MBTI เครื่องมือที่จะช่วยให้คุณรู้จักคนรอบข้างของคุณได้ดียิ่งขึ้น

MBTI is a personality test — ระหว่าง พฤติกรรม กับ บุคลิกภาพ คุณคิดว่าอะไรเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่ากัน ?

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสไปสัมมนาในหัวข้อ ผู้นำแห่งศตวรรษที่ 21 Becoming Transformational Leader ซึ่งภายในคอร์สพูดถึงการนำแบบทดสอบบุคลิกภาพส่วนบุคคล MBTI personality test มาใช้ศึกษาพฤติกรรมตนเองและคนรอบข้าง แต่เนื่องจากการสัมมนาครั้งนี้เป็นเพียงแค่การคอร์สทดลอง จึงมีเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมง ทำให้ผมได้เรียนเนื้อหาของ MBTI เพียงแค่ 2 ด้านจาก 4 ด้าน (4ด้านนั้นมีอะไรบ้างผมขอเอาเข้าไปไว้ในส่วนเนื้อหานะครับ)

ปล. ขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่าผมเป็นเพียงแค่ผู้เข้าร่วมสัมมนาที่อยากจะนำความรู้ที่ได้จากการสัมมนามาแชร์ต่อให้เพื่อน ๆ อ่านกัน อาจจะมีข้อมูลบางอันที่ผมไม่สามารถถ่ายทอดได้อย่างครบถ้วน หรือถูกต้องตามทฤษฎีก็ขอกราบอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ไม่น้อยก็น้อยมาก…(ฮา)

ในการสัมมนาครั้งนี้ วิทยากรจะพูดถึงลักษณะเฉพาะของพนักงาน คือถ้าเราอยากทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ทีม หรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างมีประสิทธิภาพเราต้องเข้าใจถึงความเป็นตัวตนของเขาก่อน เพราะคนเรามีความชอบ ความถนัด รูปแบบการทำงาน การแสดงออก หรือเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกัน

ระหว่าง พฤติกรรม กับ บุคลิกภาพ คุณคิดว่าอะไรเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่ากัน ?

What is MBTI personal test ?

ผมเชื่อว่าหลายท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้น่าจะรู้จักเครื่องมือ MBTI กันมาบ้างไม่มากก็น้อย ไม่น้อยก็น้อยมาก แต่ผมจะขอเล่าถึงเครื่องมือนี้แบบคร่าว ๆ สักนิดนึงสำหรับคนที่เพิ่งจะสนใจศึกษาเครื่องมือนี้จะได้มาทำความเข้าใจไปพร้อมกัน

MBTI ย่อมาจาก Myers–Briggs Type Indicator

MBTI เป็นแบบวัดบุคลิกภาพที่มีการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1962 โดยถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดย Isabel Briggs Myers และ Katharine C. Briggs ซึ่งต่อยอดมาจากทฤษฎีของ Carl Jung (คาร์ล จุง)
คาร์ล จุง พบว่า พฤติกรรมไม่ได้เป็นลักษณะเฉพาะของคนใดคนหนึ่งแต่หลาย ๆ คนสามารถมีแบบ (patterns) ของพฤติกรรมที่เหมือนหรือคล้ายๆ กันได้ โดยเป็นพฤติกรรมที่เป็นระบบระเบียบ (Orderly) ที่มีความถาวรคงเส้นคงวา แบบของพฤติกรรมที่ทำให้คนแตกต่างกันก็คือแบบที่คนมักแสดงออกบ่อย ๆ (preferences) ซึ่งจะสะท้อนเจตคติของบุคคลที่มีต่อโลก
คาร์ล จุง ได้ใช้อักษร(ตัวแปร) ทั้ง 8 คือ E I P S T F N J มาจัดเป็นชุด ชุดละ 4 ตัวอักษร ทำให้เกิดเป็นลักษณะบุคลิกภาพทั้งหมด 16 แบบ
เป็นแบบวัดที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะวัดบุคลิกภาพแล้ว ยังมีแนวโน้มในการใช้เลือกอาชีพที่เหมาะสมรวมถึงการเลือกคู่ครองอีกด้วย (อ้างอิง : https://www.mangozero.com/mbti-16-personalities-test/ )

