เที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ Switzerland Trip # 10 VeVey

May 2017, 23 Tue. No plan for traveling in this day.
ตอนนี้แพลนเริ่มรวนจากที่วางไว้ ตามแผนดั้งเดิมของวันนี้ที่ต้องไป Hiking 5 Seenweg ผ่าน 5 ทะเลสาบ(เล็กๆ)บนเขา ระยะทางประมาณ10กม. ก็ต้องยกเลิก แล้วแผนใหม่ที่โดนขยับจากเมื่อวาน ต้องไปขึ้นยอด Gornergrat โดยรถไฟก็เปลี่ยน เพราะสมาชิกเริ่มเบื่อการขึ้นเขาที่มีหิมะและความหนาว วิวก็วิวไม่แตกต่างจากที่ขึ้น Cable car ของเมื่อวาน ก็เลยเปลี่ยนไปนั่งรถไฟหาเมืองเที่ยวแทน
ตอนแรกว่าจะไป Lausanne (โลซาน)หาที่เดินเล่นริมทะเลสาบ ดูแผนที่แล้วไกลไปหน่อย เอาขยับใกล้เข้ามานิดหนึ่ง ติดทะเลสาบเดียวกัน เป็น Montreux ลองเสริ์จหา สถานที่น่าสนใจแถวๆนั้นดูจากGoogle map ติดกับ มองเทอร์ เลยไปไม่ไกล เป็นเมือง Vevey มีสถานที่เที่ยวน่าสนใจ แล้วยังมีเที่ยวเรือล่องมาที่ มองเทอร์ ได้อีก เลยรีบออกมาขึ้นรถไฟให้เช้าหน่อย จะได้มีเวลาเที่ยวมาก

รถเมล์ (ใช้ไฟฟ้า) มีไม่กี่สาย วิ่งบริการใน Zermatt
พี่หมออนุพันธ์ หารถเมล์ให้พวกเราขึ้นจากโรงแรม มาที่สถานีรถไฟ (Swiss pass ใช้ขึ้นฟรี)

จากZermatt ขึ้นรถไฟไป Vevey ต้องไปเปลี่ยนขบวนรถที่สถานี Visp มุ่งหน้าไปทางตะวันตก ข้างทางเห็นวิวที่แตกต่างจากวิวทางตอนกลางของสวิส แถบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไร่องุ่น เข้าใจว่าเป็นภาคที่มีพรมแดนติดประเทศฝรั่งเศษ ผลองุ่นที่ได้มาจะส่งขายให้ฝรั่งเศษเพื่อผลิตเป็นไวน์


ใกล้เที่ยงๆก็ถึง Vevey พวกเราไปหาอาหารกลางวันกันก่อน มีห้างสรรพสินค้าใกล้สถานี เลยได้ของกินจากซุปเปอร์มาเก็ต ซื้อไปกินข้างนอก (ไม่เห็นมี ฟู๊ดคอร์ท ในห้างเลย)


ตอนแรกจะเดินไปแถวริมทะเสสาบ แต่ดูแผนที่แล้วไกล และต้องเดินไปอีกด้านหนึ่งของจุดหมายที่พวกเราจะไปเที่ยวกัน
พอดีเดินข้ามสะพาน มีคลองน้ำใส ไหล พร้อมร่มเงาไม้ เห็นฝรั่งนั่งเล่นอยู่


บริษัททัวร์ เที่ยวเอง กับอาหารกลางวัน ภัตตาคารสุดหรู วิวริมคลองน้ำใส



เรียบร้อยแล้ว เปิดMap จากมือถือดูแล้วพวกเราก็ เดิน เดิน….
มาถึงสถานีVivey Fun เพื่อจะนั่งรถที่ขึ้นบนจุดชมวิวMont — Pelerin

