MFEC Transformation (ทแรนฟอเม-ฌัน)

เนื่องจากทีมงานอยากให้ผมเขียนบันทึกงานของตัวเองในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เลยมีไอเดียที่จะเขียน medium นี้ขึ้น แต่ไหนๆ ก็จะเขียนแล้ว อยากลองสร้างความท้าทายเพิ่มเติมด้วยการเขียนเรื่องราวที่มีความเป็นเทคโนโลยีและไอทีจ๋า แบบที่อ้างอิงถึงมันให้น้อยที่สุด ผมจะทำได้หรือเปล่า เดี๋ยวมาลองดูกัน

MFEC Transformation

งาน Transformation ที่ผมรับหน้าที่ทำอยู่ปัจจุบัน ถ้าจะให้อธิบายทั้งหมดก็คงต้องเริ่มต้นที่เหตุและผลของความตั้งใจที่จะทำเรื่องนี้ ในความเป็นจริงแล้ว ทุกองค์กรจะมีงานอยู่ 2 ส่วนที่เกี่ยวข้องกันและเกิดขึ้นตลอดเวลา คือ

1. การทำ Operation ปกติ กับ

2. การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน (Process Development) ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือถูกบังคับก็ตาม เช่น การที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวการทำงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบางอย่าง

จากความเป็นจริงข้อนี้ ผมจึงคิดว่าจริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่หรือบริษัทส่วนใหญ่น่าจะมีศักยภาพและความสามารถในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข ปรับปรุง การทำงานของตัวเองอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่จะรู้ตัวหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องนึง

ในฐานะที่เราเป็นบริษัทไอทีที่พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เสนอต่อลูกค้าของเราอยู่ตลอดเวลา จึงมีคำถามผุดขึ้นมาว่า “นิยามของคำว่า Disruption และ Transformation สำหรับเรา เมื่อเทียบกับนิยามขององค์กรอื่นๆ จะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?”

คำว่า Disruption

คนส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบของมัน (disrupted) มากกว่าที่จะไป disrupt คนอื่นเขา (disruptor) เรื่องนี้จะเป็น factor ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในการทำธุรกิจ ซึ่งแต่เดิม threat จากปัจจัยภายนอกนั้น บริษัทพอจะมองออกหรือคาดเดาได้ล่วงหน้า และอาจจะมีแผนรองรับที่จะควบคุมได้ แต่ปัจจุบัน เนื่องด้วยความล้ำสมัยของเทคโนโลยีต่างๆ ส่งเสริมให้ทุกสิ่งไม่มีพรมแดนอีกต่อไป ทำให้ threat สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ในรูปแบบที่เราไม่คุ้นเคย และไม่มีตำราไหนรองรับในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่พอจะต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้บ้าง คงจะเป็นกฎระเบียบของประเทศ ที่สามารถช่วยเหลือ คุ้มครอง ชะลอการเปลี่ยนแปลงให้กับภาครัฐและกิจการบางประเภท ให้พอมีเวลาหายใจกันบ้าง ซึ่งจริงๆมันก็ไม่ได้ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงสักเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น กรณีความไม่ได้เรื่องของระบบแท็กซี่เมืองไทยเป็นต้น

มีหลายครั้งที่ลูกค้าเดินเข้ามาปรึกษา MFEC ให้เราพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อช่วยป้องกันสิ่งที่เขาคิดว่าจะมา disrupt ธุรกิจของเขา ความตั้งใจที่เห็นก็คือ ลูกค้าส่วนใหญ่ได้เลือกเทคโนโลยีชิ้นต่างๆ มาแล้วในใจที่คิดว่าจะเอาไปต่อกรกับการแข่งขัน เรื่องนี้สำหรับเราเองก็ไม่ได้ผิดอะไรเพราะหน้าที่เราคือการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เสนอลูกค้าอยู่แล้ว (business as usual) แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าได้กลับมามองที่พื้นฐานของธุรกิจของเขาเพื่อแก้ไของค์รวมที่ใหญ่กว่านี้ก่อนดีแล้วหรือยัง เพราะลำพังเทคโนโลยีอาจจะไม่ใช่คำตอบแรกหรือคำตอบที่ใช่ คำถามนี้แหละ ที่มันวนกลับมาว่า…ทำไมเราถึงไม่ถามตัวเองด้วยล่ะ? นี่คือจุดเริ่มของการทำ Transformation ของ MFEC

สำหรับแนวทางของการทำ Transformation ของ MFEC เราไม่ได้นิยามมันเป็น Digital Transformation แต่เริ่มต้นด้วย Business Transformation ธรรมดาๆ นี่แหละ ซึ่งมันน่าจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนถัดๆ ไป

สำหรับชาว MFEC นั้น การทำ Transform น่าจะมี 4 ส่วนใหญ่ๆ

2. เริ่มต้นด้วยการทำ Business Transformation สำหรับผม มันคือการแก้ไขเรื่องที่ยังไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง โดยการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เราทำอยู่จำเป็นหรือไม่? เลิกได้มั้ย? ดีที่สุดหรือยัง? ดีกับลูกค้าของเราจริงมั้ย? หรือเพียงเพราะเชื่อไปเองว่าสิ่งที่ทำอยู่ดีแล้วโดยไม่มีการวัดผลจริงจัง

