MFEC Incubator แชร์เทคนิค Design Sprint ที่ทำให้ Design Thinking กระชับและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผ่านไปแล้วกับการแข่งขัน Second Pitch ที่เรามีโอกาสต้อนรับ 7 mentors ชื่อดังของวงการ Startup มาคัดเลือกไอเดียที่ตนเองชอบ ซึ่งทุกคนได้สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการรวมทั้งทีมงานเอง นั่นก็คือ คัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบถึง 11 ทีม!!

หลังจากความตื่นเต้นที่ได้พบ mentor ครั้งแรกและเพิ่มความมั่นใจให้แต่ละทีมมุ่งสู่ชัยชนะ ทีมงาน MFEC Incubator จึงจัด workshop เพื่อ upskill ผู้เข้าแข่งขันกันต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก ;) ซึ่งทั้ง 11 ทีมเข้าร่วมกันอย่างพร้อมหน้า ครั้งนี้เราได้รับเกียรติจากคุณแบงค์ อภิรักษ์ ปนาทกูล และทีมงานจาก UX ACADEMY TH เข้ามาให้ความรู้และเป็นพี่เลี้ยงให้แต่ละทีมกันเลยทีเดียว

จาก Workshop Design Thinking ที่เคยจัดไปแล้วเมื่อช่วงแรกของ MFEC Incubator Program ทำให้ไอเดียของแต่ละทีมถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครั้งนี้ มาสู่ stage ของการลองออกแบบ prototype และ validate idea ว่าสิ่งที่เราคิด ลูกค้าอยากได้หรือไม่? จะใช้หรือไม่? และจะจ่ายเงินหรือไม่? รวมทั้ง test prototype กับ user จริงที่ทีมเชิญมาร่วม workshop ด้วย

แต่ก่อนที่จะไปถึงกระบวนการนี้ ทีมวิทยากรได้เริ่มจากให้สมาชิกทุกคนในแต่ละทีม ตั้ง Goal ของบริษัทในระยะ 6 วัน 6 เดือน และ 6 ปี ซึ่งเป็นหลักการของ Design Sprint ให้ทีม “เข้าใจและรู้เป้าหมายของตัวเอง”

ผู้เข้าร่วม workshop ออกแบบ Goal 6 วัน 6 เดือน 6 ปี

เป้าหมายทั้ง 3 แบบ จะประกอบไปด้วย 2 มิติ คือ 1. ลูกค้าจะได้อะไร 2. เราจะได้อะไร ซึ่งคือ value ที่ product ของเรา deliver ให้กับ user นั้นๆ ทำให้ทีมมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถเอาเป้าหมายเหล่านี้มาตั้งเป็น strategy และแผนธุรกิจที่ทุกคนในบริษัทปฏิบัติตาม ไม่ต้องเสียเวลากับการลองผิดลองถูกเป็นเดือน เป็นปี แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำมาทั้งหมด ไม่มี value กับลูกค้าเลยเพราะเราไม่ได้วางแผนไว้ก่อน

จากนั้น ให้ทุกทีมดีไซน์ user journey โดยแบ่งเป็น 1) ช่วงที่ก่อนจะเจอ product เรา 2) ช่วงที่ใช้ product เรา และ 3) ช่วงหลังจากที่ใช้ product เรา เพื่อแสดงกระบวนการที่ user มีปฏิสัมพันธ์กับ product ของเรา และพิจารณาดูว่า product เราสามารถแก้ป้ญหาตรงจุดไหนของ user ได้ โดยใช้หลักการ “How might we…”

ผู้เข้าแข่งขันลองวาง user journey ของ product ตัวเอง

เทคนิคที่ได้จาก Design Sprint คือ เราใช้ “How might we…” ในการเลือก target user และวางกรอบคร่าวๆ ให้ solution ของเราโฟกัสมากยิ่งขึ้น จากปกติที่เราจะ empathize user แล้วได้ pain point และไอเดียมามากมาย และ ideate solution เยอะๆ เพื่อแก้ปัญหา แต่เมื่อเรากำหนดเป้าหมายเราชัดเจนแล้วว่าลูกค้าจะได้ experience/value อะไรในแต่ละ stage 6 วัน 6 เดือน 6 ปีของ product เรา ก็สามารถใช้ “How might we…” เพื่อ ideate solution ให้ตรงจุดมากขึ้นและประหยัดเวลาในการทดสอบ

