Chapter 7 : Myanmar เฮฮาน้ำตาซึม

ทริปลูกค้าสุดหรรษาของบริษัท จะโหด มัน ฮา แค่ไหนกับชีวิตไกด์จำเป็น ต้องมาดูกัน

Jint
Jint
Nov 9, 2020 · 6 min read

ได้รับแจ้งว่าโชคดีจะได้ออกทริปกะลูกค้าอีกแล้วปีนี้ (เหตุเกิดเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 จ้า) บริษัทฯ จะพาลูกค้าไปเที่ยวพม่า วู๊ววว บอกเลยอยากไปมาก อยากไปตั้งแต่สมัยทำงานอยู่สายการบินละ แต่มันชวดมาตลอดไม่รู้ทำไม ตอนนี้สบโอกาส ไม่มีปฏิเสธแน่นอน (เจ๋งมะ เป็นลูกจ้างที่อยู่ในฐานะที่ปฏิเสธงานได้ด้วยนะ 555) ได้โดดงานด้วย ได้ไปเที่ยวด้วย ใครจะไปยอมพลาดฟระ อิอิ 😁

สมัยลาออกจากบริษัทสายการบิน ความหวังเรื่องเที่ยวของเรานี่เรียกได้ว่าริบหรี่มาก กะว่าคงต้องนั่งตาละห้อยคอยดู FB ละอิจฉาเพื่อนๆ ที่ได้ไปเที่ยวกันแน่ๆ แต่ปรากฎว่าไม่แฮะ โชคดีที่บริษัทฯ ใหม่เค้าจะมีทริปขอบคุณลูกค้าผู้แสนดีของเราด้วยการพาไปเที่ยวปีละ 1 ครั้ง อร๊ายยยย ดีใจที่ได้ยิน เราขออาสาสมัครตั้งแต่ปีแรกที่ได้เข้ามาจอยกะบริษัทฯ นี้เลย (จริงๆ เค้าก็ต้องการพนักงานไปดูแลลูกค้าอยู่แล้วล่ะ)

แต่เรื่องที่จะมาเล่าใน Chapter นี้จะเป็นทริปที่เราประทับใจที่สุดก่อนซึ่งเป็นทริปเมื่อปี 2017 จริงๆ เรามีโอกาสไปหลายทริปมากซึ่งแต่ละทริปก็มีความประทับใจที่ต่างกันไป ไว้เราจะมาเล่าให้ฟังว่าเป็นไง

ทริปลูกค้าที่ว่า ปกติเราจะจัดกันประมาณ 3-4 วันเท่านั้น เพราะต้องการให้เป็นทริปสั้นๆ เพื่อที่ลูกค้าจะได้ไม่เสียเวลาทำมาหากินมาก (ลูกค้าเรามาจากทั่วประเทศ จะต้องใช้เวลาเดินทางจากจังหวัดตัวเองเพื่อมาขึ้นเครื่องที่ กทม. ก็ใช้เวลาประมาณนึงละ กลับจากทริปก็เดินทางกลับบ้านอีก รวมทริปก็ร่วมๆ 5-6 วันเลย)

โดยที่บริษัทฯ ทัวร์จะเป็นคนเสนอทริปมาแล้วทางเราก็จะมีทีมงานไป survey สถานที่จริง เพื่อดูโรงแรมและร้านอาหารที่เราจะพาลูกค้าไปด้วย ถ้าที่ไหนไม่โอเคก็จะจัดการเปลี่ยนกับบริษัทฯ ทัวร์เลย แม้แต่เมนูอาหารก็คัดกันว่าเมนูไหนอร่อยเมนูไหนไม่เอา (ใส่ใจกันมากๆ) ซึ่งทุกปีที่จัดก็มักจะได้รับคำชมจากลูกค้าว่าที่เที่ยวโอเค โรงแรมโอเค อาหารโอเคเสมอ (นี่ไม่ได้ชมบริษัทฯ ตัวเองนะ 😁)

เพราะเรามีลูกค้าจากทั่วประเทศ เวลาจัดทริปทีก็จะมีลูกค้าไปเที่ยวด้วยประมาณ 400 กว่าคน ทำให้ต้องแบ่งเป็นกรุ๊ปย่อยๆ ประมาณ 4 กรุ๊ป ก็คือออกทัวร์ทั้งหมด 4 ทริป ความสนุกมันคือ บรรดา staff บริษัทฯ เองก็ต้องลุ้นว่าใครจะโดนไปกรุ๊ปที่ 1 เพราะกลุ่มนี้คือกลุ่มเสี่ยง (เสี่ยงว่าจะมีปัญหา เสี่ยงว่าลูกค้าจะไม่ชอบใจอะไรบ้าง 555) พอเจอปัญหาต่างๆ staff กลุ่มนี้ก็จะต้องแจ้งกะ staff กลุ่มอื่นที่เหลือทั้งหมดว่าเจอไรมาบ้าง มีปัญหาตรงไหนที่ต้องแก้ นอกเหนือจากที่เตรียมตัวกันไว้แล้ว เพราะเราต้องการให้ทริป smooth ที่สุด สร้างความประทับใจให้ลูกค้า (ขนาดบริษัทฯ ทัวร์ยังไม่ลงทุนเท่าเราเลย 😤) เลยไม่ค่อยมีใครอยากเสี่ยงโดนไปกรุ๊ปที่ 1 เท่าไหร่ ปีที่ไปพม่า เราโดนเป็นกรุ๊ปที่ 2 วู๊ววว สบายใจเลย กะว่าเรียบร้อยสบายบรื๋อชัวร์

