มัทธิว บทที่ 25
25:1 “เมื่อถึงวันนั้น อาณาจักรแห่งสวรรค์จะเปรียบเหมือนหญิงพรหมจารีสิบคน
ถือตะเกียงของตนออกไปรับเจ้าบ่าว
1) อาณาจักรแห่งสวรรค์ คือส่วนที่พิเศษของอาณาจักรของพระเจ้า
- อาณาจักรสวรรค์ คือการปกครองของพระเยซูต่อผู้เชื่อในยุคพระคุณ หรือยุคคริสตจักร
- อาณาจักรสวรรค์ คือการเสด็จกลับมาครอบครองโลกนี้ในยุคหน้า ซึ่งคนทั้งโลกจะได้เห็นพระเยซู
และอาณาจักรลงมาตั้งอยู่ - ขณะที่อาณาจักรของพระเจ้า คือการครอบครองของพระเจ้า ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงนิรันดร์กาล
2) หญิงพรหมจารีสิบคน คือผู้เชื่อที่เป็นคริสตจักร ซึ่งได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยพระโลหิตของพระเยซู และเขาได้รับความรอดแล้ว เพราะเป็นผู้ชอบธรรมแล้วต่อพระเจ้า
3) ตะเกียง หมายถึงวิญญาณของมนุษย์ทุกคน
4) ออกไปรอรับเจ้าบ่าว หมายถึงการรอพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา
25:2 ในพวกเธอเป็นคนที่มีปัญญาห้าคน และเป็นคนโง่ห้าคน
1) ในพวกเธอ หมายถึงในท่ามกลางผู้เชื่อทุกคน ในทุกสมัย และทุกแห่งหน
2) เป็นคนมีปัญญาห้าคน หมายถึงผู้ชนะ
3) เป็นคนโง่ห้าคน หมายถึงผู้เชื่อ ผู้นำ หรือผู้รับใช้ ซึ่งไม่ได้พบอาณาจักรของพระเจ้า
และความชอบธรรมของพระองค์ และกลับกลายเป็นคริสเตียนศาสนาเท่านั้น ซึ่งเขาจะได้รอดในวันสุดท้าย แต่จะไม่ได้เข้าในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ในยุคหน้า
25:3 พวกที่โง่นั้นเอาตะเกียงของตนไป แต่หาได้เอาน้ำมันไปด้วยไม่
- ผู้เชื่อทุกคนมีพระวิญญาณอยู่ในวิญญาณ แต่ไม่มีพระวิญญาณขยายอาณาเขตมาถึงใจ หรือครอบครองใจยังไม่ได้
25:4 แต่คนที่มีปัญญานั้น ได้เอาน้ำมันใส่ภาชนะไปกับตะเกียงของตนด้วย
- เอาน้ำมันใส่ภาชนะมาเผื่อ หมายถึงจิตใจที่พระวิญญาณครอบครองได้แล้ว มีจิตใจใหม่แล้ว ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว หรือเป็นผู้ชนะที่สุกงอมแล้ว
- ภาชนะ หมายถึงจิตใจครับ
25:5 เมื่อเจ้าบ่าวยังช้าอยู่ พวกเธอทุกคนก็พากันง่วงเหงาและหลับไป
- ถ้าเจ้าบ่าวมาตามเวลากำหนด ผู้เชื่อทุกคนในเวลานั้นจะได้เข้าในอาณาจักรสวรรค์กันหมด แต่ปัญหาก็คือคนต่างชาติทั่วโลกจะไม่มีโอกาสได้รอด
- สาเหตุที่เจ้าบ่าวมาช้า เพราะเจ้าสาวเดิมที่เป็นยิวไม่รับเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวจึงหาเจ้าสาวคนใหม่ และให้โอกาสเจ้าสาวใหม่เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกลับมารับของเจ้าบ่าว
- พวกเธอทุกคนก็พากันง่วงเหงาและหลับไป หมายถึงผู้เชื่อทุกคนในสมัยคริสตจักรเริ่มแรกตายไปหมด
25:6 ครั้นเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องมาว่า ‘ดูเถิด เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด’
- เวลาเที่ยงคืน หมายถึงเวลาที่มืดมิดที่สุด หรือช่วงเวลาแห่งความชั่วร้าย จิตใจเลวทราม มืดมัว และความรักเยือกเย็น
- มีเสียงร้อง หมายถึงทูตสวรรค์เป่าแตร ในวันที่พระเยซูเสด็จกลับมาพร้อมกับราชอาณาจักรของพระองค์
- จงออกมารับเถิด หมายถึงจงฟื้นขื้นจากตายเถิด
25:7 บรรดาหญิงพรหมจารีเหล่านั้นก็ลุกขึ้น ตกแต่งตะเกียงของตน
- ผู้เชื่อทุกคนที่ตายไปแล้วก็เป็นขึ้นจากตาย และดูที่ผลงานของตนว่าได้ทำอะไรบ้างขณะที่มีชีวิตอยู่
