Chapter 8 : Provence My Dream Trip

Provence ดินแดนแห่งลาเวนเดอร์ แคว้นที่สุดแสนจะโรแมนติก พูดได้เลยว่าแต่ละเมืองไปแล้วต้องหลงรักเลย

Jint
jwanderlust

--

แคว้น Provence (โพรวองซ์) อยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เป็นแคว้นที่ยังมีความเป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก อากาศก็บริสุทธิ์ ยิ่งในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ลาเวนเดอร์จะผลิดอกสีม่วงบานสะพรั่งอยู่เต็มทุ่ง มันกลายเป็นเสน่ห์และเป็นสัญลักษณ์ของแคว้น Provence ไปเลย เดือนกรกฎาคม ปี 2019 เราโชคดีมากที่มีโอกาสได้ไป Provence ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ในฝันของเราเลย ตื่นเต้นเตรียมตัวมาครึ่งปีเห็นจะได้ 🤩 พอไปถึงแม่เจ้า!!! อยากลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ซะเลย (ขาดแต่คนที่จะไปอยู่ด้วย 😁) ไม่ว่าจะไปหมู่บ้านไหน เมืองไหนในแคว้นนี้ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์มีความโรแมนติก ขอบอกก่อนเลยว่า blog นี้คงจะเป็น blog ที่มีรูปประกอบเยอะที่สุดเลยล่ะ

ทริปนี้เราไปกัน 6 คน มีเรา แม่เรา และครอบครัวของพี่สาว พี่เราเป็นคนหาข้อมูลที่เที่ยวทั้งหมด ปกติเราจะเที่ยวกันเองแต่ทริปนี้เราตัดสินใจเลือกใช้บริการของไกด์คนไทยที่อยู่ที่เมือง La Ciotat ในแคว้น Provence นี่แหละ ซึ่งเค้าจัด private group ได้ในราคาที่ไม่แพงมาก แล้วเค้าจะพาเราเที่ยวเจาะลึกเมืองที่ไม่ได้อยู่ใน program ทัวร์ทั่วๆ ไป

จริงๆ ก็คล้ายๆ กับการเที่ยวเองแต่ดีกว่าตรงที่เค้าพูดภาษาฝรั่งเศสได้ (เพราะพวกเราพูดไม่ได้เลย) ซึ่งตามเมืองเล็กๆ ที่เราจะไป คนท้องถิ่นยังสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ถ้าไปเองก็อาจจะลำบากหน่อย และเรามีผู้ใหญ่สูงอายุไปด้วย การไปแบบวางแผนไว้เรียบร้อยแล้วก็จะสะดวกขึ้น ราคาที่เราจ่ายคือค่าทัวร์ต่อหัว/คน/วัน (เป็นค่าไกด์ คนขับรถ และรถตู้ ไม่รวมค่าอาหาร ค่าโรงแรม และค่าตั๋วเครื่องบิน) ซึ่งเราว่ามันก็โอเคนะ ไปพักโรงแรมที่เราอยากไป ทานอาหารร้านที่อยากลอง ก็สนุกไปอีกแบบ

วันแรกของการเดินทาง เราเลือกการบินไทยเหมือนเช่นเคย เพราะจะได้ใช้สิทธิ์ตั๋ว 😁 วันเดินทางเครื่องออกประมาณเที่ยงคืน ลงเครื่องที่ปารีส สนามบิน Charles de Gaulle Terminal 1 ประมาณ 6 โมงเช้า (อาคาร Terminal 1 นี้ถึงจะเล็กและเก่าไปหน่อย แต่บอกได้เลยว่าดีไซน์โคตรเก๋ ขนาดผ่านมาหลายสิบปียังเห็นเรื่องความเท่ห์ในการออกแบบตัวอาคาร ได้เลย 👍) พวกเราต้องเปลี่ยน Terminal จาก International มาเป็น Domestic ใช้เวลาพอสมควร

หลังจากเช็คอินเสร็จก็ต้องนั่งรอต่อเครื่องอีก 6 ชม.เพื่อไปเมือง Marseille (มาร์กเซย์) ต่อ พอถึง Marseille ไกด์ไทยชื่อคุณเก๋ก็มารอรับพร้อมรถตู้และคนขับชื่อคุณโซเฟียน (สุดยอดนักขับต้องยกให้แกเลย ขับรถดีมาก ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป ปลอดภัย และนิ่มมมมมาก อ้อ จอดรถข้างถนนเก่งขั้นเทพ พวกเราตบมือให้บ่อยจนโซเฟียนเขินเลย 🤣🤣🤣) เราจะต้องนั่งรถต่ออีกประมาณ 30 นาทีเพื่อไปเมือง La ciotat (ลาซิโอตาต์) ที่จะเป็นจุดหมายที่พักของเราอีก 4 คืนจากนี้

พวกเราเข้าพักกันที่ โรงแรม Appart’City Confrot La Ciotat-Cote Port ที่เมือง La Ciotat ที่พักโอเค น่ารัก สะดวกสบาย มีครัวเล็กๆ มีอุปกรณ์ทานอาหารให้ครบ รวมทั้งกาน้ำร้อนและไมโครเวฟ โลเคชั่นดีมาก อยู่ใกล้ท่าเรือมองเห็นวิวทะเลด้วย เอาล่ะ เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยละ ออกมาเดินเล่นสำรวจเมืองกันซะหน่อย

