นึกย้อนไปว่าผมต้องใช้เวลาทำงานนานเท่าไรถึงจะได้เงินเดือน 50,000 บาท
จากจุดเริ่มต้นที่ 17,000 บาท จำไม่ได้แน่ชัดแต่คิดว่าน่าจะประมาณเจ็ดปีได้
ในจังหวะเวลานั้นก็จะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนที่ได้มากกว่าผมเยอะ บางคนเกือบสองเท่า … น่าน้อยใจมั้ย?
แต่ในอีกมุมหนึ่งผมก็คิดไปว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ทำงานมาทั้งชีวิตยังได้ไม่มากเท่าผมที่ทำมาแค่เจ็ดปี … น่าปลื้มใจมั้ย?
มันคือการกำหนดมาตรฐานในการเปรียบเทียบตัวเองกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ยุคอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเงินเดือนก็วิ่งปรู๊ดตามไปด้วย มีเด็กรุ่นใหม่มากมายที่ได้เงินเดือนสูง บางคน (หลายคน) มากกว่าที่ผมได้อยู่ตอนนี้ด้วยซ้ำ
มาตรฐานคำว่า 50,000 บาทจากเดิมเจ็ดปี ลดลงเหลือแค่สามปี
มันไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกประหลาดอะไรเพราะมันคือกฎอุปสงค์อุปทาน ตัวเลือกมีน้อยแต่ความต้องการมีมาก ค่าตัวค่าแรงก็ต้องแพงเป็นพิเศษ สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังที่หลายครั้งเกินจริงไปมาก
ทำงานหนึ่งปี เปลี่ยนงานหนึ่งครั้งต้องการเงินเดือน 50,000 บาท เหตุผลเบื้องหลังคือ “คนอื่นได้กันประมาณนี้” ไม่ใช่ว่า “ผมมีความสามารถมากพอกับเงินก้อนนี้” และเมื่อไม่ได้ตามนั้นความไม่พึงพอใจก็จะตามมา
การเปรียบเทียบและความคาดหวังตรงนี้จึงน่าสนใจ ถ้าเรามองภาพให้กว้างสักนิดและเอาใจอีกฝ่ายมาใส่ใจเรา … การเปรียบเทียบคุณค่าของตัวเองกับมาตรฐานเฉลี่ยของสังคมมันดูจะเป็นการเกาะกระแสมากเกินไปหน่อย สิ่งที่ถูกต้องคือการมองว่าตัวเองอยู่จุดไหนและมีความสามารถมากแค่ไหนต่างหาก
งานปัจจุบันคือเวปดีเวลลอปเปอร์กับเงินเดือน 40,000 บาท งานใหม่ที่อยากได้คือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ทำไมถึงคิดว่าเงินเดือนต้องเป็น 60,000 บาท เพียงเพราะเรารู้มาว่ามาตรฐานของตำแหน่งนี้รับกันอยู่เท่านี้หรอ? แปลกๆอยู่นะ
ความสามารถของเราแปรผันไปกับตำแหน่งงานที่ทำและสภาพแวดล้อมที่เป็น มันไม่เกี่ยวกับใบปริญญา อายุงาน หรือมาตรฐานเงินเดือนในตลาดแรงงาน ไม่ใช่ว่าอายุมากต้องเงินเดือนเยอะ และไม่ใช่ว่าเพื่อนๆที่บริษัทอื่นได้เงินเดือนสูงแล้วเราต้องได้เท่าพวกเขา
สัญญาณเตือนภัยดังๆของผมเองคือคนที่ประสบการณ์น้อยแต่อยากได้เงินเดือนสูงเกินไป ทำงานหนึ่งปีกับเงินเดือน 60,000 บาท … แน่นอนมีหลายคนที่เหมาะสมกับรายได้แบบนี้แต่ไม่ใช่ทุกคนและไม่ใช่คนส่วนใหญ่ด้วย
ความมั่นใจนั้นสำคัญและเป็นเรื่องดีแต่ถ้ามีมากไปก็จะเป็นอันตราย … ในโลกความจริงของการทำงานจริงนั้นจะเป็นตัวพิสูจน์ได้ดี หลายคนที่คิดว่าตัวเองเก่งไม่ธรรมดาเมื่อมาเจอของจริงแล้วก็จะพบว่าตัวเองแทบไม่รู้อะไรเลย (ตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น) มีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและฝึกฝนอีกเป็นร้อยเป็นพันอย่าง นั่นคือช่องว่างระหว่างสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามีกับสิ่งที่ตัวเองไม่มี มันคือช่องว่างที่ทำให้เงิน 60,000 บาทนั้นมากเกินจริง
ทัศนคติคือสิ่งสำคัญที่สุด เรามองหาโอกาสใหม่เพื่อพัฒนาตัวเอง การพัฒนาตัวเองบางครั้งคือการก้าวถอยหลังเพื่อเปลี่ยนทิศทางในการเดิน ถ้ามันใช่งานที่เราอยากทำจริง เราจะไม่เปรียบเทียบคุณค่าของตัวเองกับมาตรฐานทั่วไปของคนอื่น เราจะเปรียบเทียบตัวเองกับงานตรงหน้า เราเคยเป็นผู้รู้ในเรื่องหนึ่งแต่เรากำลังจะกลายเป็นเด็กหัดเดินในเรื่องนี้ … นั่นคือความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น
อย่าตัดโอกาสก้าวหน้าทางทักษะความสามารถ ความคิด และประสบการณ์ในเรื่องใหม่ๆด้วยการมองแค่เงินเดือน ด้วยการเปรียบเทียบตัวเองกับมาตรฐานที่ผิด

