ทำความเข้าใจ “ที่ที่สาม” ในนครตรังอย่างเป็นระบบ

กรอบการวิเคราะห์

นอกจากการประเมินผลสำเร็จของพื้นที่สาธารณะที่บริหารจัดการโดยภาครัฐแล้ว ใจกลางความสำคัญของงานวิจัยนี้อยู่ที่การอธิบายปรากฏการณ์การเติบโตขึ้นของที่ที่สามซึ่งดำเนินการโดยเอกชนว่าเกิดขึ้นและดำรงอยู่เพราะอะไร พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะและฟังก์ชั่นเฉพาะอะไรที่มาเติมเต็มช่องว่างของความต้องการพื้นที่ที่สามของคนรุ่นใหม่ โดยผู้เขียนตั้งคำถามสามข้อเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ได้แก่

อะไรผลักดันให้เกิด –เหตุใดจึงมีการลงทุนเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะเหล่านี้

ประสบการณ์ต่อพื้นที่เป็นอย่างไร — ผู้ใช้มีประสบการณ์ต่อพื้นที่อย่างไรบ้าง โดยพิจารณา 4 ด้าน ได้แก่ การใช้พื้นที่และกิจกรรม การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การเข้าถึงและความเชื่อมโยง ความสบายและรูปลักษณ์ ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้พื้นที่นั้น ๆ มีความหมายเฉพาะต่อคนรุ่นใหม่อย่างไร

ที่ที่สามเอื้อให้คนรุ่นใหม่ตามหากลุ่มแบบใด: กลุ่มเพื่อบริโภค กลุ่มเพื่อความสนใจเฉพาะ หรือชุมชนทางวัฒนธรรม –ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้เกิดขึ้นผ่านคุณค่าทางวัฒนธรรมที่เห็นพ้องต้องกันหรือไม่ หรือเป็นเพียงความสัมพันธ์เพื่อการกินดื่มไม่ได้ต่อยอดไปสู่กิจกรรมอื่น ๆ ที่ผูกพันผู้ใช้ให้เป็นชุมชน ลักษณะเฉพาะอะไรที่ทำให้พื้นที่นั้นเกิดชุมชนทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์ได้

ในการทำความเข้าใจ “กระบวนการสร้างความหมายให้กับสถานที่”หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Placemaking” นั้น ผู้เขียนขออธิบายความแตกต่างระหว่าง “พื้นที่ (Space)” และ “สถานที่(Place)” ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ที่การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์(Human) และภูมิทัศน์ (Landscape) ที่มีความหมาย ลักษณะ และฟังก์ชั่นเฉพาะกล่าวคือ เราอาจพิจารณาพื้นที่ในทางกายภาพ(Physical space) และประเมินลักษณะตามที่ปรากฏต่อสายตา แล้วตัดสินว่าพื้นที่นั้นสวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างไร น่าเข้าไปใช้หรือไม่ แต่หากมีผู้คนมาใช้พื้นที่นั้นในรูปแบบต่าง ๆ พื้นที่นั้นก็จะถูกกำหนดความหมาย อาจจะเป็นความหมายในทางเศรษฐกิจ ทางสังคม หรือทางการเมือง ขึ้นอยู่กับว่า ใครเข้ามามีส่วนในการใช้พื้นที่และผู้คนเหล่านั้นมีประสบการณ์กับที่นั้น ๆ (หรือเรียกว่า Landscape experience) ในลักษณะใด (Hunziker, Buchecker, & Hartig, 2007)

หากในพื้นที่ทางกายภาพดังกล่าวมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเกิดขึ้นผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การค้าขาย การบริโภค การจ้างงาน การจับจ่ายใช้สอย การซื้อสินค้าและบริการ ก็ถือว่าพื้นที่นั้นทำหน้าที่ในทางเศรษฐกิจ (Economic space) ทั้งนี้ หากมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้พื้นที่เดียวกันนั้นมีปฏิสัมพันธ์อื่นที่นอกเหนือไปจากการแลกเปลี่ยนในทางเศรษฐกิจด้วยก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านการออกแบบ ปัจจัยด้านคน และปัจจัยด้านวัฒนธรรม ที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการเมืองผ่านการรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเกิดเป็นชุมชนตามความสนใจเฉพาะขึ้นที่นั่น