เห็นรถจอดอยู่กำลังจะออก รีบพาพวกเราขึ้น


แล้วรถก็ออก นั่งมานิดหนึ่งไหง มันผ่านโชว์รูมขายรถวอลโว่ เหมือนกับที่เห็นเมื่อกี้ตอนเดินมาเลยฟะ อ้าวนี่มันรถเมล์ที่วิ่งเข้ามาในใจกลางเมืองนี่หว่า ขึ้นรถผิด มาขึ้นบัสกลับมาเข้าในเมืองมาสถานีรถไฟ เลยลงตรงป้ายแถวสถานีรถไฟ เริ่มต้นใหม่แต่พวกเราไม่เดินแล้ว
เราข้ามไปอีกฝั่งของถนนแล้วรอรถเมล์สายที่ขึ้นผิดมา กลับไปที่ Vivey Fun ขึ้นรถผิดเป็นครั้งที่สองของทริปนี้ ฮา ฮา (ครั้งแรกรถไฟที่ Lauterbrunnen)


พวกเราขึ้นรถราง เอียง 45องศา ไต่เขาผ่านไร่องุ่น บ้านเรือนของชาวVivey ขึ้นไปเรื่อยๆ มีแวะจอดสถานีระหว่างทางสำหรับให้คนที่มีบ้านอยู่ตามเชิงเขาได้ขึ้นลง


ในขบวนรถรางได้เจอกับกลุ่มนักศึกษาแลกเปลี่ยน ที่มาจากประเทศแถบเอเซียตะวันออกกลางและสหภาพโซเวียตเก่าที่แยกตัวออกมา เสียงคุยกันดังเฮฮาตามประสาวัยรุ่นมากันกลุ่มใหญ่ แต่ก็อัธยาศัยดีได้คุยกันเล็กน้อย ถามถึงภาษาไทย ที่พวกเราคุยกันแล้วส่งสัยว่าเป็นภาษาอะไร

Mont-Peperin เป็นจุดชมวิว อยู่บนไหล่เขา Mont-Pelerin นอกจากการนั่งรถรางขึ้นมาได้แล้วยังสามารถขับรถขึ้นมาได้เช่นกัน

บนนี้มีเรสเตอรอง นั่งชมวิวกินอาหารมองวิวเมือง Vivey และLake ที่อยู่ด้านล่างได้360องศา



เป็นชุมชนบ้านพักที่อยู่อาศัย มีโบสถ์ และโรงเรียนอนุบาล เจอเด็กๆกำลังเล่นกันอยู่ที่สนามเด็กเล่น



ลงมาจาก Mont -Pelerin พวกเราจะไปปราสาทเก่าที่ Blonay โดยไม่มีข้อมูลใดๆทั้งสิ้น เห็นจากรูปในแผนที่เท่านั้นเองแล้วอยากไปดู รู้แต่ว่าต้องไปขึ้นรถไฟ ประมาณรถไฟท้องถิ่นของเมืองนี้ที่จะวิ่งขึ้นเขาเข้าไปตามชุมชน ที่อยู่อาศัย แล้วมีCastle หลังนี้อยู่บริเวณนี้

นั่งรถเมล์มาลงที่สถานีรถไฟเห็นกลุ่มวณิพก กำลังบรรเลงเพลงกันอย่างสนุกสนาน จากVevey Station ขึ้นรถไฟท้องถิ่น

ที่สถานีรถไฟ เราไปขอให้พนักงานที่สถานี ช่วยต่ออินเตอร์เน็ต ฟรีไวไฟ ของ SBB การรถไฟสวิสให้โดยบอกเราใช้สวิสพาส15วัน ต่อฟรีไวไฟเองไม่ได้ มันให้กรอกโค้ดอะไรมั้ยรู้ เราไม่มีโค้ด คุณเธอก็เอาโทรศัพท์ของเราไปทำให้ พร้อมบอกว่าจะใช้ได้แค่ประมาณ3ชัวโมง และใช้ได้เฉพาะบริเวณของสถานีนี้เท่านั้น ก็ok. (แต่หลังจากนั้น ไวไฟนี้ก็ใช้ได้ตลอด ที่อยู่ในสวิสเมื่อเราผ่านบริเวณสถานีรถไฟของเมืองต่างๆ)

