jwanderlust
Published in

jwanderlust

Chapter 20 : Hangzhou-Shanghai

จีนเจ๋งจัง 👍

เดือนนี้ว่าจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับทริปที่ไปจีนดีกว่า เพราะมานึกได้ว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2019 เราเกือบจะโป๊ะเช๊ะเจอกะ Covid -19 แบบฉิวเชียด เพราะต้องไปทำงานที่จีนแถมไปตั้ง 2 ครั้งด้วยนะ ซึ่งตอนนั้นไม่มีเค้าลางเลยว่าเดือนต่อมาจะเกิด Pandemic ที่กระเทือนทั่วโลกอย่างที่เรียกได้ว่าวินาศสันตะโรเลยทีเดียว

ขอเล่าเรื่องทริปแรกก่อนละกัน ทริปนี้ได้รับมอบหมายจากเจ้านายให้ไปดูงานขาย E-commerce ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกงานนึง นั่นคือแคมเปญ 11.11 ของ Alibaba ที่เมืองหางโจว (Hangzhou) อูววว น่าสนใจมากๆ 🤓

อย่างที่เรารู้ๆกันว่า Alibaba เป็น E-commerce เจ้าแรกที่สร้างกระแสแคมเปญ 11.11 มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 แล้ว โดยหยิบเอาวันคนโสดของจีน คือวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปีมาเป็นจุดเริ่มต้น แล้วก็ทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมแบบจุกๆ เพื่อให้บรรดาคนโสดทั้งหลายหันมาช็อปปิ้งแก้เหงาแทน จากมหกรรมช็อปของคนโสดในครั้งนั้นที่สามารถสร้างยอดขายให้กะ Alibaba ได้อย่างถล่มทลาย หลังจากนั้น Alibaba ก็ค่อยๆขยายแคมเปญ 11.11 จนกลายเป็นงานช็อปปิ้งระดับโลกไปแล้ว

เออ ละทำไมต้องไปดูงานที่เมืองหางโจวล่ะ ? 🤔

ที่ต้องไปหางโจวก็เพราะมันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ Alibaba และเป็นเมืองที่เป็นบ้านเกิดของ Jack Ma นั่นเอง งั้นเรามารู้จักเมืองหางโจวกันหน่อยนะ

หางโจว (Hangzhou) เป็นเมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเมืองเก่าแก่ 1 ใน 6 ของประเทศจีน ปัจจุบันหางโจว ถือเป็นเมืองที่อยู่ในเขตภาคตะวันออกที่ได้รับการพัฒนาอย่างสูงสุดแล้ว ดังนั้นหางโจวจึงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่า เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ มีวัฒนธรรมที่ยาวนาน และเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพที่สวยสดงดงามเมืองหนึ่งของประเทศจีน (ข้อมูลจาก Wikipedia) และปัจจุบันก็กลายเป็นเมือง Fintech ไปแล้วด้วย เรียกว่าหางโจวเป็นเมือง Hi-tech อย่างแท้จริงเลยก็ว่าได้

เอาล่ะเล่าที่มาที่ไปของทริปและเมืองหางโจวกันพอสมควรละ เรามาเริ่มไปเที่ยวด้วยกันเลยดีกว่า

วันแรกของการเดินทาง ทริปนี้เราไปแบบ private group มากๆ มีแค่ 10 คน เป็นทีมงานบริษัททัวร์ 3 คนและลูกค้า 7 คน ไปกันทั้งหมด 4 วัน (ที่ต้องไปกะบริษัททัวร์เพราะเค้ามี contact กับ Agacy ที่จีนที่ทำการตลาดแคมเปญ 11.11 โดยเฉพาะ และมีลูกค้าคนไทยไปใช้บริการเค้าอยู่ด้วย เราเลยจะได้เข้าไปดูการทำงานที่บริษัทของเค้ากัน)

เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วย Air Asia เป็นไฟล์ทที่บินตรงจากกรุงเทพฯไปหางโจว สะดวกมากเลย เครื่องออกประมาณ 15.30 ถึงที่หางโจวประมาณสองทุ่ม เวลาบินประมาณ 4 ชม. (เวลาที่หางโจวเร็วกว่าที่ไทย 1 ชม.)