เมือง La Ciotat เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ในแคว้น Provence-Alp-Cote d’Azur อยู่ห่างจากเมือง Marseille ประมาณ 25 กม. เป็นเมืองที่อยู่ติดท่าเรือ มีอู่ต่อเรือขนาดใหญ่และมีเรือยอร์ชมาจอดเทียบท่าอยู่ที่นี่มากมาย

La Ciotat (ลาซิโอตาต์)

นอกจากนี้เมือง La Ciotat ยังเป็นเมืองที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรกของโลก ชื่อเรื่อง Arrival of a Train at La Ciotat? ที่สร้างโดยพี่น้อง ตระกูล Lumiere (ลูมิแอร์) ที่เมืองนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติค่อนข้างน้อยเพราะไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่น สาเหตุที่เรามาพักกันที่เมืองนี้เพราะเป็นศูนย์กลางที่จะเดินทางไปเที่ยวเมืองรอบๆ โดยที่เราจะได้กลับมาพักที่โรงแรมเดิมไม่ต้องเปลี่ยนโรงแรมทุกคืน (ซึ่งเป็น request จากแม่เราเอง)

หลังจากเดินเที่ยวชมเมือง ทานข้าวเย็นเสร็จแล้วก็กลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนกัน พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์กัน เย้ 😆

วันที่ 2 เราออกมาหาซื้ออาหารเช้ากลับเข้าไปทานที่ห้องกัน ได้กาแฟร้อนหอมๆ ทานคู่กะครัวซองอบใหม่ๆ อร่อยโฮก หลังจากอิ่มกันแล้วก็พร้อมไปทุ่งลาเวนเดอร์กันเล้ย พวกเราออกเดินทางกันเกือบ 9 โมงครึ่ง (มากันเองก็ดีงี้แหละ ไม่ต้องรีบ 😁)

อย่างที่บอก ช่วงเดือนกรกฎาคมคือช่วง highlight ของการมาเที่ยว Provence เลย แต่ก็ต้องแลกกับอากาศที่ร้อนมากๆ แดดจัดมากๆ แต่พวกเราก็สู้ตายค่ะบอกเลย 5555 พกครีมกันแดดทั้งหน้าทั้งตัวมาพร้อม แต่ละที่ที่ไปพอเห็นแดดละแทบถอดใจ แต่เพราะความสวยงามของวิวก็ทำให้เรายอมหน้าดำกันไป

ทุ่งแรกที่เรามากันอยู่ที่เมือง Valensol (ลาวองโซล) ชื่อ Lavandes Angelvin สวยมาก กว้างสุดลูกหูลูกตา ลงจากรถก็ได้กลิ่นลาเวนเดอร์โชยมาเลย

Valensol (ลาวองโซล)

ที่ทุ่งนี้ลมแรงมาก แต่แดดแรงยิ่งกว่าอีกจ้า แม่เราสู้แดดไม่ไหวต้องเอาร่มออกมากาง ปรากฎว่าพอกางร่มลมก็ต้าน ที่สุดก็ต้องเก็บร่มและยอมหน้าสู้แดดไป แต่ภาพที่ได้ออกมาก็สวยมากๆ เราถ่ายรูปกันเป็นพันเห็นจะได้ 🤣 เพราะไม่ว่ามุมไหนก็สวยไปหมด

Valensol (ลาวองโซล

ที่ทุ่งนี้เก๋มากคือมีต้นไม้อยู่ตรงปลายๆ ทุ่ง พุ่มของมันเป็นรูปหัวใจ โคดน่ารักเลย

เราเพิ่งรู้ว่าต้นลาเวนเดอร์มันออกดอกเป็นพุ่มๆ แบบนี้ ดอกมันจะออกสีม่วงเข้มๆ หน่อย ไม่ได้เป็นสีชมพู พุ่มของมันจะแห้งๆ แข็งๆ คล้ายๆ ฟางข้าวเลย เวลาเดินผ่านแอบมีทิ่มให้เจ็บๆ คันๆ เหมือนกันนะ ลาเวนเดอร์จะออกดอกช่วงเดือนกรกฎาคมนี่แหละ แล้วหลังจากนี้เจ้าของสวนก็จะเริ่มทยอยเก็บดอกลาเวนเดอร์เอาไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว

นอกจากนี้ที่นี่ก็มีร้านขายของที่ระลึก พวกสบู่ ดอกไม้แห้ง ขนม น้ำหอมอโรม่า เยอะแยะไปหมด

Valensol (ลาวองโซล)

(ตามันลืมได้แค่นี้จริงๆ แดดแรงมาก 555)

ออกจากทุ่งนี้พวกเราก็ไปเที่ยวหมู่บ้านเล็กๆ น่ารัก ชื่อ Moustiers Sainte Marie และแวะทานข้าวเที่ยงที่นี่เลย

Moustiers Sainte Marie

หมู่บ้านนี้สวยมากจนได้รับขนานนามว่าเป็น 1 ในหมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศสเลยนะ Moustiers Sainte Marie ตั้งอยู่บนหุบเขาสูงซึ่งกว่าเดินทางไปถึงก็ใช้เวลาพอสมควรเลย ต้องขับไต่เขาขึ้นไปเรื่อยๆ

highlight ของหมู่บ้านนี้คือ จะมีดวงดาวสีทองห้อยอยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาสองลูกในหมู่บ้าน