25:8 พวกที่โง่นั้นก็พูดกับพวกที่มีปัญญาว่า ‘ขอแบ่งน้ำมันของท่านให้เราบ้าง
เพราะตะเกียงของเราจวนจะดับอยู่แล้ว
- ผู้เชื่อที่ไม่ได้เอาน้ำมันมาเผื่อในภาชนะ หรือไม่มีพระวิญญาณครอบครองจิตใจ จึงขอพระวิญญาณจากผู้ชนะ แต่ชีวิตผู้ชนะนี้ไม่สามารถที่จะแบ่งให้ผู้อื่นได้
- จวนจะดับอยู่แล้ว หมายถึงผู้เชื่อที่มีพระวิญญาณ แต่ไม่เคยเติมเต็มด้วยการร้องออกพระนามพระเยซู และรับพระวิญญาณด้วยการอธิษฐาน อ่าน และคุยกับพระเจ้าเพื่อรับน้ำมันในแต่ละวัน
- ชีวิตเขาจึงเป็นเหมือนตะเกียงที่จวนจะดับอยู่แล้ว
- เราพบว่าผู้เชื่อมากมายแปลผิด เพราะเขาเข้าใจว่าห้าคนมีน้ำมัน แต่อีกห้าคนไม่มี
ข้อสังเกตอยู่ที่นี่ครับ
1) คนที่ฉลาดเอาภาชนะใส่น้ำมันมาเผื่อ แต่คนโง่ไม่ได้เอามาเผื่อ
2) คนโง่ทั้งห้าพูดว่า “จวนจะดับอยู่แล้ว” แสดงว่าพวกเขาต่างก็มีน้ำมันกันทุกคน
25:9 ‘จงไปหาคนขาย ซื้อสำหรับตัวเองจะดีกว่า’ หมายถึงการรับพระวิญญาณให้มาครอบครองจิตใจ เพื่อจะได้รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่
25:10 เมื่อพวกเธอกำลังไปซื้อนั้น เจ้าบ่าวก็มาถึง ผู้ที่พร้อมอยู่แล้วก็ได้เข้าไปกับท่านในพิธีสมรสนั้น แล้วประตูก็ปิด
- เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา ถึงแม้คนโง่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่
แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะสายไปเสียแล้ว - พิธีสมรส หมายถึงงานเลี้ยงแต่งงานที่ยาวนานที่สุดเป็นเวลาพันปี ซึ่งผู้ชนะจะชื่นชมยินดี และร่วมครอบครองโลกนี้กับพระเยซู และได้นั่งเอนกายกินดื่มกับพระองค์ในราชอาณาจักรสวรรค์
- ประตูก็ปิด หมายถึงคนโง่ห้าคน ต้องทนทุกข์อยู่ข้างนอกอาณาจักรจนครบกำหนดพันปี เพราะเหตุไม่เตรียมตัวให้พร้อมขณะเมื่อยังมีชีวิตอยู่
25:11 ภายหลังหญิงพรหมจารีอีกพวกหนึ่งก็มาร้องว่า ‘ท่านเจ้าข้าๆ ขอเปิดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย’
25:12 ฝ่ายท่านตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราไม่รู้จักท่าน’
- ดู มธ. 7:21–23 “เราไม่รู้จักเจ้า”
- แท้ที่จริงพระเยซูรู้จักทุกคน แต่วันนั้นพระเยซูจะไม่รับคริสเตียนมากมายที่ไม่มีชีวิตจิตใจใหม่ เพราะเหตุเขาไม่รู้จักพระเยซูในแต่ละวัน
- “รู้จัก” ในที่นี้หมายถึงการคุ้นเคย สนิทสนม หรือรู้จักกันดีเป็นพิเศษ
25:13 เหตุฉะนั้น จงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านทั้งหลายไม่รู้กำหนดวัน หรือโมงที่บุตรมนุษย์จะเสด็จมา
- จงเฝ้าระวังอยู่ หมายถึงการดำเนินชีวิตที่รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่ทุกวัน จนเราพร้อมที่จะเข้าในราชอาณาจักรสวรรค์ของพระคริสต์ในยุคหน้า
ข้อ 14–30 เรื่องของผู้เชื่อและรางวัลของผู้เชื่อ และการส่งผู้เชื่อปลอมไปที่บึงไฟในวันสุดท้าย
25:14 อาณาจักรแห่งสวรรค์ ยังเปรียบเหมือนชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไปยังเมืองไกล จึงเรียกพวกผู้รับใช้ของตนมา และฝากทรัพย์สมบัติของเขาไว้
- ชายคนหนึ่ง คือพระเยซู
- ออกเดินทางไปยังเมืองไกล หมายถึงไปหาพระบิดา หลังจากฟื้นคืนพระชนม์
- ผู้รับใช้ หมายถึงสาวก ผู้รับใช้ หรือผู้เชื่อทุกคน
- ฝากทรัพย์สมบัติของเขา หมายถึงของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์