วันแรกของการเดินทางเราก็เข้าไปปั้นจิ้มปั้นเจ๋อแนะนำตัวกะลูกค้า ซึ่งลูกค้าไม่รู้จักเราหรอกเพราะเราอยู่ office เป็นหลัก ไม่ได้ออกไปขายของเหมือนเซล ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจว่าเราเป็นไกด์ของบริษัทฯ ทัวร์ 5555 พอเจอลูกค้า หน้าที่พวกเราคือคอยพาลูกค้าไป check-in แจกเอกสารเดินทาง จากนั้นก็นัดแนะลูกค้าให้ไปเจอที่ประตูขึ้นเครื่อง ซึ่งพอถึงเวลานัดพวกเราก็ยังขึ้นเครื่องไม่ได้นะ ต้องรอเช็คว่าลูกค้ามาครบรึยัง ถ้ายังก็ต้องรีบตามหากันเลย เรียกว่าสายการบินกะบริษัทฯ ทัวร์นี่สามารถนั่งสวยๆ กันได้เลย staff ตามเอง พอลูกค้าครบเราถึงได้ขึ้นเครื่องกัน เอาเป็นว่าตั้งกะเรามาทำงานที่นี่ ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีทริปไหนที่ลูกค้าไม่ได้ขึ้นเครื่องอ่ะ

เครื่องบินถึง สนามบินมิงกาลาดง ประเทศพม่า เรางี้ทึ่งเลย สนามบินเค้าถึงจะเล็ก แต่ก็ดูทันสมัยไม่ได้เชยโบร่ำโบราญเลยนะ พอผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองกันครบทุกคน ก็แจ้งลูกค้าตามแผนว่าเดี๋ยวเราจะไปทานข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารแล้วไปวัดกันต่อเลยนะ เพราะฉะนั้นกรุณาเก็บรองเท้าแบรนด์เนมของท่านไว้ในกระเป๋าเดินทางกันจ้า เอารองเท้าแตะคู่ละ 39 บาทมาเปลี่ยนกันให้ไว 555 เราก็เพิ่งรู้ว่าเป็นธรรมเนียมของประเทศนี้ว่าการใส่รองเท้าเข้าวัดเป็นสิ่งต้องห้าม OMG ตรีนพองแน่ๆ พม่านะจ๊ะ ต่อให้เป็นเดือน 11 ก็แดดเปรี้ยงๆ อยู่ดี เอาวะ ครั้งหนึ่งในชีวิต (ปล. การเดินทางมีความเสี่ยง ผู้เดินทางควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจเดินทาง 555) ซึ่งเรื่องพวกนี้เราได้แจ้งให้ลูกค้าทราบก่อนเดินทางละนะ ไม่ใช่เพิ่งมาบอกกันที่สนามบิน ไม่งั้นลูกค้าด่าตายพอดี อ่ะ เตรียมตัวกันเสร็จเรียบร้อยก็แยกย้ายกันขึ้นรถ

โดยปกตินอกจากไกด์คนไทยที่จะต้องคอยประจำรถบัสละ 1 คนละ ยังต้องมีไกด์คนท้องถิ่นที่บริษัทฯ ทัวร์ต้องจัดหาให้ และมีทีมงานจากบริษัทฯ เราเองอีกบัสละ 2 คนเพื่อคอยดูแลลูกค้า นี่เอาแค่ทีมงานก็บัสละ 4 คนละค่ะ เห็นมะ ดูแลเอาใจใส่ลูกค้าประดุจญาติจริงๆ 🤩 ลูกค้าไม่รักก็ไม่รู้จะว่ายังไงละนะ 555

จากสนามบินพวกเราเดินทางไปทานอาหารเที่ยงที่ร้าน Ten Miles Restaurant เรียกพละกำลังกันก่อน จากนั้นจึงเดินทางไปที่ เจดีย์โบตาทาวน์ (Botahtaung Pagoda) ที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองย่างกุ้ง

เจดีย์โบตาทาวน์ถูกสร้างโดยทหารหนึ่งพันนายเพื่อเอาไว้เป็นที่บรรจุพระบรมธาตุที่พระสงฆ์อินเดีย 8 รูปได้นำมาในปี 2486 เจดีย์แห่งนี้ถูกระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าตรงกลางองค์ เลยทำให้พบโกศทองคำที่บรรจุพระเกศาธาตุและพระบรมธาตุอีก 2 องค์ นอกจากนั้นยังพบพระพุทธรูปทองและเงินสำริดอีกถึง 700 องค์

จุดประสงค์หลักของการมาเจดีย์แห่งนี้คือมาไหว้ เทพทันใจ หรือนัตโบโบยี ซึ่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำด้านข้างของเจดีย์โบตาทาวน์ ชาวพม่ามีความเชื่อกันว่าไม่ว่าจะสร้างเจดีย์ที่ไหนก็ตาม จะต้องมีเทพคอยคุ้มครองดูแลเจดีย์ ซึ่งเจดีย์แห่งนี้ก็มีเทพทันใจคอยคุ้มครองนั่นเอง