Moustiers Sainte Marie

มีตำนานเล่าว่า เมื่อศตวรรษที่ 10 ในสมัยสงครามครูเสด มีอัศวินของหมู่บ้านนี้ที่มีชื่อว่า Bozon de Blacas ได้ถูกจับไปเป็นเชลยศึก เค้าได้อธิษฐานว่าถ้าหากเค้าสามารถรบชนะศึกครั้งนี้ได้ เค้าจะนำดวงดาวไปแขวนไประหว่างยอดเขาของหมู่บ้าน ซึ่งคำอธิษฐานของเค้าก็เป็นจริง แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเค้าใช้วิธีไหนในการนำดวงดาวสีทองไปแขวน เพราะหน้าผาทั้ง 2 ด้านอยู่ห่างจากกันถึง 225 เมตร และการแขวนต้องใช้วิธีร้อยสายโซ่จากหน้าผาด้านหนึ่งไปยังอีกด้าน ซึ่งมันอเมซิ่งมาก 😳

ในหมู่บ้านนี้มีร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมด แต่ละร้านสีสันสดใสมาก เดินเที่ยวกันเพลินเลย (ถ้าไม่กลัวเป็นลมแดดซะก่อนนะ 😆)

Moustiers Sainte Marie

ได้เวลาออกจากหมู่บ้านแสนสวยนี้เพื่อจะไปเมือง Aix-en-Provence (เอ็กซอง-โปรวองซ์) กันแล้ว

ระหว่างทางลงจากเขา ก็จะเจอทะเลสาป Gorges du Verdon น้ำเป็นสีเขียวสวยมาก คนมาพักผ่อนเล่นน้ำกันเต็มไปหมด

Gorges du Verdon

ระหว่างทาง เราเจอทุ่งลาเวนเดอร์ข้างทาง ก็แวะจอดถ่ายรูปกันอีก (แม๋ ทำเหมือนยังไม่ได้ไปทุ่งแรกมาเลยนะ 😬)

ถ่ายกันจนตัวเกรียมเลยทีเดียว เจอทุ่งที่ 3 อีก คราวนี้ไม่มีใครลงละค่ะ 🤣

นั่งรถกันเพลินๆ ก็มาถึงจุดหมายต่อไป Aix-en-Provence หรือที่คนชอบเรียกสั้นๆ ว่า “เอ็กซ์”

Aix-en-Provence

เมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้น Provence เป็นเมืองเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ 123 ปีก่อนคริสตกาล ที่นี่ยังมีกลิ่นอายของความเป็นเมืองเก่า และเป็นเมืองที่มีบ่อน้ำพุมากที่สุดในฝรั่งเศสด้วยนะ บนถนนคนเดินก็มีร้านอาหาร ร้านคาเฟ่เก๋ๆ ให้ดูกันเพลินๆ เต็มไปหมด

Aix-en-Provence

ออกจาก Aix ก็มุ่งตรงกลับ La Ciotat เลยเพราะเหนื่อยแดดกันมากกกก 🤣

จากโรงแรมพวกเราออกมาหาข้าวเย็นทานกันตอนทุ่มครึ่ง วันนั้นเลือกทานอาหารฝรั่งเศสแถวโรงแรมซึ่งเป็นร้านที่คุณเก๋แนะนำ รสชาติก็ถือว่าใช้ได้ แต่ติดแค่ว่าร้านนี้เอาพระพุทธรูปมาตกแต่งร้านเยอะมาก ไม่เว้นแม้แต่ในห้องน้ำ 🥴

La Ciotat (ลาซิโอตาต์)

หลังจากทานข้าวเสร็จก็เดินกลับโรงแรมตอนสองทุ่มครึ่งแดดยังเปรี้ยงอยู่เลยจ้า วิวทะเลสวยมาก

La Ciotat (ลาซิโอตาต์)

ช่วงนี้เค้ามีตลาดขายของตอนหัวค่ำทุกวันให้ได้เดินกันเพลินๆ ด้วย โชคดีจัง 😄

จบทริปวันที่สองละ เอาจริงๆ วันนี้เป็นวันแรกที่ต้องผจญอากาศร้อน แดดแรงจัดเต็มขนาดนี้ 😖 นี่ขนาดเรามาจากเมืองร้อนนะ มาเจอฤดูร้อนของยุโรปนี่สุดจริงๆ มันร้อนแบบแห้งๆ แผดเผา ไม่เหมือนบ้านเราที่จะร้อนชื้น แต่งานนี้พวกเราสู้ไม่มีถอยอยู่แล้ว มาถึง Provence ทั้งที มัวแต่กลัวแดดก็อดได้รูปสวยๆ อ่ะจิ 😆

วันที่ 3 เริ่มต้นวันแบบไม่รีบอีกเช่นเคย วันนี้จุดหมายแรกที่พวกเราจะเดินทางไปกันคือเมือง Gordes (กอร์ด)

Gordes (กอร์ด)

Gordes เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่บนเนินเขาในเขต Provence เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีแลนด์มาร์คที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่สร้างบ้านจากหินภูเขา ตัวเมืองไม่ใหญ่มาก สามารถเดินเล่นไปได้เรื่อยๆ

เดินกันพักนึงก็ตัดสินใจว่าไปโบสถ์ Abbaye de Sénanque กันดีกว่า (เพราะเหนื่อยแดด 😬) โบสถ์นี้เรียกได้ว่าแทบจะเป็นสัญลักษณ์ของ Provence เลยทีเดียว เพราะถ้า search หา Provence เมื่อไหร่เป็นต้องได้เจอรูปโบสถ์นี้ด้วยแน่นอน

