jwanderlust
Published in

jwanderlust

Chapter 24 : Hello Miami

แวะไปแอ่วไมอามี่

กำลังสนุกกับการเล่าเรื่องอเมริกาเลย เอาอีกซักตอนละกัน ซึ่งตอนนี้ก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ไปอเมริกา ก่อนที่ Covid-19 จะบุกโลก จนทำให้แทบไม่ได้ไปไหนอีกเลย 😩…ไม่รู้จะบ่นไปทำไมละเนอะ ไงก็ต้องอยู่กะมันอีกนาน…แต่เรามีความหวังว่า And This Too Shall Pass อย่างที่เคยเอ่ยไว้ใน chapter 18 เดี๋ยวมันก็ผ่านไป สู้สู้น้าทุกคน 😤

ทริปนี้เราโชคดีมากๆเลยเพราะเรามีเพื่อนอยู่ที่เมือง Pompano Beach เค้าบอกว่ามาคราวนี้ไม่รู้จะไปไหนแล้วช่ะ งั้นไปเที่ยว Miami มะขับรถจากบ้านเค้าประมาณชั่วโมงเดียวก็ถึง เราก็เออ ก็ดีเหมือนกันแฮะ เพราะที่ Port St.Lucie ไม่รู้จะทำอะไรแล้วจริงๆ พี่สาวพี่เขยให้เค้าอยู่ดูแลลูกกันไป เพราะไม่ได้เจอกันมาเกือบปี ส่วนเราแว่บไปเที่ยวดีกว่า อิอิ

วันแรกของการเดินทาง ทริปนี้เราเดินทางจากกรุงเทพฯ กันแค่ 2 คน คือพี่สาวกะเรา เพราะพี่เขยกะหลาน 2 คนตอนนี้อยู่ที่เมกากันแล้ว คราวนี้เราเลือกใช้บริการของ Singapore Airline เพราะตอนนั้นเค้าเพิ่งเปิดเส้นทางบินใหม่ Singapore-New York เป็นการบินแบบยาวๆ ไม่มีหยุด 18 ชั่วโมงน่าสนุกมากๆ เลยลองซะเลย โดยเราต้องนั่ง SQ จากกรุงเทพฯ ไปลงสิงคโปร์ก่อน จากนั้นก็ต่อ SQ อีกลำไป New York และคราวนี้เราจะได้ไปลงที่สนามบิน Newark (EWR) (อ่านว่า เนวาร์ค) ด้วยนะไม่ใช่ John F Kennedy (JFK) เหมือนทุกที ซึ่งสนามบิน Newark เนี่ยจริงๆ อยู่ในเมืองนิวเจอร์ซีย์ซึ่งอยู่ติดกะ New York อีกที

ต้องขอโทษด้วยนะคะที่เอารูปเท้ามาลง 🙏 อยากจะโชว์ให้เห็นว่าที่นั่งบนไฟล์ทสิงคโปร์ไปนิวยอร์กมันค่อนข้างกว้างและยาวมาก เรียกว่ากว้างขนาดนั่ง 2 คนได้สบายๆเลย และเวลานอนก็ยืดขาได้เต็มที่ แต่เสียตรงที่ปลายเท้ามันจะต้องเอียงไปด้านข้าง ไม่ได้ยืดได้ตรงๆ ทำให้เวลานอนต้องเอียงตัวเข้ามุม มีจุดบอดแค่ตรงนี้ที่เดียวเอง นอกนั้นถือว่าดีมากๆ 👍

บริการบนเครื่องไม่ต้องพูดถึง SQ คือสุดยอดการบริการอยู่แล้ว อาหารก็อร่อยมากๆ แถมมีเมนูที่เน้นเรื่องสุขภาพด้วย เพราะการที่ต้องใช้เวลาอยู่บนเครื่องนานมากกกก อาจจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี เค้าก็เลยมีเมนูแบบนี้เสริมขึ้นมาให้ด้วย

(ปล. ขอออกตัวว่า ใน blog ของเราจะไม่ได้เน้นเรื่องรีวิวเครื่องบินเท่าไหร่นะคะ เพราะไม่ค่อยถนัด และมีคนที่ทำรีวิวการบริการของสายการบินต่างๆ ซึ่งเป็นรีวิวที่เจ๋งและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เต็มไปหมดอยู่แล้ว 😊)

