4 สิ่งในงาน LINE Thailand Developer conference 2019 (ฉบับรวบรัด)

Nitipat Lowichakornthikun
Jun 4 · 4 min read

ช่วงวันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นงาน LINE Thailand Developer conference 2019 จัดขึ้นที่ BITEC บางนา

งานนี้นับเป็นงานที่คนอยากเข้าร่วมกันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ (โดยเฉพาะชาว Developer ครับ) แต่ด้วยการที่สถานที่จัดงานไม่ได้ใหญ่มาก ทำให้รับคนทั้งหมดมาร่วมงานก็ไม่ได้ ทาง Line จึงต้องสุ่ม ​ฮ่า ๆ เรียกว่าโหดมากครับ ปกติผมไม่มีดวงเลยถ้าสุ่มอะไรก็ไม่ค่อยได้ดี ๆ เลย จนสุดท้ายจะว่าโชคดีก็ว่าได้ ทำให้ผมได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ครับ

จากที่ผมได้อ่าน Blog จากหลาย ๆ คน ผมพบว่าแต่ละคนนั้นสรุปได้ดีมาก ๆ ดังนั้นผมจะไม่สรุปละเอียดแบบนั้นแล้วกัน แต่จะจดสรุปเป็นเสมือน key takeaway ที่ผมสนใจ และ จะศึกษาเพิ่มเติมครับ


4 สิ่งในงาน (ฉบับรวดรัด)

1. LINE ไม่ใช่แค่แอพ Chat อีกต่อไป

ถ้าคุณเปิดแอพ LINE ดูตอนนี้จะพบว่ามันมีหลายบริการเต็มไปหมด (บางครั้งก็งง ว่ามันจะเยอะไปไหน) LINE กำลังวางตัวเองเป็น Platform ที่จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเราในแต่ละวันมากยิ่งขึ้น จากจำนวนผู้ใช้ในประเทศไทยที่มหาศาลถึง 40 ล้านราย ดังนั้นสำหรับนักพัฒนาคงต้องมองแล้วล่ะครับว่า LINE คือตัวเลือกนึงที่จะทำให้เราสามารถเข้าถึง User ได้อีกมากแค่ไหน (จากสถิติปี 2017 จำนวนผู้ใช้ของ Facebook ในไทยคือ ~52 ล้านราย)

นั่นคือการมาถึงของ LINE Ecosystem ที่ประกอบไปด้วย 8 เรื่องหลัก ๆ
1.1) LINE Login เพิ่มขีดความสามารถไปอีกขั้นด้วยการรองรับการทำงานบนเว็บที่สามารถ Login ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย QR Code ได้ง่ายยิ่งขึ้น, มี SDK รองรับทั้ง iOS และ Android อีกทั้งยังเตรียมไปสู่วงการเกมส์ด้วย Unity SDK

1.2) LINE Notify การสื่อสารกับผู้ใช้แบบ 1-Way กล่าวคือการที่เราสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนได้ผ่านการพัฒนาโปรแกรมไม่กี่บรรทัด

1.3) Messaging API การสื่อสารกับผู้ใช้แบบ 2-ways นั่นคือการที่เราสามารถทราบได้ว่าผู้ใช้พิมพ์ข้อความอะไรมาหาเรา และ เราจะตอบสนองกับข้อความของผู้ใช้อย่างไร? ตัวอย่าง ​~ สร้าง Line bot เพื่อแสดงค่า PM 2.5 รอบ ๆ ตัวเราด้วย Node.js

1.4) LIFF 2.0 (LINE For Frontend Framework)

ล้ำไปอีกขั้นด้วยเวอร์ชั่น 2.0 ที่จะทำให้เราเหล่านักพัฒนาแอพใน LINE ด้วย HTML, CSS, JavaScript ได้ ซึ่งมารอบนี้จะพบว่ามีหลายฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามา อาทิ การเปิดกล้องเพื่อสแกน QR Code หรือ การที่เราสามารถ Integrate LIFF เข้าไปยังเว็บเดิมของเราเองได้ โดยไม่ต้องทำหน้าเว็บขึ้นมาใหม่แบบเมื่อก่อน