Abbaye de Sénanque

ที่โบสถ์นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดชมดอกลาเวนเดอร์ที่สวยอีกจุดนึงเลย แต่เสียดายว่าตอนที่เรามากัน เค้าเพิ่งตัดดอกลาเวนเดอร์ไป เลยไม่มีโอกาสได้เห็นเลย (ความที่แดดร้อนมาก เราเลยต้องแต่ง protect ตัวเองเยี่ยงนี้ 😬) จากโบสถ์ Abbaye de Sénanque เราก็ไปทานมื้อเที่ยงกัน

ร้านที่เจอเป็นร้านอาหารธรรมดาๆ แต่ร้านน่ารัก น่าหลบแดด เลยเลือกร้านนี้กัน

อิ่มละก็เดินเล่นถ่ายรูปในหมู่บ้านกันหน่อย คนไทยนี่ชนะเลิดจริงๆ เดินถือร่มอยู่ชาติเดียวเลย 🤣

จากที่นี่พวกเราก็เดินทางไปหมู่บ้านต่อไปเลย ซึ่งก็คือ

Roussillon (ครูสซิยง) หมู่บ้านสีส้ม ที่ได้ชื่อนี้มาก็เพราะที่หมู่บ้านนี้มีการนำแร่ Orce ที่มีสีแดงกับสีส้มมาผสมปูนทาบ้านเรือน ทำให้หมู่บ้านนี้มีสีสันสดใสมาก จนได้ชื่อว่าสวยที่สุดในฝรั่งเศส ซึ่งก็สวยมากจริงๆ (มองจากจุดชมวิว 😁)

Roussillon (ครูสซิยง)

แต่ที่หมู่บ้านนี้คือ peak จริง ลงจากรถเดินมาจุดถ่ายรูปชมวิวได้เท่านั้นแหละ หันมามองหน้ากัน จ้ะ ขึ้นรถไปที่ถัดไปละกัน 555 แดดแทบย่างไก่แบบไม่ต้องก่อไฟได้เลย ขนาดเรายังไม่ไหวเลย สงสารแม่เราที่เข้าวัย 76 กะหลานๆ อีก 2 หน่อมาก เลยจำใจต้องขอลาหมู่บ้านแสนสวยนี้ไปแบบปัจจุบันทันด่วน 😆 ไปจุดหมายต่อไปดีกว่า

Marseille (มาร์กเซย) เป็นเมืองหลวงของแคว้น Provence-Alpes-Côte d’Azur ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ถือเป็นเมืองท่าสำคัญที่สุดทางตอนใต้ของประเทศ และเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของฝรั่งเศส เป็นรองจากปารีส และลียงเท่านั้น

Marseille (มาร์กเซย)

เรานั่งรถขึ้นเขาไปยัง มหาวิหาร Norte-Dame de la Garde (โนเตรอะดาม เดอ ลาการ์ด) ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กของเมืองเลยก็ว่าได้

Norte-Dame de la Garde (โนเตรอะดาม เดอ ลาการ์ด)

Norte-Dame de la Garde เป็นโบสถ์สมัยโรมัน-นีโอไบแซนไทน์ ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 ตั้งอยู่บนยอดเขาโดดเด่นสวยงามมาก ตัวมหาวิหารทำจากหินอ่อนสีขาวสลับเทา ตรงหน้าโบสถ์จะมีหอระฆังทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่ บนยอดของโบสถ์จะมีรูปปั้นสีทองของพระแม่มารีอุ้มเด็กหันหน้าออกสู่ทะเล โดยมีความเชื่อว่าทุกครั้งก่อนออกเดินเรือ นักเดินเรือทุกคนจะต้องมาที่โบสถ์แห่งนี้เพื่อขอพรพระแม่ให้ช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเค้าให้ออกเรือไปและได้กลับมาหาครอบครัวอย่างปลอดภัย

Norte-Dame de la Garde (โนเตรอะดาม เดอ ลาการ์ด)

จาก Norte-Dame de la Garde เราไปแวะถ่ายรูปที่หมู่บ้าน Cassis (กาซีส์) จุดหมายสุดท้ายของวันนี้ เพื่อไปดูท่าจอดเรือยอร์ช

จุดชมวิวนี้จะอยู่ภายในสวนสาธารณะ ส่วนท่าจอดเรือจะอยู่ในหุบเขาด้านล่าง เวลาถ่ายรูปมาจากด้านบนจะสวยมาก (อืม เศรษฐีที่นี่เยอะจริงๆ เรือยอร์ชเพียบเลย 😁)

Cassis (กาซีส์)

จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับ La Ciotat กัน เหมือนเดิม ทานข้าวเย็น เดินเล่นร้านขายของข้างทาง เป็นอันจบทริปวันที่ 3 กันค่ะ (ภาพเดินตลาดนี่ประมาณ 2 ทุ่มนะเนี่ย 😬 แดดยังเปรี้ยงอยู่เลย)

La Ciotat (ลาซิโอตาต์)

วันที่ 4 หลังจากเสร็จภารกิจตอนเช้าก็ออกเดินทางไปที่แรกกันเลยค่ะ

Le Baux de Provence (เลโบเดอโพรวองซ์) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ซี่งถือว่าเป็นทำเลที่ดีมาก ในสมัยก่อนพวก Celts จึงสร้างป้อมปราการขึ้นที่นี่เพื่อใช้ป้องกันข้าศึก พอในสมัยยุคกลางเมืองนี้ก็เลยกลายเป็นศูนย์กลางในการปกครองเมืองเล็กเมืองน้อยรอบๆ นั้นทั้งหมด แต่ในปัจจุบัน Le Baux de Provence กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว และมีประชากรจริงๆแค่ 22 คนเท่านั้นเอง 😆

