพูดเรื่องราชอาณาจักร เขาก็หาว่าเป็นพวกเทียมเท็จ เราพูดในแง่การศึกษา

มธ. 13:1–4 คือเรื่องราวเกี่ยวกับราชอาณาจักร แต่ผู้เชื่อส่วนมากตีความหมายแปลว่า คนที่ได้ยินข่าวประเสริฐแต่รับไม่ได้ และไม่ได้รอด ซึ่งไม่ถูก

…แล้วนกก็มากินเสีย นกในที่นี้ เรารู้กันดีว่าคือมารซาตาน เมื่อยิว ฟาริสี และคริสเตียนศาสนารับไม่ได้ฟังไม่รู้เรื่อง มารก็จะหาวิธี หรือใช้คนมาพูด บอก สอนเขาว่า ระวังนะเค้าสอนผิดนี่โน่น สุดท้ายเขาก็ทิ้งไป


13:5 บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินแต่น้อย จึงงอกขึ้นโดยเร็ว เพราะดินไม่ลึก
13:6 แต่เมื่อแดดจัด แดดก็แผดเผา เพราะรากไม่มี จึงเหี่ยวไป

1. ที่ที่มีหิน มีเนื้อดินน้อย
- หิน คือจิตใจที่รักบาปมาก
- ดินน้อย คือจิตใจที่แสวงหา ร้อนรน หรือหิวกระหาย ไม่มีมากเท่าไหร่
- เมื่อเขารับเรื่องราชอาณาจักรและเรียนรู้ แต่ด้วยใจที่รักบาปนั้น ชักนำเขาให้เลิกเรียน และเลิกแสวงหาอาณาจักรต่อไป เขาจึงหมดโอกาส


13:6 แต่เมื่อแดดจัด แดดก็แผดเผา
- พระเจ้าสร้างเรา เพื่อให้เข้าสู่ปัญหามากมายตลอดชีวิต
- ต้นไม้พืชผัก ต้องการแสงแดดเพื่อการเติบโตและเกิดผลฉันใด ลูกแห่งราชอาณาจักร ย่อมต้องการแสงแดด (ปัญหา) ฉันนั้น เพื่อการเติบโตและเกิดผลมากมาย
- ราก คือความเชื่อที่ถูกแล้ว คือได้พบราชอาณาจักรสวรรค์นี้แล้ว
- อีกอย่าง พระเจ้าไม่ได้สร้างเราเป็นเรือที่จอดทิ้งไว้ที่ริมฝั่ง เพื่ออวดความสวยงาม แต่สร้างเราเพื่อให้ออกทะเล ไปเผชิญกับคลื่นและพายุ
- พี่น้องผู้เชื่อส่วนมากเข้าใจผิด คิดว่าเชื่อพระเจ้าแล้วชีวิตจะสบาย มีพระพรมากมายรออยู่ เพียงแต่เราเชื่อฟัง สุดท้ายก็ผิดหวังกันหมด


13:7 บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย
อย่าลืมว่า นี่คือเรื่องราวของการเข้าสู่ชีวิตชัยชนะ ไม่เกี่ยวกับความรอดในวันสุดท้าย

ต้นหนามในที่นี้ คือ เงินทองทรัพย์สมบัติ ความสบาย และสิ่งล่อตาล่อใจของโลกนี้ เมื่อคนนี้ได้ฟัง และรับเอาข่าวดีเรื่องราชอาณาจักร แต่ด้วยความรักที่มีให้โลกอย่างมากมาย ยังทิ้งความรักโลกไม่ได้ และรักโลกไปจนตาย เขาจึงต้องพลาดโอกาส


13:8 บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง

ดินดี ในที่นี้คือ 
1. คนที่ได้ยินเรื่องราชอาณาจักรพันปี 
2. รับเอาด้วยความยินดี 
3. เรียนรู้แสวงหาอย่างหิวกระหาย
4. สุดท้ายเข้าใจ รักและฝึกฝนชีวิตให้พร้อม สำหรับราชอาณาจักรนี้

เกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง
1. นำคนมาเชื่อเรื่องราชอาณาจักรเหมือนกัน บางคนช่วยพี่น้องได้สามสิบ หกสิบ และหนึ่งร้อยเท่า