บนเครื่องนี่เฮฮาสุดๆ ทั้งลำน่าจะมีคณะเรา 12 คนที่เป็นคนไทย นอกนั้นคือชาวจีนล้วนๆ เสียงดังมากกกกกก เหมือนมีใครไปตั้งวงไพ่ข้างบนเครื่องเลย คุยกันโขมงโฉงเฉงเหมือนแกมาจากหมู่บ้านเดียวกันอ่ะ 🤣 โชคดีชะมัดที่จอง hot seat แถวหน้าสุด เพราะถ้าต้องไปนั่งท่ามกลางพวกเค้า เราคงไม่ได้พักผ่อนเลย อาจจะต้องไปนั่งฝึกฟังพูดภาษาจีนกันตอนนั้นเลย 😆

และที่แปลกมากคือ มันจะมีกลิ่นตะไคร้กันยุงลอยเข้ามาเตะจมูกตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่อง เข้าใจว่าคนจีนที่นั่งหลังเราจะเอามาฉีด ไม่น่าใช่พนักงานต้อนรับแน่นอน และไม่ได้ฉีดครั้งเดียวนะ แม่ฉีดประมาณ 10 ครั้งตลอดทริป 4 ชม. 🥴😱 คือชีคงไม่รู้ว่ามันเป็นตะไคร้กันยุง ไม่ใช่กลิ่น aroma อ่ะ แม่เจ้า…เล่นเอาเราเมาตะไคร้ไปเลย 🤪 (แต่ก็ดีกว่ากลิ่นเท้าละว่ะ 5555)

พอเครื่องถึงหางโจว ใช้เวลาไม่นานก็ผ่านพิธีการศุลกากรออกมา อากาศช่วงเดือน พ.ย. กำลังดีมากๆเลย เย็นๆไม่หนาวเกินไป ใส่แจ็คเก็ตตัวเดียวอยู่ ออกจากสนามบินก็ตรงไปโรงแรมกันเลย เก็บข้าวของเสร็จแล้ว คุณหัวหน้าทัวร์ก็พาพวกเราออกมาทานเนื้อย่างร้านข้างๆโรงแรม ทีแรกกะว่าจะไม่ทานละเพราะจะสี่ทุ่มแล้ว ปรากฎว่าเปิดประตูร้านเข้ามา หอมมากกกก 🤤 เลยจัดซะเลย คืนนั้นกว่าจะเข้านอนกันก็เที่ยงคืนเห็นจะได้ แต่วันรุ่งขึ้นเราจะออกจากโรงแรมกันประมาณ 10 โมง เลยมีเวลานอนสายๆได้

วันที่สอง ก่อนเริ่มทำงาน ต้องเที่ยวเอาฤกษ์เอาชัยก่อน 😁 เช้านี้พวกเราจะไปเที่ยว ทะเลสาปซีหูกัน

ทะเลสาบซีหู (Xihu)

ทะเลสาบตะวันตก หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ทะเลสาบซีหู (Xihu) เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน มีทัศนียภาพสวยงามเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ทะเลสาบมีความยาวจากทิศใต้ถึงทิศเหนือ 3.3 กิโลเมตร ความกว้างจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก 2.8 กิโลเมตร รอบด้านประกอบด้วยภูเขา 3 ลูก น้ำมีความใสราวกับกระจก และมีสิ่งก่อสร้างทางวัฒธรรมที่สวยงามอยู่รายรอบทั้งเจดีย์, เก๋งจีน, วัด, สวนแบบจีน, สวนเซ็นญี่ปุ่น, ศาลเจ้า จนถูกขนานนามว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” จนได้รับการลงทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2554 (ข้อมูลจาก Wikipedia)

ทะเลสาบซีหู (Xihu)

จากจุดจอดรถ เราจะเจอทางเข้าที่เป็นสวนขนาดใหญ่ซึ่งสวยงาม ร่มรื่น และสะอาดสะอ้านมากๆ กว่าจะเดินมาถึงจุดล่องเรือใช้เวลาพอสมควร แต่ความที่อากาศดีมากๆ เลยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

ทะเลสาบซีหู (Xihu)

เรือที่เรานั่งจะเป็นเรือพายลำเล็กๆ ค่อยๆพายไปเรื่อยๆ

ทะเลสาบซีหู (Xihu)

บรรยากาศดีมาก อากาศเย็น มีลมพัดผ่านมาให้หนาวๆบ้าง ถ้ามีคนรู้ใจอยู่ข้างๆคงโรแมนติกใช่ย่อย 😁

