3 เหตุผลที่ผู้ใช้จะหนีจากเว็บให้บริการ Video

ทำไมวิดีโอถึงครอบครองโลกของอินเตอร์เน็ต ?
อย่างที่เราน่าจะเห็นๆ กันว่าในปัจจุบัน แนวโน้มของ Content ประเภทวีดีโอนั้นมีสูงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลตอนนี้พบว่าปริมาณการใช้งานอินเตอร์เน็ต (Internet Traffic) กว่า 64% เป็นการใช้งาน Content ประเภทวิดีโอ และมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นถึง 80% ภายในปี 2019
Content ประเภทวิดีโอนั้นเริ่มต้นได้มีการขับเคลื่อนมาโดยสองเจ้าใหญ่อย่าง Netflix และ YouTube หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็เริ่มมีเว็บไซต์ให้บริการทำนองนี้ผุดขึ้นมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นร้อยๆ เป็นพันๆ ปัจจุบันน่าจะนับกันไม่ไหวแล้ว มีการนำ Content วิดีโอมาสร้างรายได้ในหลายๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น รายได้จากค่าโฆษณา (Ads) รายได้จากการจ่ายเงินเพื่อรับชม (Subscription) แถมมีการใช้งานในหลากหลายวงการไม่ว่าจะเป็นในด้านการศึกษา ด้านกีฬา หรือในวงการเกมส์ เรียกได้ว่าตอนนี้ Content ประเภทวิดีโอนั้นเข้าไปมีส่วนร่วมสำคัญกับ Content ประเภทอื่นๆ ทั้งสิ้น

ในวงการตลาดนั้น ได้มีการมองว่า วิดีโอคือเครื่องมือที่ช่วยในการติดต่อกับผู้ใช้งานได้ดีที่สุด โดยมันก็ได้ถูกผนวกรวมอยู่กับเว็บต่างๆ มากมาย ปัจจุบันมีเว็บไซต์กว่า 81% ที่เป็นเว็บไซต์ของบริษัทที่จะต้องมีวิดีโอสำหรับใช้ในการโปรโมทสินค้าหรือบริการของบริษัทนั้นๆ อยู่บนเว็บไซต์ เพื่ออธิบายผลิตภัณฑ์ อธิบายวิธีการใช้งาน หรือใช้เล่าเรื่องราวของแบรนด์เพื่อการแนะนำตัวต่อลูกค้า เหตุผล 3 ข้อ ใหญ่ๆ ที่ทำให้วิดีโออยู่ในทุกที่ ก็เพราะ
- Video increases engagement : ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์
- Video increases session duration : ช่วยเพิ่มระยะเวลา
- Video increases conversions : ช่วยเพิ่มการสื่อสาร
เว็บไซต์เมืองนอกได้มีการสำรวจตัวอย่างของการทำตลาดออนไลน์ด้วยวิดีโอ โดยหลังจากผู้ชมได้รับชมวิดีโอโฆษณาผลิตภัณฑ์ พบว่ามีมากกว่า 64% ที่ตัดสินใจกดซื้อสินค้า โดยมีระยะเวลาเฉลี่ยในการรับชมโฆษณาที่ไม่เกิน 2 นาที นอกจากนี้ในเรื่องของปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนเข้าชม Content ที่เป็นเนื้อหาล้วน เทียบกับวิดีโอ พบกว่า Content แบบวิดีโอได้รับผลตอบรับที่ดีกว่า มีการกดแชร์ต่อที่แตกต่างกัน 37% จำนวนการคอมเม้นท์ที่แตกต่างกัน 36% และจำนวนการกดไลค์ที่ต่างกัน 56%

แน่นอนว่าการรับชมเว็บไซต์ที่มี Content ประเภทวิดีโอนั้น มีความแตกต่างจากเว็บไซต์ที่เป็นข้อความและรูปภาพ ด้วยขนาดของปริมาณข้อมูลที่มีมากกว่า จึงต้องใช้แบนวิธที่มากกว่าในการรับชม แถมต้องสามารถรับชมได้จากบนทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือ ทั้งผ่านระบบ WiFi, 3G หรือ 4G
ดังนั้นถ้าวิดีโอของคุณที่อยู่บนเว็บไซต์ไม่มีการ Transcode ให้เหมาะสมกับคนดู ผู้ใช้งานเหล่านั้นที่พบปัญหาการชมจะหนีจากเว็บไซต์ และอาจจะไม่กลับเข้ามาอีกเลยก็เป็นได้ จากข้อมูลพบว่า 3 ปัญหาใหญ่เลยที่จะสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้งาน มีดังนี้
1.เปิดวิดีโอเริ่มต้นแล้วโหลดช้า (Startup Delay)