การเกิดผลยังมีนัยอีกว่า เป็นเรื่องการเติบโตเกิดผลในชีวิตเขา ซื่งเป็นเรื่องของการได้รับรางวัลมากน้อยเท่าไหร่ ที่เป็นผลที่ได้รับจากการใช้ชีวิตและรับใช้ ในข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักรดังกล่าว


13:9 ใครมีหู จงฟังเถิด
- ไม่ใช่ทุกคนที่มีหู (ฝ่ายวิญญาณ )
- ทุกวันนี้ 90–95% ใช้หูและตาอาดัมเพื่อวิเคราะห์พระคำของพระเจ้า สุดท้ายไม่ได้เข้า (มธ. 7:21–27; 1 คร. 3:12–15)


13:10 ฝ่ายพวกสาวกจึงมาทูลพระองค์ว่า “เหตุไฉนพระองค์ตรัสกับเขาเป็นคำอุปมา” 
13:11 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “เพราะว่าข้อความลึกลับของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้ แต่คนเหล่านั้นไม่โปรดให้รู้

“เหตุไฉนพระองค์ตรัสกับเขาเป็นคำอุปมา”???
เพราะว่ามีนักสืบ คือพวกของฟาริสี ที่มายืนปะปนกับประชาชน และฟังเพื่อจับผิดอยู่


13:11 “เพราะว่าข้อความลึกลับของอาณาจักรแห่งสวรรค์
เรื่องรอดในวันสุดท้ายไม่ใช่ลึกลับเท่าไหร่ แต่เรื่องเติบโตเข้าในอาณาจักร เป็นเรื่องที่ต้องเสาะแสวงหาอย่างร้อนรน

1. การแสวงหาราชอาณาจักรของพระเจ้า คือหาข้อมูลทุกเรื่องราวอย่างถี่ถ้วน เกี่ยวกับราชอาณาจักรพันปีนี้
เลิกห่วงเรื่องรอดในวันสุดท้าย เพราะว่าเรารอดแน่นอนแล้ว แต่ห่วงเรื่องนี้มากกว่าเพราะว่าพระเยซูสั่งให้แสวงหา

2. แสวงหาความชอบธรรม คือได้พบว่า โอ… พระเยซูนี่เองที่เป็นคนทำดีในเราแทนเราและเพื่อเรา เพราะว่าเราทำไม่ได้ และพระเจ้าไม่รับผลของอาดัมที่เราทำ

ผลของอาดัม ไม่ว่าจะดีมากมายแค่ไหนในสายตามนุษย์ แต่สำหรับพระเจ้า คือความดีที่ตายแล้ว


ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้ แต่คนเหล่านั้นไม่โปรดให้รู้
พระเจ้าเลือกคนที่ถ่อมใจเท่านั้น ให้มาโตและเกิดผลถวายเกียรติ พระเจ้าไม่เอาคนที่หยิ่งผยองพองตัว ที่มีเต็มในคริสตจักรทั่วไป เพราะว่าคนเหล่านั้นแย่งชิงพระเกียรติและพระสง่าราศีของพระเจ้า
แต่หน้าที่ของเราคือหว่าน แะคนที่รับรับได้หรือไม่ได้ ก็ขื้นอยู่ที่เขากับพระเจ้า


13:12 ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้คนนั้นมีเหลือเฟือ แต่ผู้ใดที่ไม่มีนั้น แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่จะต้องเอาไปจากเขา
- มีอยู่แล้ว คือเชื่อและยอมรับเรื่องอาณาจักร แต่ยังไม่ครบ
- จะเพิ่มเติมให้คนนั้นมีเหลือเฟือ คือพระเจ้าจะส่งคนมาบอก แบ่ง แนะนำ หรือสอนให้เรารู้อย่างครบถ้วน

แต่ผู้ใดที่ไม่มีนั้น แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่จะต้องเอาไปจากเขา
ที่ไม่มี คือคริสเตียนทุกวันนี้ ที่ไม่รู้เรื่องราวแห่งราชอาณาจักรและรับไม่ได้
ซึ่งเขามีอยู่จะต้องเอาไปจากเขา คือ รางวัลหรือพระพร ที่เขาทำและรับใช้มานานแรมปี จะต้องยกให้ผู้อื่น
เรื่องนี้บ่งชี้ถึงยิวและฟาริสีก่อน เขามีพระเจ้าแล้ว มีราชอาณาจักรแล้ว และมีมรดกของพระเจ้าแล้ว สุดท้ายเขาถูกแย่งชิงเอาไปจากเขาจนหมด