25:15 คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์ คนหนึ่งสองตะลันต์ และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว
ตามความสามารถของแต่ละคน แล้วท่านก็ออกเดินทางทันที
- พระวิญญาณเลือกที่จะให้ของประทานตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบ ว่าใครมากใครน้อย
- ทุกคนมีของประทาน และคนที่มีน้อยที่สุดจะมีหนึ่งของประทาน
25:16 คนที่ได้รับห้าตะลันต์นั้นก็เอาเงินนั้นไปค้าขาย ได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์
- ผู้เชื่อที่รู้สึกว่าตนมีมาก ก็นำไปใช้ในการรับใช้ ดังที่เห็นกันในคริสตจักรทุกวันนี้
- เรื่องของประทานนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ไม่เท่าเรื่องมีพระคริสต์ หรือพระวิญญาณครอบครองจิตใจแล้ว ใน มธ. 25:1–13
- เพราะถ้าไม่มีพระคริสต์ครอบครองในภาชนะ (จิตใจ) ถึงจะมีของประทานและผลงานมากมายก็ไร้ประโยชน์ เพราะจะไม่ได้เข้าไปในราชอาณาจักรสวรรค์เป็นแน่
25:17 คนที่ได้รับสองตะลันต์นั้น ก็ได้กำไรอีกสองตะลันต์เหมือนกัน
25:18 แต่คนที่ได้รับตะลันต์เดียว ได้ขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้
- เรื่องที่สำคัญหรือเด่นในคำอุปมานี้ คือคนที่ได้ของประทานชิ้นเดียว
- ผู้เชื่อมากมายทุกวันนี้ไม่ค้นหา และไม่อธิษฐานดูว่าตนมีอะไรและนำไปใช้ เขามักจะคิดว่าฉันคงไม่มีอะไร พระเจ้าคงไม่ใช้ เป็นสมาชิกมันนี่แหละดีแล้ว ถวายก็คงพอนะ หรือช่วยงานคริสตจักรนิดๆ หน่อยๆ ก็คงได้หรอก นี่คือการขุดหลุมฝังไว้ครับ
25:19 ครั้นอยู่มาช้านาน นายจึงมาคิดบัญชีกับผู้รับใช้เหล่านั้น
- ช้านาน คือเจ้าบ่าวมาช้า
- นายจึงมาคิดบัญชี หมายถึงการกลับมาของพระเยซูเพื่อตัดสินผู้เชื่อ
2 คร. 5:10 เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคน จะต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่ได้ประพฤติในร่างกายนี้ แล้วแต่จะดีหรือชั่ว
ลก. 10:35 วันรุ่งขึ้นเมื่อจะไป เขาก็เอาเงินสองเดนาริอันมอบให้เจ้าของโรงแรม บอกเขาว่า ‘จงรักษาเขาไว้เถิด และเงินที่จะเสียเกินนี้ เมื่อกลับมาฉันจะใช้ให้’
25:20 คนที่ได้รับห้าตะลันต์ ก็เอาเงินกำไรอีกห้าตะลันต์มาชี้แจงว่า ‘นายเจ้าข้า
ท่านได้มอบเงินห้าตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์’
25:21 นายจึงตอบเขาว่า ‘ดีแล้ว เจ้าเป็นผู้รับใช้ดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด’
- “ดีแล้ว” ในที่นี้หมายถึง คนที่ใช้ของประทานมีทั้งจิตใจใหม่ที่สุกงอม และใช้ของประทานเพื่อให้เกิดผลในชีวิตและการรับใช้ของเขา
25:22 คนที่ได้รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่า ‘นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินสองตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์’
25:23 นายจึงตอบเขาว่า ‘ดีแล้ว เจ้าเป็นผู้รับใช้ดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด’
25:24 ฝ่ายคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงว่า ‘นายเจ้าข้า ข้าพเจ้ารู้จักท่านว่าท่านเป็นคนใจแข็ง เกี่ยวผลที่ท่านมิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่ท่านมิได้โปรย
25:25 ข้าพเจ้ากลัว จึงเอาเงินตะลันต์ของท่านไปซ่อนไว้ใต้ดิน ดูเถิด นี่แหละเงินของท่าน’