เนื่องจากโครงการ MFEC Incubator Program ได้ผ่านการเข้า bootcamp มาแล้ว 1 เดือน ทำให้ทุกทีมมี solution ที่ค่อนข้างชัดเจน บางทีมอยู่ในขั้นตอนการสร้าง prototype เพื่อ test ในวันนี้ จึงให้ทุกทีมเชิญ user จริงมาร่วม workshop ด้วย

โดยแต่ละทีมจะให้ user ลอง test กับ paper prototype ที่เตรียมมา และ observe การใช้งานจนจบ รวมทั้งรับ feedback ของ user ในแต่ละขั้นตอนที่ใช้ เทคนิคที่ได้เพิ่มเติมสำหรับเหล่าคนมีไฟของ MFEC ที่ส่วนใหญ่เป็น software engineer คือ “อย่ารอจนได้รับครบทุก feedback ก่อนที่จะลงมือแก้ prototype แต่ควร test ไป แก้ไป" เพราะเรามักจะตกหลุมพรางของการทำทุกอย่างให้ perfect ก่อนที่จะออกไปให้ลูกค้าใช้จริง เนื่องจากไม่ต้องการมีข้อผิดพลาดและ product ต้องตอบโจทย์ความต้องการให้ได้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่เสียไป ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา หรือบุคคลากร ซึ่งสุดท้ายลูกค้าอาจจะเลิกใช้ตั้งแต่ฟังก์ชันแรกเพราะไม่ตอบโจทย์หรือ UX/UI ไม่ดีตามที่เราคิดก็ได้

ออกแบบ paper prototype

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางทีมที่ idea หรือ solution ยังขาดการ validate ที่มากพอ ทางทีมงานก็จัดให้มี workshop ย่อย นั่นก็คือ เทคนิคการ interview เพื่อให้ได้ insight ของลูกค้า โดย

1. ตั้ง hypothesis ก่อนจะไป empathize user ว่าลูกค้าของเราเป็นใคร มีปัญหาอย่างไร มีความต้องการอะไร และอยากให้เราไปแก้ปัญหาตรงจุดไหน เพื่อไม่ให้คำถามและคำตอบที่ได้หลุดออกไปจากแผนที่วางไว้

2. พยายามตั้งคำถามปลายเปิด เพื่อไม่ให้ user ตอบแค่ ใช่/ไม่ใช่, ใช้/ไม่ใช้ เช่น ‘ลองเล่าประสบการณ์การใช้บริการธนาคารที่สาขาครั้งล่าสุดให้ฟังหน่อย?’ แทนที่จะเป็น ‘คุณได้รับความไม่สะดวกสบายในการใช้บริการธนาคารที่สาขาใช่หรือไม่?’ เป็นต้น

3. สังเกตคำตอบ สีหน้า ท่าทาง บริบท ที่ใช้ ที่แสดงให้เห็นว่า user มีความรู้สึกดีหรือไม่ดีในสิ่งที่เค้ากำลังเล่า เพื่อถามต่อให้ลึกจนได้ insight ออกมา เช่น ‘…ธนาคารใช้เวลาตรวจเอกสารตั้ง 3-4 วัน…’ กับ ‘…ธนาคารใช้เวลาประเมินไม่ถึงสัปดาห์…’ เราจะสังเกตได้ว่า คำว่า ‘ตั้ง 3-4 วัน’ user รู้สึกว่าขั้นตอนนี้นาน แต่ user ใช้คำว่า ‘ไม่ถึงสัปดาห์' แทนที่จะใช้คำว่า ‘4-5 วัน' เพราะรู้สึกว่าขั้นตอนนี้เร็ว ทั้งๆ ที่ใช้เวลานานกว่า เป็นต้น

mini-workshop ถามคำถามยังไงให้ได้ insight ของ user

ซึ่งแต่ละทีมก็ได้แบ่งกลุ่มทำ workshop กันอย่างเข้มข้นตลอดทั้งวัน จนได้ prototype ที่ปรับแก้แล้ว และบางทีมลอง empathize user ที่เชิญมาร่วม workshop ใหม่อีกครั้ง จนได้ insight บางอย่างกลับไปปรับปรุงไอเดียของตัวเอง ทำให้ทุกทีมมีกำลังใจที่จะพาไอเดียของตัวเองไปให้ถึง Demo Day ให้ดีที่สุด

ทีมงาน MFEC Incubator Program จะคอยติดตามเป็นกำลังใจให้ทุกทีมและมาแชร์ให้ทุกท่านได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ในบทความหน้านะคะ :)

ผู้เขียน: ช่อผกา ศิกษมัต