ทำความรู้จักกับ Zombie Startup ….?

ดีทุกคน วันนี้ได้นำเอาบทความ Zombie Startup ของ Danielle Morrill ซึ่งผมคิดว่ามันน่าสนใจมั่กๆ รวมทั้งยังบทความจากหลายๆ ที่จากไทยเเละเทศ มาแบ่งปันกัน ฮ่า …

ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของฉันในฐานะ Start up ไม่ได้กลัวว่าจะล้มเหลว เเต่มันคือการเริ่มต้นกลายเป็นผีดิบต่างหาก
Danielle Morrill

หลายคนอาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่า อัตราการเกิดธุรกิจ Start up มากขึ้นจนทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ ล้มตายกันไปหมด มากจนเหล่าผู้คนนั้น คิดตั้งธุรกิจกันเป็นว่าเล่น เเต่ก็ใช้ว่าจะประสบความสำเร็จไปซะ ทุกคน ยิ่งนาน ….. วัน…..ก็มีเเต่เพิ่มขึ้น ๆ เเละปัญหาที่ตามในปัจจุบันนั้นก็คือ Start up นั้นกลายเป็นฟองสบู่เพราะมันมีเยอะมากจนกลายเป็นประชากรขนาดใหญ่ นั้นก็คือ zombie ……ผมขอเรียกว่า Zombie เเล้วกัน

ถ้าคุณเคยดูหนังอย่าง The 6th Sense ความพีคของหนังเรื่องนั้นก็คือ ตัวเอก (Bruce Willis) นั้นได้ตายเเล้ว เเต่ไม่รู้ตัวเองว่าตาย เค้าจึงพยายามหาทางกลับมากินข้าวเย็นกับเมียของเค้า ซึ่งไอ้วิธีการต่างๆ ที่เค้าพยายามใช้เพื่อหาทางไปหาเมียของเค้านั้น มันก็คงเป็นไปไม่ได้หรอก (เพราะว่าแกมันตายไปแล้ว ฮ่าๆๆ)

The Sixth Sense (1999)
เรื่องนี้ก็เปรียบได้ดี กับสถานการณ์ที่กำลังเกิดอยู่ในตอนนี้

การที่จะเป็น Zombie Start up คืออะไร มันคือการที่ธุรกิจของคุณไม่มีแบบแผน ไม่รู้จักลูกค้าของตนเอง เเละไม่รู้ว่าธุรกิจของคุณเกิดมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร เเละมีค่าพอสำหรับผู้บริโภคไหม

ซึ่งคุณสมบัติ ของการเป็นซอมบี้

  • คุณไม่ทราบว่าลูกค้าของคุณคือใคร ?
  • คุณถูกลบเลือนไปกลไกตลาด ?
  • คุณไม่พัฒนา ?
  • อื่นๆ

บางครั้งเจ้าซอมบี้เหล่านี้ๆ ไม่ยอมรับว่าตัวเองตายเเล้ว เเละที่มากไปกว่านั้นพวกเค้าก็กลัวการสูญเสีย (ผู้ที่เป็นนักลงทุนของพวกเขา) สิ่งที่พวกเขาทำคือให้ความหวังอันมหัศจรรย์แก่ตัวเอง

“พวกเขาจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้!”

และจำเป็นต้องสร้างภาพลวงตา เพื่อให้ได้รับการยกย่องในสาธารณชน เพื่อดึงดูดนักลงทุน (โครตโหดร้าย)

ในนี้แอบมี zombie อยู่
ผู้รอดชีวิต
แล้วอะไรทำให้เกิด zombie ล่ะ

ในยุคที่วัฒนธรรมมันมีคำว่า “failing-forward” เเละ ‘failing-fast’ ผมสนับสนุนวิธีคิดแบบนี้เเต่ มันไม่เกิดวิธีคิดเเบบนี้กับเหล่าซอมบี้ เลยทำให้ประชากรซอมบี้เกิดเพิ่มมากยิ่งขึ้น

เงินทุนที่ควบคู่กับความคาดหวังที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้เเหละจะทำให้เหล่า ซอมบี้ออกล่าเเละคำหนึ่งของ สตีฟจ็อบส์ที่ได้กล่าวไว้

“A lot of times, people don’t know what they want until you show it to them”

“ หลายครั้งคนไม่ได้รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร จนกว่าคุณจะแสดงให้พวกเขาเห็น ”

เหล่าซอมบี้ จึงต่างคนต่างเข็น product กันออกมา สุดท้าย

ไม่มีใครต้องการ

ล้มเหลวและไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

ในประวัติศาสตร์สิ่งที่พบมากที่สุดสำหรับ start up ที่ได้รับการสนับสนุน อยู่ที่ประมาณ 10% และ Start up ประสบความสำเร็จและล้มเหลวอยู่ที่ 20–30%

ที่เหลือก็ตามเวรตามกรรม

จนมาเริ่มพักหลังเหล่าซอมบี้กำลังถูกกำจัดเเละลดลงไปมาก…เพราะชายที่ชื่อ Eric Ries

ชายคนนี้คือใคร Eric Ries ??