เราใช้เวลาล่องเรือชมความงามของทะเลสาปกันประมาณเกือบชั่วโมง ก็ได้เวลาไปต่อ

เราไปทานข้าวเที่ยงกันที่ Hema Supermarket ซึ่งเป็น Supermarket ของ Alibaba ได้ยินมาว่า Supermarket ที่นี่ทันสมัยโฮกๆ ต้องเข้าไปดูกันหน่อย

ที่นี่ก็เหมือนกับ Supermarket ทั่วๆ แต่เราจะเห็นอะไรแปลกๆ คือจะมีสายพานลำเลียงของห้อยอยู่ด้านบนเป็นรางๆเต็มไปหมด (ภาพประกอบจาก www.smartshanghai.com)

ซึ่งสายพานพวกนี้จะทำหน้าที่ลำเลียงของที่ลูกค้าสั่งซื้อทางออนไลน์ โดยจุดขายของ Supermarket แห่งนี้คือทางร้านจะไปส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเวลา 30 นาทีในรัศมี 3 กิโลเมตร ถือว่าสะดวกมากๆเลย

จากตัว Supermarket เราก็จะเจอกับ Food court ขนาดใหญ่ ซึ่งที่เด่นๆก็จะเป็นโซนอาหารทะเลที่เยอะและสดมากๆ เราก็เลือกประเภทที่อยากทาน จากนั้นก็ไปสั่งให้พนักงานปรุงมาให้เราอีกที คล้ายๆกับ Seafood Market บ้านเรา

(ภาพประกอบจาก startwithwai.com)

startwithwai.com

จุดเด่นอีกอย่างของ Hema คือ ที่นี่เรียกได้ว่าเป็น cashless supermarket ก็ว่าได้

เมื่อลูกค้าเลือกซื้อสินค้าใน Supermarket เสร็จก็สามารถทำ self check out ได้และจ่ายเงินผ่านแอพ Hema ซึ่งเชื่อต่อกับ Alipay ได้เลย ซึ่งเราว่าสะดวกมากๆ และก็เป็นการลด cost การจ้างพนักงานแคชเชียร์ได้เยอะเลย แต่สำหรับคนที่ไม่มีแอพหรือนักท่องเที่ยวอย่างเรา ก็จะมีเคาน์เตอร์แคชเชียร์ปกติไว้คอยบริการ แต่จำนวนเคาน์เตอร์ก็จะน้อยหน่อย เหมือนบังคับให้ไปลงแอพ Hema กลายๆ 😆

เสร็จจากมื้อเที่ยงวันนั้นก็ไปเดินเล่นเฉียดๆ Head Office ของ Alibaba กันหน่อย เพราะมันอยู่ติดกะ Hema เลย

Alibaba

วันนั้นเป็นวันที่ 10 พฤศจิกายน 2019 ซึ่งคืนนั้นจะเริ่มแคมเปญ 11.11 กันในเวลาเที่ยงคืนตรง ชาว Alibaba (และจะว่าไปก็ชาวจีนที่ทำ E-commerce ทั้งหมดเลยมั้ง) ก็จะตื่นเต้นกันมากๆ มีการเตรียมงานเปิดตัวแคมเปญ 11.11 กันอย่างใหญ่โตมโหฬาร เรียกได้ว่าน้องๆเทศกาลตรุษจีนกันเลยทีเดียว เห็นแล้วก็ตื่นเต้นไปด้วย

เย็นวันนั้นหลังจากทานอาหารเย็นกันแล้ว พวกเราก็ไปชมโชว์ที่อำนวยการสร้างโดยผู้กำกับระดับโลก จางอี้โหมว หรือที่ใครๆเรียกกันว่า “โชว์จางอี้โหมว” ซึ่งโชว์จะเริ่มประมาณ 19.00 เป็นโชว์ที่ใช้แสงสีเสียงแบบจัดเต็ม สวยงามอลังการมากๆเลย

โชว์จางอี้โหมว

โดยเวทีจะอยู่กลางน้ำ เพื่อให้แสงสีที่แสดงออกมาสะท้อนกับผืนน้ำอีกที กลายมาเป็นแสงที่สวยงามมากๆ นักแสดงแต่ละคนก็มีความสามารถมากๆ เพราะนอกจากจะต้องร้องและเต้นบนผืนน้ำโดยทรงตัวให้ดีไม่ให้ล้มแล้ว อากาศช่วงที่มีการแสดงโชว์ก็ยังเย็นอีกด้วย เท้าไม่แข็ง ยังวิ่ง ยังเต้นกันได้ เจ๋งจริงๆ 👍