เมื่อขึ้นไปถึงบริเวณกำแพงเมือง เราจะมองเห็นวิวแบบพานอรามาของทั้งเมืองได้ สวยงามมาก และลมก็แรงมากเช่นกัน (แรงแบบตัวปลิวเลย พูดจริงๆ นะ 😬)

Le Baux de Provence (เลโบเดอโพรวองซ์)

Le Baux de Provence เป็นเมืองที่น่ารักมากๆ เมื่อเดินผ่านประตูเมืองเข้ามาก็เจอกับร้านขายของเต็มไปหมดเลย เราเดินเที่ยวและทานข้าวเที่ยงกันที่เมืองนี้

Le Baux de Provence (เลโบเดอโพรวองซ์)

จาก Le Baux de Provence พวกเรามุ่งหน้าไปเมืองต่อไป

Arles (อาร์ล) เป็นเมืองที่ Vincent Van Gogh ศิลปินคนโปรดที่เราชื่นชอบผลงานของเค้ามากมาอาศัยอยู่ เค้าตัดหูตัวเองเนื่องจากทะเลาะกับ Paul Gauguin จิตรกรร่วมวงการและเพื่อนร่วมห้องที่เมืองนี้ รักษาตัวอยู่พักนึงที่เมืองนี้ และสร้างผลงานที่เมืองนี้มากมายหลายชิ้น จนทำให้เมืองนี้กลายเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวไปเลย

เมื่อเดินเข้าเมืองมาก็จะเห็นสัญลักษณ์ของ Van Gogh และร้านขายของที่ระลึกที่มีภาพผลงานของ Van Gogh อยู่มากมาย

Arles (อาร์ล)

Arles เป็นเมืองที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่เราไปมาก่อนหน้า

เมื่อเดินไปเรื่อยๆ จะเจอกับ Arena ขนาดย่อมๆ (เล็กกว่าที่โรมมาก) แต่รูปแบบใกล้เคียงกันเลย ในสมัยโรมันใช้ที่นี่เป็นสนามต่อสู้ของ Gladiator พอหมดยุคโรมันจึงใช้ที่นี่เป็นสนามโชว์สู้วัวกระทิงแทน

Arles (อาร์ล)

จาก Arena เราเดินไปตามทางก็จะเจอกับร้าน Cafe la nuit ร้านต้นแบบที่ Van Gogh เคยภาพวาดไว้ ทำให้ร้านนี้ดังไปเลย กลายเป็น 1 ใน destination ของนักท่องเที่ยว

Cafe la nuit

วิวในเมือง ท่ามกลางแดดเปรี้ยง 😵

Arles (อาร์ล)

เดินต่อมาก็จะเจอกับ รพ.ที่ Van Gogh เคยมารักษาตัวอยู่ที่นี่ และมีผลงานภาพวาดของสถานที่แห่งนี้เช่นกัน

Arles (อาร์ล)

สวนสวยมาก ร่มรื่นพอให้ได้พักคลายร้อนกันได้หน่อย

ถึงเวลาต้องออกจากเมือง Arles กันเพื่อไปยังจุดหมายที่รอคอย

Carrieres de Lumieres

Carrieres de Lumieres เป็นการเอาเหมืองเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาทำเป็นพิพิทธภัณฑ์ศิลปะแบบมัลติมีเดีย 4D คือใส่ภาพศิลปะแบบเคลื่อนไหวและมีเพลงประกอบด้วย (โคดเจ๋ง 👏👏👏) เราต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมงานแสดง โดยที่ไม่มีการจำกัดเวลาเข้า สามารถอยู่ข้างในได้นานแค่ไหนก็ได้ตามที่เราต้องการ ใช้เวลารอซื้อตั๋วนานพอสมควร

ข้างในจะเป็นเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่มาก จัดแสดงงานศิลปะของ Van Gogh ทั้งหมด โดยจะเป็นการเปิดภาพสลับกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าเราจะยืนอยู่ที่จุดไหนก็จะได้เห็นงานแสดงได้ทั้งหมด ไม่ต้องยืนกระจุกกันเหมือน concert hall อะไรแบบนั้น

Carrieres de Lumieres

เรายืนดูแบบขนลุก ทึ่งทั้งวิธีการนำเสนอ ทึ่งทั้งผลงานของศิลปิน Vincent Van Gogh

Carrieres de Lumieres

มาฝรั่งเศสคราวนี้โชคดีไม่รู้จะโชคดียังไง เพราะที่นี่เปิดแสดงผลงานของ Van Gogh พอดี (ซึ่งงานศิลปะที่แสดงที่นี่จะสลับสับเปลี่ยนศิลปินไปเรื่อยๆ) แม่เรารวมถึงหลานๆ ซึ่งแทบไม่รู้จัก Van Gogh เลยยังยอมอยู่ใน hall นั้นกันเป็นชั่วโมง เพลิดเพลินไปกับภาพวาดของ Van Gogh (หรือเพลิดเพลินกับแอร์เย็นๆ ก็ไม่รู้ 🤣) จนได้เวลากลับ

