เด็กโข่งจากบ้านนอกกับการมาญี่ปุ่นครั้งแรก: วันที่ 3 (Snow Festival)
วันนี้ตื่นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยตามตัวและความร้าวรานที่ตูด อันเป็นผลมาจากการเล่น Snowboard เมื่อวานนั่นเอง การฟกช้ำที่บั้นท้ายนี่มันส่งผลชีวิตมากมายมหาศาล เพราะมันหมายความว่าเราจะทรมานในแทบทุกแอคชั่นที่มีการนั่งเป็นส่วนประกอบ
เจ็บกันตั้งแต่กินข้าวจนถึงตอนเข้าห้องน้ำไปอึเลยทีเดียว (T-T)
วันนี้หลักๆคือการเดินทางจาก Jozankei กลับเข้าเมือง Sapporo เพื่อเตรียมตัวต่อเครื่องบินกลับโตเกียวในวันพรุ่งนี้ เราเข้ามาถึง Sapporo ตอนบ่ายโมง เข้าที่พักตอนบ่ายสาม หลังจากนั้นก็เป็นการเดินชมเมืองจนกระทั่งสี่ทุ่มเราก็กลับมานั่งเขียนโค้ดกันต่อที่ห้องพักและเตรียมตัวเข้านอน
ช่วงนี้ที่ Saporo มีเทศกาลหิมะ Snow Festival พอดี …แน่นอนว่าต้องพอดี เพราะเราเล็งไว้แล้วว่าจะมาเดินงานนี้(แล้วเอ็งจะพูดทำไม?) มันเป็นงานใหญ่มากกกก จัดสองที่ของเมืองคือ สวน Odori กับที่ Susukino
งานหลักดูเหมือนจะเป็นที่ Odori ซึ่งเป็นที่แรกที่เราไป ตัวงานกินเนื้อที่สวน Odiri เกือบทั้งหมด(ซึ่งสวนนี้มันใหญ่มากๆเลยนะ) จากความรู้สึกของผมคิดว่าน่าจะยาวประมาณเดินจากสยามไปจนถึงสถานีเพลินจิตเลยล่ะ มีการโชว์รูปปั้นหิมะที่มีทีมส่งเข้าประกวดเยอะมาก วางเรียงรายให้เดินดูเล่นได้เพลินๆ แน่นอนว่ามีคนปั้นเป็นตัวการ์ตูนต่างๆเพียบเลย แต่ไม่ยักกะเห็นไซตามะจาก One punch man แฮะ 😃
หลักจากเดินที่ Odori จนเหนื่อย(เหนื่อยจริงๆนะ) เราก็ออกไปหาอะไรกินที่ Ramen alley ตรง Susukino ตรงนี้เป็นซอกหลืบเล็กๆที่ถ้าไม่สังเกตดีๆจะเผลอเดินผ่านได้ง่ายๆเลย ในหลืบเต็มไปด้วยร้านราเม็ง! แต่ไม่เป็นไร เรามีวิธีเลือกร้านราเม็งดีๆ…คือ อันไหนเมนูหน้าตาน่ากินก็อันนั้นแหละ เรียกสั้นๆว่ามั่ว!
