แนะนำหนังสือ Alive at Work

Nitipat Lowichakornthikun
Jun 5 · 2 min read

วันนี้ผมจะมาแนะนำหนังสืออีกเล่มที่ผมได้อ่านมาซักระยะแล้วครับ เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะทำให้พวกเราได้รู้ถึงวิธีการที่จะช่วยทำให้ทีมงานของคุณนั้นมีความสนุกในการทำงานมากยิ่งขึ้นครับ

จากการอ้างอิงหลักการอธิบายของ Neuroscience มันจะทำให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่า จริง ๆ แล้วเพื่อนร่วมงานในองค์กรต้องการอะไร และ เราจะช่วยยังไงให้คนในองค์กรของเรารักในสิ่งที่ทำในงานแต่ละวันของตนเอง

คุณยังสนุกกับงานที่ทำอยู่ไหม?

สำหรับการทำงานทั่วไปเรามักจะพบเห็นคนที่มีพลังทำงานในช่วงแรก ๆ ยกตัวอย่างคือ Tom ก็เช่นกัน ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในองค์กรขนาดใหญ่ แล้วสนุกกับการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในการทำงาน จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็พบว่าไม่สามารถได้สนุกกับการทดลองสิ่งใหม่ ๆ ได้ในตัวงานแล้ว เนื่องจากหัวหน้าของ Tom ไม่ยอมให้เกิดการทดลองเหล่านั้น ส่งผลทำให้ความสนุกในการทำงานค่อย ๆ ลดลง แรงกระตุ้นในตัวงานก็ไม่ได้มีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เค้าจึงเริ่มไม่สนใจภาพรวม สนใจแค่งานของตัวเองทำให้มันจบ ๆ ไป เค้าจึงเริ่มหางานนอกทำที่สนุกกว่าและน่าตื่นเต้นกว่างานประจำ ส่วนงานประจำนั้นก็ปล่อยให้มันหมดวันไป นี่คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้ยกตัวอย่างได้เห็นภาพเลย เพราะ ผมได้เห็นหลายคนรอบตัวที่ทำงานในสาย Tech มักเป็นกันแบบนี้ ทำงานประจำแบบไปเรื่อย ๆ แต่สนุกกับการทำงาน Freelance ที่รับมา

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เราไม่สนุก?

เนื่องจากองค์กรเหล่านี้ไปทำให้ Seeking system ของพนักงานถูกลดบทบาทไป ซึ่ง Seeking system นั้น ความสำคัญของมันก็คือระบบที่สร้างแรงกระตุ้นตามธรรมชาติให้แก่มนุษย์ ทำให้เกิดการศึกษาใคร่รู้ในเรื่องใหม่ ๆ, เรียนรู้ทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และ หาความหมายจากสิ่งเหล่านี้

จากภาพเราจะเห็นว่า Seeking system นั้นเป็นตัวการสำคัญมาก เพราะ มันไปช่วยกระตุ้นให้เราอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ออกไปผจญภัยในโลกกว้าง ซึ่งเมื่อผลออกมาจากการกระตุ้นนี้ก็จะทำให้เกิดสาร Dopamine ออกมาเป็นรางวัลให้กับเรา ที่จะส่งผลให้เกิดความสนุกสนาน, การกระหายใคร่รู้, ความกระตือรือร้น และ ความดิดสร้างสรรค์ตามมา จากนั้นการที่เราได้ทำตามแรงกระตุ้นนี้ก็จะขับเคลื่อนให้เกิด Seeking system ต่อไปอีก


ทีนี้อะไรคือตัวกระตุ้นให้เกิด Seeking system?

เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 สิ่งนั่นก็คือ

  1. Self-Expression — การที่เราได้รู้ถึงส่ิงที่ตัวเราเองเป็นอยู่ตอนนี้ ทำให้ทราบถึงขีดความสามารถของตัวเราเองที่สามารถพัฒนาต่อยอด
  2. Experimentation — การที่ได้ทดลอง, ลงมือทำจริง และ ได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น
  3. Purpose — การที่ได้ทราบในเป้าหมาย เราจะเริ่มรับรู้ถึงเป้าหมาย (Sense of Purpose) เมื่อเราเริ่มได้รู้ว่าสิ่งที่เราลงแรงไปแล้วมันเกิดผลกับภาพรวมอย่างไร เช่น การที่เราทำงานเป็นทีมเราก็อยากจะทราบสิ่งที่ลงแรงไป เกิดผลอะไรบ้างกับทีมของเราเอง