Carrieres de Lumieres

ถ้าใครมีโอกาสมา Provence แนะนำให้มาดูงานแสดงศิลปะที่ Carrieres de Lumieres ไม่เสียดายเวลาเดินทาง ไม่เสียดายเวลาที่รอซื้อตั๋ว และไม่เสียดายค่าตั๋วเลย

เป็นอันจบทริปเมือง Arles และจบทริปในวันนั้นอย่างสุดประทับใจ 😊

วันที่ 5 ของการเดินทาง พวกเราต้อง check out ออกจากเมือง La Ciotat แล้วเพราะจะต้องไปนอนที่ Nice (นีซ) อีก 2 คืนจากนี้ ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ออกจาก La Ciotat ก็แวะเมืองที่เป็นต้นกำเนิดน้ำหอมกันหน่อย

Grasse (กราซ) เดิมทีเมืองนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของการฟอกหนัง ซึ่งรวมถึงการทำถุงพระหัตถ์ให้พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดีชี ราชินีของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 ด้วย ต่อมาพระนางทรงรับสั่งให้ปลูกดอกไม้นานาพันธุ์ในเมืองกราซเเห่งนี้ ซึ่งมีทั้ง มะลิ, กุหลาบ, ซ่อนกลิ่น เเละลาเวนเดอร์ เพื่อสกัดออกมาเป็นน้ำหอม เเละให้นำน้ำหอมนั้นมาอบกลิ่นเข้าไปในถุงพระหัตถ์ของพระองค์ ตั้งเเต่นั้นมาเมืองเเห่งนี้จึงเริ่มทำการผลิตน้ำหอมควบคู่ไปกับการฟอกหนัง (ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Perfume The Story of a Murderer น่าจะพอนึกภาพออก)

ที่แรกที่เรามาเที่ยวคือโรงงานผลิตน้ำหอม Fragonard (ฟราโกนาร์ด) ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์น้ำหอมที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศส แต่พวกเราไม่ได้เข้าไปดูวิธีการผลิตน้ำหอมกันหรอก แค่เดินดูรอบๆ และแวะร้านขายของตามเคย 😁

Fragonard (ฟราโกนาร์ด)

ผลิตภัณฑ์ของที่นี่ไม่ว่าจะเป็นสบู่ น้ำหอม เทียนหอม กลิ่นอโรม่า ทำออกมาได้น่าซื้อมากๆ ขนาดถุงช็อปปิ้งยังสวยมากเลย 😆 หลังจากจัดการของที่ระลึกที่นี่ไปพอหอมปากหอมคอ ก็ได้เวลาออกไปเดินเล่นในเมืองกัน

Grasse (กราซ)

ดูจากรูปปั้นละ สมัยก่อน คนขายน้ำหอมต้องแบกกันขนาดนี้เลยนะเนี่ย 😵👏 นับถือ

Grasse (กราซ)

ในเมืองน่ารักมาก มีกิมมิคด้วยการใช้ร่มตกแต่งทางเดินเต็มไปหมดเลย ร้านรวงก็ตกแต่งกันน่ารั๊กน่ารัก (แต่บางร้านเค้าก็ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปนะจ๊ะ 😅)

Grasse (กราซ)

ร้านนี้มีใบปิดหนังเรื่อง Perfume The Story of a Murderer ตั้งโชว์ด้วย

Grasse (กราซ)

จากเมือง Grasse พวกเราเดินทางต่อไปที่เมือง Saint-Paul-de-Vence (เซนต์ พอล เดอ วองซ์)

Saint-Paul-de-Vence เป็นเมืองที่เรายกให้เป็นเมืองที่สวยที่สุดของทริปนี้เลย 🥰

เมืองนี้เป็นเมืองเก่าสไตล์ยุคกลาง ซึ่งยังคงสภาพเดิมอยู่มาก เมื่อเดินเข้าเมืองมาก็จะเจอกับประตูเมืองโบราณกันก่อนเลย

Saint-Paul-de-Vence (เซนต์ พอล เดอ วองซ์)

ทางเดินที่นี่ก็จะเป็นทางเดินแคบๆ คลาสสิคๆ

Saint-Paul-de-Vence (เซนต์ พอล เดอ วองซ์)

เมืองนี้มีร้านอาหาร คาเฟ่มากมาย แต่ละร้านตกแต่งกันน่านั่งน่าถ่ายรูปไปหมดเลย

Saint-Paul-de-Vence (เซนต์ พอล เดอ วองซ์)

นอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวแล้ว Saint-Paul-de-Vence ยังเป็นเมืองที่บรรดาศิลปินไม่ว่าจะเป็นในวงการภาพยนตร์ (เพราะอยู่ไม่ไกลจากคานนส์) หรือจิตรกรเอกของโลกหลายคน ก็ล้วนแต่เคยมาพักผ่อนที่นี่เพื่อหาแรงบันดาลใจในการวาดรูป เช่น Pablo Picasso ทำให้ที่นี่เป็นเหมือนเมืองแห่ง Artist และมี Gallery ขายภาพมากมาย

Saint-Paul-de-Vence (เซนต์ พอล เดอ วองซ์)

ก่อนกลับ เดินมาเจอร้านอาหารไทยที่เมืองนี้ด้วย เลยต้องอุดหนุนกันหน่อย พวกเราซื้ออาหารไทยไว้เป็นเสบียง เผื่อเย็นนี้ใครขี้เกียจออกจากห้อง จะได้มีอาหารทาน 😁