วิธีขอพรจากเทพทันใจ จะต้องใช้มะพร้าว กล้วย ใบชนะ ผ้าคล้องคอ ร่มฉัตรกระดาษ ดอกไม้ พร้อมทั้งธนบัตรจำนวน 2 ใบ แต่เราไม่ได้จัดเต็มขนาดนั้นหรอก เราใช้แค่ธนบัตรเอง วิธีการก็คือต้องม้วนธนบัตรเป็นรูปกรวย แล้วสอดไปในมือของเทพทันใจ จากนั้นให้เอาหน้าผากของเราไปแตะให้ชิดที่นิ้วชี้ของเทพทันใจที่ชี้มา ตอนเอาหน้าผากไปแตะนี่ลุ้นมากเพราะกลัวจะเข้าแรงไปได้หัวบุ๋มกันแน่ 🤣 อ้อในการอธิษฐานสามารถขอได้เพียงข้อเดียวเท่านั้นนะ ท่านให้แค่คนละข้อ เสร็จแล้วค่อยดึงธนบัตรออกมา 1 ใบ เพื่อเก็บไว้เป็นสิริมงคล

ภายในเจดีย์โบตาทาวน์จะถูกบุด้วยผนังสีทองลวดลายสวยงามมาก แบ่งเป็นห้องๆ มากมาย ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปนั่งสวดมนต์ทำสมาธิได้

ที่เจดีย์โบตาทาวน์ ไม่ได้มีเพียงแต่เทพทันใจเท่านั้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่ยังมี เทพกระซิบ นามว่า อะมาดอว์เมี๊ยะ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเจดีย์อีกองค์นึงที่เป็นที่เคารพนับถือมากๆ ด้วย ตามตำนานกล่าวไว้ว่าเทพกระซิบเป็นธิดาของพญานาคที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เชื่อว่าถ้ากระซิบขออะไรแล้วจะสมหวังอีกด้วย เราก็เลยไปกระซิบทั้งสองที่เลย 😁 (ไม่ได้ถ่ายรูปมาต้องขออภัยด้วย 😅)

จากเจดีย์โบตาทาวน์ พวกเราเดินทางไปต่อที่ วัดเจ๊าทัตยี (Chauk Htat Gyi pagoda) เพื่อมาสักการะ พระพุทธไสยาสน์เจ๊าทัตยี หรือพระนอนตาหวาน (Kyauk Htat Gyi Buddha)

พระนอนตาหวานเป็นพระนอนปางพุทธไสยาสน์ที่มีความยาวกว่า 70 เมตร เป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดและถือว่ามีความงดงามที่สุดของประเทศพม่า ทั้งพระพักตร์และขนตาที่งดงาม มีดวงตาเป็นแก้ว เปลือกตาเป็นสีฟ้า และมีพระโอษฐ์สีแดง

ปลายสุดพระบาทของพระนอนองค์นี้ จะมีภาพวาดที่ประกอบด้วยลายลักษณ์ธรรมจักร ในบริเวณใจกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วยรูปมงคล 108 ประการ แสดงถึงโลกทั้ง 3 คือ อากาศโลก สัตว์โลก และสังขารโลก

เราออกจากวัดพระนอนตาหวาน เพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายที่เป็น highlight ของวันนี้คือ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง จากจุดจอดรถของวัด เราจะต้องเดินขึ้นบันไดไปเป็นระยะทางพอสมควรเลย ซึ่งสำหรับคนสูงอายุก็อาจจะต้องดูแลกันดีๆ หน่อย เมื่อขึ้นไปถึงก็ไม่ผิดหวังจริงๆ องค์พระเจดีย์งดงามมากๆ

เจดีย์ชเวดากองตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยชื่อ “ชเว” หมายถึง ทอง “ดากอง” นั้นเป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง เป็นมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้นอยู่บนยอดสุดของพระเจดีย์ และมีเพชรประดับอยู่ถึง 5,448 เม็ด เจดีย์มีความสูง 326 ฟุต สร้างโดยพระเจ้าโอกะลาปะเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน มหาเจดีย์ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้มอยู่รวมน้ำหนักถึง 1,100 กิโลกรัม ชาวพม่าถือว่าการกราบไหว้บูชาเจดีย์ชเวดากอง จะนำมาซึ่งบุญกุศลอันเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นทุกข์โศกโรคภัยทั้งมวล ที่นี่จึงเป็นสถานที่ยอดนิยมที่ชาวพม่าจะมากราบไหว้กัน

เครื่องไหว้ของพม่าน่ารักมาก เราได้มีโอกาสเดินรอบพระเจดีย์ บอกเลยว่าเจดีย์แห่งนี้สวยงามที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลย ไม่ว่าจะถ่ายรูปจากมุมไหนก็ตาม

หลังจากใช้เวลาที่เจดีย์แห่งนี้กันพอสมควรจนเริ่มค่ำ ก็ได้เวลาเดินทางเข้าโรงแรมกันแล้ว คืนนี้เราเข้าพักกันที่โรงแรม Best Western และทานอาหารเย็นกันที่นี่

อืม ขอบคุณทีมงานที่เลือกโรงแรมนี้ เป็นโรงแรมที่เราสามารถนอนคนเดียวได้ บรรยากาศไม่วังเวงเลย คืนนั้นเลยหลับสบาย หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน 😴

วันที่ 2 จะต้องเดินทางไป เมืองหงสาวดี หรือเมืองพะโค (Bago) ซึ่งในอดีตเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรมอญโบราณที่ยิ่งใหญ่ อยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้งประมาณ 80 กิโลเมตรเองแต่ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง เพราะถนนนอกเมืองย่างกุ้งสภาพไม่ค่อยดี ทำให้รถทำความเร็วไม่ได้ก็เลยยิ่งทำให้ใช้เวลาเดินทางนานขึ้นไปอีก

เมื่อเข้าสู่เมืองหงสาวดี เราก็ได้ร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ที่ วัดไจ้คะวาย

