อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้

saving-01

“มีรายได้ ใช้จ่ายอย่างประหยัด จัดสรรลงทุนให้งอกเงย และใช้ชีวิตให้คุ้มค่า”

คำพูดลักษณะนี้คงจะเคยได้ยินกันนับครั้งไม่ถ้วน แต่น้อยคนนักที่จะทำได้ เพราะมักมีเหตุให้ต้องใช่จ่ายอยู่ร่ำไป

การออมเงิน ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงมีความคิดริเริ่มเก็บเงินสำหรับใช้ทำอะไรบางอย่าง ก็เป็นเรื่องที่น่ายกย่องแล้ว

โดยการตั้งเป้าหมายในชีวิตเพื่อฝึกวินัยทางการเงิน เช่น ออมเงินไว้ลงทุนในอนาคต ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อของใช้ส่วนตัว ท่องเที่ยว เก็บเงินแต่งงาน สำหรับเรียนต่อในระดับปริญญาโท-เอก เป็นทุนการศึกษาแก่ลูกหลาน เก็บไว้ใช้ในวัยกลางคน หรือยามวัยเกษียณ ฯลฯ

อย่างที่คุณหนูดี วนิษา เรซ เคยกล่าวไว้ว่า

“อัจฉริยภาพมันเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่ง ถ้าเราสามารถใช้มันแก้ปัญหาชีวิตของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในวัยเรียน วัยทำงาน ปัญหาความรัก ปัญหาการลงทุน ก็นับว่าคุ้ม”

วันนี้จึงมีเคล็ดลับดี ๆ สำหรับคนที่อยากเก็บเงินมาก ๆ แบบการลงทุนในระยะสั้นมาฝากกัน แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ ก็คือ

  1. เงินออม 30% ของรายได้ในแต่ละเดือน ในก้อนของเงินออมจะแบ่งเป็น การออมแบบฝากประจำและกองทุนรวม 45% และใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 25%
  2. รายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน อาทิ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันรถ และจิปาถะอื่น ๆ

หรือทำตามสูตรการออมเงินที่เขานิยมใช้กันทั่วไป เช่น สูตรในการจัดสรรเงินออมเบื้องต้น ดังนี้

แบ่งกองเป็น “เงินออมทั้งหมด = เงินเพื่อใช้จ่าย + เงินเผื่อฉุกเฉิน + เงินเพื่อลงทุน”

เทคนิคการออมเงินแบบต่าง ๆ

  • ออมแบบแบ่งใส่ถุง

อาจแบ่งใส่เป็นซองซิบ หรือ ถุงพลาสติกแบบใส แยกใช้วันต่อวัน วันละ 150–200 บาท เพื่อฝึกวินัยไม่ให้เผลอใช้จ่ายมากจนเกินความจำเป็น สำหรับเงินที่เหลือในแต่ละวันให้หยอดกระปุก แล้วค่อยนำธนบัตรมาแลกเหรียญหลังจากที่เก็บเงินได้จำนวนหนึ่งแล้ว เพื่อนำไปแปรสภาพออมทรัพย์ในรูปแบบอื่นต่อไป

  • ออมแบบแยกกระปุก

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บเงินในระยะสั้น เพื่อท่องเที่ยวหรือซื้อของขวัญให้คนพิเศษ โดยแต่ละกระปุกจะมีรายละเอียดกำกับไว้ เช่น ชื่อเป้าหมาย งบประมาณที่กำหนด วัน เวลา และสถานที่ ก็จะทำให้สามารถเก็บเงินโดยไม่เบียดเบียนเงินออมส่วนอื่น

  1. ออมแบบเก็บธนบัตร

หลายคนคงรู้จักวิธีการออมเงินธนบัตร ใบละ 20, 50 หรือ 100 บาทกันมาก่อน เพื่อสร้างนิสัยและวินัยในการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ แต่การออมเงินลักษณะนั้นจะต้องใช้เวลา ไม่เร่งรีบ กว่าจะได้แต่ละครั้ง ก็ใช้เวลานานหลายเดือน จึงขอแนะนำแนวทางใหม่ เมื่อไปกดเงินที่ตู้ ATM แนะนำให้กด 1,500 บาท แล้วเก็บธนบัตรใบละ 500 ไว้ ห้ามใช้เด็ดขาด! จากนั้นเริ่มหยอดกระปุกของคุณด้วยธนบัตรใบละ 500 บาทแทน จะทำให้คุณสามารถเก็บเงินได้เดือนละหลายพันบาท ความหวังที่จะมีเงินแสนคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