ดังนั้น มิติของปฏิสัมพันธ์ในพื้นที่ที่สามนั้นอาจสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ หนึ่ง พื้นที่เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยตรง ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือมีน้อย เช่น ท่ารถ โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ตลาดบางแห่ง สอง พื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ด้วยกัน เช่น ร้านกาแฟ ตลาดบางแห่ง และสาม พื้นที่ที่ไม่ได้เน้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจใด ๆ แต่มีผลในการสร้างคุณค่าทางด้านวัฒนธรรมและการผูกพันระหว่างสมาชิก เช่น สนามกีฬา หอศิลป์ สวนสาธารณะ ร้านกาแฟบางแห่ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงมิติของปฏิสัมพันธ์ทั้งสามระดับนี้มักจะไม่คงที่ ปฏิสัมพันธ์ในพื้นที่แต่ละแห่งอาจจะเพิ่มหรือลดได้ตามกาลเวลา ตามลักษณะสังคมที่เปลี่ยนไป และตามการโยกย้ายของสมาชิกชุมชน ยกตัวอย่าง พื้นที่ลานรูปวงกลมหน้าบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด เคยเป็นจุดรวมตัวกันของวัยรุ่นที่สนใจวัฒนธรรมและการเต้น B-Boy เมื่อปี 2553 มีการจัดแข่งขัน B-Boy Battle มีสมาชิกเข้าร่วมจำนวนมากรวมทั้งมีผู้ปกครองมาชมการแสดงด้วย[1] เป็นภาพบรรยากาศของพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่ามีกิจกรรมเช่นนั้นอีกในปีถัดมา สันนิษฐานว่าเป็นเพราะสมาชิกที่เป็นแกนต้องโยกย้ายถิ่นฐานทำให้ไม่มีการสานต่อ พื้นที่ตรงนั้นก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของการเป็นชุมชนทางวัฒนธรรมอีกเลย เมื่อเปรียบเทียบกับโรงยิมในสนามกีฬาเทศบาลนครตรัง ซึ่งเป็นจุดรวมตัวของนักบาสเกตบอลหลากหลายรุ่น แม้ว่าผู้เล่นรุ่นใหญ่จะวางมือไปแล้ว แต่ด้วยความเป็นพื้นที่ที่มีฟังก์ชั่นเฉพาะทำให้มีการรวมตัวกันของผู้ที่สนใจกีฬาบาสเกตบอลมาอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนจากพื้นที่ว่างอาจจะไม่มีความหมายเฉพาะกับคนมาสู่สถานที่ที่มีความหมาย จะเกิดขึ้นจากผู้คนที่มามีส่วนร่วมในการกำหนดและสร้างสรรค์ ผ่านการวาดฝัน จดจำ และรักษาความดีงามของคน ณ ที่แห่งนั้นโดยมีความรู้สึกต่อสถานที่ (Sense of Place) เป็นจุดร่วม ในขณะเดียวกันความรู้สึกของสถานที่ก็จะเป็นปัจจัยกำหนดลักษณะเฉพาะของพื้นที่หนึ่ง ๆ ด้วย (Hunziker et al., 2007)ทั้งนี้ “ที่ที่สาม” จึงเป็นพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่เอกชนที่มีความหมายต่อผู้คนที่มาใช้ สร้างความหมายโดยผู้คนที่มาใช้ รวมถึงกำหนดผลลัพธ์และความสำเร็จของสถานที่นั้นด้วย

โดยพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะ หมายถึง พื้นที่ที่ครอบครองโดยสาธารณชน เปิดกว้างและเข้าถึงได้สำหรับคนทุกคนในชุมชน ไม่เกี่ยงเพศ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ อายุ หรือฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม United Nations Human Settlements Programme (UN-Habitat) ใช้นิยามและคำอธิบายของพื้นที่สาธารณะที่รับรองโดยthe Charter of Public Spaceดังนี้