วัดไจ้คะวายนี้ไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องเจดีย์เก่าแก่ แต่วัดนี้มีชื่อเสียงเพราะเป็นโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาเปรียญธรรมชั้นตรี โท และเอก ที่โด่งดังของพม่า เลยมีคนส่งลูกหลานมาบวชเรียนที่นี่กันเป็นจำนวนมากนับพันๆ รูป ที่นี่ยังขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน เช่นสมุด ปากกา ดินสออีกเป็นจำนวนมาก ผู้มีจิตศรัทธาสามารถนำมาถวายได้

เสร็จจากการทำบุญเราก็ไปทานอาหารเที่ยงกัน มื้อนี้มีทีเด็ดเพราะเสริฟกุ้งแม่น้ำเผาตัวใหญ่ให้คนละ 1 ตัวด้วย ลูกค้าชอบอกชอบใจกันมาก

จากนั้นเราก็เดินทางไปยัง พระราชวังบุเรงนอง และบัลลังค์ผึ้ง (Kanbawzathardi Golden Palace) โบราณสถานที่เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าบุเรงนองผู้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ชนะสิบทิศ

จากนั้นก็เดินทางต่อสู่ เมืองไจ้โท แห่งรัฐมอญ ที่ซึ่งเราจะไปนมัสการ พระธาตุอินทร์แขวน (Golden Rock) หรือเจดีย์ไจ้ทีโย (Kyaikhtiyo Pagoda) พวกเราจะต้องเปลี่ยนที่นอนในคืนที่สอง เพราะต้องไปนอนที่โรงแรมบริเวณพระธาตุอินทร์แขวน เลยต้องถ่ายของใส่กระเป๋าเล็กและฝากกระเป๋าใหญ่ไว้ที่โรงแรมเดิม เพราะเดี๋ยวคืนสุดท้ายเราจะกลับมานอนที่นี่กันอีก

พอขึ้นไปถึงบริเวณเขา ก็ต้องเปลี่ยนจากรถบัสไปเป็นรถบรรทุก 6 ล้อที่ใช้สำหรับขนคนขึ้นบนพระธาตุ เพราะรถ 6 ล้อเป็นรถชนิดเดียวที่ได้รับอนุญาติให้ขึ้นพระธาตุได้ การปีนขึ้นรถบรรทุกและต้องนั่งบนแผ่นไม้แข็งๆ ไปตามหนทางกระแทกกระทั้น ก็ทำให้ลูกทัวร์ทุกคนตื่นเต้นสนุกสนานกันไปอีกแบบ และด้วยแรงศรัทธาที่อยากขึ้นไปกราบไหว้พระธาตุนั่นแหละที่ทำให้ทุกคนฮึดสู้มากๆ 😆

อากาศตลอดทางที่ขึ้นพระธาตุเย็นสบายมากๆ เราเริ่มเห็นหมอกจางๆ ยิ่งขึ้นสูงขึ้นๆ อากาศก็ยิ่งเย็นขึ้นๆ

พอถึงจุดลงรถบรรทุกแล้ว ทุกคนยังจะต้องเดินเท้าขึ้นเขาอีกประมาณ 10 นาที ซึ่งสำหรับผู้ใหญ่หรือคนที่มีปัญหาเข่า ที่นี่ก็มีเสลี่ยงคนหามไว้คอยบริการให้ด้วย

เราเข้า check-in ที่โรงแรมกันก่อนเพื่อเก็บกระเป๋า หลังจากนั้นถึงจะขึ้นไปไหว้พระและค่อยกลับลงมาทานอาหารเย็นกัน โรงแรมที่เราจะนอนกันในคืนนี้ชื่อโรงแรม Kyaikhto Hotel ซึ่งก็เป็นโรงแรมที่จัดว่าดีในละแวกนั้นละ เรียบง่าย ไม่ได้หรูหราแต่ก็มีของอำนวยความสะดวกให้พอสมควร บรรยากาศก็ เอาจริงๆ นะ แอบวังเวงนิดๆ แต่คนกลัวผีโฮกๆ หยั่งเราก็ยังขอลองนอนคนเดียวอีกซักคืน

ลืมเรื่องห้องพักไปก่อน ออกมาดูวิวหน้าห้องนี่ดีกว่า ของเด็ดอยู่ที่นี่ วิวหมื่นล้าน

นี่เป็นวิวหน้าระเบียงห้องเราจริงๆ นะ ไม่ได้โม้ สวยแบบลืมหายใจไปเลย

หลังจากประเมินสถานการณ์ห้องพักเรียบร้อย พวกเราก็ออกมารวมตัวกันที่จุดนัดพบเพื่อให้ไกด์ท้องถิ่นพาขึ้นไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว อากาศก็เริ่มเย็นเลยแหละ ทุกคนที่ต้องเดินไต่ขึ้นเขาขึ้นบันไดไปไม่มีใครบ่นกันเลย เพราะจิตใจจดจ่ออยู่กับการขึ้นไปไหว้พระธาตุ

เจดีย์ไจ้ทีโย หรือพระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ที่เมืองไจ้โท (Kyaikto) อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญของประเทศพม่า ในภาษามอญชื่อ ไจ้ทิโย มีความหมายว่าหินรูปหัวฤๅษี เชื่อกันว่าใครที่มามนัสการพระธาตุแห่งนี้จะได้กุศลเทียบเท่ากับการนมัสการเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์เลยทีเดียว ลักษณะเด่นของพระธาตุอินทร์แขวนคือ มีลักษณะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่ สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันแบบหมิ่นเหม่เหมือนจะหล่น แต่ไม่หล่นลงมาอย่างเหลือเชื่อ นอกจากนั้นยังเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้มาไหว้พระธาตุอินทร์แขวนครบ 3 ครั้ง ผู้นั้นจะมีแต่ความสุขความเจริญ พร้อมทั้งขอสิ่งใดก็จะได้สมความปรารถนาทุกประการ