โชว์จางอี้โหมว

ค่ำคืนนั้นยังไม่จบ เพราะจุดหมายของเราในการมาหางโจวครั้งนี้ คือการมาชมการทำงานของบริษัท Agency ที่นี่สำหรับแคมเปญ 11.11 เพราะฉะนั้นคืนนี้เราจะไม่ได้นอนเร็วกันแน่ๆ 🥴

จากจุดที่แสดงโชว์ เราไปต่อกันที่บริษัท Agency ที่รับบริการทำ Online Marketing ดูแลทั้งการขายและการโฆษณาให้กับลูกค้าทั่วโลกที่มีสินค้าและสนใจจะเข้ามาขายในจีน

คำถามคือ ทำไมต้องใช้ Agency ที่จีนทำการตลาดให้เราด้วยล่ะ เราทำเองในไทยก็ได้นี่

คำตอบคือ จริงๆแล้ว เราสามารถขายสินค้าจากที่ไหนในโลกก็ได้ แต่เพราะพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน การที่เราจะเอาลักษณะการขายหรือการโฆษณาแบบที่บ้านเราใช้แล้วได้ผลดี เมื่อมาใช้กับที่จีนอาจจะไม่ได้ผล เช่น ในไทยถ้าเราทำภาพโฆษณาแบบนี้จะดึงดูดลูกค้าได้ดี แต่ที่จีนอาจจะต้องเน้นด้วยคำพูดแบบนี้แทน อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งหลังจากได้ฟังทีม Agency อธิบายความแตกต่างของลูกค้าจีนให้ฟังแล้ว เราถึงได้รู้ว่า อ้อ มันมีข้อแตกต่างเยอะมากเหมือนกัน แต่เราคิดว่า ถ้าใครที่ต้องการศึกษาการทำตลาดในจีนด้วยตัวเองก็ทำได้ แต่อาจใช้เวลาหน่อย ที่เรามาดูงานนี่เหมือนเป็นทางเลือกแบบ short cut ให้ลูกค้าเท่านั้นเอง

ก็แปลกดี ไม่เคยไปดูงานที่บริษัทไหนตอนกลางคืนเลย นี่เป็นประสบการณ์แรกเลยนะเนี่ย 😆

บริษัท Agency ที่เราไปดูงาน เค้าก็มีการจัดงานเลี้ยงพนักงานกันใหญ่โตเลยนะ เหมือนเป็นการเรียกขวัญกำลังใจกันก่อน เพราะคืนนี้พนักงานทุกคนต้องอยู่ทำงานกันแบบโต้รุ่งเลย นอกจากนั้นผลงานของวันนี้มันจะเป็นตัวสรุปเป้าของทั้งปีที่จะเป็นตัวชี้วัดโบนัสของพนักงานอีกด้วย ทุกคนเลยตื่นตัวกันเต็มที่

ภายใน Office เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวเป็นร้อยคน (เป็นร้อยคนจริงๆนะ) พนักงานเยอะมากขนาดนี้ แสดงว่า accout ลูกค้าในบริษัทฯต้องมีเป็นพันแน่ๆเลย 😳 ทุกคนเปิดหน้าจอคอมไว้ รอการเปิดตัวแคมเปญ 11.11 ไปฉลองกันไป ดูกระตือรือร้นมากๆ เห็นแล้วรู้สึกสนุกไปด้วยเลย (ปล. ไม่มีภาพประกอบเนื่องจากเป็นพื้นที่ส่วนตัวของบริษัทฯเค้านะคะ)

คืนนั้นพวกเราอยู่กันจนถึงเวลาประมาณ 23.30 ก็ขอสลายตัวกลับก่อนเนื่องจากเริ่มง่วงนอนละ ไม่ทันได้ดูการเปิดตัวของแคมเปญ แต่ก็รู้สึกได้แหละว่าต้องยิ่งใหญ่แน่นอนตามสไตล์คุณ Jack Ma เค้า