“พื้นที่สาธารณะ คือ สถานที่ทั้งหมดที่เป็นของสาธารณะ หรือถูกใช้โดยสาธารณชน เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ทุกคน ไม่ต้องจ่ายค่าบริการและไม่แสวงกำไร พื้นที่สาธารณะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชีวิตความเป็นอยู่ของปัจเจกชนและสังคม เป็นสถานที่ของการรวมตัวกันของชุมชน แสดงออกของถึงความหลากหลายของชุมชน ความรุ่มรวยทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม และเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ … ชุมชนที่เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในพื้นที่สาธารณะจะพยายามปรับปรุงคุณภาพของพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น”[2](United Nations Human Settlements Programme (UN-Habitat), 2014)การเข้าถึงพื้นที่สาธารณะและบริการพื้นฐานอย่างเพียงพอ ถือเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญอย่างหนึ่ง การปกป้องพื้นที่สาธารณะที่มีอยู่แล้วควรเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ของผู้นำเมืองในการสร้างเมืองให้ผู้อยู่อาศัยมีชีวิตที่ดีขึ้น

สถานที่ (Place)เป็นสภาพแวดล้อมที่ผู้คนได้สร้างความหมายผ่านกาลเวลามาด้วยกัน สถานที่มีประวัติศาสตร์ของมันเอง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสังคมที่มีความเฉพาะซึ่งถูกกำหนดโดยลักษณะการใช้พื้นที่และผู้คนที่ใช้พื้นที่นั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าพื้นที่สาธารณะทุกแห่งจะเป็นสถานที่ที่มีประสิทธิภาพ ถนนที่อันตรายและผ่านไม่ได้ ลานจอดรถทิ้งร้าง หรือสถานีขนส่งหรือสวนที่ไม่ได้รับการดูแลรักษา ซึ่งไม่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและเด็ก นับเป็นพื้นที่สาธารณะได้ก็จริง แต่สถานที่เหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน ความรู้สึกเป็นกลุ่ม หรือความสมบูรณ์ทางวัฒนธรรม แต่กลับส่งผลในทางตรงข้าม เพราะพื้นที่สาธารณะที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาหรือเข้าถึงไม่ได้ จะกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นผู้คนกับสถานที่เสียเอง ด้วยลักษณะที่ไม่ปลอดภัย ปิดกั้นการเข้าถึง หรือมีบรรยากาศคุกคามในทุกระดับ (MacKenzie, 2015)

ดังนั้น การพัฒนาพื้นที่สาธารณะจึงไม่สิ้นสุดลงที่การตรวจรับพื้นที่จากผู้รับเหมาก่อสร้างที่ถูกว่าจ้างให้ทำพื้นที่ แต่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะการก่ออิฐ หิน ปูน ทราย อย่างประณีตสวยงามไม่ได้รับประกันความมีชีวิตชีวาของสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น แต่เป็นผู้คนต่าง ๆ ที่จะตัดสินใจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดความหมาย นอกจากนี้งานศึกษาเชิงประจักษ์ของ Mehta & Bosson (2009)พบว่า ที่ที่สามจะมีลักษณะเฉพาะตัวสูง (personalisation) ในแง่ความโดดเด่นและความน่าจดจำ รวมทั้งยังเป็นที่ที่ผ่านไปยังถนนได้ง่าย (permeability to the street) ทั้งนี้ทั้งนั้น การจัดให้มีที่นั่งและที่พัก น่าจะเป็นคุณลักษณะของการออกแบบผังเมืองซึ่งทำให้เกิดความสามารถในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Sociability) ในบริเวณถนนหลักมากที่สุด