13:13 เหตุฉะนั้น เราจึงกล่าวแก่เขาเป็นคำอุปมา เพราะว่าถึงเขาเห็นก็เหมือนไม่เห็น ถึงได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ
- เพราะว่าถึงเขาเห็น/ได้ยิน ก็เหมือนไม่เห็น/ไม่ได้ยิน 
- ไม่ว่ามนุษย์จะฉลาดหรือมีปัญญามากมายแค่ไหนก็ตาม เราไม่อาจใช้ปัญญานี้เพื่อให้เข้าใจพระวจนะคำ และน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ 
- เมื่อเราหลับตา (เลิกใช้ปัญญาอาดัม) พระเจ้าจะเริ่มทำงานและเปิดตาฝ่ายวิญญาณของเรา ด้วยการทาตาด้วยยาทาตา เพื่อให้เราได้เห็นความหมายที่แท้จริงของพระคำ และน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างชัดเจน (วว. 3:18 ...และเอายาทาตาของเจ้าเพื่อเจ้าจะแลเห็นได้)


13:17 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ศาสดาพยากรณ์และผู้ชอบธรรมเป็นอันมากได้ปรารถนาจะเห็นซึ่งท่านทั้งหลายเห็นอยู่นี้ แต่เขามิเคยได้เห็น และอยากจะได้ยินซึ่งท่านทั้งหลายได้ยิน แต่เขาก็มิเคยได้ยิน
- ศาสดาพยากรณ์ คือ ผู้นำ หัวหน้า ศิษยาภิบาล ศาสนาจารย์ หรือครูที่มีมีตำแหน่งหน้าที่เทศนาและสอนในคริสตจักร ที่คิดว่าเขารู้หมดแล้ว จึงไม่อาจเห็นได้ 
- ผู้ชอบธรรม คือบรรดาผู้ที่เชื่อว่าเขาเข้มแข็งรักพระเจ้า พยายามทำดีเชื่อฟังพระเจ้าอย่างเคร่งครัดในแต่ละวัน เขาคิดผิดไปว่า เขาจะได้รับรางวัลมากมายเพราะการทำดีด้วยอาดัมของเขา ซึ่งทำได้แค่ต่อหน้าพี่น้องหรือผู้เชื่อ แต่แท้ที่จริงเขายังมีความโกรธ หยิ่งพองตัว และรักโลกนี้ ตามธรรมชาติของอาดัมที่อยู่ในตัวเขา เขาจึงไม่มีโอกาสพบราชอาณาจักรนี้ได้


13:19 เมื่อผู้ใดได้ยินพระวจนะแห่งอาณาจักรนั้นแต่ไม่เข้าใจ มารร้ายก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย
- ดิน หมายถึงจิตใจ
- นก หมายถึงมารร้าย
- เมล็ดพืช หมายถึงข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักร ที่เป็นทั้งชีวิตพระเจ้าที่หว่านเข้ามาในใจเรา
- แย่งเอาไป หมายถึงฉกชิงด้วยการใช้ผู้นำ ผู้สอน หรือพี่น้องผู้เชื่อที่ไม่เข้าใจ มาบอกเรา เตือนเราด้วยความหวังดีว่า สิ่งที่เขาได้รับฟังเรื่องราชอาณาจักรนี้ไม่ถูก หรือเป็นคำสอนที่ผิดนั่นเอง


คำอุปมาเกี่ยวกับข้าวสาลีและข้าวละมาน

ผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่และผู้เชื่อที่ไม่ได้บังเกิดใหม่ (เชื่อตามพ่อแม่พี่น้อง ครอบครัว ประเทศ ที่เป็นศาสนาประจำชาติ หรือเพื่อเพราะถูกพ่อแม่และแฟนบังคับให้เชื่อ แต่เขาเองไม่เต็มใจที่จะเชื่อ) (ข้อ 24–30)

13:24 พระองค์ตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า 
- อาณาจักรแห่งสวรรค์ คือคริสตจักร
- เปรียบเหมือนชายคนหนึ่ง คือพระเยซู
- ได้หว่านพืชดี คือผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง
- ในนาของตน ในโลกนี้

13:25 แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่ ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวสาลีนั้นไว้ แล้วก็หลบไป
มารทำให้คริสตจักรกลายเป็นศาสนาหนื่งในโลก คือศาสนาคริสต์ เพื่อทำลายชื่อเสียงและพระเกียรติของพระเจ้า ด้วยการนำคนมากมายเข้ามานับถือศาสนาคริสต์นี้ แต่ไม่มีชีวิตใหม่อย่างแท้จริง เราพบว่าคาทอลิกและอีกหลายๆ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียน ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง

13:26 ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว ข้าวละมานก็ปรากฏขึ้นด้วย
13:27 พวกผู้รับใช้แห่งเจ้าบ้านจึงมาแจ้งแก่นายว่า `นายเจ้าข้า ท่านได้หว่านพืชดีในนาของท่านมิใช่หรือ แต่มีข้าวละมานมาจากไหน’
13:28 นายก็ตอบพวกเขาว่า `นี้เป็นการกระทำของศัตรู’ พวกผู้รับใช้จึงถามนายว่า `ท่านปรารถนาจะให้พวกเราไปถอนและเก็บข้าวละมานหรือ’
13:29 แต่นายตอบว่า `อย่าเลย เกลือกว่าเมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวสาลีด้วย
13:30 ให้ทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้เกี่ยวว่า “จงเก็บข้าวละมานก่อนมัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย แต่ข้าวสาลีนั้นจงเก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา”’”
ข้าวสาลี คือข้าวที่ชาวยิวใช้เพื่อเป็นอาหารหลัก ส่วนข้าวละมาน คือต้นหญ้าที่มีลักษณะคล้ายๆ ต้นข้าวสาลีมาก แต่เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ต้นข้าวสาลีจะเหลืองอร่ามทั่วท้องทุ่งนา แต่ต้นข้าวละมานกลับกลายเป็นสีดำ จึงง่ายแก่การแยกออกเพื่อเก็บเกี่ยวไว้ในยุ้งฉาง และเอาข้าวละมานไปเผาไฟทิ้ง
เป็นเรื่องราวของผู้เชื่อทั้งสองแบบ ที่พระเจ้าปล่อยให้อยู่ร่วมกันจนถึงวันพิพากษา และจะแยกทั้งสองออก ผู้เชื่อแท้จะได้รอด แต่ผู้เชื่อปลอมจะไม่รอด


13:31 เรื่องเมล็ดมัสตาร์ด — ราชอาณาจักรสวรรค์ในยุคนี้คือคริสตจักร
- มัสตาร์ด คือชีวิตพระเจ้าที่ผ่านทางพระวจนะคำ เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงผู้เชื่อให้เติบโต 
- กลายเป็นต้นไม้ คือการเปลี่ยนสภาพที่ผิดปกติของอาหาร เพราะเกิดมีการแบ่งแยกเป็นกิ่งก้านสาขาคณะนิกาย ของฉันถูกของแกผิด เราอยู่ร่วมกันไม่ได้ ข้าขอแยกออกและไปเป็นใหญ่ที่อื่นดีกว่า


คำอุปมาเกี่ยวกับเชื้อ (ข้อ 33–34)

- ราชอาณาจักรสวรรค์ คือคริสตจักร
- ผู้หญิง หมายถึงผู้รับใช้ ผู้นำ หรือผู้สอนและเทศนา เพื่อช่วยให้คริสตจักรเติบโตสู่ชีวิตพระเจ้า
- เชื้อ (ยีสต์) คือคำสอนที่แปลผิด ที่มีมากมายจนเต็มคริสตจักร เมื่อรับเชื้อเข้าไป ชีวิตใหม่ก็ไม่มี ผลแห่งพระวิญญาณก็ไม่มา สุดท้ายก็ต้องยอมแสดงละคร เพื่อหลอกกันเองว่าเรารักพระเจ้าและเชื่อฟังเข้มแข็ง แต่อีกด้านหนื่งของชีวิต กลับไม่เป็นเช่นนั้น


1. เตาไฟอันลุกโพลงในข้อ 42 คือบึงไฟสำหรับข้าวละมาน (คริสเตียนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง เขาเชื่อตามพ่อแม่ เพื่อนฝูง ครอบครัว ประเทศชาติบ้านเมือง นับถือศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของเขา) คริสเตียนปลอมที่อยู่ในยุคนี้ เมื่อตายจะถูกนำไปเก็บไว้ที่แดนมรณา เพื่อรอการพิพากษาในวันสุดท้ายและส่งไปยังบึงไฟ (มธ. 13:24–30, 36–43 คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคพระคุณ)

