มนุษย์เงินเดือนเฮ! 5 สัญญาณ บอกว่า คุณกำลังจะเป็นเศรษฐี

มนุษย์เงินเดือนมีเฮ-01

“พระนอนสี่ เศรษฐีนอนหก ยาจกนอนแปด”

คำโบราณว่าไว้ ไม่เกินจริงสักเท่าไหร่ เกี่ยวกับเวลาในการนอนของคนในแต่กลุ่ม คุณก็พิจารณาเองว่าจะนอนอย่างพระ เศรษฐีหรือยาจก

หลายคนอยากเป็นเศรษฐีแต่เวลานอนมากกว่าแปดชั่วโมงด้วยซ้ำแล้วแบบนี้เมื่อไหร่กันที่จะได้เป็นเศรษฐี

อยากเป็นเศรษฐี ไม่ยาก ก็ต้องถามเศรษฐีว่าเขาทำยังไงถึงได้เป็นเศรษฐี!

เศรษฐีบอกว่า…

เศรษฐีทุกคนล้วนต่างมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับธุรกิจของเขาเอง นอกจากเวลาในการนอนแล้ว มีสัญญาณ 5 อย่าง ที่จะชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณจะสามารถเป็นเศรษฐีได้เช่นเดียวกัน

1.สร้างธุรกิจด้วยตัวเอง

ว่าที่เศรษฐีต้องรู้จักการพึ่งพาตนเอง สร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยตนเอง จากความรักความคลั่งไคล้ พัฒนาปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ล้มลุกคลุกคลีอยู่กับธุรกิจนั้น ๆ ด้วยความเอาใจใส่ จนรู้ปัญหารู้ทางแก้ไข

เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นมา สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้านแรงงานใช้บุคลกรให้ตรงกับความสามารถ ด้านผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน และด้านการตลาดรู้จักช่องทางในการจำหน่ายแก่ลูกค้า

เพราะการที่สร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยตนเองจะให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจได้ชัดเจนมาก รวมไปถึงเป็นการสร้าง Personal branding ได้อีกด้วย ถ้าทำได้ความเป็นเศรษฐีก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม

มนุษย์เงินเดือน จะสร้างธุรกิจอย่างไร?

การทำงานประจำ ไม่สามารถที่จะบริหารธุรกิจส่วนตัวไปพร้อม ๆ กัน ได้ดี หากยังต้องห่วงหน้า พะวงหลัง งานประจำก็ยังรักที่จะทำ ธุรกิจก็อยากทำ เพราะทำเงินให้มากกว่าเห็น ๆ

เศรษฐีหลายท่านแนะนำเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องเลือกว่าอยากทำอะไรมากกว่ากัน

เงินเป็นแค่ปัจจัยส่วนหนึ่งเท่านั้น

การทำทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน อาจจะไม่ได้ดีซักอย่างก็ได้

การเริ่มต้นหากอยากสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง ต้องทำเอง ช่วงแรกให้มองหาช่องทางทำเงิน ทำธุรกิจ ที่สามารถสร้างเงินได้ และใช้เวลาแค่หลังเลิกงานหรือวันหยุดก็สามารถสร้างเงินได้มากกว่างานประจำที่ทำอยู่ซักระยะหนึ่ง

หลังจากนั้น ก็ต้องเลือกแล้วล่ะระหว่างงานประจำที่คุณอยากทำ กับ ธุรกิจที่ทำเงินได้มากกว่า

เพราะอย่างที่บอกไปว่า “เงินเป็นแค่ปัจจัยส่วนหนึ่งเท่านั้น”

ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่สนับสนุนให้คุณทำสิ่ง ๆ นั้น

2.มีรายได้แบบ Passive income

การมีรายได้เข้ามาแบบไม่ต้องลงมือทำงาน ถือว่าเป็นจุดเด่นของเศรษฐี เพราะจะมีอิสระในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายถึงไม่ต้องทำงานเลย เพราะเศรษฐีต่า่งก็รู้ดีว่า กว่าจะสร้าง Passive income ได้ ต้องเหนื่อย หนัก แค่ไหน

ยกตัวอย่างเช่น ค่าลิขสิทธิ์ ค่าตอบแทนจากการลงทุนในธุรกิจของคนอื่น ดอกเบี้ย ค่าเช่า เป็นต้น

ซึ่งนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของรายได้ที่ไหลเข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องลงมือทำงานด้วยตัวเองมากเหมือนตอนที่เริ่มสร้างมันขึ้นมาให้กลายเป็นทรัพย์สิน

ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้คือ หนทางสร้าง Passive income ของเศรศฐียุคใหม่

ดังนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้

แต่ไม่ใช่ว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ จะทำไม่ได้นะครับ ผมขอแนะนำอย่างนี้