บนตู้รถไฟ ตรงที่นั่งจะมีที่วางแก้วน้ำ ตรงที่วางจะมีแผนที่เส้นทางรถไฟของที่นี่พิมพ์ติดไว้ สำหรับให้นักท่องเที่ยวดู เป็นข้อมูลการเดินทาง มีประโยชน์อย่างยิ่ง
พวกเราไปลงที่ Chateau-de-Blonay Station ดูสถานีนี้แล้วมันน่าจะเป็น Train Stop มากกว่า Train Station

ลงรถไฟมาแล้วก็งงๆ เดินตามGPS ไปเจอคนท้องถิ่นถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่า จะไปที่ปราสาท มาทางนี้ใช่มั้ย? ฝรั่งสองคนสามี ภรรยา ตอบพร้อมชี้ให้ดูป้ายถนนแล้วอธิบายว่าเป็นชื่อเดียวกับชื่อ Castle เป็นปราสาทส่วนบุคคล เดินไปทางนี้แล้วจะไปเจอทางดินเล็กๆมีต้นไม้ใหญ่อยู่สองข้างทางให้เดินเข้าไปทางนั้น แต่ถ้าเห็นป้าย ไพรเวทเอเรียก็อย่าเข้าไปนะ……… เดินต่อตามทาง


มีแต่ พวกเรา ไม่มีใครเลย

เจอแล้วนี่ถ้าไม่ถามคนมาก่อนก็คิดว่าหลง มาผิดทาง แล้วก็มาทะลุสู่ถนนลาดยาง


เห็นแล้ว ตัวอาคาร ปราสาท

มีถนนเล็กๆเป็นทางเข้าปราสาทหลังนี้ จะเดินเข้าไปดูข้างในเหมือนกันแต่เห็นป้าย Propriete Privee ปักอยู่เลยชงัก กลัวลูกปืนลอยมา พอดีเห็นคุณยายเข็นรถเด็กแต่ไกล กำลังเดินมาทางเราคิดว่าเดี๋ยวมาถึงเราจะถามคุณยายอีกครั้ง ว่าสามารถเข้าไปดูข้างในได้หรือไม่ แต่แล้วคุณยายคงเห็นกลุ่มพวกเราแต่ไกลก่อน แกเข็นรถกลับ บริเวณนี้อยู่นอกชุมชนไม่มีคนเลย คุณยายสวิสเห็นพวกเราหัวดำๆแล้วคงกลัว ไปดีกว่า 555… พอดีวัยรุ่นขี่จักรยานมา บอกเราว่าเค้าห้ามเข้าพวกยูเดินดูภายนอกได้เท่านั้น เราก็เลยได้แต่เดินดูรอบๆ แต่ก็ไม่ค่อยเห็นอะไร เพราะมีต้นไม้บังไปหมด

เดินต่อก็มาเจอทางเข้าอีกทางหนึ่งแต่มีประตูไม้ปิดไว้ ตรงนี้เห็นตัวอาคารชัดหน่อย ใหญ่โต มโหฬารตามสไตร์ปราสาทยุโรปเก่า บางส่วนก็ชำรุดเสียหายไปตามกาลเวลา ดูแล้วไม่รู้คนอยู่หรือป่าว? ถ้าอยู่จะอยู่อย่างไร? อยู่กันกี่คน? ไม่กลัว(ผี)หรือ? เป็นคำถามที่พวกเราคุยกัน ทำยังกับตัวเองจะมาอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ซะงั้น…..