สำหรับผมแล้วความน่าสนใจคือตัวกระตุ้น 3 ตัวนี้ทำให้เกิด Seeking system ซึ่งระบบนี้มันก็จะกระตุ้นเราให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมาอีกที ทำให้เราจะพบว่ามันคือตัวที่สร้างให้เกิด ความไม่พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ของเรา นี่เอง ซึ่งนี่คือการอธิบาย ความอยากได้, ความทะเยอทะยาน และ ความอยากมี ในตัวของเราเองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และ เราสามารถดูตัวอย่างการนำเอาประโยชน์มาใช้ในการออกแบบ product ที่ทำให้เราเสพติดของลูป Seeking system ได้จากคลิปนี้


ทำไมเรายังไม่มีความสุขกับการทำงาน?

โดยปัญหาปัจจุบันนี้ คือองค์กรส่วนมากไม่สนใจไปที่การกระตุ้นให้เกิด Seeking system ขึ้นมา หากเราย้อนกลับไปในยุค 1800 สมัยของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เราเน้นการผลิตของออกมาให้ได้มาก ๆ รูปแบบการทำงานจึงได้เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม ทุกคนไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ให้ลองผิดลองถูกได้ และ แต่ละคนต้องมีหน้าที่ที่เชี่ยวชาญเฉพาะตัวตามที่ระบุกันไว้ตอนก่อนเริ่มทำงานส่งผลให้ไม่ได้เรียนรู้หน้าที่ใหม่ ๆ เมื่อคนในองค์กรอยู่ในรูปแบบการทำงานแบบนี้ ก็ไม่สามารถทำงานออกมาได้ดี เพราะ มันขัดกับเจ้าตัว Seeking system ในตัวของเราเอง องค์กรจึงเริ่มหาวิธีในการตั้งกติกาและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้บังคับบางอย่างก็เน้นการทำโทษเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น มีการพยายามสร้างความจูงใจคนในองค์กรด้วยเงิน มีการโปรโมตตำแหน่งต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อให้ดูมีคุณค่าเพิ่มยิ่งขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อ ควบคุม ผลสุดท้ายคือคนในองค์กรถูกปิดกั้น Seeking system โดยสิ้นเชิง แต่มันกลับกลายเป็นการสร้าง ​Fear system ขึ้นมาแทน เราจะเห็นว่าเมื่อคนอยู่กับสิ่งนั้นไปเรื่อย ๆ ก็จะหมดความสนุก หมดแรงบันดาลใจในการทำงานนั้น นี่ก็คือสัญญาณเตือนสำคัญเลยว่าพวกเรานั้นไม่ได้ถูกออกแบบมา ให้ทำงานในรูปแบบนี้ เราต้องออกไปพบสิ่งใหม่ ๆ ได้เรียนรู้เพิ่มเติม เพราะ นี่เป็นของขวัญที่ธรรมชาติสร้างเรามาให้ดำรงอยู่


ในเมื่อเรามีเงินเยอะ ชีวิตก็กินดี อยู่ดี แต่ทำไมยังไม่มีความสุข?

มีการทดลองที่น่าสนใจชิ้นนึงที่ยกเคสนี้มาได้อย่างเห็นภาพชัดเจน นั่นคือการนำเอาหนูทดลองที่อยู่ในกรงมา จากนั้นเปิดทางออกให้เป็นสองฝั่งของกรง ซึ่งแต่ละฝั่งจะมีสิ่งที่แตกต่างกันนั่นก็คือ ฝั่งแรกจะมีอาหารเต็มไปหมด เรียกกว่าถ้าหนูวิ่งไปอยู่ฝั่งนั้นมันก็คงอิ่มเอมไปได้อีกนาน กับฝั่งที่สองคือฝั่งที่ไม่มีอะไรเลย ทีนี้ถ้าเรามาลองเดาผลการทดลองนี้ดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

A. หนูวิ่งไปด้านที่มีของกิน แล้วนอนอิ่มสบาย
B. หนูวิ่งไปทางที่ว่างเปล่า ออกไปสู่ความเวิ้งว้าง

.

.

.

