ตรวจสอบวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ในนครตรัง
❤ อ่านถอดบทเรียนจากงานวิจัยทุกตอนได้ที่ https://medium.com/intermingle-in-trang/tagged/interview ❤
ประมวลผลแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการใช้ชีวิตสาธารณะในเมืองตรัง (ตอนที่ 1)
หลังจากทุกท่านได้สละเวลามาตอบแบบสอบให้เราเมื่อหลายเดือนก่อน บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้วที่เราจะคืนข้อมูลให้ท่าน ขออภัยที่ต้องให้รอนานไปหน่อยเพราะผู้เขียนทำคนเดียวตั้งแต่แจก กรอก ประมวล และเขียน แต่หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาต่อไปนะคะ :D
วันนี้ผู้เขียนจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 514 คน ซึ่งผู้มีอายุระหว่าง 15–35 ปี (ร้อยละ 72 อายุ 15–25 ปี และร้อยละ 10.8 อายุ 26–35 ปี) จริง ๆ แล้วมีคนอายุเกิน 35 มาตอบเยอะพอสมควร แต่ด้วยครั้งนี้ เราสนใจเทรนด์ความต้องการของคนรุ่นใหม่จึงขอนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณเฉพาะกลุ่มอายุ แต่เราจะนำข้อเสนอของทุกคนที่ช่วยกันเขียนมานำเสนอต่อไปแน่นอนคะ
จากแผนภาพที่ 1 จะเห็นว่า ห้างสรรพสินค้าเป็นสถานที่ที่คนรุ่นใหม่ไปบ่อยมากที่สุดในรอบหนึ่งเดือนก่อนหน้าการตอบแบบสอบถาม รองลงมาเป็นตลาดนัด ถนนคนเดิน และร้านอาหารและเครื่องดื่ม และร้านกาแฟ ในขณะที่สถานที่ในหมวดแกลอรี่ พิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ และลานกิจกรรม ลานวัฒนธรรม มีคนรุ่นใหม่ไปใช้พื้นที่น้อยมาก


นอกจากนี้ยังพบว่า กิจกรรมที่คนรุ่นใหม่ทำในที่ที่สาม ส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยสังสรรค์กับเพื่อน ในขณะที่การทำกิจกรรมคนเดียวอย่างการอ่านหนังสือ ทำงาน ฟังเพลงเงียบ ๆ กลับอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมกลุ่มอื่น ๆ ทั้งสองข้อมูลนี้ ทำให้เราต้องขบคิดกันว่า การที่คนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมเข้าใช้พื้นที่ที่สามที่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่นั้นเป็นเพราะสาเหตุใด พื้นที่แต่ละประเภทมีคุณภาพและปริมาณเพียงพอต่อความต้องการแล้วหรือไม่ หากพิจารณาในพื้นที่สาธารณะที่มีอยู่แล้วจะเห็นว่า พื้นที่สาธารณะอย่างลานกิจกรรมยังไม่มีลักษณะที่ตอบโจทย์การใช้งานเท่าใดนัก ส่วนพื้นที่ประเภทพิพิธภัณฑ์และการเรียนรู้นั้นมีน้อยมากในนครตรัง หากคนรุ่นใหม่สนใจอยากไปทำกิจกรรมก็ยังไม่มีทางเลือกให้มากนัก เป็นที่น่าสังเกตว่า พฤติกรรมและความต้องการของคนรุ่นใหม่ก็ถูกจำกัดด้วยทางเลือกที่มีอยู่อย่างจำกัด และบางกรณีก็ไม่มีคุณลักษณะที่ตรงกับวิถีชีวิต
ผู้เขียนได้ประยุกต์ตัวชี้วัดปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ ละแวก หรือเมืองหนึ่ง ๆ เป็นที่ที่ดีของ Projects for Public Spaces มาเป็นเครื่องมือในการประเมินลักษณะของที่ที่สามที่ผู้ตอบแบบสอบถามใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกพื้นที่รวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการ ผลการตอบแบบสอบถามจากคนที่มีอายุ 15–35 ปี จำนวน 514 คน โดยคำถามข้อ 24 ถามว่า “คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญต่ออะไรมากที่สุด เมื่อต้องเลือกสถานที่พบปะพูดคุยหรือทำกิจกรรมที่ชอบกันเป็นกลุ่ม”