  1. เริ่มหางานเสริมหลังเวลาเลิกงานทำก่อน
  2. รับงาน Freelance
  3. นำเงินที่ได้มาออมเป็นทุน (แต่ยังรับงาน Freelance อยู่)
  4. มองหาช่องทางหาเงินเพิ่ม โดยไม่ต้องลงมือทำทุก ๆ ครั้งเพื่อให้ได้เงิน ผมมีไอเดียสำหรับการเริ่มทำงานบางอย่างที่สามารถกลายเป็นรายได้แบบ passive income ได้ เขียนโดย บก.ฮีโร่ ซัง อ่านได้ที่นี่ เปิด 10 วิธีสร้าง Passive income 2016

เมื่อมีรายได้ที่มากขึ้น โอกาสในชีวิตคุณก็มากขึ้น จะลาออกมาทำธุรกิจแบบเต็มตัว ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าจะมีรายได้มากพอสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือไม่ หรือหากสุขใจที่ได้ทำงานประจำนั้นอยู่ ก็ไม่มีเหตุจะต้องลาออก เพราะงานบางอย่างต้องเป็นพนักงานในบริษัทเท่านั้นที่ทำได้ รายได้จากงานประจำก็เป็นรายได้เสริมแทน

3.มีรายได้หลายช่องทาง

หากคุณอยากเป็นเศรษฐีแต่มีรายได้เพียงช่องทางเดียว บอกเลยว่ายาก นอกเสียจากรายได้นั้นจะมากมายมหาศาลเช่น การค้าน้ำมัน เป็นต้น เพราะฉะนั้นต้องสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทางเรียกว่าการต่อยอดทางธุรกิจ

สังเกตจากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายรายจะมีธุรกิจหลายอย่าง เช่นว่า เป็นเจ้าของโรงงานงานเครื่องดื่มชื่อดัง แล้วยังมีธุรกิจร้านอาหาร มีธุรกิจทางการท่องเที่ยวและการโรงแรม เรียกว่าเปิดช่องทางให้รายได้หลั่งไหลเข้ามาใส่ตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในแต่ละธุรกิจเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันปัญหาที่ว่ายิ่งทำธุรกิจยิ่งขาดทุน

แล้วมนุษย์เงินเดือนจะมีรายได้หลายช่องทางได้อย่างไร?

ในเมื่อ…

  1. ยังทำงานประจำอยู่เลย
  2. หลังเลิกงานก็เหนื่อยมากแล้ว ไม่อยากทำอะไร
  3. วันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ก็ต้องอยู่กับครอบครัว
  4. หารายหลายช่องทาง มันก็ต้องใช้เงินทุน ตอนนี้ยังไม่มีเงิน
  5. ฯลฯ

เชื่อไหมว่า “คุณทำได้” หาก “อยากทำ” เพราะอย่าลืมว่าไม่มีสิ่งใดมั่นคง แม้แต่เงินเดือนที่เราได้รับทุก ๆ เดือนจากงานประจำ

ถ้าจะบอกว่าเป็นข้ออ้างสำหรับการลงมือสร้างรายได้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะถ้าหากคุณลงมือทำอะไรบางอย่าง นั่นหมายถึงรายได้ที่เข้ากระเป๋าของคุณแน่นอน แต่ถ้าหาก รายได้ก็เท่าเดิม ความเสี่ยงอยู่คนเจออยู่ก็มากขึ้นแน่นอน เพราะอัตราเงินเดือนขึ้นในแต่ละปี เฉลี่ยแล้ว 3–5% เป็นปกติ ซึ่งจะว่าไปแล้วอัตราเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราใกล้เคียงกัน

ถ้าปีไหนบริษัทที่คุณทำงานให้บอกว่า “ไม่มีเงินเดือนขึ้น” เพราะยอดขายไม่ไดี ไม่ได้ตามเป้า เศรษฐกิจไม่ดี นั่นหมายถึงคุณ “เงินเดือนลด” แล้วนะ

  1. ยังทำงานประจำอยู่เลย >> ทำได้ถ้าอยากทำ
  2. หลังเลิกงานก็เหนื่อยมากแล้ว ไม่อยากทำอะไร >> ถ้าไม่ทำความเสียงเพิ่มขึ้นนะ
  3. วันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ก็ต้องอยู่กับครอบครัว >> พาครอบครัวไปด้วย งานบางอย่างสามารถทำที่บ้านได้
  4. หารายหลายช่องทาง มันก็ต้องใช้เงินทุน ตอนนี้ยังไม่มีเงิน >> เริ่มจากเล็ก ๆ ซิ งานบางอย่างแทบไม่ต้องใช้เงินลงทุน
  5. ฯลฯ

4.เน้นคุณค่าระยะยาว

หลายธุรกิจโด่งดังและสร้างมูลค่าให้ตัวเองในระยะเวลาสั้น ๆ เรียกว่ามาแรงไปเร็ว เปิดตัวธุรกิจมาสร้างรายได้อย่างมากมาย แต่ไม่นานก็ต้องปิดตัวลงไป แบบนี้คงไม่ดีแน่เพราะเจ้าของธุรกิจต้องหมั่นคิดธุรกิจตัวใหม่ออกมาเรื่อย ๆ จะดีกว่าไหมถ้าเราเลือกทำธุรกิจที่ให้คุณค่าในระยะยาว เรียกว่าทำธุรกิจนี้สร้างรายได้ไปทั้งชีวิต