วันที่ 3 วันนี้ตื่นกันได้สายๆเลย เพราะเมื่อคืนกว่าจะนอน ดึกกว่าคืนแรกอีก 🤣 ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่งมั้ง วันนี้โปรแกรมก็ออกจากโรงแรมประมาณ 11 โมง จากเมืองหางโจวพวกเราจะมุ่งหน้าเข้าเซี่ยงไฮ้กัน โดยระหว่างทางเราจะได้แวะชมเมือง อู่เจิ้นกันด้วย

อู่เจิ้น (Wuzhen Water Town)

อู่เจิ้น (Wuzhen Water Town) หรือที่รู้จักกันว่า เมืองเวนิสของจีน เป็นชุมชนโบราณริมน้ำในเมืองถงเซียง มณฑลเจ้อเจียง ซึ่งมีอารยธรรมยาวนานกว่า 7,000 ปี

แค่ทางเข้าด้านหน้าก็สวยแล้ว มีธงไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ด้วย

อู่เจิ้น (Wuzhen Water Town)

เมื่อเราเข้าไปยังด้านในตัวเมือง เหมือนเราเดินย้อนยุคกลับเข้าไปในหนังกำลังภายในเมื่อหลายร้อยปีก่อนเลย อู่เจิ้นยังคงเก็บรักษาบ้านเรือนแบบโบราณไว้อย่างสมบูรณ์แบบมากๆ ทั้งถนน ทางเดิน แม่น้ำลำคลอง สะพาน เรือโดยสาร ร้านอาหาร ร้านขายของต่างๆ ยังคงกลิ่นอายความเป็นจีนโบราณไว้อย่างเต็มที่

อู่เจิ้น (Wuzhen Water Town)

ขบวนเรือแจวรอบริการนักท่องเที่ยว

อู่เจิ้น (Wuzhen Water Town)

เดินไปที่ไหนๆก็สวยไปหมด

อู่เจิ้น (Wuzhen Water Town)

ขาเข้าพวกเราเดินเข้าไป แต่ขากลับใช้บริการเรือพายคุณลุง โอ้ว คุณลุงแข็งแรงมากๆ แกพายคนเดียวตลอดทางเลย ไกลด้วยน้า 👍

อู่เจิ้น (Wuzhen Water Town)

เราออกจากอู่เจิ้นแบบเสียดายมากๆ ถ้ารู้ว่ามีเมืองโบราณที่สวยขนาดนี้ จะขอค้างที่นี่ซักคืนเลย

จากอู่เจิ้น พวกเรานั่งรถต่ออีกประมาณชั่วโมงครึ่งก็มาถึงเมืองเซี่ยงไฮ้

อ่ะ…มารู้จักเซี่ยงไฮ้กันเล็กน้อยนะ (จริงจังให้สมกะเป็นทริปมาทำงานซักหน่อย 🤓)

เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) ในอดีตเป็นแค่เมืองท่าเล็กๆ แต่ต่อมาได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนกลายมาเป็นเมืองท่าที่มีเรือจอดคับคั่งมากที่สุดในโลก และปัจจุบันเซี่ยงไฮ้ก็เป็นมหานครเมืองหลักของจีน เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล เพราะเต็มไปด้วยแสงสี ความตื่นตาตื่นใจที่ใครๆก็อยากมาสัมผัส จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ปารีสแห่งตะวันออก เลยทีเดียว

เราสัมผัสได้ทันที่ว่ารถเข้ามาในตัวเมืองเซี่ยงไฮ้แล้ว เพราะจะเห็นปริมาณรถที่เยอะขึ้น การจราจรที่คับคั่ง และอาคารรูปทรงทันสมัยมากมาย

ค่ำนั้นหลังจาก Check-in เข้าโรงแรม เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยก็ออกมาทานข้าวเย็นกัน จากนั้นก็ไปเดินเล่นถ่ายรูปกันต่อที่ เดอะบันด์

เดอะบันด์ (The Bund)

เดอะบันด์ (The Bund) หรือที่คนจีนเรียกกันว่า ว่ายทาน (Waitan) เป็นทางเดินเลียบแม่น้ำที่มีความยาวประมาณ 1.5 กม. เป็นย่านที่คนนิยมมาเดินชมความงามของแม่น้ำหวงผู่ (Huangpu River) ซึ่งไหลผ่านใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยที่แม่น้ำจะแบ่งเมืองออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งเมืองเก่าผู่ซี่ (Puxi) และ ฝั่งเมืองใหม่ผู่ตง (Pudong) ซึ่งเดอะบันด์นั้นอยู่ฝั่งเมืองเก่า

