Chapter 27 : Guangzhou

กวางโจว…..โอ้โห ไม่ธรรมดา

Jint
Jint
Sep 16 · 5 min read

เราเลือกไปกะการบินไทยเช่นเคย จองโรงแรมชื่อ เป็นโรงแรมที่โอเคมากเลย ใหม่ ทันสมัย ห้องใหญ่ สะอาด อาหารเช้าเยอะ และสะดวกในการเดินทางมาก เพราะเราสามารถนั่งรถไฟใต้ดินจากสนามบินต่อเดียวถึงเลย แถมทางโรงแรมมีบริการทำบัตรเข้างาน Canton Fair ให้ และมีบริการรถบัสรับ-ส่งจากโรงแรมไปที่งานฟรีอีกด้วย 👍

ทริปนี้ไปกัน 4 วัน เพราะเราไม่เคยไปกวางโจว และไม่เคยไปงาน Canton Fair กันมาก่อน เลยเผื่อเวลาไว้หน่อย กะว่าถ้ามีเวลาเหลือจะได้ไปเที่ยวด้วยแหละ 😁 ทีมงานไปกันทั้งหมด 4 คน และมีเพื่อนคนไต้หวันร่วมขบวนไปช่วยเป็นล่ามด้วยอีก 1 คน

เราสังเกตุว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่เดินทางมาในเที่ยวบินนี้ก็น่าจะเป็น trader และ supplier ที่จะไปงาน fair กันทั้งนั้น ดูแล้วน่าจะมากันจากหลากหลายประเทศเลย มีทั้งแอฟริกา ยุโรป อินเดีย และอีกหลายชาติ (ดูจากการแต่งตัวและฟังจากภาษาที่เค้าพูดกัน)

พอไปถึงสนามบินกวางโจว เฮ้ surprise ตั้งแต่ลงเครื่องเลย สนามบินที่กวางโจวดูดีมาก ดูทันสมัยสุดๆ ยังบอกกะตัวเองเลยว่า เรานี่แหละที่มัวแต่งมโข่ง ไม่รู้ว่าจีนเค้าพัฒนาไปถึงไหนละ 🤔

หลังจากผ่าน ตม. ออกมารับกระเป๋าเรียบร้อย พวกเราก็นั่งรถไฟใต้ดินจากสนามบินเข้าโรงแรม รถไฟใต้ดินโคดเลิ่ด มันก็ไม่ได้สวยหรูอะไรหรอกนะ แต่มันราคาถูกมากๆ จากสนามบินนั่งไปโรงแรม จำได้ว่าประมาณ 40 นาทีเห็นจะได้ ค่ารถตีเป็นเงินไทยแค่ประมาณ 50 กว่าบาทเอง นี่สิ รถไฟเพื่อประชาชนจริงๆ 😄

หลังจาก check-in เข้าโรงแรมเรียบร้อย ก็ออกมาเดินเล่นสำรวจรอบๆ โรงแรมนิดหน่อย ทำเลโรงแรมนี่ดีสุดๆ มี อยู่ตรงข้าม ข้างในใหญ่โตมโหฬารมาก มี Aeon Supermarket, Food Republic, Starbucks, PizzaHut, KFC และร้านอาหารอื่นๆ อีกเพียบ นอกจากนั้นยังมีร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายของเต็มไปหมด เอาเป็นว่ามากวางโจวไม่อดตายแน่ๆ

เย็นวันนั้นเพื่อนคนไต้หวันพาพวกเราไปทานมื้อเย็นที่ร้าน Hot Pot ชื่อดังแถวโรงแรม ซึ่งเค้าก็ search จาก google นี่แหละ จำชื่อร้านไม่ได้ละ แต่ท่าจะอร่อยจริงเพราะคนเพียบเลย เป็นครั้งแรกที่ได้ชิมเมนูหม่าล่า บอกเลยครั้งนี้ครั้งเดียว ไม่เอาอีกละ ไม่ค่อยถูกปากเลย ทั้งมันทั้งเผ็ด 🥴

เสร็จจากมื้อเย็นก็กลับห้องพักเพื่อพักผ่อนเก็บแรงขาเอาไว้เดินงาน Canton Fair วันรุ่งขึ้น จบวันแรกค่ะ

หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อยก็ออกเดินทางไปงานกัน รถบัสที่ออกจากโรงแรมไปงานจะมีเป็นรอบๆ และออกทุกครึ่งชั่งโมง รถขากลับโรงแรมก็เช่นกัน คนที่จะไปงานก็ต้องเช็คเที่ยวรถให้ดีจะได้ไม่พลาด ไม่งั้นต้องไปเองเสียเวลาน่าดู

Canton Fair

โชคดีจริงๆ ที่รถพามาส่งหน้างานเลย ไม่ต้องเดินไกล เราเอากระเป๋าเดินทางแบบลากใบเล็กมาด้วย เผื่อเจอ supplier ให้ตัวอย่างสินค้า หรือโบรชัวร์ต่างๆ จะได้ไม่ต้องถือให้ลำบาก (นี่…เตรียมตัวพร้อมมะ 😁)

เอาล่ะ มารู้จัก กันซักหน่อย Canton Fair ถือเป็นงานแสดงสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ทุกเดือนเมษายน-พฤษภาคม และเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน โดยในงานเค้าจะแบ่งออกเป็น 3 เฟส หรือ 3 ช่วงเวลา ซึ่งแต่ละเฟสก็จะแบ่งหมวดหมู่ประเภทของสินค้าไว้ เราสนใจสินค้าประเภทไหนก็เลือกไปเฟสนั้น ช่วงเวลานั้น

เฟส 1 จะเป็นการแสดงสินค้าอุปกรณ์ตกแต่งและของใช้ในบ้าน หลอดไฟ โคมไฟ เครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือต่างๆ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิก สารเคมี และพลังงานทดแทน เป็นต้น

เฟส 2 จะเป็นพวกของขวัญ ของชำร่วย ของใช้อุปโภค บริโภคต่างๆ และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน

เฟส 3 จะเป็นการแสดงสินค้าประเภท สิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องหนัง ยา อาหารเสริมสุขภาพ อุปกรณ์กีฬา ของใช้ในออฟฟิตเป็นต้น ซึ่งเฟสนี้คือเฟสที่เราไปกัน

ปล. จากประสบการณ์ที่ไป Canton Fair มา 3 ครั้งพบว่า วันที่ที่จัดงานในแต่ละเฟสจะเป็นวันเดียวกันเสมอ ซึ่งดีมาก ทำให้คนที่จะไปงานครั้งต่อไปสามารถวางแผนล่วงหน้าได้เลย

Canton Fair

ก่อนเข้างานก็ต้องผ่านกระบวนการตรวจรักษาความปลอดภัยก่อน ซึ่งค่อนข้างเข้มงวดอยู่ ต้องเดินผ่านเครื่อง x-ray ตรวจกระเป๋า และตรวจบัตรเข้างาน

เมื่อผ่านเข้ามาแล้ว เราก็ต้องดูแผนที่ว่างานที่เราจะดูอยู่ที่โซนไหน ซึ่งทุกครั้งก็จะเป็นโซนเดิมเสมอ เรียกว่ามาครั้งแรกครั้งเดียว ครั้งต่อไปเดินได้สบาย อย่างโซนที่เราจะไปดู ทุกๆ ครั้งมันก็จะเป็นโซนนี้เสมอ

ระหว่างเดินเข้างานก็จะมี supplier มาเดินแจกของมากมาย มีทั้งถุงใส่เอกสารซึ่งก็จะมีโบรชัวร์แนะนำสินค้าด้านใน ปากกามั่ง โปสการ์ดมั่ง ได้ของแจกเต็มไปหมด

พอเดินมาถึงโซนที่เราต้องรับผิดชอบในวันนี้ อื้อหืออออ 😱 … มองหน้ากันแล้วสรุปว่า เราคงต้องมา 2 วันแล้วล่ะ ทีแรกกะว่าเดินวันเดียวคงจบ จะได้ไปหลั่นล้าต่อ OMG ปรากฎว่า มัน…ใหญ่…มาก

คือโซนนี้ที่เราจะมาดูมันมี 2 Hall และแต่ละ Hall ขนาดมันใหญ่กว่า Impact หลายเท่า เลยตัดสินใจว่าวันนี้จะดู Hall แรกก่อน ละพรุ่งนี้มาต่อที่เหลือกัน