กว่าพื้นที่ว่างหรืออาคารเก่าในเมืองจะกลายเป็นที่ที่สาม จะต้องผ่านกาลเวลาและกระบวนการสร้างความหมายให้กับพื้นที่ หรือ Placemaking ซึ่งเกิดขึ้นจากกิจกรรมที่ผู้คนทำในพื้นที่นั้น ๆ อาจจะเป็นกิจกรรมที่องค์กรจัดขึ้นหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เป็นกิจกรรมประจำ ชั่วคราว หรือถาวร ทั้งนี้ คำอธิบายคุณลักษณะของที่ที่สาม 8 ประการ ของ Oldenburgได้แก่

o ที่ที่สามมีความเป็นกลาง (Neutral ground) คือสถานที่ที่คนจะมาหรือไปได้ตามใจชอบ ทั้งนี้ ความสำเร็จของที่ที่สามส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบการสัญจร หากสถานที่ดังกล่าวมีความเป็นกลางแล้ว จะมีจำนวนผู้คนสัญจรไปมาอย่างน้อยที่สุดก็ในระดับที่สะท้อนให้เห็นว่า ผู้มาเยือนมีอิสระในการเข้าและออกสถานที่ดังกล่าวได้เท่าที่ต้องการ

o ที่ที่สามสร้างความเท่าเทียมและการผสมผสาน (Leveller and mixer) กล่าวคือ ไม่ได้เป็นเพียงที่ที่เอื้ออำนวยให้มีการเข้าออกอย่างเสรีเท่านั้น แต่ที่ที่สามยังทำหน้าที่ในการลบเลือนความแตกต่างอย่างชัดแจ้งของผู้มาเยือนอีกด้วย ดังที่ Oldenburg กล่าวไว้ว่า ที่ที่สามไม่ได้ตั้งเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ที่ได้เข้าเป็นหรือไม่ได้เป็นสมาชิกเอาไว้ว่าจะต้องมีรายได้เท่าใด ชาติพันุธ์อะไร พูดภาษาอะไร

o บทสนทนาที่สนุกสนานเป็นกิจกรรมหลักที่เกิดขึ้นในที่ที่สาม (Conversation is the main activity) กล่าวคือ สถานที่ใดจะถูกนิยามว่าเป็นที่ที่สามนั้น จะต้องเกิดการพูดคุยที่มีชีวิตชีวา จุดประกายความคิด มีสีสัน และปะทะสังสรรค์ของผู้มาเยือน

o ที่ที่สามมักมีขาประจำ (The regulars) เพราะขาประจำที่มาเยือนและใช้เวลาอยู่ที่นั่นจะเป็นตัวกำหนดบุคลิกลักษณะ บรรยากาศ และโทนของการพบปะสังสรรค์ของสถานที่นั้น ๆ

o ที่ที่สามจะต้องเข้าถึงได้ง่ายและเปิดรับผู้คนที่เข้ามาเป็นประจำ (Accessibility & Accommodation)

o ผู้มาเยือนจะไม่เป็นที่สนใจมากนัก (A low profile) เป็นที่ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนบ้านและปราศจากการเรียกร้องใด ๆ

o อารมณ์ของสถานที่จะสนุกสนาน (The mood is playful) กล่าวคือ อารมณ์โดยทั่วไปของสถานที่นั้น ๆ จะสนุกสนาน และไม่เป็นจริงเป็นจังมาก

o บ้านหลังที่สอง (A home away from home) คือ ให้บรรยากาศเสมือนอยู่บ้าน รู้สึกเป็นเจ้าของ มีชีวิตชีวา อบอุ่น สัมพันธ์แน่นแฟ้นกับคนอื่น

จากนิยามและคุณลักษณะของ “ที่ที่สาม” จะเห็นได้ว่า ใจกลางสำคัญอยู่ที่คนว่าไปในที่แห่งนั้นเพราะเหตุใด ไปทำกิจกรรมอะไร มากกว่าการกำหนดลักษณะทางกายภาพและเงื่อนไขในการเข้าถึงเป็นสำคัญ ดังนั้น นิยามดังกล่าวจึงนับรวมสถานที่ของเอกชนที่การจับจ่ายใช้สอยและดื่มกิน เป็นกิจกรรมหลักอย่างหนึ่งซึ่งมีต้นทุนต่อผู้เข้าใช้ ในขณะเดียวกัน “ที่ที่สาม” ก็ยังนับรวมพื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้โดยไม่ต้องจ่ายเป็นตัวเงิน (ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง) ในความเป็นจริง แม้ว่าพื้นที่เหล่านี้จะไม่มีต้นทุนในการเข้าถึงเลยก็ตาม ใช่ว่าทุกแห่งจะประสบความสำเร็จในการเป็นที่ที่สาม คำถามที่น่าสนใจคือ ปัจจัยอะไรที่ทำให้พื้นที่สาธารณะบางแห่งไม่สามารถดึงดูดคนให้เข้ามาใช้ได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย? ทำไมคนบางกลุ่มจึงยอมจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อเข้าไปใช้เวลาในที่ที่สามบางประเภท?