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2003 อิริก รีย์ส (Eric Ries) ได้เรียนจนจบการศึกษาเเละย้ายไปอยู่ที่ Silicon Valley เเละได้ทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่บริษัท there inc ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับ web-based 3D Virtual World ซึ่งโครตล้ำหน้า ….จากนั้นยังไม่ทันทำอะไรบริษัทก็… เจ๊งสะเเล้ว (เวรของแกจริงๆ)

ต่อมาในปี 2004 อีก 1 ปีถัดมา อิริก รีย์สเเละพนักงานคนอื่นๆ ร่วมกันก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า IMVU ด้วยเเนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้เเชทเป็นมากกว่าเเชท … จึงกลายเป็นเกมจำลองการเเชทเป็นโลกจำลองเสมือนจริง ทำให้ผู้เล่นหรือส่งข้อความสามารถเดินไปไหนมาไหนได้ภายในเกมเเทนที่จะเป็นเเค่เเชทโง่ๆ

(IMVU อ่านว่า อิมวู ) เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ซึ่งสมาชิกใช้ตัวการ์ตูน 3 มิติเพื่อสนทนา, การทำสินค้าเพื่อขายและเล่นเกม

6 เดือนผ่านไป ด้วยความที่เป็น Software Development Project นั่นเเหละ ไม่เสร็จ ฮ่าๆ

ทำไงความซวยบังเกิดมาเเล้ว นายทุนก็เร่งเเล้วสุดท้ายก็ต้องส่งงานขึ้น production ไป

ผลตอบรับหรอ? …

ไม่มีเเม้แต่คนคิดจะดาวน์โหลด… นั่นว่าแปลกแล้ว ที่แปลกว่าคือตัวเค้าเองกลับรู้สึกดีที่มันเป็นแบบนั้น!!! ก็เพราะรู้ว่าคุณภาพมันห่วยขนาดไหน เค้ากลัวว่ายิ่งมีผู้ใช้มากเท่าไรยิ่งจะเป็นการทำลายชื่อเสียงของบริษัทมากเท่านั้น ทำยังไงต่อดีแบบนี้?

อิริก รีย์ส นั่งทบทวนว่าเค้าทำอะไรลงไปในช่วง 6 เดือน

คนใช้ฟรียังแทบไม่มี ไม่ต้องคิดถึงเรื่องคนใช้ที่จะยอมจ่ายเงินให้ IMVU เลย

หรือว่าฟีเจอร์มันน้อยไป?

“พรุ่งนี้ต้อง Release version ใหม่แล้ว งานยังไม่เสร็จเลย” อิริก รีย์ส ปรับทุกข์กับหัวหน้าทีมพัฒนา
“ใช่ครับพี่ … เนี่ยะ เหลืออีกฟีเจอร์นึงที่ยังไม่ได้ทำเลย ที่ทำให้ตัวละครมันเดินจากที่นึงไปอีกที่นึงได้อะครับ ยากมาก … เพราะว่าเราต้องคำนวณเส้นทางและเดินหลบสิ่งของ หลบคนที่อยู่ในฉากให้หมดอะครับ ผมว่าไม่ทันแน่ๆเลย พรุ่งนี้แล้ว”
“ทำไงดีวะเนี่ยะ …” ทั้งสองคนนั่งครุ่นคิดอยู่ซักพัก แล้วอิริกก็พูดขึ้นมาว่า “เอางี๊ละกัน ไม่ต้องคำนวณ ไม่ต้องมี Animation มันแล้วตอนเดินอะ … กดเลือกจุดหมายที่จะไปแล้วตัวคนแว๊บไปโผล่ตรงนั้นเลย … ช่างแ-ม ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” เค้าพูดด้วยน้ำเสียงที่ปนด้วยความสิ้นหวัง
“เอางั้นเลยหรอพี่? แน่ใจนะ” หัวหน้าทีมพัฒนาถามย้ำ แต่เมื่ออิริกตัดสินใจแบบนั้นไปแล้ว ก็ช่างแ-มเหมือนกัน สุดท้าย Product ที่ทุกคนในบริษัทคิดว่าพิกลพิการก็ถูก Deploy ขึ้น Production แบบทันเวลา