เราเริ่มต้นสำรวจจากทางเข้าตั้งแต่ booth แรกเลย และเดินไปตามทางที่แบ่งเป็นช่องๆ ไว้ เพื่อจะได้เก็บให้ครบทุก booth สินค้าที่มาโชว์ก็มีทั้งจากโรงงานผู้ผลิตเอง และจาก trader และไม่ต้องห่วงว่าจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เพราะผู้มาออก booth ทั้งหลายจะจัดหาล่ามที่พูดภาษาอังกฤษได้มาประจำ booth อยู่แล้ว

เราเดินไปได้ประมาณไม่ถึงครึ่ง Hall ก็ต้องพักทานข้าวเที่ยงก่อน เพราะเริ่มหิวและเมื่อยมากด้วยแหละ อ้อ ลืมบอก ใครที่สนใจมางานนี้ อย่าลืมใส่รองเท้าที่เดินสบายที่สุดในชีวิตมานะคะ เพราะวันนั้นคุณต้องเดินไม่ต่ำกว่า 10,000 ก้าวแน่ๆ เมื่อยโฮกๆ 🥴

มื้อเที่ยงเราขึ้นไป Food Court กัน อยากลองชิมอาหารที่นี่ดู โอ้ว…คนเยอะมาก เป็นพันเลยมั้ง ไปยืนต่อคิวซื้ออาหารกัน แต่ร้านอาหารก็มีเยอะพอสมควร หลังจากเลือกร้านได้ ต้องมาฟันฝ่าหาที่นั่งกันอีก ใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าจะเสร็จมื้อเที่ยง

อาหารที่ Food Court สำหรับเรา ไม่เลวนะ (หรือว่าเราทานง่ายไม่รู้ 😋) ลองมาหลายร้าน เราชอบร้านที่เป็นรูป Bruce Lee ชื่อร้าน Kungfu Fast Food เป็นอาหารจีนธรรมดานี่แหละ แต่อร่อยดี ถ้าใครมีโอกาสไปก็ไปลองชิมดูนะคะ 😊

อีกเรื่องที่อยากเล่า ห้องน้ำที่งานมีเยอะมาก ไม่ต้องกลัวว่าต้องเข้าคิวยาว แล้วห้องน้ำก็ไม่ถึงกะเลวร้ายนะ พอเข้าได้อยู่ แม้กลิ่นจะไม่ได้สะอาดเท่าไหร่ แต่เค้าก็มี พนง.คอยทำความสะอาดตลอด แล้วก็ให้รู้กันว่าห้องน้ำที่จีน ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหม่ ทันสมัยแค่ไหน เค้าก็จะมีห้องน้ำแบบ squat หรือนั่งยองเหมือนบ้านเราอยู่ อาจจะเพราะคนส่วนใหญ่ยังเคยชินรูปแบบนั้น เพราะฉะนั้นเวลาเข้า ก็ให้ดูรูปที่แปะไว้ข้างหน้าห้องก่อน จะได้รู้ว่าห้องนั้นเป็นแบบไหน

ช่วงบ่ายหลังจากพักแข้งพักขาแล้ว เราก็กลับไปเดินต่อให้จบ Hall แรก booth เยอะจริงๆ บางเจ้าก็ยอมให้ถ่ายรูป บางเจ้าก็ไม่อนุญาติ แนะนำว่าถ้าหากเดินแล้วเกิดสนใจสินค้า booth ไหน ให้ติดต่อให้เสร็จเรียบร้อยเลย อย่าคิดจะกลับไปหาใหม่อีกรอบเพราะจะเสียเวลามากกกก ขาจะแหลกเอาค่ะ

หลังจากเดินจนจบ Hall แรก ก็สมควรแก่เวลาที่จะกลับละเพราะเมื่อยโฮกๆ วันนั้นนาฬิกาบอกว่าครบ 10,000 ก้าวตั้งแต่ยังเดินไม่หมด Hall เลยอ่ะคิดดู 😱

