Speak Up, Man

มีการทำสำรวจอย่างคร่าวๆว่าในการประชุมกลุ่ม 6–8 คน 70% ของบทสนทนาที่เกิดขึ้นจะมาจากคนแค่ 3 คน … พวกเค้าเป็นออกไอเดียและคัดท้ายเรือให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามประสงค์ หลายต่อหลายครั้งที่คนส่วนน้อย (ถึงแม้จะตำแหน่งใหญ่กว่า) เป็นคนออกกฎหรือตัดสินใจแทนคนส่วนใหญ่ที่นั่งอยู่ น่าแปลกที่ไม่มีใครแสดงความคิดเห็นเพื่อกลับผิดเป็นถูกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง หลายคนไม่กล้าพูด หลายคนไม่ชอบความขัดแย้ง หลายคนยังเป็นเด็ก และผมเข้าใจเรื่องนี้ดีเพราะผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่ไม่พูดเพราะ “ไม่กล้า”

ผมเห็นมาพอสมควรกับคนที่มีความประนีประนอมสูง คนที่บอกกับตัวเองว่าถ้ามันไม่มากเกินไปทนได้ก็ทนหน่อย คนเหล่านี้รู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องที่สมควรหรือถูกต้องไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมแต่พวกเค้าก็ไม่อยากสร้างความขัดแย้งจึงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปงกๆๆ ผมเข้าใจดีเพราะผมเคยเป็นหนึ่งในคนกลุ่มใหญ่นี้

ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่ามาระยะหลังๆผมเริ่มรู้สึกอึดอัดมากขึ้นกับการที่ต้องเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว การที่ต้องทนฟังสิ่งที่ตัวเองไม่เห็นด้วยแบบสุดขั้ว การที่เห็นเพื่อนร่วมชะตากรรมต้องมาทำตามกฎเกณฑ์และนโยบายที่ไม่เข้าท่า ผมเริ่มถามตัวเองว่า

“ทำไมไม่มีใครพูด ทำไมไม่มีใครคัดค้าน / แล้วแกเองทำไมไม่พูด แล้วแกเองทำไมไม่คัดค้าน”

นั่นสิ ทำไมผมถึงนั่งรอให้มีคนพูดก่อนเป็นคนแรก? ทำไมผมไม่เป็นคนแรกที่พูดซะเอง? — เหตุผลเดียวที่ผมคิดออกคือ “ผมไม่กล้า” ฮ่าๆ ตรงๆเลย ไม่กล้าเพราะกลัวว่าหลังจากพูดไปมันจะมีผลเสียตามมากับตัวเอง ผมกลัวว่าตัวเองจะซวยงั้นเงียบดีกว่าคนอื่นจะได้ซวยไปกับผมด้วยที่ต้องทำตามคำสั่งงี่เง่า โคตรแมน หึๆ มันออกจะเป็นเหตุผลที่เห็นแก่ตัวอยู่นะ ไม่พูดเพราะกลัวจะซวยงั้นปล่อยแม่มไปแบบนี้แหละ

ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบคุยกับตัวเอง ถึงตรงนี้คือช๊อตวัดใจแล้วว่าผมจะเลือกเห็นแก่ตัวต่อไปหรือไม่ ก็ไม่รู้เพราะอะไรมาดลใจครับ (อาจจะเพราะความอดทนมันหมดไป) ผมเริ่มบอกกับตัวเองว่าพอได้แล้ว เรื่องแค่นี้อย่าไปกลัว

Be the leader you want to be — เป็นผู้นำอย่างที่คุณอยากเป็น

ความหมายที่ผมเชื่อมาตลอดของคำว่า “ผู้นำ” คือเค้าจะเป็นคนแรกที่กล้าพูด กล้าออกหน้า กล้าเจ็บตัว และกล้าทำเพื่อคนที่อยู่ข้างๆเค้า เค้าไม่รู้หรอกว่าเมื่อทำไปแล้วจะเกิดผลอะไรกับตัวเค้าแต่เค้ามั่นใจมากว่าสิ่งที่เค้าทำไปจะเป็นผลดีต่อคนอื่น — เมื่อผมเชื่อแบบนี้ผมก็ควรทำแบบนี้เช่นกัน ผมบอกกับตัวเองตั้งแต่วันนั้นว่า “ถ้ามีโอกาส ผมจัดหนักอย่างเดียว” ฮ่าๆ ทุกครั้งที่ไม่เห็นด้วยทุกครั้งที่ผมมีแนวคิดผมจะพูดเสมอไม่ว่าจะในประชุมเล็กประชุมใหญ่หรือประชุมตัวต่อตัว

มีสามเรื่องที่ผมเรียนรู้จากประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งนี้

  1. ความกล้ามันสร้างได้ง่ายขึ้นมากถ้าเรากล้าเพื่อคนอื่น — นี่จริงๆนะ ถ้าเรื่องราวมันส่งผลกระทบต่อผมคนเดียว (ต่อตัวเราคนเดียว) ผมอาจจะเฉยๆแล้วก็ช่างแม่มไป ไม่อยากสร้างปัญหา ไม่อยากเรื่องมาก / แต่ถ้าเรื่องนี้มันแย่กับคนในทีมผมรู้สึกว่าจะยอมไม่ได้ ฮ่าๆ ถ้าเราอยากได้ความกล้า ลองคิดถึงความเดือดร้อนของคนอื่นถ้าเราไม่พูดซิ … มีลูกฮึดแน่นอน
  2. ทุกครั้งที่เรากล้าพูดผมรับรองได้เลยว่าจะมีคนได้ยินแน่ๆ — ถึงแม้ผู้มีอำนาจจะรับฟังแต่ไม่รับพิจารณา อย่างน้อยที่สุดคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมกับเรา คนที่กำลังจะได้รับความเดือนร้อนคนที่ไม่พร้อมไม่กล้าจะมีหือมีอือเค้าจะได้ยินสิ่งที่เราพูดเค้าจะรับรู้ในสิ่งที่เราพยายามทำ และนั่นสำคัญมากสำหรับผม
  3. เราจะรู้สึกเคารพตัวเองมากขึ้น — เพราะเราได้ทำในสิ่งที่เราเชื่อและคิดว่ามันถูกต้อง … นี่มันเป็นการสร้างความภูมิใจและความมั่นใจให้ตัวเองประเภทหนึ่งนะครับ

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีโอกาสมากมายที่จะพูด — เมื่อมันมาถึง พูด … ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองแต่เพื่อคนอื่นด้วยครับ ขอบพระคุณ

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.