การทำความเข้าใจ “ที่ที่สาม” เป็นจุดเริ่มต้นของการอธิบายคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองหนึ่ง ๆ ที่นอกเหนือจากการอธิบายด้วยการจ้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หากเราลองทบทวนฟังก์ชั่นอรรถประโยชน์ที่ใช้วิเคราะห์โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาเมืองก็จะพบว่า อรรถประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยในเมือง[3] ขึ้นอยู่กับ คุณภาพชีวิต ค่าจ้างที่แท้จริง และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทั้งนี้ งานศึกษาเชิงเศรษฐมิติหลายชิ้นได้ให้ข้อสรุปในแนวทางเดียวกันว่า สิ่งอำนวยความสะดวกแบบเมือง (urban amenities) และ ความน่าดึงดูดของธรรมชาติ (natural amenities) มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิต(Albouy, 2008; Glaeser, Kolko, & Saiz, 2001) ในแง่นี้ แนวคิดเรื่อง “ที่ที่สาม” จึงมีความเกี่ยวโยงกับคุณภาพชีวิตในเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย Oldenburg (1996) ได้ขยายความเกี่ยวกับความสำคัญของ “ที่ที่สาม” ต่อปัจเจกบุคคลและชุมชนไว้ในวารสารว่า แท้จริงแล้ว “ที่ที่สาม” มีฟังก์ชั่นหลายอย่าง ได้แก่

1. ที่ที่สามช่วยทำให้ผู้คนในละแวกนั้นมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน(Unifying neighbourhoods)

2. ที่ที่สามเป็นเสมือนประตูแรกเข้าสำหรับผู้มาเยือนและผู้มาอยู่ใหม่ในชุมชนหนึ่ง(Ports of entry) เพราะที่ที่สามมักเป็นศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารของชุมชน

3. ที่ที่สามเป็นพื้นที่คัดสรรค์ (Sorting areas) เพราะเป็นที่ที่คนซึ่งมีความสนใจพิเศษตามหากันและกัน และเป็นพื้นฐานของการเกิดวัฒนธรรมท้องถิ่นในย่านหรือบริเวณนั้น

4. ที่ที่สามทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าได้ปฏิสัมพันธ์กัน(Association of youth and adults)

5. ที่ที่สามช่วยดูแลชุมชน (Caring for the neighbourhood) เพราะคนที่เป็นเจ้าของที่ที่สามโดยส่วนใหญ่จะมีบุคลิกที่ใส่ใจต่อสาธารณะ(Public characters ตามคำเรียกของ Jane Jacobs) รู้จักทุกคนในละแวก และคอยสอดส่องดูแลเยาวชน รวมทั้งให้ข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ กับขาประจำด้วย

6. ที่ที่สามส่งเสริมให้เกิดการอภิปรายถกเถียงทางการเมือง (Fostering political debate)

7. ที่ที่สามช่วยลดค่าครองชีพ (Reducing the cost of living) เพราะเมื่อผู้คนเข้าหาและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันก็จะมีแนวโน้มช่วยเหลือกันในเรื่องต่าง ๆ

8. ที่ที่สามให้ความสนุกสนาน (Entertaining)

9. ที่ที่สามให้มิตรภาพที่ดี (Giving the gift of friendship) เพราะลักษณะของความเป็นกลาง (Neutral ground) ของที่ที่สามทำให้ความรับผิดชอบในการจัดการและความกดดันไม่ได้ตกอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง

10.ที่ที่สามมีความสำคัญต่อคนวัยเกษียณ (Important for retired people)

Jeffres, Bracken, Jian, & Casey (2009)ใช้ข้อมูลสำรวจระดับชาติของสหรัฐอเมริกาเพื่อตอบคำถามว่า คุณลักษณะของที่ที่สามซึ่งสาธารณชนจะไปเพื่อสังสรรค์พบปะผู้คนมีอะไรบ้าง? และตรวจสอบสมมติฐานเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “ที่ที่สาม”และ “มุมมองที่มีต่อคุณภาพชีวิต” ซึ่งข้อมูลเปิดเผยว่า ไม่ว่าคนจะเลือกไปที่ไหนเพื่อพบปะสังสรรค์ การที่พวกเขารู้สึกและเชื่อว่าสามารถเข้าถึงที่ที่สามได้ ช่วยเพิ่มมุมมองที่ดีต่อคุณภาพชีวิตในชุมชนของพวกเขา

ก่อนอื่น ผู้เขียนขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับชุมชนทางกายภาพและชุมชนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการค้นคว้างานศึกษาเกี่ยวกับเยาวชนที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาเมืองในมิติวัฒนธรรมนั้น โดยจะอ้างอิงงานศึกษาวิเคราะห์ความต้องการของเด็กเยาวชน : ศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการทำงานองค์กรด้านเยาวชนและพัฒนาแนวทางสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ซึ่งให้ข้อสรุปไว้ว่า ในขณะที่แหล่งทุนเน้นการสนับสนุนพื้นที่เชิงกายภาพ เช่น ชุมชนในตำบล อำเภอ หมู่บ้าน ฯลฯ ความสนใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่นั้นอยู่ที่ชุมชนทางวัฒนธรรม คือชุมชนที่มีลักษณะของความสนใจร่วมกัน เช่น ชุมชนของเกมส์ ชุมชนของนักวาดภาพประกอบ ชุมชนของนักอ่านวรรณกรรม เป็นต้น

ทั้งนี้ ความสนใจลำดับแรกของแหล่งทุนก็คือ การพัฒนาชุมชนทางกายภาพ (16.88%) การสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ชุมชนทางกายภาพของแหล่งทุนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชุมชนนั้น ๆ เติบโตหรือมีความแข็งแกร่งขึ้น ความแข็งแกร่งขึ้นนั้นเป็นไปในทิศทางเฉพาะของแต่ละชุมชน ซึ่งไม่สามารถจัดประเภทได้ บ้างเป็นการสนับสนุนวัฒนธรรมท้องถิ่น บ้างเป็นการสนับสนุนให้เยาวชนกลับมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชนของตนเอง การพัฒนาพื้นที่ชุมชนทางกายภาพอาจให้ผลในทางประจักษ์ที่ชุมชนนั้น ๆ มีชีวิตชีวามากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เพียงการแข็งแกร่งขึ้นของชุมชนนั้นยังไม่แสดงให้เห็นทิศทางของการเติบโตที่นอกเหนือไปจากคุณภาพชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น กล่าวคือ ไม่เกิดการสนับสนุนการเติบโตในเชิงวัฒนธรรมทางสังคมที่อยู่เหนือพื้นที่ เช่น การเติบโตของแวดวงนักวาดภาพประกอบ การเติบโตในวัฒนธรรมทางการอ่าน เป็นต้น กลุ่มสังคมที่เยาวชนให้คุณค่ามากยึดโยงอยู่กับพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรมตามความสนใจ มากกว่าสถาบันหลักอย่างครอบครัว (ที่บ้าน) หรือสถาบันการศึกษา (ที่ทำงานหรือเรียน)[i](เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์, วริศ ลิขิตอนุสรณ์, & วิภาพรรณ วงษ์สว่าง, 2560)แม้การทบทวนงานเพียงชิ้นเดียวนี้ไม่อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่หนักแน่นได้ แต่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับความสำคัญของชุมชนกายภาพและชุมชนทางวัฒนธรรมในเยาวชนคนรุ่นใหม่ ถือเป็นประเด็นที่มีความเชื่อมโยงกับแนวคิด “ที่ที่สาม”ในยุคสื่อใหม่ที่ควรศึกษาทำความเข้าใจต่อไป