ข้าวสาลี แตกต่างจากข้าวละมาน คือข้าวละมานมีเปลือก แต่ไม่มีแป้งข้าวอยู่ข้างใน ตอนที่ยังไม่สุกงอม ลำต้นและใบของทั้งสองจะมีสีเขียว ดูไม่ออกว่าต้นไหนคือสาลีและต้นไหนคือละมาน แต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว ต้นข้าวสาลีจะกลายเป็นสีเหลืองเหลืองอร่ามทั่วทั้งทุ่งนา แต่ข้าวละมานลำต้นและใบจะกลายเป็นสีดำ ข้าวสาลีคือคริสเตียนที่บังเกิดใหม่ (มีแป้งข้าว) 

2. เตาไฟอันลุกโพลงในข้อ 50 คือบึงไฟสำหรับคนที่อยู่ในช่วงเจ็ดปีแห่งความทุกข์ทรมาน ที่จะไม่รอด ปีที่เจ็ดทูตสวรรค์จะเลือกคนเหล่านี้ที่ไม่เชื่อ และไม่อดทนจนถึงที่สุดและเลิกเชื่อทั่วโลก แยกจากผู้เชื่อที่เชื่อฟังและอดทนจนถึงที่สุด และเขาเหล่านี้จะถูกนำไปเก็บไว้ที่แดนมรณา เพื่อรอการพิพากษาในวันสุดท้าย และส่งไปยังบึงไฟครับ (มธ. 13:47–50 คือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเจ็ดปีแห่งความทุกข์ทรมาน)


คำอุปมาเกี่ยวกับขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้

13:44 อีกประการหนึ่ง อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนา เมื่อมีผู้ชายคนหนื่งมาพบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก และเพราะความปรีดีจึงไปขายสรรพสิ่งซึ่งเขามีอยู่ แล้วไปซื้อทุ่งนานั้น 
- ขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนา คือผู้เชื่อ หรือสาวกทั้งหลาย ที่พระเยซูมาพบ ตอนที่พระองค์ประกาศในโลกนี้ (ทุ่งนา) 
- ผู้ชายคนหนื่ง คือพระเยซู 
- ซ่อนไว้ คือให้เขาทั้งหลายวิ่งหนี ตอนที่ทรงถูกจับ 
- ไปขาย คือไปตาย หรือขายชีวิตที่เป็นมนุษย์นี้บนไม้กางเขน 
- ไปซื้อทุ่งนานั้น คือซื้อโลกนี้ เพื่อให้ได้ผู้เชื่อมาเป็นของพระองค์ (1 คร. 6:19–20)


คำอุปมาเกี่ยวกับไข่มุกราคามาก

13:45 อีกประการหนึ่ง อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ไปหาไข่มุกอย่างดี 13:46 ซึ่งเมื่อได้พบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก ก็ไปขายสิ่งสารพัดซึ่งเขามีอยู่ ไปซื้อไข่มุกนั้น 
- พ่อค้าที่ไปหาไข่มุกอย่างดี คือพระเจ้าทั้งสามพระภาค ที่ปรึกษากันว่าจะลงทุนสร้างมนุษย์เพื่อใช้ร่างกายเขาดีไหม คุ้มค่าไหม 
- ได้พบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก คือพบคริสเตียนที่เป็นพระกายของพระคริสต์ ที่จะสำแดงพระเจ้าต่อโลกและจักรวาล ให้ได้เห็นพระเจ้าผ่านเขา 
- ขายทุกสิ่งที่เขามี คือพระเจ้าทรงยอมถูกตรึงบนไม้กางเขนร่วมกัน ในร่างกายของพระเยซู และกลับมาซื้อเราผู้เชื่อ ที่พระเจ้ามองเห็นคุณค่ามากมายนี้
- ไข่มุก หมายถึงผู้เชื่อผู้ชนะ ท่ามกลางผู้เชื่อมากมาย ที่ได้รับสภาพการเปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตใหม่แล้ว


คำอุปมาเกี่ยวกับอวนจับปลา

13:47 อีกประการหนึ่ง อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนอวนที่ลากอยู่ในทะเล ติดปลารวมทุกชนิด
- อวน หมายถึงข่าวประเสริฐเรื่องนิรันดร์กาล ที่จะประกาศในช่วงเจ็ดปีแห่งความทุกข์ทรมาน
- ลากอยู่ในทะเลติดปลาทุกชนิด คือประกาศกับต่างชาติทั่วโลก