นั่งๆ นอนๆ กินๆ เพลินมาก 18 ชั่วโมงสำหรับเราไม่ทรมานเลย พอถึงที่ Newark ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองซึ่งเร็วมากๆ เพราะคนไม่เยอะ จากนั้นออกไปรับกระเป๋า ผ่านพิธีการศุลกากร ไป check-in กับ Delta Airline เพื่อนั่งสายการบินในประเทศไปลง West Palm Beach โอเคมาก ไม่ยุ่งยากวุ่นวายเท่าที่ JFK สรุปคือการนั่ง SQ แล้วมาลงที่ Newark สะดวกดีค่ะ (คร้ังนี้จะต่างจากทุกทริปที่มาเมกา เพราะเราบินตรงจากไทยไปถึงบ้านอาที่ Port St.Lucie เลยทีเดียว)

ไฟล์ทสุดท้ายของวันนี้แล้ว 🥴 นั่งเครื่องไปลง West Palm Beach อีกประมาณ 5 ชั่วโมง จากนั้นพี่เขยก็มารับ นั่งรถต่อไป Port St.Lucie อีกประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงบ้าน อ้อ ระหว่างทางมีแวะทานอาหารที่ร้านโปรด Cheesecake Factory อีกรอบ 😋

จบการเดินทางอันยาวนานในวันที่ 1 ค่ะ

วันที่ 2 หลังจากนอนพักเอาแรงจนสดชื่นกันละ วันนี้จะไปทำตัวย้อนวัยกันอีกแล้ว เพราะเด็กๆ request ขอไปเที่ยว Disney’s Animal Kingdom กัน เย้!!!

เวลาได้มาเที่ยวสวนสนุก จะให้อายุเท่าไหร่มันก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดีเนอะ 😁 คราวนี้เรามาพักที่ Orlando 1 คืนด้วย เผื่อเด็กๆ สนุกจัดอยากอยู่ในสวนสนุกกันยาวๆ และจะได้ไม่เหนื่อยมาก เพราะขับรถจาก West Palme Beach มาก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงอยู่ อ้อ ทริป Disney เที่ยวนี้มีหลานชายสุดหล่อเพิ่มมาอีก 1 หน่วย เลยทำให้มีสมาชิกทั้งหมด 3 ผู้ใหญ่ 3 เด็ก เต็มรถพอดี

ระหว่างทางตื่นเต้นดี ได้เจอกะพายุแมลง Love bug ที่มาจากไหนก็ไม่รู้ เต็มถนนหนทางไปหมด บินมาชนรถเราเปาะแปะๆ ตลอดทาง เรียกว่าสังเวยชีวิตกันเป็นแสนเลย 😱 (เป็นฤดูที่มันออกมาจับคู่หรือไงไม่รู้) เราต้องขับรถฝ่าดงแมลงนี่อยู่นานจนถึงจุดพักรถถึงได้ลงมาดู เห็นสภาพรถละบอกเลยสงสารคนล้างมาก (ครือพี่เขยนี่เอง 🤣) รถที่จอดทุกคันสภาพเดียวกันหมด เขรอะสุดๆ

หลังจากพักยืดแข้งยืดขากันจนหายเมื่อยก็ออกเดินทางกันต่อ ใช้เวลาอีกไม่นานก็ถึงจุดหมายของเรา

Disney’s Animal Kingdom

Disney’s Animal Kingdom เป็นหนึ่งในสวนสนุกที่อยู่ภายใน Walt Disney World ตั้งอยู่ที่เมือง Orlando รัฐ Florida ซึ่ง Walt Disney World นี้เป็นที่รวมของสวนสนุกขนาดมหึมาถึง 4 แห่งด้วยกัน ได้แก่ Magic Kingdom Park, Disney’s Hollywood Studios, Disney’s Animal Kingdom Theme Park, EPCOT Theme Park และสวนน้ำอีก 2 แห่ง…OMG ก็สมควรแระที่จะเรียกเค้าว่า Disney World 😁

จุดหมายของเราคือการไปที่ Pandora-The World of Avatar (แพนดอรา เดอะเวิลด์ออฟอวตาร) ซึ่งเป็น Theme Park ที่จำลองมาจากหนังเรื่อง Avatar นั่นแหละ

Disney’s Animal Kingdom

เดินเข้ามาก็เห็นต้นไม้ต้นนี้มายืนต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่