  • ออมเงินเท่ารายจ่าย

ออมเงินให้เท่าเงินที่คุณใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ลองคำนวณดูว่าคุณใช้จ่ายกับสิ่งไหนมากที่สุด เช่น กินกาแฟวันละหลายแก้วทุกวัน หรือกินบุฟเฟ่ต์ทุกอาทิตย์ ถ้าคิดว่าไม่สามารถทำได้ ควรเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมการบริโภคให้น้อยลง จากวันละหลายแก้วหรือทุกอาทิตย์ ให้เปลี่ยนเป็นซื้อมาชงเองหรือออกไปทานบุฟเฟ่ต์เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อจะนำเงินจำนวนนั้นมาเก็บออมแทน

  • ออมแบบเก็บธนบัตร

หลังจากทำงานมาหลายปี เรามีเทคนิคการออมเงินภายใน 1 ปี โดยเก็บเงินเดือนละพันสองพัน จนครบหนึ่งหมื่นกว่าบาทถึงสองหมื่นแล้วแต่กำลังทรัพย์ จากนั้นลองซื้อสลากออมสิน ประเภทเผื่อเรียก 3 ปี คุณอาจมีโอกาสถูกรางวัลงวดพิเศษบ่อยครั้ง หรือลงทุนซื้อกองทุนในตลาดหลักทรัพย์ของธนาคาร เพื่อให้เงินงอกเงย ในระหว่างที่คุณกำลังทำงานดูสิ คุ้มค่ากว่าการฝากเงินออมทรัพย์ธรรมดาเป็นไหน ๆ ไม่มีความเสี่ยงมาก และได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจกลับมา

ทั้งนี้การซื้อกองทุนใด ๆ ให้ลองประเมินความเสี่ยงของเรา เปรียบเทียบกับสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม ลองศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับกองทุนรวม เช่น Siamchart, Morningstar, Thai Mutual Fund และ AIMC เพื่อหากองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ มากกว่ากองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูง หรือสอบถามบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่เป็นผู้ออกกองทุน เพื่อที่จะได้ทราบรายละเอียดการลงทุนที่ชัดเจน เช็คดูให้แน่ใจว่า กองทุนที่เรากำลังจะลงทุนให้เงินปันผลมากน้อยเพียงใด ในกรณีที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ต้องศึกษาให้ละเอียดว่า หน่วยการลงทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงหรือไม่

คำนวณค่าธรรมเนียมกองทุนที่เหมาะสม เนื่องจากถ้าเป็นการลงทุนในระยะยาวอาจจะต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมสูงมากขึ้นตามไปด้วย จึงจำเป็นต้องเลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่าย Total Expense ratio(ตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม) ที่ค่อนข้างต่ำ กองทุน Active ไม่ควรเกิน 2.0–2.5 % กองทุน Passive ไม่ควรเกิน 1 %

เลือกว่าจะลงทุนในกองทุนเปิด หรือกองทุนปิด ตรวจสอบให้แน่ชัดว่ากองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนประเภทที่ไม่ขายคือหน่วยลงทุนได้ก่อนเวลา หรือเป็นกองทุนปิด เพราะอาจจะทำให้เราเสียโอกาสขายคืนหน่วยลงทุนได้ก่อนเวลาที่กำหนด กล่าวคือ หากเกิดฉุกเฉินอาจจะไม่สามารถนำเงินมาใช้จ่ายได้

ติดตามผลการลงทุน โดยปรับพอร์ตให้ความเสี่ยงคงที่(Portfolio Rebalancing) เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเวลาตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น เราก็มีโอกาสทำกำไรจากการขายและเตรียมเงินสดไว้ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลดลง โดยรวมแล้วทำให้เราได้ช้อนซื้อเมื่อหุ้นตกและขายเมื่อหุ้นขึ้น หรือที่เรียกว่า “ซื้อถูกขายแพง” นั่นเอง