1.5) LINE Pay การจ่ายเงินจะง่ายขึ้นด้วยระบบนี้ ทำให้ผู้ใช้สามารถจบทุกอย่างได้ในแอพ LINE แทบไม่ต้องออกจากแอพเพื่อซื้อของผ่าน Chat

1.6) LINE Things / LINE Beacon การทำให้อุปกรณ์ที่อยู่ในโลก Offline สามารถเชื่อมต่อกับโลก Online ด้วย LINE ยิ่งด้วยตอนนี้โลกเรากำลังเริ่มมีอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นเราสามารถพัฒนาให้เป็นลูกเล่นทางด้านการสะสมคูปองที่สามารถเชื่อมต่อกับ Hardware ได้

โดยภายในงานจะมีบู้ทกิจกรรมด้านนอกให้เห็นว่าเราสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์พวกนี้ได้อย่างไร ลองดูจากวีดีโอด้านล่างนี่คือ คลิปที่ผมถ่ายไว้ในขณะที่สาธิตการใช้งานครับ

ตัวนี้นับว่าน่าสนใจอย่างมาก กับการนำเอา LINE Messaging API, Notify มาใช้งานร่วมด้วย ทำให้เรานักพัฒนาที่ไม่ได้ถนัดอะไร Hardware มากนักแบบตัวผมเองต่อยอดไปได้อีก

1.7) Social APIs ขาดไม่ได้เลยในเมื่อเราพัฒนาให้ระบบของเราเข้าใข้งานได้ผ่าน LINE Login หรือ LIFF แล้วล่ะก็ะ จะทำให้สามารถดึงข้อมูลบางส่วนที่จำเป็นของ User ได้ง่ายมากขึ้น ทำให้การใช้งานของ

1.8) Clova ลำโพงอัจฉริยะสุดน่ารัก มี AI ช่วยเป็น Assistant ของเราคล้ายกับ Siri ใน Homepod, Alexa ของฝั่ง Amazon และ Google home ทั้งหลายรุ่น ต้องมาดูกันครับว่าตลาดนี้ LINE จะสามารถดันไปถึงฝั่งฝันไหม


2. New customer’s journey ​~ ช่องทางของลูกค้าที่แตกต่างจากเดิม

ก่อนอื่นเลย ลองนึกภาพในยุคที่ยังไม่มี iPad น่ะครับ ตอนเปิดตัวครั้งนั้นเรียกว่าเสียง ฮือฮา พอสมควร เพราะมัน …

อยู่กึ่งกลางระหว่าง มือถือ และ Computer นั้นเอง มันทำให้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ของผู้ใช้ เกิดตลาดใหม่ ๆ มาก ๆ เกิดรูปแบบการใช้งานที่ไม่เคยเกิดมาก่อน

ทีนี้ตอนนี้จากเดิมที่เราพอจะทราบว่าตอนนี้อัตราการติดตั้ง App ใหม่บนมือถือของเราลดลงอย่างมาก App ที่เราใช้ต่อวันก็วน ๆ กันอยู่ไม่เกิน 5–10 App จึงเป็นทางออกใหม่ของทีมพัฒนาในการสร้างช่องทางที่เข้าถึงของผู้ใช้นอกจาก Web และ App นั่นก็คือคือ… Chatbot

  • จะว่าไปแล้ว Chatbot ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ มันมีมาก็น่าจะ 3–5 ปีแล้ว แต่เริ่มฮิตในไทยจริง ๆ ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาครับ ดังนั้นนักพัฒนาและคนสร้าง Product ก็จะมีทางเลือกเพิ่มอีกช่องทางนั่นคือช่องทาง Chat นั่นเอง ด้วยเหตุนี้การที่ทาง LINE ได้ปลดล๊อคหลายอย่าง อาทิ การไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้ที่ใช้งาน Bot ของเรา ในการ Redesign รอบที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมพอสมควรกับกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ที่เริ่มมองถึงโอกาสการเพิ่มกลุ่มผู้ใช้ได้ผ่านช่องทางนี้ เราเริ่มเห็น Usecase ของการนำเอา Chatbot มาใช้ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งคือ SCB Connect
  • อีกตัวที่น่าสนใจคือการเพิ่มช่องทางของการขายของผ่าน LINE OA Plus e-commerce ความเฉียบคือการที่ลูกค้าสามารถผู้คุยกับคนขายได้ผ่าน LINE รวมทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกันกับเว็บไซต์ LIFF ที่เราสร้าง เพื่อทำให้ปิดการขายได้ทั้งหมดนี้โดยที่ไม่ต้องออกจากแอพ LINE เลยครับ จากการที่ลองได้ดูการสาธิตการใช้งานนั้น ในมุมของผู้ใช้ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีมากคือ เราสามารถสอบถามสินค้าได้, พูดคุยกับคนขาย, ชำระเงินกับ LINE Pay และ ติดตามพัสดุได้ด้วย