ฝั่งเมืองเก่าจะมีอาคารรูปทรงสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปมากมาย เพราะในอดีตเคยเป็นทั้งสถานทูตและธนาคาร ฝั่งนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในยุโรปประมาณนั้นเลย ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามจะเป็นเมืองใหม่ เต็มไปด้วยอาคารสูง ผู้คนจึงมักจะมาเดินเล่นชมความงามของความแตกต่างระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ

เดอะบันด์ (The Bund)

สวยมากเลยเนอะ 🤩

ถึงจะดึกแล้วแต่ราตรีนี้ยังไม่จบ เพราะ ได้ยินมาว่าที่เซี่ยงไฮ้มีสถานที่ hang out เก๋ๆที่ไม่น่าพลาด คืนนี้คืนสุดท้ายแล้ว ลองไปดูกันหน่อยดีกว่า 😁 ว่าแล้วก็เรียกรถแท๊กซี่ไปกันเลย

ซินเทียนตี้ (Xintiandi) เป็นย่านที่เก๋มากๆ แต่ก่อนบริเวณนี้เคยเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวเซี่ยงไฮ้ จึงเต็มไปด้วยบ้านสไตล์จีนที่ถูกสร้างด้วยอิฐบล็อกแบบฝรั่ง บ้านจะเป็นลักษณะตึกแถว 2- 3 ชั้น จุดเด่นคือการใช้อิฐเรียงกันเป็นแถว ซึ่งสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบนี้เรียกว่า ฉือคู่เหมิน (Shikumen) หมายความว่า ประตูหิน ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน กำแพง ประตู หรืออาคารบ้านเรือนของย่านนี้จะถูกรักษาไว้อย่างดี

ในซินเทียนตี้ เราจะเห็นร้านอาหารนานาชาติที่ตกแต่งกันอย่างมีสไตล์ แถมตามริมทางเดินเค้ายังมีปลูกต้นเมเปิ้ลตลอดทางด้วย เก๋มากๆ

ซินเทียนตี้ (Xintiandi)

หลังจากดื่มด่ำบรรยากาศชิลๆที่นี่จนประมาณเที่ยงคืน พวกเราก็กลับโรงแรมกัน กลายเป็นว่าทริปนี้ นอนเที่ยงคืนตีหนึ่งกันทุกคืนเลย 🥴

วันสุดท้าย วันนี้ก็ตื่นสายๆอีกตามเคย โปรแกรมวันนี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากเที่ยวชมสถานที่ 2–3 แห่ง เริ่มจากที่แรกกันก่อนเลย เพราะร่างกายต้องการคาเฟอีน ☕️

Starbucks Reserve Roastery

Starbucks Reserve Roastery สำหรับเช้านี้เรามาเริ่มที่นี่กันก่อนเลย Starbucks สาขานานจิง สาขานี้เป็นสตาร์บัคที่ใหญ่ที่สุดของโลก (ณ วันที่เราไป 12 พ.ย. 2019) ได้ยินมาว่ามีขนาดใหญ่กว่าสาขาปกติประมาณ 300 เท่าแน่ะ 😱 แต่ความพิเศษของที่นี่ ไม่ใช่แค่เรื่องขนาดของร้านอย่างเดียว ภายในร้านยังถูกตกแต่งเสมือนเป็นโรงคั่วกาแฟเลย เราจะได้เห็น process ของการทำกาแฟ ตั้งแต่การลำเลียงกาแฟมาเป็นถุงๆ เข้าไปสู่ขั้นตอนการคั่ว จนออกมาเป็นเม็ดกาแฟให้บาริสต้านำมาทำเป็นเครื่องดื่มให้เราได้ดื่มกัน นอกจากกาแฟแล้ว ที่นี่ก็มีเบเกอรี่ให้เลือกทานกันแบบเยอะมากๆ นี่ขนาดอิ่มอาหารเช้ามาแล้วยังอดใจทานขนมอีกซักชิ้นไม่ได้เลย 😁

ที่เรียกได้ว่าล่อตาล่อใจเราที่สุดก็เห็นจะเป็นมุมขายของนี่แหละ โหแก้วกาแฟอย่างเยอะ เราเลยจัดแก้วกาแฟที่เป็นสัญลักษณ์ของสาขาเซี่ยงไฮ้มาด้วยใบนึงเลย