ช่วงที่เดินจะไปขึ้นรถไฟกลับ ระหว่างทาง เห็นสาวท้องถิ่น2คนกับหมา2ตัวเหมือนเธอเอามันมาวิ่งเล่น….. ด้วยเรื่องของปราสาทหลังนี้ที่ยังกวนใจพวกเราอยู่?.. ไม่ได้ต้องเครียก็เลยเดินไปหาสองสาวนั้นทันที่ เพื่อจะถามว่าปัจจุบันปราสาทหลังนี้มีคนอยู่ป่าว?
“Hello…” กันไปมา แล้วก็ได้คำตอบว่า ไม่รู้เหมือนกันดูๆมันช่างลึกลับพอควรประมาณหล่อนก็ไม่เคยเห็นคนเข้า ออกหรือมาโชว์ตัวโบกมือเหมือนกับในเทพนิยาย ที่มีภาพเจ้าหญิงมายืนตรงระเบียงโบกพระหัตถ์ หรือรอรออัศวินขี่ม้าขาวมาพาหนี ก็เลยตอบว่าไม่รู้เหมือนกับพวกยูนั้นแหละ รู้แต่แวดวงขุนนางเค้าซุบซิบว่า เจ้าของปราสาทตอนนี้ประกาศขายอยู่ (ท่าทางกำลังถังแตก) พวกยููสนใจป่าว? (ไอจะติดต่อให้กินค่านายหน้าซะหน่อย อันนี้ผู้เขียนต่อเติมเองนะครับ 555)
แล้วก็คุยกันเรื่องอื่น เริ่มด้วย Basic questions คำถามพื้นๆ
“Where you from?” ที่หล่อนถามมา “Thailand” เราตอบ
“Sawatdee kub” เธอรีบพูดเสียงดังกับพวกเรา พร้อมทำท่ายืนตรง แข็งแรง และ พูด “Sawatdee ka” ตามมาด้วยเสียงหวาน อ่อนนุ่ม
อ้าว Speak ไทยได้ก็ไม่บอก เรานึกในใจ แล้วหล่อนก็พูดต่อเป็นเป็นภาษาอังกฤษแนะนำตัวเอง ว่าเธอเคยมาอยู่ที่ประเทศไทยหลายเดือน แต่พูดไทยได้แค่ สวัสดีค่ะ, สวัสดีครับ เท่านั้น ตอนมาอยู่กรุงเทพ ที่พักน้ำท่วมบ่อย ฝนตกหน่อยก็ท่วม (น่าจะมาช่วงปี2554 แน่ๆ) เล่าไป ทำท่าทางประกอบไป หัวเราะไป เธอเองเป็นชาวโบลีเวียแต่ตอนนี้มาอยู่ที่สวิส พร้อมกับถามเราว่าจะไปใหนต่อ? เราบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน จะกลับที่พักแล้ว เธอเลยแนะนำว่าให้ขึ้นรถไฟนั่งต่อไป Les Pléiades อยู่สุดสาย เมื่ออาทิตย์ที่แล้วบนเขานี้มีหิมะหลงฤดูตกลงมา เลยทำให้ดอกไม้ป่าตามทุ่งหญ้าออกดอกสีขาวเต็มภูเขาเลย พวกยูโชคดีมาก มาช่วงนี้พอดี ต้องขึ้นไปดูให้ได้ พวกยูนั่งรถไฟจากสถานีนี้ไป พอถึงสถานีหน้ารถจะจอดนานหน่อย รอรถสวนแล้วรถจะวิ่งไปต่อถึง Les Pléiades สุดสาย ลงรถแล้วให้เดินตรงไปตามทาง จะมีร้านอาหาร ให้เดินทะลุไปหล้งร้าน พวกยูจะเห็นวิวทะเลสายโคตรสวยเลย “Must see” เธอบอกอีกครั้ง
เธอมาจากโบลีเวีย รูปร่างสูง หน้าตาสวยสมวัยแบบสาวลาติน คุยเก่ง คุยไปออกแอกชั่นไป พร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไป แล้วยังให้คำแนะนำที่เที่ยวสวยๆ ใหม่ๆ อัธยาศัยดีมาก…………… พวกเราจึงมีมติขอมอบตำแหน่ง Miss Bolivia แก่เธอ (เสียดายมัวแต่คุยกันอย่างสนุกสนาน เลยลืมถ่ายเซลฟี่ด้วยกัน และขอชื่อเธอไว้)