Saint-Paul-de-Vence (เซนต์ พอล เดอ วองซ์)

ออกจากเมืองนี้เราก็ต้องเดินทางเข้าสู่ Nice (นีซ) เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน และนักท่องเที่ยวมากมาย เอาจริงๆ เราชอบบรรยากาศสบายๆ แบบเมืองเล็กๆ แบบนี้มากกว่าเยอะเลย อยู่แต่เมืองเล็กๆ เที่ยวแต่เมืองเล็กๆ มาหลายวัน เริ่มชินซะละ

นั่งรถประมาณชั่วโมงจาก Saint-Paul-de-Vence พวกเราก็มาถึง

Nice (นีซ) เมืองตากอากาศที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของฝรั่งเศส

Nice (นีซ)

Nice เป็นเมืองที่เราเคยได้ยินชื่อตอนเรียนภาษาฝรั่งเศสสมัย ม.ปลาย เมื่อน๊านนนนนานมาละ วันนี้ได้มาเยือนที่นี่ซะที เมืองนี้สมกับเป็นเมืองตากอากาศของเศรษฐีจริงๆ เพราะมีความหรูหราไฮโซ มีโรงแรมดังๆ มากมาย ใครที่ชอบช็อปปิ้ง มาที่เมืองนี้ก็ไม่ผิดหวัง ร้าน brand name มีครบทุกยี่ห้อ ร้านอาหาร fine dinning ก็เต็มไปหมด ช่างแตกต่างจากเมืองเล็กๆ ที่เราเพิ่งจากมาลิบลับ 😬

Nice (นีซ)

หลังจาก check-in เข้า Hotel West End เรียบร้อยก็ออกมาเดินเล่น ทานอาหารค่ำกัน

Hotel West End

วันนั้นเหนื่อยพอสมควร แม่และหลานสาวเลยขอไม่ออกไปเดินสำรวจเมือง ขอทานอาหารไทยที่ซื้อมาไว้แทน เย็นนั้นเลยเหลือสมาชิกกัน 4 คน ความจริงในละแวกโรงแรมมีร้านอาหารน่าทานเยอะมาก แต่ความที่เราไม่ได้จองมาก่อน และแต่ละร้านก็มีคนเยอะมากกก เราเลยตัดสินใจเลือกทานอาหารจีนแบบ fast food ดีกว่า จะได้รีบกลับไปพักผ่อน ปรากฎว่าก็ใช้ได้นะ ราคาไม่แพง รสชาติโอเค สมราคา หลังจากทานอาหารเย็นกันจนจุก เราก็กลับโรงแรมเพื่อเตรียมตัวไปเที่ยววันพรุ่งนี้ซึ่งจะเป็นวันเที่ยววันสุดท้ายของพวกเราแล้ว 😱 Oh nooo

วันที่ 6 (เที่ยววันสุดท้ายละน้า) ทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยก็มาเดินตลาดในเมือง เป็นตลาดขายของแบบ Farmer’s Market น่ารักมากๆ เลย

Nice (นีซ)

จากตลาด พวกเรานั่งรถไปที่ Colline Du Chateau หรือ Castle Hill เพื่อขึ้นไปเก็บภาพมุมสูงของเมือง Nice โชคดีไม่ต้องเดินขึ้นเขา ที่นี่เค้ามี lift อำนวยความสะดวกให้ด้วย

Colline Du Chateau

ข้างบนมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อยู่ด้วย เห็นละน่าไปวิ่งออกกำลังกายมากๆ 😁

เดินชมวิวกันเสร็จละ พวกเราก็ออกจาก Nice เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ ประเทศ Monaco

Monaco (โมนาโก) นครรัฐเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กเป็นอันดับ 2 ของโลก (อันดับ 1 คือนครรัฐวาติกัน) มีขนาดพื้นที่แค่ 2.02 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรประมาณ 30,000 คน เลยทำให้ Monaco กลายเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก 🤣 ตั้งอยู่บนชายฝั่ง French Riviera ที่สวยงาม เป็นประเทศที่บรรดาเศรษฐีชอบย้ายมาอยู่ เพราะที่นี่ไม่มีการเก็บภาษีรายได้และภาษีมรดกนั่นเองจ้า

Monaco (โมนาโก)

เข้ามาในเมืองก็ตื่นตาตื่นใจจริงๆ นะ เพราะที่นี่รถ super car เยอะมากๆ แว๊นกันให้ดังสนั่นไปหมด

เราไปเที่ยวที่ Monte Carlo Casino กันก่อนเลย อ้อ ไม่ได้เข้าไปเล่นอะไรนะ เพราะเค้าไม่ให้เล่นอยู่ละ แค่เข้าไปถ่ายรูปเฉยๆ 😁

Monte Carlo Casino

Monte Carlo Casino เป็นคาสิโนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเลย สร้างขึ้นในปี 1856 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Baroque ข้างในหรูหราหมาเห่าโคดๆ ตกแต่งเยี่ยงพระราชวัง คนจะมาเล่นที่นี่ต้องแต่งตัวกันแบบในหนัง James Bond อะไรประมาณนั้นเลยนะ ไม่ใช่ไก่กาที่ไหนก็จะเข้าได้ อ้อ ที่นี่มีไว้สำหรับชาวต่างชาติเท่านั้น ห้ามคนในประเทศเข้ามาเล่นจ้า