ไม่ว่าคุณจะเลือก A หรือ B ก็ผิดทั้งคู่ครับ…
ในตอนแรกหนูเลือกที่จะวิ่งไปหาทางเลือก A จากนั้นหลังจากผ่านไป 10 นาที มันมีข้อ C. เกิดขึ้น นั่นก็คือ หนูวิ่งไปขนของกินจากฝั่งนั้น แล้วย้ายมาไว้อีกฝั่งที่ไม่มีอะไรเลย เพื่อเตรียมตัวออกสู่ความเวิ้งว้าง

จากการทดลองนี้เราจะเห็นได้ว่าในเวลาระยะยาว Intrinsic motivation (แรงขับเคลื่อนจากภายใน — ในที่นี้คือความใครรู้) สามารถเอาชนะ Extrinsic motivation (แรงขับเคลื่อนจากภายนอก — ในที่นี้คืออาหาร) ได้ และ นี่ก็สามารถสรุปได้ว่าต่อให้การทำงานในรูปแบบ ควบคุม ที่ไปกดไม่ให้เกิด Seeking system ขึ้นซึ่งพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยการหยิบยื่นสิ่งกระตุ้นจากภายนอกให้ อาทิ เงินเดือน หรือ ชื่อตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้น แต่ในท้ายที่สุดท้ายแล้ว แรงกระตุ้นนี้มันไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ควรเป็นจริง ๆ ตามธรรมชาติของมัน ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเรายังรู้สึกไม่มีความสุขกับการทำงานเลย แม้ว่าปลายทางของการตั้งใจทำงานมัน (Output) คือเงินเดือน หรือ ตำแหน่งที่สูงขึ้นก็ตาม แต่สิ่งที่คุณอยากได้มันคือประสบการณ์ใหม่ ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้พจญภัยไปกับมัน (Outcome)


สรุป ในตอนนี้เราจะได้เรียนรู้ในเรื่องของอะไรคือแรงกระตุ้นในการให้เรามีความสุขในการทำงาน และ อะไรที่ทำให้มันไม่เกิดความสุขในการทำงาน ตามหลักการของ Seeking system ที่อยู่ในตัวของพวกเราเองมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรษ เพื่อให้สามารถอยู่ได้โดยมีจุดมุ่งหมายในการดำเนินชีวิตต่อไป


สำหรับเนื้อหาจากหนังสือเล่มนี้นี้ ผมได้สรุปมาแค่ส่วนต้น ๆ ของหนังสือเท่านั้นครับ ภายในเล่มยังมีเนื้อหาและการทดลองที่น่าสนใจอีกมากมายเลยครับ ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้จะทำให้เราสามารถเรียนรู้ และ เข้าใจตนเองมากยิ่งขึ้นครับ ไว้ครั้งหน้าถ้าผมได้เจอหนังสือดี ๆ จะมาแนะนำให้กับทุกคนอีกน่ะครับ

ช่วงโปรโมท… นิดนึง ถ้าคุณได้มีโอกาสร่วมงานกับพวกเรา I GEAR GEEK บริษัทของเรามีสวัสดิการในการสื่อหนังสือเข้าชมรม “อ่านหนังสือ” ด้วยครับ อิอิ

I GEAR GEEK

เราคือกลุ่มคนที่มีความหลงไหลในการเขียนโปรแกรม และ มีประสบการณ์จากการทำงานจากทั้งในและนอกประเทศอย่างโชกโชน แต่ถ้าพวกเราเขียนโปรแกรมเพื่อจบงานไปอย่างเดียวมันก็ไม่สนุก พวกเราเลยรวมตัวกันขึ้นมาเปิดเป็นบริษัท Startup ที่มีชื่อว่า I GEAR GEEK ในจังหวัดเชียงใหม่นี้

Nitipat Lowichakornthikun

Written by

Just another software engineer in thailand, https://nitip.at

I GEAR GEEK

เราคือกลุ่มคนที่มีความหลงไหลในการเขียนโปรแกรม และ มีประสบการณ์จากการทำงานจากทั้งในและนอกประเทศอย่างโชกโชน แต่ถ้าพวกเราเขียนโปรแกรมเพื่อจบงานไปอย่างเดียวมันก็ไม่สนุก พวกเราเลยรวมตัวกันขึ้นมาเปิดเป็นบริษัท Startup ที่มีชื่อว่า I GEAR GEEK ในจังหวัดเชียงใหม่นี้