ตอนมารอขึ้นรถไฟไปต่อ เจอเธออีกครั้ง เธอยังบอกว่าถ้าคอยรถที่สถานีเล็กๆแบบนี้ ตรงป้ายบอกเวลารถมาถึงจะมีปุ่มกด ปุ่มกดนี้เมื่อกดแล้วมันจะส่งสัญญานไปถึงคนขับรถ ให้เขารู้ว่ามีคนรอขึ้นรถอยู่ป้ายหน้า รถไฟจะได้จอด เพราะรถไฟตามเส้นทางท้องถิ่นไม่ได้จอดทุกสถานี ถ้าไม่มีคนขึ้น หรือลง ถ้าเราไม่กดคนขับอาจจะไม่จอดเพราะเขาไม่เห็นหรือถ้าเห็นรถก็มาใกล้ถึงแล้ว เบรคจอดไม่ทันแล้ว แล้วยังย้ำว่ายูนั้งรถไปต่อตามนี้แหละ พอถึงสถานีหน้าแล้วก็…….ขอบคุณ Miss Bolivia คนสวยอีกครั้งครับ….

รอไม่นาน รถไฟก็มาพวกเราขึ้นไปแป็บเดียวก็ถึง Blonay Station ที่นี่เป็นสถานีใหญ่หน่อย ผู้โดยสารก็ลงกันหมด แต่พวกเราไม่ลง แล้วก็มีผู้โดยสารขึ้นมาใหม่ด้วยเช่นกัน สักพักรถก็ออก แต่ไงรถมันวิ่งย้อนกลับทางเก่าละ ทำไมไม่ไปต่อ นึกถึง Miss Bolivia ทันที่ อ๋อเธอคงอธิบายว่าพอถึงสถานี Blonay ยูต้องเปลี่ยนรถ เพื่อขึ้นไปต่อ เราก็ฟังรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง เลยได้นั่งย้อนกลับมาที่ Chateau-de-Blonay Station สถานีเดิมแล้วพวกเราก็รีบลงที่สถานีที่ถัดไป (Chateau-de-Blonay Station) ทีี่เราขึ้นมา แล้วมาดูเวลาถ้ารอรถไฟขบวนหน้ามาก็ต้องอีกครึ่งชัวโมง เดินดีกว่าสถานีเดียวประมาณ7–800 เมตร แล้วต้องรีบด้วยเพื่อจะได้ไปทันรถไฟที่จะต้องไปต่อที่ Blonay Station งานนี้เลยได้เอ็กเซอร์ซาย กึ่งเดิน กึ่งวิ่งกันได้หอบกันทีเดียว

รถไฟที่เราขึ้นต่อมาจากBlonay Station ถึง Les Pleiades บ้านเรือน ชุมชนเริ่มน้อยลง อาจเห็นเพียงเป็นบ้านหลังเดียวๆตั้งอยู่ห่างๆกัน.

วิวข้างทางส่วนมากเป็นทางลาดเนินเขามีทุ่งหญ้าและดอกไม้ป่าสีขาวให้เห็น บางพื้นที่จะเห็นดอกไม้ป่าสีขาว(ลักษณะคล้ายต้นบัวดิน แบบบ้านเรา) เต็มพื้นที่เลย ถ่ายรูปออกมาคล้ายหิมะปกคลุม


ผู้โดยสารทยอยลงจนเกือบหมด จนถึงสถานีปลายทางมีเหลือกลุ่มเราและอีกสองคนที่เห็นเอาจักรยานเสือภูเขาขึ้นมาด้วย (พวกนี้เอาจักรยานขึ้นรถมา แล้วขี่ลง น่าสนใจที่เดียว)