- ในวันนั้น คนที่ไม่ใช้ของประทานที่เป็นสมาชิกคริสตจักรศาสนา จะแก้ตัวและอ้างโน่นอ้างนี่ และแม้แต่คนที่ใช้ของประทานมากมายที่ไม่มีจิตใจใหม่ ก็จะอ้างและขอเข้าไปเหมือนกัน แต่พระเยซูทรงกล่าวว่า “เราไม่รู้จักเจ้า” (มธ. 7:21–27)
25:26 นายจึงตอบเขาว่า ‘เจ้าผู้รับใช้ชั่วช้าและเกียจคร้าน เจ้าก็รู้อยู่ว่าเราเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่เรามิได้โปรย
25:27 เหตุฉะนั้น เจ้าควรเอาเงินของเราไปฝากไว้ที่ธนาคาร เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเราทั้งดอกเบี้ยด้วย
- เจ้าผู้รับใช้ชั่วช้าและเกียจคร้าน หมายถึงไม่แสวงหา ไม่ใส่ใจ หรือมัวแต่ใช้ชีวิตอยู่เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และแสวงหาความอิ่มเอิบให้เนื้อหนัง
- ฝากที่ธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ย หมายถึงการนำของประทานไปใช้ในการรับใช้
25:28 เพราะฉะนั้น จงเอาเงินตะลันต์เดียวนั้นจากเขา ไปให้คนที่มีสิบตะลันต์
25:29 ด้วยว่าทุกคนที่มีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้แก่ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือ แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่ก็จะต้องเอาไปจากเขา
- นี่คือช่วงเวลาที่ของประทานจะถูกยึดไปจากเขา และทั้งจะไม่ได้เข้าในอาณาจักรด้วย
25:30 จงเอาเจ้าผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์นี้ไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก ซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน’
- โยนออกไปภายนอก หมายถึงนอกอาณาจักรในยุคหน้า ไม่ใช่ไม่รอดครับ
- ร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หมายถึงการเสียใจอย่างมากมาย และกินแหนงแคลงใจที่ไม่ได้เข้าไป ซ้ำยังจะถูกดูถูกเหยียดหยาม จากคนที่ไม่เชื่อซึ่งอยู่นอกอาณาจักร (มธ. 5:13) และจะถูกบังคับให้สุกงอมเพื่อจะพร้อมสำหรับโลกใหม่และสวรรค์ใหม่
หรือรอดในวันสุดท้ายจากการพิพากษาที่พระบัลลังก์ใหญ่สีขาว (1 คร. 3:12–15; 5:5)
การพิพากษาบรรดาชนชาติต่างๆ ซึ่งรอดตายจากช่วงเจ็ดปีแห่งความทุกข์ทรมาน
25:31 เมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาในสง่าราศีของพระองค์ พร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์อันบริสุทธิ์ทั้งปวง เมื่อนั้นพระองค์จะประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองของพระองค์
- นี่คือการกลับมาเพื่อครอบครองโลกของพระคริสต์ เป็นเวลาพันปี
25:32 บรรดาประชาชาติต่างๆ จะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหลาย โดยแยกพวกหนึ่งออกจากอีกพวกหนึ่ง เหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ
- พระเยซูจะแยกผู้เชื่อที่เป็นคริสเตียน ชาวยิว และต่างชาติ
25:33 และพระองค์จะทรงจัดฝูงแกะให้อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์
แต่ฝูงแพะนั้นจะทรงจัดให้อยู่เบื้องซ้าย
- “ฝูงแกะ” ในที่นี้หมายถึงผู้เชื่อที่กระทำตามกฎเกณฑ์แห่งความรอดในช่วงเจ็ดปี คือไม่ทิ้งกัน และไม่ละทิ้งพระเจ้าและความเชื่อ
25:34 ขณะนั้น พระมหากษัตริย์จะตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ‘ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักร ซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลกเป็นมรดก