เรื่องบางเรื่องก็หาคำอธิบายได้ยากเรื่องนี้ก็เหมือนกันเพราะผลตอบรับที่ได้กลับมาจากผู้ใช้นั้นน่าตื่นตะลึงมาก “ผมชอบฟีเจอร์ ‘Teleportation’ มากเลยอะ” … “เจ๋งอะ คิดได้ไงเนี่ย” … “ชอบมากเลยค่ะ เดินไปไหนมาไหนเร็วทันใจดี” เล่นเอางงกันไปทั้งบริษัท จากเรื่องที่คิดว่าร้ายกลับกลายเป็นดี

อิริก รีย์สคิดทบทวนเกี่ยวกระบวนความคิดเเละการทำงาน จนเขาค้นพบหนทางสว่าง

อิริก รีย์ส บอกกลับตัวเองว่า

“ การเริ่มธุรกิจที่ดีควรเริ่มตอนที่ยังไม่พร้อมนั้นเเหละดีที่สุด ”

เค้าเรียกขั้นตอนนั้นว่า MVP

minimum viable product

MVP มันคือกการสร้าง Product ที่พอใช้งานได้ออกมาสู่ตลาดก่อน เเละดูผลตอบรับของลูกค้า เพื่อดูผลตอบรับของลูกค้าเเล้วกลับมาพัฒนาให้ product มันสมบรูณ์แบบมากยิ่งขึ้น (ง่ายๆ จะเจ๋งช้าเจ๋งเร็ว ก็ดูจากตรงนี้เเหละ)

อิริก รีย์ส ยังเรียนรู้อีกว่า ถ้าให้เลือกเวลา (Timing) กับ (Perfect Product) ให้เลือก Timing ก่อนอันดับเเรก เพราะคนเรามีเวลาอยู่จำกัดนั้นเอง ถ้าคุณเสียเวลาทำ Perfect Product ก้มหน้าก้มตาทำเเล้วถ้าผมรับมันไม่ออกมาดี คุณเสียเวลาเเน่นอนโดยเปล่าประโยชน์

สาเหตุที่ startup ล้มเหลว เพราะ startup ดำเนินการบนความไม่แน่นอนมากมาย เช่น การสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วลูกค้าต้องการอะไร

อิริก รีย์ส จึงเขียนหนังสือเล่มที่ดีที่สุดนี้ขึ้นมา มันคือ THE LEAN STARTUP

( นี้เเหละวิธีกำจัดซอมบี้……ฮ่า ๆ )

สิ่งที่ อิริก รีย์สคิดเเละกำลังจะบอกเหล่าซอมบี้ก็คือ ธุรกิจของคุณจำเป็นต้องมีคือ ไอเดีย (Idea)จากนั้นคุณก็ลงมือสร้าง สร้างให้เร็ว สร้างให้ไว ทำให้เป็นรูปเป็นร่างก่อน (Build) ขั้นตอนนี้เเหละสำคัญ จากนั้นคุณก็ code สะ เเล้วปล่อยออกสู่ตลอด คุณจะได้รับ feedback กลับมาที่นี้คุณก็นำมาปรับปรุง (Measure) จากนั้นคุณก็วิเคราะห์ (Learn) ว่าธุรกิจของคุณจะไปต่อได้มั้ย ?? ถ้าไม่ก็วนลูปทำไปเรื่อยๆ

“ ทำไมสิ่งพวกนี้จึงเกิดขึ้นอย่างน่าแปลกใจ
เเล้วคุณเห็นอะไรในธุรกิจแบบนี้ ”
AirBnB