คำตอบสะท้อนข้อเท็จจริงของการเข้าร่วมชุมชนทางวัฒนธรรมที่เป็นการรวมกลุ่มตามความสนใจเฉพาะมากกว่าการเข้าร่วมกับชุมชนทางกายภาพที่เป็นการรวมกลุ่มตามที่ตั้งของบ้าน ดังนั้น หากชุมชนตามความสนใจของคนรุ่นใหม่อยู่ที่ใด พวกเขาก็จะเดินทางไปเพื่อรวมกลุ่ม ทำให้ปัจจัยเรื่องทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกได้รับความสำคัญมากที่สุดนั่นเอง


จากตารางจะเห็นว่า สำหรับผู้ที่มีอายุ 15–35 ปี กลุ่มปัจจัยสีเขียวอ่อนซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปลักษณ์และความสบาย เป็นปัจจัยที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญค่อนข้างมาก รองลงมาได้แก่ กลุ่มปัจจัยสีเขียวเข้มซึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและความเชื่อมโยง แต่ความต้องการใช้พื้นที่ที่สามในละแวกบ้านกลับน้อยที่สุด (14) สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงของการเข้าร่วมชุมชนทางวัฒนธรรมที่เป็นการรวมกลุ่มตามความสนใจเฉพาะมากกว่าการเข้าร่วมกับชุมชนทางกายภาพที่เป็นการรวมกลุ่มตามที่ตั้งของบ้าน ดังนั้น หากชุมชนตามความสนใจของคนรุ่นใหม่อยู่ที่ใด พวกเขาก็จะเดินทางไปเพื่อรวมกลุ่ม ทำให้ปัจจัยเรื่องทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก (4) ได้รับความสำคัญมากที่สุดนั่นเอง
ที่น่าสนใจคือกลุ่มปัจจัยสีแดงซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่สำคัญเป็นอันดับสูงที่สุด ได้แก่ ความเป็นส่วนตัว (9) สอดคล้องกับข้อสังเกตของ Setha Low ผู้อำนวยการ Public Space Research Group แห่ง the City University of New York ที่ว่า วัยรุ่นอยากใช้พื้นที่สาธารณะที่มีการแยกส่วนไปจากฝูงชนชัดเจน ไม่ได้หมายถึงพื้นที่ลับตาคนแต่เป็นพื้นที่ที่พวกเขาได้อยู่กับตัวเองและมีความเป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด คือการกำจัดปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมที่ทำให้วัยรุ่นรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการออกไปให้ได้ก่อน (Peinhardt, 2018) ทำให้ต้องขบคิดต่อไปว่า เมื่อคนรุ่นใหม่ออกมาใช้ชีวิตสาธารณะแต่ต้องการพื้นที่ที่ให้ความเป็นส่วนตัวได้มากพอสมควร การจัดการและออกแบบพื้นที่และอาคารสาธารณะจึงควรคำนึงถึงปัจจัยข้อนี้ในขณะที่ก็ต้องสมดุลกับปัจจัยเรื่องความปลอดภัยด้วยเช่นกัน
สมมติฐานที่ว่า “เพราะไม่มีกิจกรรม พื้นที่นั้นจึงไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นที่ที่สาม” อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เราต้องพิจารณาด้วยคำถามใหม่ว่า พื้นที่ดังกล่าวถูกออกแบบและจัดการในรูปแบบที่เอื้ออำนวยให้พวกเขาทำกิจกรรมอะไรได้บ้าง ผู้ใช้มีอิสระมากน้อยแค่ไหนในการออกแบบการใช้งานด้วยตนเอง
ส่วนปัจจัยกลุ่มสีเหลืองซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้และกิจกรรมที่เกิดขึ้นผู้ตอบแบบสอบถามกลับให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น อาหารและเครื่องดื่ม (8) และอุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต (11) มากกว่าอยากได้กิจกรรมที่จัดไว้แล้ว (15) ดังนั้น สมมติฐานที่ว่า “เพราะไม่มีกิจกรรม พื้นที่นั้นจึงไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นที่ที่สาม” อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เราต้องพิจารณาด้วยคำถามใหม่ว่า พื้นที่ดังกล่าวถูกออกแบบและจัดการในรูปแบบที่เอื้ออำนวยให้พวกเขาทำกิจกรรมอะไรได้บ้าง ผู้ใช้มีอิสระมากน้อยแค่ไหนในการออกแบบการใช้งานด้วยตนเอง จากข้อมูลดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่า คนรุ่นใหม่อาจจะไม่ต้องการกิจกรรมที่องค์กรหรือหน่วยงานจัดมาให้ แต่ต้องการพื้นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขาสามารถออกแบบและทำกิจกรรมตามความสนใจเฉพาะได้อย่างอิสระมากกว่า ซึ่งสมมติฐานนี้ต้องได้รับการทดสอบต่อไป