หลังจากไปนั่งชิลใน Starbucks กันซักพัก เราก็ไปทานอาหารมื้อเที่ยงกันแบบเสียวๆหน่อยที่หอไข่มุก

หอไข่มุก (The Oriental Pearl Tower)

หอไข่มุก (The Oriental Pearl Tower) หรือเรียกเต็มๆว่า หอไข่มุกตะวันออก เป็นหนึ่งในหอส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงเกือบ 428 เมตร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหวงผู่ (Huangpu River) สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1994 หอไข่มุกนับว่าเป็นหนึ่งในเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเซี่ยงไฮ้เลย รูปทรงของหอจะเป็นเหมือนไข่มุกจำนวน 3 เม็ด วางเรียงกันขึ้นไปด้านบน

ภายในจะมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเมืองเซี่ยงไฮ้ เมืองจำลองโลกอนาคต เมืองวิทยาศาสตร์แฟนตาซี สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ โซนเกมส์ ร้านขายของที่ระลึก โรงแรม และร้านอาหารสุดหรูที่หมุนรอบตัวเองได้ ซึ่งเป็นที่ที่เรามาทานอาหารกันในวันนี้ ก็ได้บรรยากาศที่แปลกดี ทานอาหารไปก็หมุนไป 😆

เสร็จจากทานอาหาร เราก็ขึ้นไปชั้นบนสุดต่อ ซึ่งจะมีระเบียงให้สามารถชมวิวได้แบบ 360 องศา และที่เจ๋งก็คือ เค้ามีโซนที่ทำพื้นแบบกระจกใสให้คนไปยืนทดสอบความกล้ากัน

หอไข่มุก (The Oriental Pearl Tower)

โชคดีที่เราไม่กลัวความสูง เลยจัดซะหลายรูปเลย 😁

หอไข่มุก (The Oriental Pearl Tower)

แวะเข้าไปดูโชว์แสงสีเสียง ข้างในหอไข่มุกด้วย สวยมากๆเลย

หอไข่มุก (The Oriental Pearl Tower)

อันนี้ไม่รู้เป็นโซนอะไร ตกแต่งด้วยโลโก้ของ Coke หมดเลย เก๋ดี

ออกจากหอไข่มุกก็ไปเดินเล่นซื้อของฝากกันนิดหน่อย จากนั้นก็เดินทางไปสนามบิน โดยขากลับเราบินตรงจากเซี่ยงไฮ้ตรงไปกรุงเทพฯ สรุปการเดินทางครั้งนี้คือ กรุงเทพฯ-หางโจว เซี่ยงไฮ้-กรุงเทพฯ ค่ะ

การเดินทางไปจีนครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นความเจริญก้าวหน้าของจีนที่พัฒนาไปอย่างเร็วมากๆ จากที่เราเคยไปงาน Canton Fair ที่เมืองกวางเจา เราก็ว่าจีนดีกว่าที่คิดแล้วนะ คราวนี้ที่ได้มาเห็นเมืองหางโจวและเมืองเซี่ยงไฮ้ พูดได้เลยว่าจีนมีความเจ๋งทัดเทียมกับยุโรปหรืออเมริกาได้เลย ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ทั้งทันสมัยทั้งถูกและดีมากๆ (อันนี้ได้ใช้บริการตอนไป Canton Fair) การเป็น cashless society เมืองใหม่ที่ผุดขึ้นมาอย่างมากมายและรวดเร็ว เพื่อรองรับความเจริญเติบโตของประเทศ ที่สำคัญพฤติกรรมของคนจีนที่เริ่มมีระเบียบวินัยมากขึ้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้เราบอกได้เลยว่า จีนเจ๋งมากๆ ถ้าใครได้มีโอกาสมาเที่ยวจีนลองมาดูกันนะคะว่าเป็นอย่างที่เราพูดรึป่าว 😄

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ 😊

--

--

--

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store
Jint

Jint

หวัดดีค่ะ เราชื่อจิ๊น เราอยากให้ Blog นี้เป็นพื้นที่ที่เราได้แชร์เรื่องราวการเดินทางของเรา อยากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านได้มีความสุขกับ Blog นี้นะคะ

More from Medium

What if all labs had access to genetic sequencing?

Feature Spotlight: Portfolio-level Benchmark Reporting

Post-Mortem Part Two: The American Dream Voter

AB Test — Is “Average bidding” more profitable than “Maximum bidding”?