จุดเริ่มต้นของสตาร์ตอัพอย่าง Airbnb

  • เรื่องเริ่มจากปี 2007 ขณะที่โจและไบรอันถังแตก ไม่มีเงินจ่ายค่าห้องพักที่เขาอยู่ในย่านนคร San Francisco จึงปิ๊งไอเดียว่าจะแบ่งที่พักให้คนมาเช่าฟูกนอนเป่าลมสามหลังพร้อมเลี้ยงมื้อเช้า ด้วยการป่าวประกาศลงเว็บไซต์ ปรากฏว่ามีคนมาเช่าจริง
  • ได้มีการชักชวน นาธาน รูมเมทเก่าให้มาช่วยทำเว็บไซต์เเละโมเดล AirBnB
  • จึงเกิดโมเดล Airbnb ขึ้นในปี 2008 และเปิดตัวครั้งแรกในงาน SXSW (South by South West) ทว่าผลตอบรับก็ยังไม่ดีนัก
  • กระทั่งเกิดไอเดียใหม่ ในปี 2008 นั้นเป็นช่วงที่สหรัฐฯ อยู่ในช่วงแข่งขันกันหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ระหว่าง Obama และ McCain Airbnb จึงขอเกาะกระแสนี้ด้วยการกว้านซื้อซีเรียลมาออกแบบใหม่แปะแบรนด์ Obama O’s และ Cap’n McCains และขายในแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น เพื่อระดมเงินทุนรอบใหม่มาปั้น Airbnb ให้เดินหน้าต่อ ปรากฏว่าขายของโอบาม่าหมด 500 กล่อง ในราคากล่องละ 40 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,300 บาท) …ส่วนกล่อง McCain ที่เหลือ สามหนุ่มก็กินประทังชีวิตกันไป
  • เมื่อไอเดียเริ่มเข้าท่า ก็เริ่มมีคนสนใจลงทุนด้วย เงินก้อนแรกหลังจากขายซีเรียลคือ 30,000 ดอลลาร์ จากกลุ่ม Y Combinator ของ Paul Graham แต่กว่าจะได้เงินทุนก้อนแรกจาก YC นี้ถือว่าหินใช่เล่น เพราะกว่าที่สามหนุ่มจะต้องอธิบายไอเดียให้ผู้ลงทุนเข้าใจนั้นลำบากเหลือแสน โดยเฉพาะอคติที่ว่า “อยู่ดีๆ จะให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยเนี่ยนะ”

จุดเริ่มต้นของสตาร์ตอัพอย่าง Instagram

  • เริ่มเรื่องจาก Kevin มีไอเดียเเละลองเขียน code โดยทำใส่ HTML Prototype ตอนนั้นมีชื่อเรียกว่า “ Burbn”
  • เค้าลองให้เพื่อนใช้งานดู
  • เค้าชวนเพื่อนมาปาร์ตี้พูดคุยเกี่ยวกับ Burbn พร้อมหาเเนวทาง
  • Kevin ออกจากงานประจำเเล้ว หลังได้รับเงินลงทุน จนไปเจอ Mike พวกเขาร่วมกันสร้าง App ที่สามารถ check -in ด้วยรูปภาพ
  • เเต่ว่าทว่ามันไม่ work เอาสะเลย
  • พวกเขากลับเอา feedback โดยตัดสินใจเอา Burbn กลับมาทำ App นั้นเอง
  • พวกเขานำ App ไปลงเฉพาะ Iphone เเละตัดฟีเจอร์ Burbn พร้อมทั้งตั้งชื่อใหม่ว่า “Instagram ” เเละดังเป็นพลุเเตก
การรับฟัง feedback ไม่ใช่แค่ฟังสิ่งที่ลูกค้าบอก แต่ต้องทำการทดลองปรับปรุงผลิตภัณฑ์แล้วดูผลตอบรับจากลูกค้า

กลับมาพูดเรื่องของซอมบี้กันต่อ เเล้วคุณล่ะอยากเป็นซอมบี้หรือไม่ มันควรจะเริ่มจากไอเดียตั้งต้นก่อนเลยจริงมั้ย …. ถ้าเราทำทุกอย่างที่เค้ามีมาอยู่เเล้วเราจะสู้เค้าได้อย่างไงล่ะ (ไอเดียทุกอย่างเริ่มจากปัญหาทั้งนั้น ไม่ใช่คิดวิธีแก้ปัญหาก่อน)

ถ้าไม่มีไอเดียเจ้าซอมบี้เจ้าควรดูนี่เลย

ตารางที่จะบอกทุกสิ่งที่มีมาเเล้วบนโลกใน startup
เริ่มต้นผิดมันไม่ตายหรอกถ้ารู้ตัวและปรับเปลี่ยนให้ทัน
  • Youtube เริ่มจาก Dating Website
  • Flickr เริ่มจาก Online Game
  • Instagram เริ่มจาก Check-in Location application (Burbn)
  • แม้แต่ Nike ซึ่งเริ่มจากการเป็นแค่ตัวแทนจำหน่ายให้ Onitsuka Tiger

ซอมบี้มีมากมายเเล้วพวกเค้าเหล่านั้นถูกรวมไว้ที่นี้

  • บางธุรกิจขาดการพัฒนา
  • บางธุรกิจไม่รู้จักลูกค้าของตัวเอง
  • บางธุรกิจไม่มีตลาด

ในโลกเเห่ง Startup มีซอมบี้เกิดขึ้นทุกวันเเละเพิ่มมากขึ้นอีกเรื่อยๆ มันจะมีค่าอะไรถ้าสิ่งที่เราทำสุดท้ายมันกลายเป็นเเค่ซอมบี้

เเหล่งข้อมูล

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.