3. เมื่อพื้นฐานต่างๆ ลงตัว เราจึงค่อยนำศักยภาพทางเทคโนโลยีของเรา บวกกับไอเดียในการทำ รูปแบบการทำงานใหม่ๆ ที่ไร้กรอบ รวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ มาประกอบร่างเพื่อมาทำ Digital Transformation ขององค์กรเราเอง ที่จะเป็นพื้นฐานในการสร้างเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อตอบสนองลูกค้าของเราในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเราเห็นได้ชัดว่าความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

4. ขั้นตอนสุดท้ายก็หวังว่า สิ่งที่เราทำจะมีบางไอเดียที่ดีพอจะไป disrupt ชาวบ้านเขาได้บ้าง (Disruptor)

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางท่านอาจจะบอกว่าเมื่อกี้ผมพิมพ์ตกหล่นนี่นา จริงๆ ไม่ผิดหรอกครับ ขั้นตอนที่หนึ่งที่สำคัญที่สุดของการทำ Transformation ของบริษัทเรา

เริ่มต้นจากการ Transform คนนั่นเอง

พนักงานทุกคนจะต้องตระหนักว่า พวกเขาคือกลุ่มคนแรกๆ ที่จะโดน disrupt ไม่ใช่องค์กร ซึ่งก็มีหลายสำนักพูดเรื่องนี้อยู่แล้วว่า “ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานนั้นไม่ใช่เรื่องของทักษะที่ได้จากการเรียนจากสถานศึกษาหรือปริญญาบัตรต่างๆ แต่มันคือความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้สิ่งใหม่ การตีโจทย์ปัญหาต่างๆ อย่างเข้าใจและเป็นระบบ รวมไปถึงการสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ”

นี่คือสาเหตุที่ MFEC ลงทุนจำนวนมากในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทัศนคติของพนักงานและเสริมสร้างองค์ความรู้นี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่เอาคนรุ่นใหม่อายุน้อยๆ มาเป็นตัวกำหนดอนาคตของบริษัท เช่น การสร้าง Vision Mission ของบริษัทขึ้นมาใหม่ หรือการจัด Incubator Program เพื่อให้พนักงานทุกคนเรียนรู้การสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ จาก passion ของตัวเอง การสร้างความคิดความเข้าใจต่างๆ ขึ้นมาใหม่โดยการทดลองด้วยตัวเองและให้เขามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในความสำเร็จนั้นๆ รวมถึงการนำ OKR มาใช้ขับเคลื่อนการทำงานของพนักงาน เพื่อเร่งสปีดในการปรับปรุงองค์กรไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ได้โดยเร็วที่สุด

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่เราฝันไว้นี้ ก็เปรียบเสมือนเส้นชัยของการวิ่งมาราธอนที่ยังอยู่อีกไกล แต่ถ้าถามว่าวันนี้เราอยู่ตรงไหนแล้ว คงตอบได้สั้นๆ ว่า เราคือนักวิ่งที่เห็นว่าเชือกผูกรองเท้ามันหลุดลุ่ยมานาน เราจึงก้มลงเพื่อกระชับเชือกและผูกเชือกเสียใหม่ให้เรียบร้อย วันนี้เราจึงพร้อมแล้วที่จะวิ่งไปด้วยความมุ่งมั่นให้ถึงเส้นชัย และวิ่งไปด้วยกัน

ตอนนี้สิ่งที่เรากำลังมองหา

คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานใหม่ใน MFEC โดยขึ้นตรงกับ Chief Transformation Officer (CTO) มีภารกิจใหม่ที่ท้าทาย คือ กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในขับเคลื่อน Vision 2020 ของ MFEC ให้กลายเป็นจริงได้ เราจึงอยากได้คนที่มี mindset ที่ยืนอยู่ข้างลูกค้าที่ต้องการจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา pain points ที่ลูกค้ากำลังประสบในขณะนี้ รวมถึงต้องเป็นคนที่มี business startup mindset อยากทดลองทำของใหม่ๆที่สามารถสร้าง potential impact ให้กับองค์กรได้ ซึ่งพวกเรากำลังมองหานักพัฒนา เพื่อสร้างองค์กร SI แห่งอนาคตไปพร้อมกัน

ใครก็ตามที่อ่านบทความนี้และคิดว่าชีวิตนี้จะสนุกขึ้นหากได้ทำอะไรยากๆ ท้าทายความสามารถ ถ้าอยากพิสูจน์ว่าองค์กรไอทีของไทยน่าจะมีที่ยืนได้ในเวทีสากล ภายใต้สภาพของ disruption ที่รุนแรงในปัจจุบัน ทางทีมงาน Transformation ของ MFEC ยังคงเปิดรับทีมงานโดยที่ไม่จำกัดวุฒิต่างๆ หรือประสบการณ์การทำงานก่อนหน้า สามารถส่ง CV หรือหากมีคำถามก็สามารถติดต่อมาได้ที่ people@mfec.co.th ครับ