บริเวณรอบๆ Monte Carlo Casino ก็หรูหราไม่แพ้กันเลย เต็มไปด้วยร้านแบรนด์เนม โรงแรม ร้านอาหาร และคาสิโนอื่นๆ

Monaco (โมนาโก)

จาก Monte Carlo Casino เราก็นั่งรถไปกันที่ Musée Océanographique de Monaco

Musée Océanographique de Monaco

ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์และสัตว์น้ำที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก เปิดในปี ค.ศ.1910 โดยเจ้าชายอัลแบรต์ที่ 1 แห่งโมนาโก แต่ๆๆ เราไม่ได้เข้าไปดูข้างในพิพิธภัณฑ์กันหรอกค่า 😅 ขออนุญาติใช้เป็นทางผ่านขึ้นมาเดินในเมืองกันนะ อิอิ เดินออกมาจากบริเวณพิพิธภัณฑ์ ก็จะเจอกับ

Saint Nicholas Cathedral เป็นโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกขนาดใหญ่ประจำชาติและประจำราชวงศ์โมนาโก สร้างขึ้นปี ค.ศ. 1875 ในรูปแบบนีโอโรมานซ์

Saint Nicholas Cathedral

โบสถ์นี้ถูกใช้เป็นที่ประกอบพิธีสำคัญทางศาสนา รวมถึงงานเลี้ยงต่างๆ มากมาย เป็นสถานที่ที่เจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโก และเจ้าชายเรนิเยร์ที่ 3 ได้ทำพิธีอภิเษกสมรสกันที่นี่ และยังเป็นที่เก็บพระศพของเจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโก และเจ้าชายเรนิเยร์ที่ 3 พระสวามีด้วย

ออกจากโบสถ์เราแวะหาร้านทานอาหารเที่ยงกัน เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยน ซึ่งเมนูร้านนี้ไม่เลวเลย 😋

Monaco (โมนาโก)

หลังจากอิ่มท้องก็ไปเดินเล่นกันต่อ

Monaco (โมนาโก)

เดินแป๊บเดียวก็มาถึงจุดชมวิวซึ่งอยู่ใกล้กับพระราชวัง Prince’s Palace of Monaco

Prince’s Palace of Monaco

จากบริเวณพระราชวัง เราเดินทะลุมาที่สวนสาธารณะ Jardin Exotique de Monaco

Jardin Exotique de Monaco

เป็นสวนสาธารณะที่สะอาด ร่มรื่นมาก เดินแป๊บเดียวก็กลับมาที่พิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์แล้ว เร็วมาก อืม เชื่อละ Monaco นี่เล็กจริงๆ 😆

ออกจาก Monaco ก็กลับ Nice เพื่อเตรียมตัวเก็บข้าวของกัน เพราะวันรุ่งขึ้น พวกเราจะต้องเดินทางกลับไทยแล้วจ้า

อ้อ ก่อนถึงโรงแรม แวะไปถ่ายรูปกับ Nice เป็นที่ระลึกซะหน่อย (ขี้เกียจรอต่อคิวถ่ายเพราะคนเยอะมวาก สุดท้ายเลือกถ่ายแต่ป้ายตอนคนน้อยดีกว่า เลยได้เด็กน้อยมาเข้าเฟรมด้วยเลย 😊)

Nice (นีซ)

วันสุดท้ายของการเดินทาง พวกเราต้อง check out ออกจากโรงแรมตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพื่อไปขึ้นเครื่องบินจาก Nice ไปยัง Paris และขึ้นเครื่องของการบินไทยกลับประเทศไทย วันสุดท้ายก็เลยไม่ได้ทำอะไรนอกจากขึ้นเครื่อง เปลี่ยนเครื่อง ขึ้นเครื่อง

ก็เป็นอันจบทริป Provence ดินแดนสุดแสนโรแมนติกของเรา ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงตอนจบนะคะ ทริปนี้ค่อนข้างยาวเป็นพิเศษเพราะรูปเยอะมาก 😁

อยากจะทิ้งท้ายว่า การเดินทางท่องเที่ยวกะครอบครัวก็สนุกไม่แพ้เดินทางกะเพื่อนเลยนะ แถมเราต้องคอยดูแลกัน ใส่ใจกันมากกว่าตอนอยู่บ้านซะอีก ทำให้เหมือนยิ่งได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น มันมีงอนกันบ้าง งี่เง่าบ้าง เฮฮาบ้าง แต่ก็เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และฝึกให้เด็กๆ รู้จักปรับตัวและอดทน 😊 ที่สำคัญ อย่าปล่อยให้คนสูงอายุต้องอยู่แต่ในบ้านเลย อย่าคิดว่าเค้าคงทำนั่นทำนี่ไม่ได้หรอก ถ้าเค้ามีความสุขกับการเดินทางท่องเที่ยวและยังเดินทางไหว (เหมือนแม่เราที่อายุ 76 แล้วแต่ใจยังวัยรุ่นอยู่ 😆) พาเค้าไปเถอะ ดูแลเค้าให้ดี ตระเตรียมอะไรๆ ให้พร้อม เค้าก็จะสนุกแล้วเราก็จะแฮปปี้ไปด้วย ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเดินทางของตัวเองนะคะ 😄

--

--

Jint
jwanderlust

หวัดดีค่ะ เราชื่อจิ๊น เราอยากให้ Blog นี้เป็นพื้นที่ที่เราได้แชร์เรื่องราวการเดินทางของเรา อยากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านได้มีความสุขกับ Blog นี้นะคะ