ด้วยความที่เป็นคนไม่สันทัดเรื่องอาหาร เราจึงรู้สึกว่ามันอร่อยจัง ฮ่าๆๆ กินเสร็จก็ออกมาเดินงาน Snow Festival ตรง Susukino ต่อ ตรงนี้เป็นส่วนที่เขาเรียกว่า Ice World แล้วมันก็ Ice จริงๆนะ เพราะเป็นงานโชว์น้ำแข็งล้วนๆ มีการโชว์แกะสลักรูปปั้นน้ำแข็งแบบต่างๆสวยงามมาก แล้วผมก็เลยได้รู้ว่าเค้าใช้เลื่อยไฟฟ้าแกะสลักกันหรอกเหรอเนี่ย ภาพในหัวนี่คือตอกลิ่มมาตลอด ฮ่าๆๆ
เดินเหนื่อยแล้วก็ได้เวลากลับที่พักเสียที วันนี้ดูเหมือนจะเป็นวันชิลๆ ไม่โลดโผนตื่นเต้นเหมือนสองวันแรก แต่การที่ได้ใช้ชีวิตช้าๆก็ทำให้ได้สังเกตรายละเอียดบางอย่างเหมือนกัน
วันนี้ต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปๆกลับๆ เลยได้สังเกตว่าประตูอัตโนมัติที่ทางเข้าออกของที่นี่ไม่เหมือนรถไฟฟ้าที่บ้านเรา เท่าที่สังเกตเห็น มันทำงานแบบนี้
- สภาพปกติคือ เปิด — ที่กรุงเทพมันจะปิดจนกว่าเราจะเสียบหรือแตะบัตร
- เมื่อเราเดินไปเสียบบัตร และไม่มีปัญหา เราจะเดินผ่านไปได้เลย ไม่มีการเปิดหรือปิดประตู ส่วนที่กรุงเทพ เมื่อเราเสียบบัตร ประตูจะเปิด เมื่อเราเดินผ่าน censor ตัวที่สองที่หลังประตู มันจะปิด — อันนี้คือเคสที่ไม่มีข้อผิดพลาด
- ถ้าเราไม่เสียบหรือแตะบัตรแล้วเดินเข้าไปเลย ประตูจะปิดขวางเราไว้ที่ปลายทาง(เผลอทำไปทีนึง เข้าผิดช่อง) — ที่กรุงเทพ เราเข้าไม่ได้แต่แรก เพราะมันปิดอยู่
ดูเหมือนมันต่างกันแค่นิดเดียว และน่าจะไม่มีผลอะไร แต่ผมลองคิดเล่นๆ ผมว่าแบบญี่ปุ่น มันลดโอกาสคนโดนประตูงับไปเยอะเลยนะ เมื่อเทียบกับที่กรุงเทพ
ผมยังไม่เคยโดนประตู BTS งับเลย แต่ผมเห็นคนอื่นโดนบ่อยมาก ภรรยาผมก็เคยโดนและเธอบอกว่ามันเจ็บมาก เท่าที่ผมเข้าใจคือมันมี censor สองตัว ก่อนและหลังประตู พอเราเสียบบัตร ประตูจะเปิด เราเดินผ่าน censor ตัวที่หนึ่ง ผ่านประตู ผ่าน censor ตัวที่สอง ประตูปิด หมายความว่าถ้ามีอะไรไปทำให้เครื่องเข้าใจว่าเราผ่าน censor ตัวที่สองไปแล้ว(เช่น เราถือกระเป๋ายื่นไปข้างหน้า) ประตูจะปิดทันที และส่วนมากมันจะเกิดตอนเราอยู่ตรงกลางพอดี
ผมเคยเห็นฝรั่งโวยวายใส่เจ้าหน้าที่เพราะเขาเจ็บมากที่โดนประตูกระแทกใส่ที่เอว (ก็น่าเห็นใจพี่เจ้าหน้าที่ ไม่ได้เกี่ยวเล้ยยย)
ส่วนของญี่ปุ่นนั้น ประตูอยู่ท่ีปลายทางนู่นเลย(เพราะมันไม่จำเป็นต้องมี censor ตัวที่สองหลังประตู) แทบเป็นไปไม่ได้ที่มันจะงับโดนเรา อีกอย่างคือ ประตูของที่นี่จะปิดแบบที่พับเข้ามาหาตัวเราจากด้านหน้า(นึกภาพประตูบ้านแบบธรรมดาที่ไม่ใช่แบบเลื่อนข้าง) ซึ่งผมว่าโอกาสที่เราจะบาดเจ็บจากแบบนี้มันน้อยกว่ามาก
ทั้งนี้ถ้าผมเข้าใจกลไกตรงไหนผิดก็ช่วยแนะนำได้นะครับ
ผมอยากรู้เหมือนกันว่าถ้าเปลี่ยนประตู BTS/MRT บ้านเราให้เป็นแบบนี้ มันจะมีผลดีผลเสียยังไงบ้างนะ แต่ดูเหมือนของที่นี่เขาจะออกแบบมาดีจริงๆ(หรือจริงๆแล้วมันก็ไม่ดีในอีกแบบก็ไม่รู้)
เอาล่ะ ผ่านไปอีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้เจอกันที่โตเกียวครับ