กระนั้นก็ตาม สมมติฐานเบื้องต้นอาจจะอธิบายได้ด้วยข้อค้นพบของ Setha Low เกี่ยวกับเงื่อนไขที่จะทำให้วัยรุ่นจะปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่สาธารณะในเมือง ในด้านหนึ่ง ก็ต่อเมื่อมีกิจกรรมที่พวกเขาสนใจ เช่น เกมบาสเกตบอลที่สวนสาธารณะ และอีกด้านหนึ่ง ก็ต่อเมื่อมีที่ให้นั่งและมองดูวัยรุ่นคนอื่น ๆ ดังนั้น พื้นที่สาธารณะไม่เพียงแต่เป็นที่สำหรับทำกิจกรรมเท่านั้นแต่ยังช่องทางหนึ่งที่จะได้สังเกตและมองดูคนอื่น ๆ สนุกสนานไปกับการใช้พื้นที่นั้นด้วย (Peinhardt, 2018) ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมกิจกรรม “สุมหัวกันเรื่องเมืองครั้งที่ 1” ที่ระบุว่า วัยรุ่นมักต้องการเวลาและพื้นที่ในการพิจารณาและตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ ดังนี้
“ตัวเมืองตรังมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง แต่สำหรับนักศึกษาที่มาจากจังหวัดอื่นอย่างผม เวลาว่างก็ไม่รู้จะไปไหน นอกจากร้านกาแฟหรือไม่ก็ขับรถมอเตอร์ไซต์ไปหาดปากเมง มันมีความรู้สึกว่า ไม่รู้จะไปไหน มันยังขาดพื้นที่อะไรบางอย่างที่ให้วัยรุ่นมาอยู่รวมตัวกัน ทำอะไรบางอย่าง เป็นพื้นที่ที่คนกระตุ้นคนให้ทำอะไรบางอย่าง เวลาเราเห็นคนอื่นทำอะไร เราก็รู้สึกอยากเป็นแบบเขาบ้าง ผมคิดว่า สภาพแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมสร้างสรรค์ในเมือง”
(ภานุพงศ์ โยมเรือง, 2018)
พฤติกรรมคนรุ่นเรามันจะเป็นแบบเฝ้ามองคนอื่นว่าทำอะไรและลองทำแบบคนอื่นด้วย เช่น หนูไปเดินเล่นที่สนามกีฬา ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะออกกำลังกาย ไม่ได้จะวิ่งหรืออะไร แต่เมื่อเห็นคนอื่นออกกำลังกาย มีสุขภาพดี เราก็อยากวิ่ง อยากเล่นกีฬาบ้าง จนกลายเป็นว่าตอนนี้ไปวิ่งไปว่ายน้ำที่สนามกีฬาทุกครั้งที่มีเวลาว่าง
(ปัณฑ์ชนิต ภักดีโชติ, 2018)
อย่างไรก็ตาม ผลการให้คะแนนจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 610 คนซึ่งรวมคนหลายช่วงวัยออกมาคล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ เป็นเพราะประชากรกลุ่มตัวอย่างอายุ 15–35 ปี ถือเป็นคนกลุ่มใหญ่คิดเป็นกว่าร้อยละ 80 จึงทำให้ความคิดเห็นของพวกเขาส่งอิทธิพลต่อค่าเฉลี่ยมาก ด้วยเป้าหมายของงานวิจัยเป็นคนรุ่นใหม่ การศึกษาเพื่อเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของคนอีกช่วงวัยจึงทำได้ยากหากไม่สามารถเพิ่มจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามจากกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไปให้มากขึ้นจนมีขนาดเท่ากันหรือใกล้เคียง ผู้เขียนจึงใช้คำอธิบายเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เพื่อเปรียบเทียบแทน
❤ รอติดตามตอนต่อไปนะคะ ❤
อ้างอิง
Peinhardt, K. (2018, March 20). What the (Young) People Want: A Q&A with Setha Low. Retrieved 24 March 2018, from https://www.pps.org/article/what-the-young-people-want-a-q-a-with-setha-low
ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Placemaking และปัจจัยของความสำเร็จได้ที่ https://www.pps.org/reference/grplacefeat/