เมื่อพวกเราขึ้นไปถึงเชิงพระธาตุ ไกด์ก็ให้พวกเรานั่งรวมตัวกันที่ด้านหนึ่ง จากนั้นไกด์คนไทยก็เริ่มนำสวดมนต์บทไหว้พระธาตุ หลังจากสวดมนต์ขอพรเสร็จแล้วผู้ชายก็จะเดินขึ้นไปปิดทองที่องค์พระธาตุ เพราะเค้าอนุญาติให้ผู้ชายเท่านั้นขึ้นไปปิดทองได้ ส่วนผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาติให้ขึ้นเราเลยได้แต่ไหว้อยู่ใกล้ๆ

หลังจากไหว้พระธาตุเสร็จพวกเราก็กลับลงมาที่โรงแรมเพื่อทานอาหารค่ำกันที่โรงแรมนั่นเอง คืนนั้นทางโรงแรมจัดบุฟเฟต์ไว้คอยต้อนรับ ซึ่งก็มีกุ้งเผาอีกเช่นเคย คณะทัวร์เราก็ enjoy eatting มากๆ กินกุ้งกันเป็นกาละมัง 555 หลังจากอิ่มหนำสำราญก็เดินเล่นย่อยอาหารแถวหน้าโรงแรม ซึ่งจะมีคนท้องถิ่นมาขายของที่ระลึกกันเป็นจำนวนมาก หลังจากเดินหาซื้อของที่ระลึกฝากที่บ้านกันแล้ว ทีมงานก็แยกย้ายกันพักผ่อน บอกตรงๆ ยังไม่อยากนอนเลย ไม่ได้อินกะบรรยากาศนะ แค่ไม่อยากอยู่คนเดียว 🥴 มันกลัวๆ 555 แต่เอาวะ ลั่นวาจากับทีมไว้ละว่าอยู่คนเดียวได้ไม่ต้องมีเพื่อน ก็ต้องอยู่ได้ละว้า อย่าคิดมา ไป…นอน

เอาเป็นว่าคืนนั้นผ่านไปได้ด้วยดี มิมีปัญหาอะไรเลยซักนิด อิอิ แต่ก็นอนไม่ค่อยหลับหรอกนะ ตื่นแทบจะทุกชั่วโมง สมองมันถามตลอดเวลาว่า เฮ้ย 😳 นั่นใครยืนอยู่ท้ายเตียงรึป่าว เฮ้ย 😖 มีเสียงอะไรในห้องน้ำฟระ ทั้งที่จริงๆ มันไม่มีอะไรเล้ยยยย เล่นเอาตื่นมาตาเป็นแพนด้าเลยค่ะ 😆

เช้าวันที่ 3 ออกมาทานอาหารเช้า มองพระอาทิตย์ขึ้น อู๊ววว อากาศดีม๊ากก เย็นสบายแบบต้องใส่แจ๊กเก็ตกันซึ่งลูกค้าชอบมาก

หลังจากจัดการมื้อเช้ากันเรียบร้อย ก็เตรียมตัวออกเดินทางกลับย่างกุ้งกัน เหมือนเดิมขึ้นรถบรรทุก 6 ล้อนั่งโยกเยกกันแป๊บนึงจนถึงจุดจอดรถบัสของเรา ลูกค้าก็ยังคงสนุกสนานร่าเริงกันดี ไม่มีวี่แววว่าหายนะกำลังจะเกิดขึ้นกะลูกทัวร์ของไอ่จิ๊นเลย

ลืมเล่าไป ระหว่างทางที่จะไปพระธาตุซึ่งใช้เวลาพอสมควร ก็เลยต้องแวะที่จุดแวะพักกัน 2 ครั้ง จุดแรกจะเป็นตลาด ตลาดจริงๆ เลย มีขายทั้งอาหารทั้งของใช้ต่างๆ ให้นักเดินทางแวะช็อปกันนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งที่นี่เราก็ลงไปใช้บริการห้องน้ำด้วย บอกเลย ณ จุดนี้ถ้าคิดจะหาไรกิน ให้กินก่อนค่อยเข้าห้องน้ำนะจ๊ะ มิฉะนั้นจะเกิดอาการภาพติดตา 5555 คิดเอาเองละกันว่าครืออะไร ออกมาจากห้องน้ำ ไกด์บอกให้เราชิมชากะขนมที่เค้าบอกอร๊อยอร่อย เรางี้เกือบกินไม่ลง 🥴 ขากลับก็แวะเหมือนเดิม แต่คราวนี้มีประสบการณ์ละ เลยจัดลำดับความสำคัญได้ 5555

จุดแรกที่เราไปกันวันนี้คือ เจดีย์ชเวมอดอร์ (Shwe Mordore) หรือที่รู้จักกันว่า พระธาตุมุเตา

ภายในเจดีย์บรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงเคยมาสักการะเจดีย์แห่งนี้ด้วย

ที่ด้านหน้าของพระธาตุมุเตาจะมียอดเจดีย์หักซึ่งชาวมอญและชาวพม่าเชื่อกันว่าเป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์มาก

ความอัศจรรย์ของเจดีย์แห่งนี้คือ ตัวเจดีย์มีน้ำหนักที่มหาศาล แต่ตอนที่ตกลงมายอดฉัตรกลับยังคงสภาพเดิมไม่แตกกระจายออกไป เลยเป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจดีย์แห่งนี้