เยี่ยมมากครับตรงนี้ ถือว่าทางทีมงานคิดมาดีมากกับโจทย์นี้ ผมเชื่อว่าตลาด e-commerce ไทยจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ที่มี LINE มาเป็นอีกหนึ่งช่องทาง


3. Don’t reinvent the wheel

แน่นอนในโลกยุคเราจะเริ่มเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยมองว่ายาก หรือ ทำแทบไม่ได้เลยในเวลาอันสั้น เช่น เทคโนโลยีของ Image processing ในการแยกแยะข้อมูลจากรูปภาพในตอนนี้เราก็สามารถใช้งานได้ผ่าน Google Cloud Vision ได้เลย (ส่วน Pricing ให้ลองศึกษาดูครับว่าราคาจะสูงแค่ไหน)

นี่คือตัวอย่างของการนำเอามาใช้ครับจาก Session Live coding ของพี่ตี๋ ที่เราจะได้เห็นการใช้ฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ Firebase ที่น่าสนใจมากครับ

4. Community

เราจะเห็นได้ว่า LINE พยายามอย่างมากเพื่อสร้าง Community ของนักพัฒนาภายใต้ Platform ของ LINE ทั้งเพื่อทดสอบการใช้งานของเทคโนโลยีต่าง ๆ พร้อมกับการพัฒนาความแข็งแกร่งของกลุ่มผู้ใช้งาน LINE API ด้านการออกไอเดียและแนวคิดการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ ควบคู่กับการต่อยอดทางธุรกิจทั้งของ Line เองและ user ที่ใช้ API ทำให้ทาง LINE ออกโครงการใหม่นั่นคือ “LINE ​Certified Coach for API” ที่จะมาเป็นผู้เชี่ยวชาญให้ความช่วยเหลือในการปิด Gap ความเข้าใจของทั้งฝั่งธุรกิจ และ ฝั่งนักพัฒนา นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมากที่ LINE ลงทุนกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง


นี่ก็คือสิ่งที่ผมสรุปแบบรวดรัดไว้ 4 ข้อที่ได้เจอมาจากงาน LINE Thailand Developer conference 2019 ครับ
หวังว่าคนอ่านทุกคนจะได้ข้อมูลหรือส่ิงที่ต้องไปศึกษาเพิ่มดูต่อในอนาคตกันไม่มากก็น้อยน่ะครับ ไว้มีงานหน้าสนุก ๆ เดี๋ยวผมจะมาแชร์อีกน่ะครับ

I GEAR GEEK

เราคือกลุ่มคนที่มีความหลงไหลในการเขียนโปรแกรม และ มีประสบการณ์จากการทำงานจากทั้งในและนอกประเทศอย่างโชกโชน แต่ถ้าพวกเราเขียนโปรแกรมเพื่อจบงานไปอย่างเดียวมันก็ไม่สนุก พวกเราเลยรวมตัวกันขึ้นมาเปิดเป็นบริษัท Startup ที่มีชื่อว่า I GEAR GEEK ในจังหวัดเชียงใหม่นี้

Nitipat Lowichakornthikun

Written by

Just another software engineer in thailand, https://nitip.at

I GEAR GEEK

เราคือกลุ่มคนที่มีความหลงไหลในการเขียนโปรแกรม และ มีประสบการณ์จากการทำงานจากทั้งในและนอกประเทศอย่างโชกโชน แต่ถ้าพวกเราเขียนโปรแกรมเพื่อจบงานไปอย่างเดียวมันก็ไม่สนุก พวกเราเลยรวมตัวกันขึ้นมาเปิดเป็นบริษัท Startup ที่มีชื่อว่า I GEAR GEEK ในจังหวัดเชียงใหม่นี้