Disney’s Animal Kingdom

เกือบดูไม่ออกเลยว่าเป็นคน 😆

เห็น Tree of Life ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Disney’s Animal Kingdom ลิบๆ อู๊วววว คนเยอะมากกกก

Disney’s Animal Kingdom

เข้ามาใกล้ๆ ละสวยมากเลย มันดูเหมือนต้นไม้จริงที่มีชีวิตมากๆ ตรงลำต้นของ Tree of Life เค้าจะแกะสลักรูปสัตว์ต่างๆ ไว้เยอะแยะเลย

Disney’s Animal Kingdom

จาก Tree of Life เราก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านเครื่องเล่นซึ่งไม่ได้เล่น ผ่านจุดพักซึ่งไม่ได้พัก 🤣

Disney’s Animal Kingdom

อ้อ…เพิ่งนึกได้ เราได้ไปดูโชว์ It’s Tough To Be A Bug อันนึง เป็นโชว์แบบ 3D น่ารักดี

😆 จนมาถึง Pandora

Disney’s Animal Kingdom

ดูแฟนตาซีมากๆ ได้เดินเฉียดๆ เข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ เห็นคนต่อคิวเพื่อเข้าไปด้านในเยอะมาก พวกเราเลยตัดสินใจว่าไม่เข้าละกันเพราะขี้เกียจเข้าคิว เลยได้แต่ถ่ายรูปด้านนอก จากนั้นก็เดินเล่นถ่ายรูปกันต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึงโซนเอเชีย

Disney’s Animal Kingdom

และได้มาเจอกับสิ่งนี้เข้า

Disney’s Animal Kingdom

โคดฮา ฝรั่งไปเอาศาลพระภูมิบ้านเรามาตกแต่งสวนที่ Disney’s World

นึกว่ายืนอยู่หน้าบ้านเพื่อนเลยเนี่ย 🤣🤣🤣

จากนั้นพวกเราก็ไปร้านขายของที่ระลึกกัน เพราะหลานจะเอาเจ้า Banshee ซึ่งมันคืออะไรก็ไม่รู้ 🤔

Disney’s Animal Kingdom

พอเห็นละก็เลยรู้ว่า อ้อ มันคือเจ้านกที่ชาวนาวีเค้าใช้เป็นพาหนะนั่นเอง

ได้ของละก็ยิ้มหน้าบานกันใหญ่ หิ้วกันพะรุงพะรังเลย 😆

Disney’s Animal Kingdom

เสร็จกิจธุระกะ Disney’s Animal Kingdom ของวันนี้ละ เย็นพอดี ได้เวลาไป check-in ที่โรงแรม Rosen Shingle Creek Orlando กันละ เป็นโรงแรมที่จัดว่าใหญ่มากๆเลย กว่าจะเดินถึงห้องพักนี่เกือบเมื่อย (มี Starbuck ในโรงแรมด้วย 🤩) ห้องพักที่นี่ ok มาก ขนาดค่อนข้างใหญ่ นอน 3 คนเพิ่ม 1 เตียงเสริมสบายๆ เตียงก็ใหญ่สะใจ เป็นเตียงเดี่ยวขนาด queen size เลิดดดดมากค่ะ

หลังจากเก็บข้าวของ นอนเล่นกลิ้งไปกลิ้งมาครู่นึง ก็ออกมาหาอาหารเย็นทานกัน จากนั้นก็เข้า supermarket เพื่อหาซื้อของไว้ทานตอนเช้ากัน ก็เลยเจอสิ่งนี้

กาแฟ Cold Brew ที่เมกานี่มีเยอะมากๆ เลย ไปแต่ละเมืองก็จะเจอยี่ห้อใหม่ๆ ให้ลองอยู่เรื่อย ตัวนี้ก็ใช้ได้ หอมดี ส่วนขนมด้านขวา ไม่ได้ซื้อมาลอง แต่เห็น packaging ละแปลกดี เลยถ่ายรูปมา 😆

เริ่มง่วงละ กลับห้องไปนอนดีฝร่า จบโปรแกรมวันที่ 2 แต่เพียงเท่านี้ค่ะ

วันที่ 3 วันนี้เราตื่นกันสายๆ ทานอาหารเช้าที่ซื้อเป็นเสบียงไว้มะวาน จากนั้นก็เริ่มออกเดินทางกลับบ้านที่ Port St.Lucie กัน

ระหว่างทางเราแวะ The Florida Mall เพื่อหาข้าวเที่ยงทานกัน เดินไปเดินมา เจอไอดอลของพี่สาวดั๊วะ 😆

The Florida Mall

นั่นไง เห็นมะ ผู้ชายคนที่ยืนอยู่ขวาสุดอ่ะ 🤣🤣🤣

Carlo’s Bake Shop เจ้าของเค้าชื่อคุณ Buddy Valastro, Sr ซึ่งทำรายการทีวีชื่อ Cake Boss ออกอากาศในช่อง True ซึ่งพี่เราชอบดูมากๆ เพราะเค้าจะมีไอเดียทำเค้กแปลกๆ สนุกๆ มาให้ดูอยู่เรื่อย มาที่ Mall นี้ก็บังเอิญมากๆ ที่มาเจอร้านพี่แกพอดี เลยแวะเข้าไปซื้อมาชิมด้วย รสชาติก็ถือว่าไม่เลว แต่ร้านเค้กที่เมืองไทยเราอร่อยกว่า 😁

เดินเล่นใน Mall จนบ่ายแก่ๆ จากนั้นก็ขับรถต่อ ระหว่างทางแวะที่จุดพักรถอีกครั้ง เข้าห้องน้ำ ซื้อไรทานอีกนิดหน่อย นั่งรถนานเลยหิวบ่อย หลานๆ กล่าว 😆

สภาพขากลับ ของเต็มรถ 😆 ถึงบ้านก็เย็นพอดี สนุกมากๆ เลย สำหรับทริป Orlando กะเด็กๆ

วันที่ 4 วันนี้เราจะไปเที่ยวเมือง Pompano Beach และจะอยู่ที่นั่นประมาณ 5 วัน โปรแกรมคือจะไปเที่ยวแถวๆ Miami ซึ่งทริปนี้เราไปกะเพื่อน พี่ๆ ไม่ได้ไปด้วยเนื่องจากติดภารกิจดูแลเด็กๆ

Which Wich Superior Sandwiches

มื้อเที่ยง พี่พามาชิมแซนวิชเจ้าอร่อยแถวบ้านด้วย ชื่อร้าน Which Wich Superior Sandwiches อร่อยมากเลย 😋

บ่ายๆ เพื่อนก็มารับไปนอนเล่นที่ Pompano Beach เย้ ได้ไปเที่ยวแว้ว

Pompmno Beach เป็นเมืองเล็กๆ (เล็กกว่า Port St.Lucie อีก 😱) อยู่ห่างจาก Port St.Lucie ไปทางใต้ ใช้เวลาขับรถประมาณ 1 ชม. เป็นเมืองริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเช่นกัน วันนี้กิจกรรมก็ไม่มีอะไรมาก ไปถึงบ้านเก็บข้าวของ ออกไปเดินเล่นชายหาด ซึ่งเดินได้แป๊บเดียวฝนก็ไล่ขึ้นรถกลับบ้านเลย เลยไปหาซื้อของกินที่ Supermarket แล้วกลับมานั่งดูหนังในห้องแทน ช่วงที่ไป Miami คราวนี้ ฝนตกเกือบทุกวันเลย 😭 เซ็งจิต

วันที่ 5 วันนี้นัดกันว่าจะไป Miami

Miami

ถึง Miami ปาเข้าไปบ่ายกว่า เห็นท้องฟ้าด้านหลังมะคะ ครึ้มมาเชีย 🥴 แต่เรายังใจสู้ เดินข้ามถนนไปที่ชายหาด อุส่าห์หอบหิ้วผ้ามาเพื่อจะไปนั่งเล่นที่ชายหาดด้วย

Miami

และนี่คือสิ่งที่ได้ 🤣 ลมแรงซะกลัวว่าต้นมะพร้าวจะล้มทับ มองหน้ากัน ไปที่อื่นก็ได้ฟระ เลยไปหาร้านทานข้าวเที่ยงกัน เดินจากหาดมาไม่ไกลก็จะเจอร้านรวงเยอะแยะ