ออกจากพระธาตุมุเตา เราก็ไปทานอาหารเที่ยงกันที่ร้าน Golden Key Bago และเหมือนเดิมมีกุ้งเผาไซส์ใหญ่ยักษ์อีกเช่นเคย (เรายังจำได้ว่ากุ้งมันก็ร้อนนะ แบบเพิ่งเผามาเลย) หลังจากทานอาหารเที่ยงกันเสร็จ พวกเราได้ไปนมัสการ พระพุทธไสยาสน์ ชเวตาเลียว (Shwe Thalyang Budda) หรือพระนอนยิ้มหวาน (คนละองค์กะพระนอนตาหวานนะ)

พระนอนยิ้มหวานเป็นพระพุทธรูปนอนที่มีพุทธลักษณะที่ถือว่าสวยงามมากในแบบของมอญ

นอกจากนั้นที่นี่ยังมีตลาดของฝากอีกด้วย ซึ่งเอาจริงๆ ลูกทัวร์ก็ใช้เวลาไหว้พระกันประมาณ 10 นาที ที่เหลือคือแยกย้ายกันช็อปกระจาย 🤣 เพราะตลาดอยู่ภายในวัดพระนอนตาหวานนั่นเอง

ช็อปปิ้งกันกระเป๋าฟีบละ เราก็ไปต่อกันที่ วัดพระหินขาว หรือ Lawka Chantha Abaya Labamuni Buddha Image ซึ่งองค์พระสร้างจากหินสีขาวที่มีลักษณะมันวาวไม่มีตำหนิ เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง พระหัตถ์ขวาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศสิงคโปร์และศรีลังกา ฝ่าพระหัตถ์หันออกจากองค์หมายถึงการไล่ศัตรูและประทานความเจริญรุ่งเรือง

ที่วัดนี้จะมีต้นโพธิ์เก่าแก่อยู่ต้นนึง น้องชายเราซึ่งมาทริปแรก เค้าไปเก็บใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาจากต้นตกอยู่ที่พื้นแล้วเอากลับบ้านไปเป็นที่ระลึก ปรากฎว่าพอเค้าเอาไปวางที่ชั้นวางของปลายเตียง คืนนั้นได้เรื่องเลยจ้า เค้าฝันเห็นมีคนหน้าตาน่ากลัวมาทำท่าทางบอกให้เค้าทำอะไรซักอย่างแต่ฟังไม่รู้เรื่อง น้องเราตกใจตื่นขึ้นมาก็เลยมานึกว่าเกี่ยวอะไรกะใบโพธิ์ที่เอามารึป่าววะ เลยโทรถามไกด์คนไทยที่ไปด้วยกัน ไกด์บอกให้เอาใบโพธิ์ไปบูชาที่ห้องพระนะ แล้วดูว่าจะมีเหตุการณ์แบบมะคืนอีกมั้ย น้องเราก็ทำตามแล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้ฝันน่ากลัวแบบคืนก่อนอีก

สรุปคือเค้าดันเอาใบโพธิ์ไปวางไว้ในที่ไม่สมควรเลยโดนเตือน 😖 งานนี้เล่นเอาคนสายวิทย์หยั่งน้องเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ว่ามีจริงเลย ตอนที่เราไปที่วัดนี้ ไกด์ยังพาเรามาที่ต้นโพธิ์ต้นนี้เลย แถมมาถามเราว่าสนใจเอาใบโพธิ์ไปเป็นที่ระลึกซักใบมะ แม๋ ไม่เตะพี่ไกด์ให้ทีก็บุญละ 🤬

ออกจากวัดพระหินขาวเราก็มุ่งหน้าเข้าโรงแรมกัน โดยพวกเรากลับมาพักที่ Best Western เหมือนกับคืนแรก พอกลับเข้าโรงแรมปุ๊บ เริ่มมีลูกค้ามากระซิบว่า คุณจิ๊นมียาแก้ท้องเสียมั้ยคะ ป้าท้องไม่ค่อยดีเหมือนจะท้องเสีย โดยปกติคณะทัวร์ของเราจะมีชุดร่วมยามาด้วยเสมอ เพราะรู้ว่าลูกค้าบางคนอาจจะลืมพกยามา ก็จะเป็นยาสามัญทั่วไปซึ่งยาแก้ท้องเสียก็จัดมาด้วย ทั้งยาหยุดถ่าย คาร์บอน ยาแก้ปวดมวน เกลือแร่ ด้วยอาการของลูกค้าที่แจ้งมาเราก็ปรึกษาเภสัชกรประจำบริษัทฯ (ที่บริษัทฯ ทำธุรกิจร้านยาด้วย 😄) ว่าควรให้ยาประมาณไหนเพราะลูกค้าอายุประมาณ 60 กว่า น้องก็ตอบมาว่าให้กินประมาณนี้ก่อน ถ้าไม่ดีขึ้นละค่อยให้อีกตัวนึง เราก็จัดให้ไป

คืนนั้นจำได้ว่ามีคนมาขอยาแก้ท้องเสียทั้งผู้ใหญ่ ทั้งวัยรุ่น ประมาณ 4-5 คน ซึ่งมันเริ่มผิดปกติละ เราเลยประชุม staff ด่วนว่าบัสอื่นมีปัญหานี้มั้ย ก็ปรากฎว่ามีจริงๆ แต่ไม่กี่คน บัสเราดูจะเป็นเยอะสุด เราประเมินกันว่ายาที่พกกันมามีเหลือเท่าไหร่ ถ้าหากพรุ่งนี้มีลูกค้าป่วยเพิ่มขึ้นยาจะพอมั้ย ซึ่งก็ดูละยังเพียงพออยู่ แต่หากมีอะไรฉุกเฉินก็ให้แจ้งไกด์คนไทยได้ตลอดเวลา จากนั้นถึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน

เช้าวันสุดท้าย ตื่นมาทานอาหารเช้า ปรากฎว่ามีลูกค้าแจ้งว่าท้องเสียกันมากขึ้น โดยเฉพาะคุณป้าบัสเราซึ่งมาขอยามะคืน ปรากฎแกอาการหนักมาก ท้องเสียทั้งคืน ถ่ายไม่หยุดจนไม่มีแรง วันนี้ขอไม่ไปกะทัวร์ เราเลยปรึกษาไกด์ว่าเราจะเปิดห้อง 1 ห้องให้แกนอนพักผ่อนโดยมีญาติอยู่ดูแล 1 คน แล้วตอนเย็นค่อยให้รถตู้มารับแกไปสนามบินเลย และให้ไกด์พม่าไปหาซื้อยาเพิ่มด่วน เพราะดูท่าอาการไม่ดีกันหลายคน staff แต่ละคนเริ่มแจกจ่ายยาให้ลูกทัวร์พร้อมทั้งเช็คว่าเดินทางกันไหวมั้ย ทุกคนยังโอเคอยู่ยกเว้นคุณป้าท่านนั้นคนเดียว เลยสรุปว่าคณะเราจะไปต่อตามทริป เราแจ้งปัญหาเรื่องนี้ให้กรุ๊ปที่กำลังจะเดินทางมาพม่าวันพรุ่งนี้ให้รู้ทันทีจะได้หาทางป้องกันไว้

วันนั้นพวกเราไปเที่ยว เมืองสิเรียม (Thanlyin) ซึ่งเมืองนี้เคยเป็นเมืองท่าของโปรตุเกสในสมัยก่อน ที่นี่มีพระปางมารวิชัยอยู่กลางน้ำอายุนับพันปี เป็นที่สักการะของชาวสิเรียมมากๆ

ออกจากเมืองสิเรียม เราก็ไปทานมื้อเที่ยงกันที่ Western Park Restaurant ซึ่งวันนี้ไกด์ทุกบัสต้องขอร้องแกมบังคับให้ลูกค้าทุกคนต้องล้างมือก่อนทานข้าว เพราะเราประเมินกันว่าอาการท้องเสียของลูกค้าน่าจะมาจากการที่เวลาเข้าวัดทุกคนต้องถอดรองเท้า พอกลับขึ้นรถก็เช็ดเท้าด้วยผ้าเปียกที่ไกด์แจกให้ แต่คงลืมทำความสะอาดมือกัน เป็นไปได้ว่ามืออาจจะสกปรกและไปแกะกุ้งทานหรือไปจับอาหารทำให้เชื้อโรคเข้าไปในร่างกายเลยทำให้เกิดอาการท้องเสียกันยกใหญ่ เรากินกุ้งไปตัวเดียวแถมไม่ได้ใช้มือแกะ เราใช้ช้อนกะส้อมก็เลยไม่เกิดอาการ แต่ลูกน้องที่ไปด้วยกินไปซะเยอะก็มีอาการเหมือนกัน แต่คนที่วัยรุ่นกว่าร่างกายแข็งแรงก็จะฟื้นตัวเร็วหน่อย เลยไม่ได้เป็นหนักเหมือนคุณป้าท่านนั้น แต่หลังจากที่ทุกคนเข้มงวดเรื่องความสะอาดกัน และได้ทานยาแก้ท้องเสีย ส่วนใหญ่ก็เริ่มอาการดีขึ้น

เสร็จจากทานข้าวเที่ยงกันแล้ว เราก็ไปแวะตลาดในเมืองซึ่งเป็นตลาดยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวที่จะไปหาซื้อของฝากกลับบ้านกันชื่อ ตลาดโบโจ๊ก อองซาน (Bogyoke Aung San) หรือตลาดสก๊อต ที่นี่จะมีเครื่องเงิน ภาพวาด งานแกะสลัก อัญมณี หยก ผ้าทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป แป้งทานาคา ขนม ของกินเยอะแยะมากมาย พอถึงตลาดปุ๊บอาการป่วยของลูกทัวร์เรียกว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่ป่วยๆ เริ่มมีแรงเดินกันเลย อืม คำว่า “ช็อปปิ้ง” นี่มีพลังยิ่งกว่ายาใดๆ นะเนี่ย 5555 หลังจากแยกย้ายกันไปช็อปปิ้ง เราก็ไปเดินเล่นใน Mall ที่เรียกได้ว่าน่าจะเป็น Mall แห่งเดียวในย่างกุ้งเลยมั้ง มีของขายพอสมควร เราเดินไปเข้าร้านยาเพื่อหาซื้อเกลือแร่สำรองเพิ่มไว้ เผื่อมีใครต้องการเพราะที่พกมาหมดแล้ว เดินเล่นจนได้เวลานัดก็มารวมตัวกันเพื่อขึ้นรถไปสนามบิน เย้!!! จะได้กลับบ้านแล้ว