เราเดินออกมารอขึ้นรถ ณ จุดที่โรงแรมแจ้งไว้ รอไม่นานรถก็มา มีบริการแจกน้ำดื่มให้ด้วย (ดีเลย เพราะตอนอยู่ในงานก็ไม่กล้าดื่มน้ำเยอะ ขี้เกียจเข้าห้องน้ำ) กลับถึงโรงแรมประมาณห้าโมงเย็น นอนพักขานิดนึงด้วยการนอนบนเตียงให้สะโพกเราติดกับกำแพง แล้วยกขาขึ้นทาบกับกำแพง เป็นรูปตัวแอล ท่านี้จะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดช่วงขาทำงานได้ดีขึ้น แก้อาการปวดเมื่อยขาได้ค่อนข้างดี เราทำประจำเวลาต้องเดินเยอะๆ

นอนเล่นกันแป๊บนึงก็ออกไปหาอะไรทานแถวๆ โรงแรม เป็นอันจบภารกิจวันที่ 2

วันนี้ตั้งใจออกไปงานให้เร็วหน่อยจะได้เสร็จงานเร็วๆ ละจะได้มีเวลาเหลือออกไปเที่ยวเมืองกวางโจว 😆

เช่นเคย เดิน Hall 2 ให้จบอย่างที่ตั้งใจไว้ จากนั้นก็กลับโรงแรม หลังจากพักจนหายเหนื่อยแล้ว พวกเราก็เรียกรถ Didi ให้ไปส่งที่ถนนคนเดิน

ปล. เพื่อนคนไต้หวันโหลดแอพ หรือชื่อเต็ม Didi Chuxing (ตีตี้ ชูสิง) สำหรับไว้เรียกรถ Taxi หรือรถส่วนตัวแบบ Uber ที่เมืองจีน จะไปไหนก็ใช้แอพนี้เรียกรถ สะดวกดี ไม่ต้องไปยืนโบกรถให้เสียเวลา

Beijing Lu

รถมาส่งเราที่ แหล่งช็อปปิ้งยอดนิยมของที่นี่

สองข้างทางของ Beijing Lu เต็มไปด้วยร้านขายของ เสื้อผ้า อาหารมากมาย ถนนที่นี่ก็สวย สะอาด น่าเดินมาก

Beijing Lu

ร้านนี้แต่งร้านแปลกดี เอาผ้าสีทองมาพันต้นไม้ด้วย เด่นเชียว

เดินมาเจอร้านนี้ ชื่อประหลาดสุดๆ “บ้ามะม่วง” (เจ้าของอาจจะตั้งใจให้หมายถึง สำหรับคนชอบมะม่วงมากมั้ง 🤔) ความที่คนจีนนิยมมะม่วงไทยกันมากๆ จากการที่ได้มาลองชิมมะม่วงที่เมืองไทย จากนั้นคนจีนก็ import มะม่วงไทยไปเปิดร้านขายน้ำมะม่วงปั่น หรือแปรรูปแบบอื่นๆ จนได้รับความนิยมมาก

ได้ข่าวว่าร้านดั้งเดิมที่เปิดเป็นเจ้าแรกชื่อร้าน “ฉันยุ่งมาก” หลังจากนั้นก็มีร้านอื่นๆ เกิดตามมาและก็เปลี่ยนชื่อกันไป เช่นร้านนี้เป็นต้น

Beijing Lu

เมนูก็จะเป็นพวกน้ำมะม่วงปั่น อะไรประมาณนั้น ไม่ได้ชิมเพราะบ้านเราน่าจะอร่อยกว่า 😁

เดินมาเรื่อยๆ ก็เจอเข้ากับโบสถ์ ที่ตั้งอยู่บนถนน

Sacred Heart Cathedral

สวยมากเลย ขอเดินเข้าไปข้างในหนีอากาศร้อนๆ แป๊บนึง

Sacred Heart Cathedral

โบสถ์นี้เก่าแก่มาก อายุกว่า 100 ปี สร้างจากหินแกรนิตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1863

ออกจากโบสถ์มาก็จะเจอย่านชุมชน ซึ่งตึกตรงนี้เราว่าสวยดี มีความคลาสสิคแบบยุโรปอยู่

Yidelu Street

มีรถตำรวจมาจอดอยู่ด้วย หยั่งกับรถการ์ตูนเลย น่ารักมาก

จากย่านนั้น เราเรียกรถ Didi เพื่อจะไปที่ Canton Tower กันต่อ

หรือ กวางโจว ทาวเวอร์ อีกหนึ่ง highlight ของเมืองกวางโจว มีความสูง 604 เมตร ถือเป็นหอคอยที่มีความสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจาก Tokyo Sky Tree ที่มีความสูง 634 เมตร