13:48 ซึ่งเมื่อเต็มแล้วเขาก็ลากขึ้นฝั่ง นั่งเลือกเอาแต่ที่ดีใส่ในภาชนะ แต่ที่ไม่ดีนั้นก็ทิ้งเสีย
13:49 ในการสิ้นสุดของยุคก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ พวกทูตสวรรค์จะออกมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม
- เมื่อเจ็ดปีผ่านพ้นไป ทูตสวรรค์จะเลือกผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่อ เพื่อเตรียมความรอดและบึงไฟให้ทั้งสองฝ่าย

13:50 แล้วจะทิ้งลงในเตาไฟอันลุกโพลง ที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน”
13:51 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ข้อความเหล่านี้ท่านทั้งหลายเข้าใจแล้วหรือ” เขาทูลตอบพระองค์ว่า “เข้าใจ พระเจ้าข้า”


13:52 ฝ่ายพระองค์ตรัสกับเขาว่า “เพราะฉะนั้น พวกธรรมาจารย์ทุกคนที่ได้รับการสั่งสอนถึงอาณาจักรแห่งสวรรค์แล้ว ก็เป็นเหมือนเจ้าของบ้าน ที่เอาทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน”
- เมื่อมีธรรมาจารย์ที่เปิดใจรับฟัง ก็จะเอาความรู้ที่ตนได้รับรู้เรียนรู้มา เพื่อเปรียบเทียบกับความรู้ใหม่เรื่องราชอาณาจักรในยุคหน้า และถ้ากลับใจก็ได้เข้าในราชอาณาจักรนี้ แต่ถ้าไม่ก็พลาดโอกาสที่จะได้เข้าไป


พระเยซูทรงถูกปฏิเสธที่เมืองนาซาเร็ธ (ข้อ 53–58)

- ชาวยิวไม่ยอมรับพระเยซู เพราะเหตุการเสด็จมาที่ต่ำต้อย ไม่ใช่นักการเมือง หรือมีท่าทีที่จะเป็นผู้นำคนใหม่ของชนชาติยิว เพื่อปลดปล่อยประเทศอิสราเอลจากการเป็นเมืองขื้นของอาณาจักรโรมันได้


สรุปมัทธิวบทที่ 13

1. ข้อ 1–23 กษัตริย์ออกเดินทางตามหาประชากรแห่งราชอาณาจักร

มีใจสี่แบบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราชอาณาจักร 
1. แน่นแข็งรับราชอาณาจักรไม่ได้ เพราะติดอยู่กับสวรรค์นรก 
2. ไม่ชอบปัญหา เพราะถูกสอนว่าเชื่อแล้วรับพระพรอย่างเดียว
3. รักในบาป ทรัพย์สิน และความสุขกายของโลกนี้
4. ใจดีที่ถ่อมและเปิด

2. ข้อ 24–30 เป็นเรื่องข้าวสาลีและข้าวละมาน คริสเตียนที่บังเกิดใหม่และคริสเตียนแค่คำพูด (เชื่อตามพ่อแม่ ครอบครัว หรือบ้านเมือง และจะไม่ได้รอด)

3. ข้อ 31–32 ราชอาณาจักรสวรรค์ หรือคริสตจักรเริ่มผิดปกติ/กลายเป็นคณะนิกาย แตกแยก เป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ และมารเข้ามาครอบครองคริสตจักรมากมายทุกวันนี้แบบไม่รู้ตัว

4. ข้อ 33–34 ซาตานใช้ผู้นำ หรือผู้สอนและเทศนา นำเอาการตีความหมายพระคัมภีร์ที่ผิดเข้ามา เพื่อขัดขวางไม่ให้ผู้เชื่อเติบโตได้
 
5. ข้อ 44 ขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้
- คือสาวกที่พระเยซูหาพบ และทรง (ซ่อนไว้) ให้เขาหลบหนีไปตอนที่ไปถูกตรึง และเป็นขื้นมาใหม่เพื่อกลับมาซื้อเขาทั้งหลาย 

6. ข้อ 45- 46 ไข่มุก หรือผู้ชนะท่ามกลางผู้เชื่อมากมาย

7. ข้อ 47–52 การเก็บเกี่ยวของทูตสวรรค์ในช่วงเจ็ดปี

8. ข้อ 53–58 ยิวรับพระเยซูไม่ได้ เพราะพระเยซูไม่ได้เสด็จมาอย่างที่เขาคาดคิดเอาไว้