ถึงสนามบินก็เจอกับคุณป้าที่ตามมาสมทบจากโรงแรม อาการคุณป้ายังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่ หลานที่อยู่ดูแลบอกว่ายังท้องเสียอยู่อีกหลายรอบ เราสงสารแกมากแต่ก็ปลอบใจคุณป้าว่าอดทนอีกนิดนะ ใกล้จะได้ขึ้นเครื่องกลับบ้านแล้ว คุณป้ายังยิ้มสู้และขอบคุณพวกเราที่ดูแลแกเป็นอย่างดี เราเรียกรถเข็นซึ่งเป็นบริการของสายการบินที่มีสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือมาให้คุณป้านั่ง ทุกคนทำการเช็คอินเสร็จเรียบร้อย เราคอยเดินตามคุณป้าเผื่อต้องการความช่วยเหลืออีก

ปรากฎว่าระหว่างเดินผ่าน ตม.คุณป้าอาเจียนออกมาต่อหน้า ตม.เลย เรากะหลานคุณป้ารีบเข้าไปพยุงแกเพราะแกแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้ว ดีที่ตอนนั้นคนไม่พลุกพล่าน เราก็เลยขอเจ้าหน้าที่ ตม.ให้คุณป้าเข้าไปนั่งพักบริเวณหลัง ตม. (หลัง ตม.จะเป็นเขตหวงห้าม) แล้วเราก็โทรแจ้งไกด์คนไทยก่อนว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เดี๋ยวเราจะเป็นคนดูแลคุณป้าเอง เสร็จเรียบร้อยแล้วถึงจะตามเข้าไปใน Gate ดีที่เราเคยทำงานสายการบินเลยรู้ process ของการทำงานตรงนี้ เราติดต่อเจ้าหน้าที่สายการบินก่อนว่าตอนนี้มีผู้โดยสารป่วย 1 ท่าน ขอให้เรียกหมอที่ประจำท่าอากาศยานมาดูอาการป่วยทีว่าพอจะจัดยาให้ได้มั้ย เพราะเรากำลังจะขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยกันแล้ว

ปรากฎว่าพอหมอมา หมอดันพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้อีก ก็เลยสื่อสารกันยากพอสมควร 😅 แต่สรุปว่าเจ้าหน้าที่สายการบินไม่อนุญาติให้คุณป้าเดินทางเพราะกลัวอาการจะหนักขึ้นตอนอยู่บนเครื่อง คุณป้ากะหลานดูเป็นกังวลมาก เราเลยบอกว่าเพื่อความสบายใจให้ทำตามที่คุณหมอแนะนำ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเดี๋ยวบริษัทฯ จะดูแลให้เอง ทั้ง 2 คนก็เลยโอเค และทำการยกเลิกไฟล์ท ไกด์ไทยจัดการประสานงานกับไกด์พม่าให้กลับมารับคุณป้ากับหลานไปโรงพยาบาล ส่วนเจ้าหน้าที่สายการบินก็ทำการนัดแนะสถานที่รับคุณป้าเรียบร้อย เราก็ลาคุณป้าไปเข้า gate ซึ่งก็จวนเจียนได้เวลาขึ้นเครื่องพอดี

ตอนเกิดเรื่องไม่มีใครช่วยเราเลย เพราะไกด์พม่าพอส่งลูกค้าเสร็จก็กลับกันเลย ส่วนไกด์คนไทยก็ทยอยพาลูกค้าเข้า gate ก่อนเราไปหมดแล้ว เราเป็นชุดสุดท้ายที่ผ่าน ตม. ตอนเกิดเรื่องเจ้าหน้าที่สนามบินไม่อนุญาติให้พวกเค้าออกมาจาก gate เราก็เลยต้องเป็นคนจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง โชคดีที่มีประสบการณ์การทำงานสายการบิน และโชคดีที่มีสติ เลยทำให้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเรียบร้อยและทันท่วงที ไม่ตกเครื่อง

กรุ๊ปต่อไปที่มาพม่าไม่มีปัญหาเรื่องลูกค้าท้องเสียกันเลย เพราะเราแจ้งล่วงหน้าไปแล้วว่าต้องทำยังไงกันบ้าง ก็เลย smooth ไม่มีใครท้องเสีย ส่วนคุณป้า วันรุ่งขึ้นหลังจากได้น้ำเกลือและได้ยาจากคุณหมอก็อาการดีขึ้นมาก และสามารถเดินทางกลับไทยได้โดยสวัสดิภาพ

เราดีใจมากที่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้จากประสบการณ์อาชีพเดิมที่เคยทำ ใครจะไปนึกว่าการมาเที่ยวธรรมดาๆ แถมมากับบริษัทฯ ทัวร์จะเกิดเรื่องไม่คาดคิดได้ขนาดนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสติและปัญญาจะช่วยให้เราแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เสมอ

ปล. พี่เราไปกรุ๊ป 4 ซึ่งเป็นกรุ๊ปสุดท้าย ชีกลับมาเล่าเรื่องที่เจอในโรงแรมที่พระธาตุอินทร์แขวนให้ฟังว่า คืนนั้นนอนไม่หลับเลยเพราะมีสิ่งที่คุณก็รู้ว่าคืออะไรมากวนทั้งคืน (เค้าเป็นคนมีเซ๊นส์) เราฟังปุ๊บขนลุกตั้งชันเลยทีเดียว นอนโรงแรมเดียวกะตูเล้ย 😱

jwanderlust

The journey blogs

jwanderlust

The journey blogs

Jint

Written by

Jint

หวัดดีค่ะ เราชื่อจิ๊น เราอยากให้ Blog นี้เป็นพื้นที่ที่เราได้แชร์เรื่องราวการเดินทางของเรา อยากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านได้มีความสุขกับ Blog นี้นะคะ

jwanderlust

The journey blogs