กองทุนที่น่าลงทุน

วันนี้เรามีกองทุนดี ๆ มานำเสนอ ตัวอย่างเช่น

1.กองทุนหุ้น

เช่น ABSM ของ บลจ.อเบอร์ดีน เป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนกับหุ้นขนาดเล็กถึงกลาง มีแนวโน้มการเติบโตสูง และได้ผลตอบแทนที่ดี หรือ กองทุนหุ้นของบัวหลวง BTK เป็นกองทุนที่น่าจับตามอง มีการคัดเลือกหุ้นได้ดี จนทำให้ผลตอบแทนที่ได้เติบโตสม่ำเสมอ

2.กองทุนหุ้นปันผล

ขอแนะนำเป็นกองทุน KFSDIV ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการฝากออมทรัพย์แน่นอน ซึ่งเราเองก็เลือกลงทุนในกองทุนนี้เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น 1 VAL-D, KTSE, M-S50 เป็นต้น

3.Passive Fund

เป็นกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีดีกว่ากองทุน Active หลายตัวแน่นอน ได้ผลตอบแทนที่ดี แค่คุณมีเงินทุนเพียง 1,000 บาทก็สามารถลงทุนได้ เช่น KSET50, SCBSET50, 1-AM Set50, TMBSET50

4.กองทุนตราสารหนี้

เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจจะลงทุน ควรมีติดไว้ในพอร์ตการลงทุนของเรา เพื่อกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม กองทุนที่น่าสนใจได้แก่ SMART, KFMTFI, FAM FI

5.กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น

มีความเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนตราสารหนี้ปกติ กองทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ KFSPLUS, TMBMPLUS, TSARN เป็นต้น

6.กองทุนตลาดเงิน

เป็นกองทุนที่ผลตอบแทนดี และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด รวมถึงค่าธรรมเนียมก็ไม่แพง เหมาะแก่การฝากเพื่อกินดอกเบี้ยทุกวัน ได้แก่ PCASH, FAM VF

7.กองทุน LTF

แบ่งเป็น ประเภทปันผล (KFLTFDIV, VAL D LTF, BIG CAP-D LTF) และประเภทไม่ปันผล (ABLTF, BLTF, CG –LTF, MS-CORE LTF)

8.กองทุน RMF

แนะนำว่าให้ซื้อกองทุนนี้ก่อน LTF สำหรับผู้ที่ต้องการมีเงินในช่วงวัยเกษียณ และเป็นการสร้างวินัยให้กับตนเอง โดยกองทุนสามารถสับเปลี่ยนไปยังลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่นกองทุนตราสารหนี้ได้ สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย แบ่งเป็น RMF ประเภทหุ้น (BERMF, ABSC-RMF) และประเภทตราสารหนี้ (NFRMF, KFGOVRMF, BFRMF และ กลุ่มกองทุน GolbalbondFund RMF เป็นต้น

9.กองทุนหุ้นต่างประเทศ

เพื่อกระจายความเสี่ยงในหุ้นของประเทศไทย แนะนำให้ลงทุนในตลาดหุ้นของสหรัฐ ฯ ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทุน Passive Fund หากในระยะยาว มักจะได้ผลตอบแทนที่ดีตามมา และการกองทุน Active fund ที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังค่าธรรมเนียมยังไม่สูงอีกด้วย อาทิ US — ASP S&P500 และ SCB S&P500 หรือจะลงทุนในกองทุนยุโรป เช่น EU — KF-Europe, K-Europe, KT-Europe

หากการเปรียบเทียบหน่วยการลงทุน แนะนำให้เข้าไปในเว็บไซต์ SiamChart.com ได้อีกช่องทางหนึ่ง การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

ข้อสำคัญ

อย่าสร้างภาระหนี้สินมากเกินความจำเป็น เพราะอาจทำให้คุณหมดกำลังใจในการเก็บเงิน สำหรับคนที่พึ่งเริ่มต้นอย่ารีบถอดใจไปเสียก่อน ค่อย ๆ เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่คุณสามารถออมได้ นึกถึงเงินก้อน ผลตอบแทน และความสำเร็จที่คุณจะได้รับในอนาคตไว้ เพราะหนทางที่ยากลำบากย่อมมีจุดหมายปลายทางที่งดงามรออยู่เสมอ