Canton Tower

Canton Tower ทำหน้าที่เป็นทั้งหอส่งสัญญาณโทรทัศน์ และเป็นจุดชมวิวมุมสูงสำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนั้น ที่นี่เคยถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีเปิดงานแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 16 ในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ด้วย ซึ่งในปีนั้นเมืองกวางโจวรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขัน

Canton Tower

เดินเข้ามาในตึกก็เจอ Mr.Bean ยืนต้อนรับอยู่ 😆

Canton Tower

ซื้อตั๋วขึ้นไปชมวิวข้างบนกัน

Canton Tower

ที่นี่มี Bubble Tram ให้นั่งด้วย เจ๋งดี มันเป็นลูกบอลแก้วขนาดใหญ่ซึ่งจะหมุนไปรอบๆ ตัวหอคอย คนสามารถเข้าไปนั่งด้านในเพื่อชมวิวของเมืองกวางโจวที่ความสูง 455 เมตร หวาดเสียวดี

Canton Tower

พี่เขยกลัวความสูงแต่ก็อยากลองนั่งดู ขึ้นไปนี่ขาอ่อนเลย 🤣

Canton Tower

วิวจากด้านบนสวยมากๆ

นั่ง Bubble Tram เพลินเลย หิวแล้ว ไปหาไรทานกันดีกว่า

เก็บตก Canton Tower ยามกลางคืนอีกซะรูป

Canton Tower

เราเรียก Didi ไปส่งที่

TaiGu Hui Shopping Mall

ตั้งใจมาหาไรดื่มจิ๊บๆ แก้เหนื่อยที่ร้าน ตามประสาคน Work Hard Play Harder 😁

TaiGu Hui Shopping Mall

อู๊วววว บรรยากาศ outdoor หน้าร้านสวยมาก

หลังจากทานกันจนอิ่มหมีพีมันก็มุ่งตรงกลับโรงแรมกัน เป็นอันจบภารกิจของวันนี้ค่ะ

วันนี้ชิลๆ ไม่มีโปรแกรมอะไร นอกจากเดินไปชิมติ่มซำร้านใกล้ๆ โรงแรม ชื่อร้าน อร่อยมากๆ ที่สำคัญราคาไม่แรง 😁 จากนั้นก็มานั่งพักที่โรงแรมต่อรอเวลาไปสนามบิน ขากลับใช้บริการรถของโรงแรม เพราะของเยอะขึ้น แบกขึ้นรถไฟใต้ดินไม่ไหวละ

พอไปถึงสนามบิน ต้องผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบินที่เข้มงวดมากๆ จนท.จะให้ผู้โดยสารเดินเข้าภายในตัวอาคารทีละกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 20–30 คน จากนั้นก็จะกั้นคอกเราไว้ แล้วเอากระดาษอะไรไม่รู้แผ่นเล็กๆ มาสุ่มแตะตัวมั่ง แตะกระเป๋ามั่ง แล้วเอาไปสแกนที่เครื่อง พอเห็นว่าไม่มีอะไรถึงจะปล่อยให้เข้าไปในตัวอาคารได้

ปล. จนทุกวันนี้ก็ยังสงสัยอยู่ว่าไอ้เจ้ากระดาษนั่นมันคืออะไร และเอาไว้ทำไม ถ้าเกิดใครรู้ว่าเจ้านี่คืออะไร รบกวนเฉลยให้ทีนะคะ อยากรู้มาก 😁

จากนั้นก็ไป check-in ผ่าน ตม. ละก็นั่งเครื่องกลับบ้าน เป็นอันจบภารกิจการมาเยือนกวางโจวครั้งแรกของพวกเรา

jwanderlust

The journey blogs

jwanderlust

The journey blogs

Jint

Written by

Jint

หวัดดีค่ะ เราชื่อจิ๊น เราอยากให้ Blog นี้เป็นพื้นที่ที่เราได้แชร์เรื่องราวการเดินทางของเรา อยากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านได้มีความสุขกับ Blog นี้นะคะ

jwanderlust

The journey blogs