ทั้งนี้งานวิจัยจะเลือกนิยามคนรุ่นใหม่ด้วยช่วงอายุและศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของเขาผ่านแบบสอบถาม โดยกำหนดช่วงอายุผู้ตอบที่ 15–35 ปี ส่วนผู้ประกอบการที่เป็นส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ผู้เขียนเลือกจากช่วงวัยที่ไม่เกินอายุ50 ปีและเพิ่งเริ่มประกอบการได้ไม่นานนัก เพื่อให้เห็นมิติของพื้นที่ใหม่ ๆ ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ นิยามของชุมชนทางวัฒนธรรมที่กล่าวถึงในเล่มนี้ เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมทุกรูปแบบ ไม่จำกัดอยู่แค่วัฒนธรรมประเพณีโบราณเท่านั้น นั่นคือ ชุมชนใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากความสนใจเฉพาะอย่างและยึดถือคุณค่าบางอย่างร่วมกัน


[1]ดูภาพเพิ่มเติมที่ http://www.trangzone.com/webboard_show.php?page=3&ID=30654

[2]State of the World’s Cities 2012/2013: Prosperity of Cities (http://www.unhabitat.org/pmss/listItemDetails.aspx?publica- tionID=3387).

[3]เป็นตัวแปรที่กำหนดว่า คนจะเลือกอยู่ในเมืองไหนและตัดสินใจเรื่องการย้ายถิ่นที่อยู่


[i]จากผลสำรวจคนรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 27 ปี ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ในเครือข่ายพัฒนาสังคมจำนวน 71 คน เกี่ยวกับกลุ่มสังคมที่ให้คุณค่าในงานชิ้นเดียวกัน พบว่า กลุ่มที่รู้สึกว่าสำคัญต่อตนเองมาก ได้แก่ กลุ่มที่ยึดโยงด้วยความเป็นมนุษย์ (8.6) กลุ่มตามความสนใจที่ตัวเองทำอะไรในนั้น (6.7) และกลุ่มที่สนใจแลกเปลี่ยนในประเด็นกว้าง ๆ (6.5) ในขณะที่กลุ่มที่ยึดโยงตนเองน้อย ได้แก่ กลุ่มที่ยึดโยงด้วยชาติไทย (5.1) กลุ่มตามสถาบัน การศึกษา และกลุ่มที่ยึดโยงด้วยพื้นที่ที่อยู่อาศัย (5.1) (เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ et al., 2560)

Hunziker, M., Buchecker, M., & Hartig, T. (2007). Space and Place — Two Aspects of the Human-landscape Relationship. In F. Kienast, O. Wildi & S. Ghosh (Ed.), A Changing World. Challenges for Landscape Research(pp. 47–62). Springer.

MacKenzie, A. (2015). Placemaking and Place-Led Development: A New Paradigm for Cities of the Future. Retrieved 12 November 2017, from https://www.pps.org/reference/placemaking-and-place-led-development-a-new-paradigm-for-cities-of-the-future/

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์, วริศ ลิขิตอนุสรณ์, & วิภาพรรณ วงษ์สว่าง. (2560). โครงการวิเคราะห์ความต้องการของเด็กเยาวชน : ศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการทํางานองค์กรด้านเยาวชนและพัฒนาแนวทางสนับสนุนคนรุ่นใหม่. Newground Thailand.

Intermingle in Trang

Re-tribalization of Active Generations for Sustainable Development in Trang, Thailand

Apichaya@mingleintrang

Written by

ติดตามโพสของ Intermingle in Trang ได้ที่ https://medium.com/intermingle-in-trang

Intermingle in Trang

Re-tribalization of Active Generations for Sustainable Development in Trang, Thailand

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade