THIP — พลาสติกส่งออก

เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ผมสมใจมาสักพักแล้ว เนื่องจากงบการเงินที่ดูดีมากกกกกกกกกก กำไรมีคุณภาพ หนี้ต่ำ มาดูกันว่าบริษัททำอะไร

ข้อมูลทั่วไป

บริษัททานตะวัน ชื่อเดิมคือ บริษัทโบลเทค

เกิดครั้งแรกเมื่อ 21 กันยายน 2521 หรือ เกิดมาแล้วจะ 40 ปี เรียกได้ว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน

บริษัทเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติก มี 3 ผลิตภัณฑ์หลักคือ

  1. หลอดดูดเครื่องดื่ม หลอดตรง หลอดงอ
  2. ถุงพลาสติกทั่วไป ถุงซิบล้อก ถุงยืดอายุผักผลไม้ ถุงขยะ
  3. ผลิตภัณฑ์อื่นๆ

โดยสัดส่วนรายได้จาก 3 ผลิตภัณฑ์ จะกระจายไปตามนี้

บริษัทส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 85% ของรายได้รวม โดยส่งออกให้หลากหลายทวีป

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่บริษัทนี้ผลิตออกมาก จะเห็นได้ว่าก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันอยู่ในประจำวันอยู่แล้ว

สภาวะตลาด

การแข่งขันก็เริ่มมีขึ้นบ้าง ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ในประเทศก็มีผู้ผลิตจำนวนมากกว่า 10 ราย แต่ประเภทของผลิตภัณฑ์ก็ยังมีความแตกต่างบ้าง ทั้งมีผู้ผลิตจากจีนและเวียดนามที่ต้นทุนถูกกว่าเข้ามาแข่งขันด้วย แต่บริษัทเคลมไว้ว่า คุณภาพของตนเองยังได้เปรียบอยู่ ทั้งในเรื่องของการที่บริษัทก่อตั้งมานาน มีฐานลูกค้า และคุณภาพสินค้าที่ตนเองยังรักษาระดับได้ดีกว่า

บริษัทมีการจัดการแหล่งการซื้อวัตถุดิบโดยแบ่งเป็นภายในประเทศ 40% (20 ราย) และต่างประเทศ 60% (7 ราย) โดยราคานั้นก็จะเป็นไปตามกลไกตลาด บริษัทไม่เคยมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ และปัจจุบัน มีกำลังผลิตประมาน 18,000 ตันต่อปี

ความเสี่ยง

ความเสี่ยงที่บริษัทตระหนักอย่างแรกเลยก็คือเรื่องของราคาวัตถุดิบ (เม็ดพลาสติกนั้นเอง) ซึ่งบริษัทก็ได้ทำการซื้อเม็ดพลาสติกล่วงหน้าประมาณ 60% ของวัตถุดิบทั้งหมด และอีก 40% คือซื้อตามราคาตลาด ณ ตอนนั้น เพื่อจะได้ดู demand supply และซื้อตามนั้น บริษัทก็ยังมีวิจัยเพื่อให้สามารถใช้เม็ดพลาสติกได้หลายๆแบบออกไปด้วย บริษัทก็ยังมีการจัดการลดสัดส่วนลูกค้ารายใหญ่โดยการเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายใหม่เข้าไปเพิ่มด้วย

ความเสี่ยงน้ำท่วมโรงงาน บริษัทเคลมไว้ว่าจัดการเป็นอย่างดี โดยช่วงปี 2554 ที่น้ำท่วม บริษัทไม่ได้รับความเสียหายเลย (จริงหรือเปล่า เด่วเอางบการเงินมาดูก็รู้) แต่บริษัทก็บอกว่าไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด

ความเสี่ยงอีกอันที่ผมอยากเสริมเข้าไปก็คือ ปัจจุบันคนมีแนวโน้มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งมีส่วนทำให้การใช้พลาสติกมีอัตราการใช้ลดลง ซึ่งตรงนี้บริษัทยังไม่ได้อธิบายแผนไว้ แต่ผมก็คิดว่าต้องมีแหละ

งบการเงินของบริษัท

รายได้

รายได้มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 5 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่ในอัตราที่ช้ากว่ารายได้ ทำให้กำไรขั้นต้นก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ต้นทุนในการบริหารก็เพิ่มขึ้นตามการขายที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็อยู่ในสัดส่วนที่ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรมาก ทำให้ท้ายสุดแล้ว กำไรสุทธินั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอัตราที่ดีมาก

ซึ่งทางบริษัทก็บอกว่ารายได้เนี่ยเพิ่มขึ้นเพราะว่าออกผลิตภัณฑ์ใหม่เรื่อยๆและเพิ่มยอดขายจากลูกค้า เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป เป็นทางเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น โดยลูกค้าก็มี 4 ประเภทด้วยกันคือ พวกโรงงานที่ใช้พลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์ในกระบวนการผลิต กลุ่มค้าปลีก กลุ่มผู้ประกอบการทั่วไปเช่นร้านอาหาร ร้านในห้างต่างๆ และผู้นำเข้าไปจัดจำหน่ายต่อ โดยส่วนใหญ่เติบโตขึ้นจากลูกค้าต่างประเทศ ในประเทศแทบไม่โตเลย

ต้นทุนเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่ายอดขายก็เพราะในช่วงปีที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบเม็ดพลาสติกปรับตัวลดลงจึงน่าจะเป็นส่วนสำคัญให้กำไรขั้นต้นสูงขึ้น

ฐานะการเงิน

ส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีทั้งเงินสดที่มากขึ้น ส่วนของลูกหนี้การค้าก็สม่ำเสมอ สินค้าคงคลังสามารถรักษาระดับได้

การบริหารวงจรเงินสดก็เป็นไปตามรูป ดูดีขึ้น ดูไม่หวือหวา เรียกได้ว่าบริหารได้ดีทีเดียว

ดูอัตราการเติบโตของทรัพย์สินแล้ว ส่วนของหนี้สินแทบไม่โตเลย ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นโตขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าบริษัทแทบไม่มีหนี้สินเลยก็ว่าได้ หนี้มาแปปเดียว รายได้ก็กลบหนี้หมดแล้ว

กระแสเงินสด

ส่วนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก เงินสดที่มาจากการบริหารก็เข้ามาจริงตามที่ปรากฏในงบรายได้ของบริษัท ก็แปลว่า ไม่ใช่รายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เป็นรายได้ที่ได้รับไปแล้ว ตรงนี้น่าจะเกิดจากเก็บหนี้ลูกหนี้ได้ดีทีเดียว

อัตราส่วนทางการเงิน

ตัวเลขก็ดูดีขึ้นจากปีก่อนๆทั้งอัตราส่วนการทำกำไร ในส่วนของ ROE อยู่ในระดับสูงมากคือ 23%

อัตราการเติบโตของส่วนของผู้ถือหุ้น ของบริษัทใน 4 ปีโตขึ้นจาก 93 บาท เป็น 138 บาท นั้นก็คือปีละประมาณ 14% แปลว่าบริษัทนั้นมีรายได้ที่โตขึ้น ซึ่งจ่ายปันผลก็มากขึ้น และยังมีเงินเหลือเข้าไปในส่วนของผู้ถือหุ้นทุกๆปี ซึ่งถ้าบริษัทสามารถรักษา ROE ในระดับ 20% ได้นั้น ก็แปลว่าปีต่อไป ถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 157 บาท (โตจากปีที่แล้ว 14%) แปลว่ากำไรน่าจะอยู่ที่ประมาน 31.4 บาทต่อหุ้น

สรุปแล้วก็คือเป็นบริษัทที่ผมรู้สึกงบการเงิน และอัตราส่วนต่างๆนั้น ค่อนข้างน่าจูงใจมาก เราสามารถเดาอนาคตของบริษัทนี้ได้เลยแค่มองอัตราส่วนต่างๆ แต่นี้ก็เป็นส่วนของแค่ในเชิงปริมาณของบริษัท สิ่งที่ต้องทำต่อก็คือต้องติดตามโลกแล้วก็ศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพต่อไป