แบบทดสอบ MBTI จะแบ่ง พฤติกรรมของแต่ละคนออกเป็น 16 แบบ จากตัวอักษรทั้งหมด 8 ตัว แบ่งเป็น 4 คู่ (เนื่องจากมีเวลาน้อย ในการสัมมนาครั้งนี้ทางวิทยากรเน้นเพียงแค่ 2 คู่ คือ T F และ J P)

คู่แรก E (Extroversion) or I (Introversion)

จริงอยู่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ก็ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนอยากเข้าสังคม เราน่าจะคุ้นเคยกับสองคำนี้ดี คือ การเป็นคนที่ชอบเข้าสังคม หรือ เป็นคนที่เก็บตัวแต่จริง ๆ แล้วคนสองลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงแค่ดูลักษณะการเข้าสังคมแต่จะเป็นการพูดถึงว่า คน ๆ นึงจะสามารถชาร์จพลังชีวิตได้มากที่สุดจากกิจกรรมแบบไหน เช่น หลังเลิกงานมาเหนื่อย ๆ E อาจจะชาร์จพลังโดยการนัดเพื่อนไปกินข้าวตามร้านอาหาร ส่วน I เลือกที่จะกลับมาอยู่กับตัวเองที่บ้านเงียบ ๆ พักผ่อนให้พร้อมกับวันต่อไป **และที่สำคัญ การประชุมเป็นกิจกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อกลุ่มคนที่เป็น E โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นคุณอย่าตัดสินคนที่นั่งเงียบในห้องประชุมและไม่กล้าแสดงออกในที่ ๆ มีคนมาก ๆ ว่าเขาไม่สามารถทำงานได้ดี จริง ๆ แล้วเขาอาจจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม**

คู่ที่สอง S(Sensing) or N(iNtuition)

คู่นี้คือ การใช้ประสาทสัมผัส (Sensing) หรือ การใช้สัญชาตญาณ (iNtuition) สำหรับคู่นี้ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดมาก เพราะเป็นคู่นึงที่เข้าใจได้ค่อนข้างยาก S มักจะชอบอยู่กับความเป็นจริงทำในสิ่งที่วัดผลได้เชื่อในข้อมูลที่มี ส่วน N มักจะใช้การหยั่งรู้หรือการรู้สึกว่ามันจะเป็นยังไงมองไปถึงอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีนักวิทยาศาสตร์คนนึงบอกกับคนสองคนที่คนนึงเป็น S กับอีกคนที่เป็น N ว่าไก่สามารถออกลูกเป็นตัวได้ในศตวรรษที่ 30 คนที่เป็น S จะบอกว่า “ถ้ามีข้อมูลมายืนยันผมจะเชื่อ” ส่วน N จะบอกว่า “ฟังดูน่าจะเป็นไปได้นะ”

และอีกสองคู่ T F และ J P เป็นรูปแบบพฤติกรรมที่ผมได้เรียนรู้จากการสัมมนาครั้งนี้

คู่ที่สาม T(Thinking) of F(Feeling)

T(Thinking) ตัดสินใจโดยอาศัยผลลัพธ์เชิงตรรกะ ชอบวิเคราะห์สถานการณ์ใช้ตรรกะในการวิเคราะห์ปัญหา ประเมินผลดีผลเสีย มักเห็นข้อผิดพลาด ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล สามารถบอกถึงข้อผิดพลาดได้อย่างชัดเจน และถนัดวางตัวเป็นกลาง

ส่วน F(Feeling) ตัดสินใจโดยอาศัยความรู้สึกและค่านิยมของตน ให้ความสนใจกับความสัมพันธ์และความปรองดอง ประเมินหาสิ่งที่มีคุณค่า มองเห็นจุดร่วม และข้อดีของสิ่งต่าง ๆ สมารถแสดงความขอบคุณ ห่วงใย และกล่าวชมผู้อื่นได้อย่างไม่เขินอาย