Les Pleiades เป็นสถานีเล็กๆปลายทางของรถไฟสายนี้ สถานีไม่มีเจ้าหน้าที่(ปิดอยู่) ฝั่งตรงข้ามขวามือไกลๆบนเนิน กลางทุ่งหญ้าเห็นมีบ้านอยู่หลังเดียว แต่ไม่เห็นคน ฝั่งตรงข้ามเป็นหุบเขา มองเห็นพื้นราบ ด้านล่างไกลๆ


ด้านซ้ายฝั่งเดียวกับสถานีมีถนนลาดยางต่อไป ตามที่มิสโบลิเวียสาธยายให้ฟังว่า ยูเดินต่อไปตามถนนนี้ก็จะเห็นเรสเตอรอง

แล้วยูเดินทะลุร้านอาหารไปถึงด้านหลัง พวกเราก็เดินไปตามที่เธอบอกไว้ ด้านหลังร้านอาหารเป็นระเบียงสำหรับแขกของร้านฯอยู่ริมเชิงเขามองไกลได้180องศาด้านล่างเป็นทะเลสาบ

วิวทะเลสาบ

พวกเรามาถึงบ่ายสองกว่าแล้ว ตั้งใจจะนั่งกินกันที่นี่ เห็นพนักงานกำลังเก็บโต๊ะ ร้านฯเปิดถึงบ่ายหนึ่งครึ่ง แต่พวกเธออนุญาติให้เรายืนชมวิวบนระเบียงได้


จากร้านอาหารมีทางเดินเป็นTrail อ้อมเนินเขาเตี้ยๆ ด้านหลังนี้เป็นทุ่งหญ้า ตอนนี้มีดอกไม้ป่าสีขาวขึ้นเต็มไปหมด และเป็น creation area หรือพื้นที่สำหรับเล่นกิจกรรมของนักเรียนด้วย



มองบนท้องฟ้าเห็นร่มบิน Paragliding บินต่ำๆอยู่หลายร่ม มีที่บินขึ้นอยู่ใกล้ๆแถวนี้



เดินเล่นดูวิวกันจนพอใจก็มานั่งรอรถไฟกลับ กลับมาถึงZermatt เกือบสี่ทุ่ม
ข้าวเย็นยังไม่ได้กิน ร้านอาหารปิดหมดแล้ว รถเมล์ก็หมดเวลาวิ่ง เลยต้องเดินกลับโรงแรม
วันนี้เที่ยวแบบโนแผน เหนื่อยสุดแต่สนุกมาก


Tips หาอินเตอร์เน็ต ฟรีใช้ตามสถานีรถไฟ โดยปกติตามสถานีรถไฟที่สวิสทุกที่จะมีอินเตอร์เน็ตฟรีใช้ สำหรับผู้โดยสารที่มีบัตรโดยสารแบบรายเดือน หรือแบบเป็นบัตรที่เดินทางประจำซึ่งจะมีหมายเลขให้กรอกผ่านเวปไซต์ของการรถไฟสวิส https://www.sbb.ch/ แต่บัตรสวิสพาสไม่มีหมายเลขให้กรอกเลย ทำอะไรไม่ได้
วันนี้ที่ Vevey train station ลองไปถามเจ้าหน้าที่ พร้อมโชว์สวิสพาสให้ดู เขาก็เอาโทรศัพท์ของเราไปทำให้ แต่บอกว่าใช้ได้เฉพาะถายในสถานีนี้เท่านั้น แต่พอใช้จริงเวลาเข้าเขตอินเตอร์เน็ตฟรีของแต่ละสถานี ก็ใช้ได้ทุกครั้่ง ตลอดทริป ดีจัง..
เรื่องราวที่ผ่านมา และวันต่อไป….