แนวทางการทำธุรกิจแบบนี้คงหนีไม่พ้นการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่ อันได้แก่ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังกินขี้ปี้นอน ธุรกิจเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ตลอดไป อยู่ที่ว่าเจ้าของธุรกิจจะมีเทคนิควิธีการในการดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้อย่างไร

ยกตัวอย่างธุรกิจร้านอาหาร นอกจากความอร่อยความสะอาดของอาหารแล้ว บรรจุภัณฑ์และบรรยากาศภายในร้าน ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเติบโต รวมไปถึงโปรโมชั่นที่เอาใจลูกค้าให้มาเป็นลูกค้าประจำร้าน เป็นต้น

5.เพื่อนสนิท 5 คนของคุณเป็นเศรษฐี

ว่าที่เศรษฐีต้องมีเพื่อน จะดีมากถ้าเพื่อนของคุณเป็นเศรษฐี ไม่ได้แนะนำว่าให้คบแต่เพื่อนที่เป็นเศรษฐีนะ แต่หมายความว่าในบรรดาเพื่อน ๆ ทั้งหลายทั้งมวลของคุณ ให้มีสัก 5 คนที่เป็นเศรษฐี

เพราะบุคลิกและนิสัยเศรษฐีของเพื่อนคุณจะค่อย ๆ ซึมซับมาสู่คุณอย่างช้า ๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว ซึ่งนั่นเองจะช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีได้ง่ายขึ้น เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คุยธุรกิจบนโต๊ะอาหาร” ใช่ไหม

นั้นหมายถึงโอกาสที่คุณจะได้เสนอไอเดียธุรกิจ หาผู้ลงทุนร่วมก็จะง่ายและมีเปอร์เซ็นต์สำเร็จมากขึ้น คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงการลงทุนกับคนไม่รู้จัก

แต่ถ้าเป็นเพื่อนกันแล้วละก็ อะไรอะไรก็จะง่ายขึ้นอีกเยอะ ที่สำคัญเพื่อนที่เป็นเศรษฐีของคุณเขาจะช่วยแนะนำคุณว่าข้อควรระวังในการทำธุรกิจคืออะไร

เรียกได้ว่าประสบการณ์ของเพื่อนจะช่วยเตือนสติเรานั่นเอง อย่าลืมตอบแทนเพื่อนของคุณด้วยความจริงใจ ไม่ใช่มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์จากเพื่อนอยู่ฝ่ายเดียว

เพราะคำว่าเพื่อนคือการเกื้อกูลกันและกันด้วยความจริงใจ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนแท้

คำถามคือ แล้ว มนุษย์เงินเดือนจะไปมีเพื่อนเป็นเศรษฐีที่ไหนกัน!

วัน ๆ เจอแต่เพื่อนที่ทำงานด้วยกัน เงินเดือนก็ก้ใกล้ ๆ กัน แทบไม่ได้แตกต่างกันเลย

เรื่องนี้แก้ได้ แก้ง่าย เริ่มได้เลย

นั่นคือ “อ่านหนังสือของเศรษฐี”

คนรวย คนที่ประสบความสำเร็จ เศรษฐี มากมายออกมาเขียนหนังสือเพื่อแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ของพวกเขา ความรู้ที่เราอ่าน หนังสือที่เราคลุกคลีอยู่เป็นประจำนั่นแหละคือ เพื่อนคู่คิดของเรา

เรื่องที่เราอ่านมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขา เราได้เรียนรู้เรื่องจริงการสร้างธุรกิจของเขา ความผิดพลาดของเขา มันราคาถูกมากหากเราต้องเอาชีวิตและเงินทุนของเราไปลงทุนเอง

เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น อ่านหนังสือที่ Leader Wings แนะนำสำหรับคุณ

สรุป

นี้เป็น 5 สัญญาณขั้นต้นที่จะช่วยชี้ทางให้คุณกลายเป็นเศรษฐี ลองสำรวจตัวเองดูว่ามีครบทุกข้อหรือไม่

แม้จะไม่มีครบทั้ง 5 ข้อ ก็ขอให้พัฒนาตนเองให้มีอย่างน้อย 3 ข้อเป็นเบื้องต้น แล้วค่อย ๆ พัฒนาตนเองไปเรื่อย ๆ

พึงระลึกไว้เสมอว่าเศรษฐีไม่ใช่คนที่ร่ำรวยเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงเป็นคนร่ำรวยศีลธรรม รู้จักการให้ทาน แบ่งปันความสุขแก่เพื่อนมนุษย์จึงจะได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีโดยสมบูรณ์แบบ