ยกตัวอย่าง ให้คุณลองจินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของบริษัทขนาดกลาง มีพนักงานประมาณ 60 คน นาย เกียรติอนันต์(นามสมมติ) เป็นพนักงานคนนึงของบริษัทที่มีอายุงานมากถึง 4 ปี และมีประวัติในการทำงานตรงต่อเวลา ดูแลลูกค้าเป็นอย่างดีมาโดยตลอด และเพิ่งขาดงานเพียงไม่กี่วัน แต่เมื่อภายหลังคุณลองตรวจกล้องวงจรปิดของบริษัทแล้วพบว่า นายเอก ได้ขโมยเงินจำนวน 2000 บาท ไปจากเครื่องคิดเงิน คุณจะทำอย่างไร เพราะเหตุใด ? ลองนึกภาพตามสถานการณ์ไว้ แล้วคิดว่าคุณจะทำอะไร

.

.

.

ถ้าคุณเป็น T สิ่งแรกที่คุณมองเห็นคือความผิดที่นายเอกทำและต้องได้รับบทลงโทษ ส่วน F จะมองถึงปัญหาว่านายเอกมีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำแบบนี้ จริงๆแล้วเขาอาจจะมีปัญหาทางด้านการเงินก็ได้ พร้อมที่จะให้อภัยหากได้รับฟังเหตุผลดีๆ

คู่สุดท้าย J (Judging) of P (Perceiving)

คู่นี้จะพูดถึง J การมีแบบแผน หรือ P ความยืดหยุ่น คุณมีทัศนคติต่อโลกภายนอก และจัดการกับโลกภายนอกอย่างไร

J (Judging) ต้องการจัดการกับโลกภายนอกอย่างมีระเบียบแบบแผน มองหาข้อสรุป ชอบวางแผนและยึดปฏิบัติตามแผนนั้น ๆ ชอบสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างและขอบข่ายชัดเจน จัดการกับสิ่งต่าง ๆ ได้ดี วางแผนงานล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการเร่างทำงานในวินาทีสุดท้าย

P (Perceiving) มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ จากโลกภายนอกโดยไม่ต้องมีแบบแผน มองหาทางเลือกและเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ ชอบสภาพแวดล้อมที่มีความยืดหยุ่น ชอบยืดเวลาทำสิ่งต่าง ๆ ไม่เร่งสรุปเพื่อแสวงหารวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม แก้ไขปัญหาเฉพาะได้ดี

คำตอบที่ได้จากการสัมมนาครั้งนี้คือ บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าพฤติกรรม
ซึ่งตัวผมเองนั้นจากการได้ทำแบบทดสอบ และเรียนรู้จากข้อมูลที่วิทยากรให้มาจึงบ่งบอกได้ว่าเป็นคนที่มีลักษณะแบบ TP ซึ่งจากจำนวนคนเข้าสัมมนา 40–50 คน มีคนที่เป็น TP เพียงแค่ 3 คนเท่านั้นเอง(ฮา)

สรุป

ในการสัมมนาครั้งนี้ ผมได้เรียนรู้ถึงการทำงานร่วมกันของคนที่มีความคิดคล้าย ๆ กัน บุคลิกภาพเหมือน ๆ กัน จะพบว่าปัญหาเมื่อเราทำงานอยู่กับคนที่เหมือนกันเราก็จะเจอปัญหาเรื่องเดียวกัน และยากที่จะแก้ไข แต่ว่าถ้าเราทำงานกับคนที่มีบุคลิกภาพต่างกัน เราจะพบว่างานจะออกมามีประสิทธิภาพมากกว่าแม้ว่าในช่วงแรกอาจจะเข้ากันยากแต่พอเราเข้าใจกัน เมื่อคนนึงมีปัญหา อีกคนก็ช่วยหาทางออกให้ แบบนี้แหละถึงจะเป็นการทำงานร่วมกันที่ดี และมีประสิทธิภาพ