Miami

เจอร้าน Taco น่าทานเลยนั่งจ่อมมันซะทีนี่ รอดูทีท่าอากาศก่อน

Miami

ร้านนี้มีกิมมิคนะจ๊า ใช้แป้ง Taco แบบ charcoal เพื่อสุขภาพซะด้วย รสชาติใช้ได้ แต่เคี้ยวไปละจะเหมือนเคี้ยวทรายหน่อยๆ เจอไป 2 ชิ้น อิ่มชะมัด

อากาศที่นี่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ฝนมา 5 นาทีก็หยุด หยุดแป๊บตกอีกละ เป็นแบบนี้ทั้งวัน แต่เราก็ไม่สนละ ไม่ได้มา Miami ได้บ่อยๆ เพราะฉะนั้นต้องไปต่อค่ะ 😁

เมื่อจะไปนั่งเล่นที่ชายหาดไม่สำเร็จ เราเลยไปอีกที่ที่อยากไปแทน Wynwood Walls หลังจากหาที่จอดรถได้ เราก็เปิด google map เดินไปยังจุดหมายกัน

รู้สึกได้เลยว่าแถวนี้ต้องเจ๋งแน่ๆ มีงาน graffiti เต็มไปหมดเลย ตั้งแต่ที่จอดรถ และก็มีงานแบบนี้เต็มท้องถนนที่เราเดินผ่านตลอดทาง

Wynwood Walls , Miami

ระหว่างทางเจอร้านน่าสนใจมากกก เป็นร้าน Craft Beer เลยขอแวะเข้าไปนิดนึง อ้อ ตอนนั้นฝนตกอีก เลยต้องหาที่หลบฝนนะ 😁

Growler USA , Miami

ที่เห็น tab ทั้งหมดคือ Craft Beer ทั้งหมดเลยนะ WoW !!!

ขออนุญาติคุยเรื่องแอลกอฮอล์นิดนึงนะคะ 😄 คำว่า Craft Beer หมายถึงเบียร์ที่เกิดจากผู้ผลิตอิสระ เป็นผู้ผลิตรายย่อยหรือที่เรียกว่าไมโครบริวเวอรี่ ซึ่งมีกำลังผลิตแบบจำกัด เค้าจะผลิตเบียร์แปลกๆใหม่ๆ ทั้งเรื่องกลิ่น รสชาติ ส่วนผสม และวิธีการผลิต เพื่อให้แตกต่างจากเบียร์ทั่วไปตามท้องตลาด และ Craft Beer ก็เกิดมาจากที่เมกานี่แหละ

สาเหตุที่ Craft Beer ได้รับความนิยมและมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (เราก็เช่นกัน) เพราะความที่มันมีกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน ผลิตด้วยความใส่ใจ แต่ละแบรนด์ก็พยายามคิดค้นสูตรใหม่ๆ เพื่อให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และให้ได้รสชาติและคุณภาพที่ดีสำหรับผู้ดื่ม ทำให้แม้ตลาดนี้จะเล็ก แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในเมกาเราจะเห็นร้าน Craft Beer เต็มไปหมด แม้แต่เมืองเล็กๆ อย่าง Port St.Lucie ก็ยังมี Craft Beer ของตัวเอง

Growler USA , Miami

อย่างร้านที่เรามาชื่อ Growler USA ก็มี Craft Beer เยอะมั่กมากๆ พนง. จะให้เราเลือกจากความชอบก่อนว่าชอบเบียร์แนวไหน Pilsner, Pale Ale, IPA, Stout อะไรประมาณนี้ แล้วก็เลือกเมนูในแต่ละกลุ่มอีกที

เลือกกันอยู่พักนึง ก็ได้มาลองทั้งหมด 6 ตัว ซึ่งเอาจริงๆ ก็อร่อยหมดทุกตัวเลย แต่เรามีตัวที่ชอบที่สุด ซึ่งมันหาดื่มที่ไหนไม่ได้แล้ว เลยซื้อกลับบ้านด้วยซะเลย

Growler USA , Miami

Packaging เก๋เชียว ซื้อเสร็จก็ฝากไว้ที่ร้านก่อน เดี๋ยวขากลับค่อยมาเอา จากนั้นก็เดินไปจุดหมายจริงๆ ละ 😁

ถึงแว้ว Wynwood Walls (วินวูดวอลส์) 🤩

Wynwood Walls , Miami

Wynwood Walls คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งบนถนนคนเดิน ที่นี่มีการจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกมาไว้บนกำแพงกลางแจ้ง ซึ่งอยู่ภายในคลังสินค้าขนาดใหญ่ของ Wynwood เมือง Miami ที่นี่เปิดให้ทุกคนเข้าชมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย

Wynwood Walls , Miami

ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยงาน graffiti ที่เจ๋งๆ เต็มไปหมด เราเคยไป Shoreditch London มาแล้ว ซึ่งที่นั่นก็เจ๋งมากๆ นะ (อ่านได้ที่นี่เลยค่ะ Chapter 4 😄) ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าที่ไหนเจ๋งกว่ากัน เอาเป็นว่าเลิศทั้งคู่ 👍 ใครชอบงาน graffiti อย่าพลาดหาโอกาสมาเดินเล่นน้า

ต่อไปนี้จะเป็นภาพรัวๆ ละ 😁

Wynwood Walls , Miami

อู๊ววว ถึงวันนี้จะอากาศไม่ค่อยดี แต่ยังดีที่ตอนเดินใน Wynwood Walls ฝนไม่ตก

หลังจากเดินกันจนเริ่มเมื่อย ก็ได้เวลากลับกันละ นับว่าวันนี้ได้ทำ mission ที่ต้องการสำเร็จ แถมได้ Craft Beer กลับมาเป็นที่ระลึกด้วย

วันที่ 6 วันนี้ก็ฝนตกพรำๆ ทั้งวัน เซ็งๆ หน่อย พอตกบ่ายแดดเริ่มออก เราก็ออกไปขี่จักรยานไปเที่ยวชายหาด Pompano กัน

Pompano Beach

เราว่าที่เมกามันมีความปลอดภัยเรื่องการขับขี่ยวดยานพาหนะค่อนข้างสูงนะ ตอนแรกที่เพื่อนบอกว่าให้ขี่จักรยานจากบ้านไปชายหาด ซึ่งเพื่อนขับรถพามาดูวันแรกทีนึงละ เราว่าไกลอยู่ แต่เค้าบอกว่าขี่จักรยานมาได้ ประมาณ 15-20 นาทีเองเราก็หวั่นๆ ว่าตูจะรอดมั้ย เพราะไม่ได้ขี่จักรยานเก่งมาก แค่ประคองให้ไม่ล้มได้เท่านั้นเอง

พอขี่ไปจริงๆ ไม่น่ากลัวเหมือนที่คิดนะ เค้ามีเลนสำหรับจักรยานไปตลอดทาง และพอถึงทางเลี้ยว ทางแยกต่างๆ รถก็จะจอดให้เราไปก่อนเสมอ ซึ่งเราชินกับบ้านเรา ที่ต้องให้รถไปก่อน มาขี่ที่นี่ก็เลยต่างคนต่างหยุด 🤣 เพื่อนต้องบอกว่า มาเลยๆ ขำดี

หลังจากจอดจักรยานไฮโซของเราแล้ว ก็หาไรทานแก้เหนื่อยกันนิดหน่อย แน่ะ ไม่พ้น 🍻 อีกละ

Pompano Beach

ชายหาดที่เมกาหรอ บ้านเราสวยกว่าเย๊อะ 😁 ทรายที่นี่เค้าจะหยาบกว่า และสีจะคล้ำๆ กว่า

Pompano Beach

เดินกันตั้งไกล เพื่อไปถ่ายรูปประภาคาร แสบตัวไปหมด 🥴 ด้านในถัดจากประภาคารเข้าไปจะเป็นที่จอดเรือยอร์ชเยอะแยะเลย คนที่นี่รวยจัง 😁

นั่งเล่นแถวนั้นอยู่พักนึงก็ขี่จักรยานกลับกัน เพื่อนพาขี่ไปดูหมู่บ้านแถวๆ นั้นด้วย ซึ่งจะเป็นหมู่บ้านคนมีตังค์ หลังบ้านของทุกหลังจะมีท่าเทียบเรือไว้ให้ด้วย ซึ่งเวลาจะเอาเรือออกทะเล ก็จะแล่นผ่านเจ้าประภาคารที่เราไปถ่ายรูปมานั่นเอง หรูหรามั้ยล่าาา

กิจกรรมวันนั้นก็มีประมาณนี้

วันที่ 7-8 ไม่ได้ไปไหนมาก เพราะเพื่อนมีงานเข้า ไอ้ที่แพลนว่าจะไปที่นั่นที่นี่ ต้องแคนเซิลหมดเลย ไอ้เราจะไปเองก็ไม่ได้เพราะไม่มีรถต้องอาศัยเค้า เลยอดเลย 😭 แต่ก็ได้ขับรถไปเที่ยวแถว Fort Lauderdale มั่งนิดหน่อย ที่เหลือคือนั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้อง ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือแก้เบื่อ ไปเดินซื้อของที่ supermarket บ้างตามเรื่อง เป็นอันจบทริป Miami สั้นๆ ประมาณนี้

วันที่ 9 กลับมา Port St.Lucie พักผ่อน เก็บกระเป๋าเตรียมกลับบ้านละจ้า แต่เราจะไปแวะค้างที่ NY อีกซักคืนก่อนเพื่อไม่ให้เหนื่อยจนเกินไป

ขากลับคราวนี้เหมือนขามาคือมีแค่เรากะพี่สาว ส่วนสมาชิกที่เหลือจะกลับหลังจากเราอีกหนึ่งอาทิตย์ เพื่อรอให้เด็กๆ ปิดเทอมก่อน

ถึง NY แล้ววววว ดีใจจัง ได้มาอีกแล้ว

New York

เราลง Newark เหมือนขามา ซึ่งสนามบินนี้อยู่ใน New Jersey หลังจาก check-in เข้าโรงแรมเก็บประเป๋าเรียบร้อยแล้วก็เรียก uber เข้ามาส่งที่ SoHo เพื่อไปเดินเล่น (รถที่จะเข้า NY ติดมาก ใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าจะมาถึง SoHo 😱) และแน่นอน พลาดไม่ได้กับ Dominique Ansel Cronut หนึ่งเดียวในดวงใจ

OMG มาคราวนี้ ร้าน Dominique คิวยาวมาก

เดินเล่น ทานขนม และทานข้าวเย็นเสร็จก็นั่งรถกลับโรงแรมไปพักผ่อนจ้า

วันสุดท้ายของการเดินทาง ฮือออ กลับบ้านอีกแล้ว แต่จะเป็นการนั่งเครื่องบินที่ชอบมากๆ เลย โรคจิตรึป่าวไม่รู้ ชอบนั่งเครื่องบินมากๆ 😆 บินมันยาวๆ ไปเลย 18 ชม.

ลงสิงคโปร์เพื่อเปลี่ยนเครื่องกลับกรุงเทพฯ อีกต่อนึง เป็นอันจบทริปเมกา 2019 ทริปที่ยังไม่รู้ว่ามะไหร่จะได้ไปอีก 😭 จน ณ วันที่เขียน blog นี้ (เดือน มิ.ย. 2021) สถานการณ์ Covid บ้านเรายังไม่ดีขึ้นเลย มีคนติดเชื้อวันละประมาณ 3-4 พันคน ได้แต่หวังว่าอะไรๆ จะดีขึ้นในเร็ววันนี้เด้อ 🙏😤

การเดินทางทริปนี้ สอนให้เรารู้ว่าความไม่แน่ไม่นอนเกิดขึ้นได้ซำเหมอ คิดดู นัดกะเพื่อนซะดิบดีว่าจะไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ แต่พอถึงเวลา…ไปไม่ได้ว่ะ ยังทำงานไม่เสร็จ…ไปไม่ได้ว่ะ ฝนตก…เฮ้อ 😩 เราต้องเผื่อใจกะความผิดหวังที่ไม่ได้ดั่งใจและหากิจกรรมอย่างอื่นทำเพื่อไม่ให้หงุดหงิด เพราะเราอุตส่าห์ได้ลางานมาเที่ยวทั้งที จะไปทำให้ตัวเองหงุดหงิดรมเสียทำไม เนอะ 😁

ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน…แล้วพบกันในการเดินทางครั้งต่อไปนะคะ 😄

--

--

--

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store
Jint

Jint

หวัดดีค่ะ เราชื่อจิ๊น เราอยากให้ Blog นี้เป็นพื้นที่ที่เราได้แชร์เรื่องราวการเดินทางของเรา อยากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านได้มีความสุขกับ Blog นี้นะคะ

More from Medium

Dillard Notables of 2021: #6 Maximizing the Media

House of Gucci: the story of a betrayal

Atmospheric River Middle of a Lake

Read Fetch! | 2022/01/26| Issue: 002