เรียกได้ว่าเป็นปัญหาคลาสสิกสุดๆ ที่เจอเลยทีเดียว กับการเริ่มต้นการเปิดวิดีโอที่ช้า ที่ต้องโหลดวิดีโอทั้งก้อนให้จบก่อนถึงจะเปิดได้ (ไม่ได้มีการ Transcode ด้วย Parameter ที่ถูกต้อง) จากข้อมูลที่มีการศึกษาพบว่า ถ้าผ่านไป 10 วินาที แล้ววิดีโอยังไม่เล่น ผู้ชมส่วนใหญ่มักจะปิดหน้าเว็บทิ้งทันที…. จะมีเพียงแค่ 8% เท่านั้นที่จะย้อนกลับมาเปิดวิดีโอนั้นใหม่ภายใน 24 ชั่วโมง
จะเห็นได้ว่าเว็บวิดีโอส่วนใหญ่ (หรืออาจจะทั้งหมด) มักจะมีการตั้งค่าการเล่นวิดีโอเป็นแบบ Autoplay เพื่อให้วิดีโอสามารถเล่นได้ทันที ดังนั้นวิดีโอที่มีการโหลดในช่วงเริ่มต้นที่ช้า ก็จะทำให้ผู้ใช้งานหงุดหงิดที่จะต้องรอและหนีหายออกไป
2.การรอโหลด (Buffering)
การรอโหลดก็เป็นอีกเรื่องน่ารำคาญที่ผู้ใช้งานต้องเคยเจอกัน ยิ่งโดยเฉพาะกับจังหวะสำคัญๆ เช่น จังหวะการยิงประตู จังหวะการทำคะแนน หรือฉากเด็ดในภาพยนตร์ ถ้าต้องเจอการสะดุดเพื่อรอโหลด คงทำให้คนดูหัวเสียหรือเสียอรรถรสในการชมอย่างแน่นอน นอกจากประเด็นเรื่องความเร็วของอินเตอร์เน็ตของผู้รับชมแล้ว การ Transcode ที่ไม่ดี ก็จะทำให้วิดีโอมีแบนวิธที่สูงเกินไป และต้องใช้ความเร็วอินเตอร์ที่สูงมากขึ้น
จากการศึกษาที่อ้างอิงกับความเร็วอินเตอร์เน็ตที่พัฒนามากขึ้น พบว่า ในปี 2011 โอกาสที่จะมีการรอโหลด 1% ต่อความยาววิดีโอ 3 นาที แต่ในปี 2014 พบว่า โอกาสที่จะมีการการรอโหลด 1% อยู่ที่วิดีโอความยาว 14 นาทีแล้ว เนื่องด้วยความเร็วอินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น

3.วิดีโอคุณภาพต่ำ
คุณภาพของวิดีโอที่ให้บริการผ่านอินเตอร์เน็ตก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่มีผลต่อประสบการณ์และความประทับใจโดยตรงต่อผู้ชม เว็บไซต์ให้บริการวิดีโอหลายแห่งมีการนำจุดขายในด้านคุณภาพของวิดีโอมาใช้ในการโฆษณาเพื่อสร้างความน่าสนใจต่อลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใช้งาน 6 ใน 10 คน ยอมที่จะจ่ายเงินเพื่อรับชม Content ที่มีคุณภาพที่สูงกว่า เพื่อประสบการณ์การรับชมที่ดีมากกว่า

จากรูปด้านบนแสดงให้เห็นถึง ระยะเวลาที่ใช้ในการอดทนดูวิดีโอที่คุณภาพต่ำ ว่าผู้ชมทนได้แค่ไหนกัน พบว่ามีถึง 33% ที่ไม่สามารถทนได้กับการรับชมวิดีโอที่มีคุณภาพต่ำ มีคน 43% ที่สามารถทนดูวิดีโอคุณภาพต่ำที่ความยาว 1–4 นาทีได้ และมีเพียง 3% เท่านั้นที่สามารถทนดูวิดีโอคุณภาพต่ำที่ความยาวมากกว่า 30 นาที ได้
ปัญหาเหล่านี้ ยิ่งมีแนวโน้มที่จะสูงมากขึ้นอีกในอนาคต เพราะคุณภาพของหน้าจอที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันความละเอียดแบบ 720p (HD) ถือได้ว่าเป็นความละเอียดขั้นพื้นฐานที่เว็บไซต์ให้บริการวิดีโอควรจะรองรับ รวมไปถึง 1080p และอนาคตอันใกล้ที่ หน้าจอแบบ 4K กำลังมา ผู้ผลิต Content ที่พยายามอัพเกรดการสร้างวิดีโอที่ความละเอียดสูงมากขึ้น ก็ย่อมสร้างทางเลือกให้กับคนดูได้มากกว่า
การแก้ไขปัญหา
คุณจำเป็นที่จะต้องมีระบบ Video Transcode ที่สามารถจัดการกับคุณภาพของ Content วิดีโอของคุณได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ Content วิดีโอของคุณสามารถเล่นได้ทุกที่ไม่ว่าจะเปิดจากอุปกรณ์ไหนๆ ลดขนาดไฟล์ให้เล็กที่สุดเพื่อลดแบนวิธที่ผู้ชมจะต้องใช้ ลดเวลาที่ใช้ในการโหลด โดยที่ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพของวิดีโอเป็นสำคัญ
ที่มา : THE VIDEO PROBLEM: 3 REASONS WHY USERS LEAVE A WEBSITE WITH BADLY IMPLEMENTED VIDEO