- ผู้ชนะจะได้รับรางวัล หรือรับตำแหน่งเพื่อครอบครองร่วมกับพระเยซู
- ผู้เชื่อที่ไม่ชนะจะถูกตีสอนให้อยู่นอกอาณาจักร เพื่อการบังคับให้สุกงอม และเพื่อจะพร้อมสำหรับความรอดในวันสุดท้าย
25:35 เพราะว่าเมื่อเราหิว ท่านทั้งหลายก็ได้จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำ ท่านก็ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ได้ต้อนรับเราไว้
25:36 เราเปลือยกาย ท่านก็ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วย ท่านก็ได้มาเยี่ยมเรา เมื่อเราต้องจำอยู่ในคุก ท่านก็ได้มาเยี่ยมเรา’
25:37 เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะกราบทูลพระองค์ว่า ‘พระองค์เจ้าข้า
ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิว และได้จัดมาถวายแด่พระองค์แต่เมื่อไร หรือทรงกระหายน้ำ และได้ถวายให้พระองค์ดื่มแต่เมื่อไร
25:38 ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้า และได้ต้อนรับพระองค์ไว้แต่เมื่อไร หรือเปลือยพระกาย และได้สวมฉลองพระองค์ให้แต่เมื่อไร
25:39 ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวร หรือต้องจำอยู่ในคุก และได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่เมื่อไร’
25:40 แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสตอบเขาว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า
ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย’
- คำตอบของพระเยซู บอกถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ในผู้เชื่อทุกคน และเมื่อผู้เชื่ออยู่ที่ไหนหรือทำอะไร และถูกต้อนรับหรือดูแลเป็นอย่างดี เขาก็ได้ทำกับพระเยซูอย่างนั้นด้วย
- การกระทำต่อพี่น้องผู้เชื่ออย่างไร และกับลูก หลาน พ่อ แม่ สามี หรือภรรยาของตนอย่างไร เราก็ได้ทำสิ่งนั้นต่อพระเยซูด้วย
25:41 แล้วพระองค์จะตรัสกับบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายพระหัตถ์ด้วยว่า ‘ท่านทั้งหลาย ผู้ต้องสาปแช่ง จงถอยไปจากเรา เข้าไปอยู่ในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับพญามารและสมุนของมันนั้น
25:42 เพราะว่าเมื่อเราหิว ท่านก็มิได้ให้เรากิน เรากระหายน้ำ ท่านก็มิได้ให้เราดื่ม
25:43 เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ไม่ได้ต้อนรับเราไว้ เราเปลือยกาย ท่านก็ไม่ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เราเจ็บป่วยและต้องจำอยู่ในคุก ท่านไม่ได้เยี่ยมเรา’
25:44 เขาทั้งหลายจะทูลพระองค์ด้วยว่า ‘พระองค์เจ้าข้า ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงหิว หรือทรงกระหายน้ำ หรือทรงเป็นแขกแปลกหน้า หรือเปลือยพระกาย หรือประชวร หรือต้องจำอยู่ในคุก และข้าพระองค์มิได้ปรนนิบัติพระองค์นั้นแต่เมื่อไร’
25:45 เมื่อนั้นพระองค์จะตรัสตอบเขาว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านมิได้กระทำแก่ผู้ต่ำต้อยที่สุดสักคนหนึ่งในพวกนี้ ก็เหมือนท่านมิได้กระทำแก่เรา’
25:46 และพวกเหล่านี้จะต้องออกไปรับโทษอยู่เป็นนิตย์ แต่ผู้ชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์”
- ผู้ที่อยู่ด้านซ้าย คือผู้เชื่อปลอมซึ่งไม่ผ่านกฎเกณฑ์แห่งความรอดในช่วงเจ็ดปี และจะถูกส่งไปในบึงไฟ
ที่มา — หนังสือมัทธิว