Anyone can publish on Medium per our Policies, but we don’t fact-check every story. For more info about the coronavirus, see cdc.gov.

COVID-19, สังคม, และตัวคุณเอง — ในมุมมองของวิทยาศาสตร์ข้อมูล

MMaetha
MMaetha
Mar 10 · 3 min read

บทความนี้แปลมาจาก https://www.fast.ai/2020/03/09/coronavirus/ โดย Jeremy Howard และ Rachel Thomas นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลหรือที่คุ้นหูกันว่า data scientist เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่ง COVID-19 เป็นโรคที่น่ากังวลเพราะได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่เปราะบางในสังคม โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีรายได้น้อยจะเป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด การที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้เกิดจากที่ตัวเราด้วย ทั้งการล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงในที่ที่มีผู้คนเยอะ อย่าสัมผัสตามใบหน้า โดยในบทความนี้จะอธิบายว่าทำไมเราควรตระหนักในโรคนี้ หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมสามารถอ่านต่อได้ที่นี่ Corona in Brief โดย Ethan Alley

ระบบสาธารณสุขอย่างน้อยควรดีกว่านี้

เต้นท์สนามในอิตาลี

ภายใน2ปีที่แล้ว ราเชลได้ติดเชื้อในสมองซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนไป1/4ของผู้ป่วย และร้อยละ33ของผู้ป่วยมีอาการความจำเสื่อมถาวร อาจส่งผลกระทบไปเรื่องสูญเสียการมองเห็นและการได้ยินถาวร ราเชลได้ตระเวนหาโรงพยาบาลที่สามารถรักษาเธอได้อย่างบ้าคลั่ง แต่สุดท้ายเธอโชคดีที่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีและสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

เมื่อเรามาพูดเรื่อง COVID-19 แล้วนั้น ซึ่งอาจจะเกิดกับผู้คนเหมือนกรณีของราเชลภายในะระยะเวลาอันใกล้ เพราะว่าจำนวนยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทุก3ถึง6วัน นั่นหมายความว่าจำนวนผู้ป่วยสามารถเพิ่มขึ้นสูงถึง 100 เท่าแค่ภายใน3สัปดาห์แค่นั้นเอง ร้อยละ10ของผู้ป่วยต้องการการดูแลรักษาหลายสัปดาห์และต้องการออกซิเจน แม้ว่าไวรัสจะระบาดเพียงไม่กี่วัน แต่ก็ส่งผลกระทบให้หลายโรงพยาบาลขาดแคลนผู้คนและอุปกรณ์เครื่องมือในการดูแลรักษา ส่งผลให้จำนวนการดูแลรักษายิ่งลำบากขึ้นไปอีก ตัวอย่างในอิตาลีที่สัปดาห์ที่แล้วทุกอย่างยังปกติดีจนกระทั่งเริ่มมีการระบาด ปัจจุบันผู้คน16ล้านคนไม่สามารถที่จะเดินทางไปไหนได้เพราะเมืองถูกปิดเพื่อกักกัน

มันไม่ใช่แค่ไข้หวัดทั่วไป

มุมมองของรัฐมนตรีต่อCOVID-19 (รูปต้นฉบับจาก Workpoint News)

นายมาร์ค ลิปสติทช์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคติดต่อแบบพลวัต (Center for Communicable Disease Dynamics, CCDD) ที่ฮาร์วาร์ดได้ประเมินไว้ว่าอัตราผู้เสียชีวิตของ COVID-19 สูงถึง 1–2% ซึ่งต่างจากไข้หวัดปกติจะมีอัตราผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 0.1%เท่านั้น ล่าสุดมีงานวิจัยเปิดเผยว่าอัตราผู้เสียชีวิตสูงถึง1.6% หรือ16เท่าเมื่อเทียบกับไข้หวัดทั่วไป ตีเลขกลมๆว่าCOVID-19มีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดอย่างน้อย10เท่า (หรือสูงถึง100เท่าถ้าเทียบจากการคำนวณของ Dr. Elena Grewal ที่เป็นอดีตหัวหน้าฝ่ายดาต้าไซน์ที่ Airbnb) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับระบบการแพทย์ หลายคนจึงออกมาแถลงว่ามันไม่ได้แตกต่างอะไรมากมายกับไข้หวัดทั่วไปนักหรอก

แต่เมื่อเรามาศึกษาข้อมูลแล้ว โดยเฉลี่ยผู้ป่วยจะแพร่เชื้อคนอื่นอีก 1.3 คน เรียกว่า R0 (อัตราการแพร่เชื้อ) หากค่า R0 มีค่าน้อยกว่า 1.0 นั่นหมายถึงว่ายุติการระบาดแล้ว โดยปัจจุบันค่า R0 ของ COVID-19 อยู่ที่ราวๆ 2–3 นอกประเทศจีน มันอาจจะฟังดูน้อยแต่ถ้าสมมติเราคำนวณให้เวลาผ่านไป20วัน ถ้าค่าR0=1.3จะทำให้มีผู้ติดต่ออยู่ที่ 146 คน แต่ถ้าค่าR0=2.5จะทำให้มีผู้ป่วยสูงถึง36ล้านคน เทียบเท่าครึ่งนึงของประชากรในประเทศไทยเลยทีเดียว นั่นจึงเป็นเรื่องที่ถูกละเลยทิ้งเอาไว้และทำให้ผู้คนไม่ค่อยใส่ใจกัน

จำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดล่าสุดนอกประเทศจีน (ข้อมูลจาก Worldometers)

ค่าR0มีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมโรคและการจัดการทางภาครัฐ ตอนนี้ค่าR0ของCOVID-19ในจีนมีค่าใกล้1.0แล้ว อาจเพราะเกิดจากการปิดเมืองในหัวเมืองใหญ่และมีการคัดกรองผู้ป่วยอย่างเข้มข้นด้วย

แต่นั่นก็ยังไม่ได้ทำให้หลายคนตระหนักอยู่ดี โดยเฉพาะคนที่มีผลกระทบต่อผู้คนมาก เช่น Elon Musk คือการเข้าใจความแตกต่างระหว่างการเติบโตแบบ logistic กับ exponential ผิดไป โดยlogistic เปิดการเติบโตแบบกราฟรูปตัวS จะมีการเติบโตไปถึงระยะหนึ่งแล้วช้าลงส่วนexponentialเป็นรูปกราฟโค้งขึ้น (นึกภาพตรามหาวิทยาลัยของมศว) การจะวิงวอนให้โรคมันแผ่วไปเองคงเป็นไปได้ยากเพราะอัตราการเติบโตมันพุ่งสูงขึ้นทุกวัน

อีกเรื่องที่สำคัญเลยนั่นคือ ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อหรือกว่าจะรู้ตัวว่าไม่สบายจะใช้เวลา10วัน มันอาจจะดูนิดหน่อยแต่ลองนึกภาพว่าระหว่างนี้เราสามารถแพร่เชื้อไปได้กี่คน เตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลไม่ได้มีมากพอที่จะเอื้อให้ผู้ป่วยได้รักษา เพราะจำนวนผู้ป่วยมีสูงกว่าเตียงในโรงพยาบาล 5–10 เท่าเลยด้วยซ้ำ

ทั้งนี้อยากให้สังเกตว่าประเทศของคุณนั้นอยู่ในพื้นที่โซนใดของโลก เพราะมีงานวิจัยสนับสนุนว่าอุณหภูมิของประเทศและละติจูดนั้นเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคCOVID-19นี้ด้วย

อุณหภูมิเฉลี่ยช่วงพ.ย.2561-มี.ค.2562 โดยประเทศที่มีวงกลมสีดำคือประเทศที่มีโอกาสเป็นแหล่งแพร่ระบาด (ที่มาจากงานวิจัย)

“อย่าตระหนก แต่ตระหนัก” มันไม่ได้มีประโยชน์อะไร

ช่วงนี้เราอาจจะเห็นข้อความตามโซเชียลมีเดียที่บอกว่าอย่าตระหนกไปให้ใจเย็นๆ มันไม่ได้ช่วยอะไรเล้ยยยย เพราะประเทศที่อยู่ในวงกลมสีดำทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็เริ่มต้นมาจากการเพิกเฉยต่อการระบาด ในประเทศจีนมีผู้คนนับสิบล้านที่ถูกติดอยู่ในเมืองหลังประกาศปิดเมือง และสองโรงพยาบาลใหม่เพิ่งได้ถูกสร้างมาทีหลัง อิตาลีก็ใจเย็นเกินไป ข่าวในวันที่8มีนาคมระบุว่ามีจำนวนผู้ป่วย 1492 คนและมีผู้เสียชีวิต 133 คน แม้ว่าจะประกาศปิดเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่16ล้านคน จากข้อมูลที่ได้ค้นคว้ามา อิตาลีในสภาพเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่แล้วก็ไม่ต่างจากสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษในตอนนี้เลย (ในเชิงสถิติ)

แท้จริงแล้วเราไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่า COVID-19 ตอนนี้มันเป็นยังไงกันแน่ เรารู้แค่ว่ามันลอยไปมาในอากาศ แต่ไม่รู้ว่ามันติดต่อและฆ่าผู้คนได้รวดเร็วแค่ไหน แพร่ระบาดมานานแค่ไหน และจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ ทุกอย่างเป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น สิ่งที่เราเดาได้ตอนนี้ก็ล้วนมาจากข้อมูลที่ถูกรวบรวมขึ้นในรายงานของWHOแค่นั้น

ในความไม่แน่นอนทั้งหลายก็อาจจะได้แต่คาดหวังว่ามันคงไม่ระบาดไปทั่วโลกหรอก และหวังว่ามันอาจจะผ่านไปโดยไม่ได้พังระบบการรักษาไปมากกว่านี้ แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราอยู่นิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรเลย มันยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเราควรทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ย่ำแย่เหมือนประเทศอื่นอย่างจีนหรืออิตาลีที่ต้องปิดเมืองหรือปิดประเทศแล้วทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักไป อย่างไรก็ตาม เราขอแนะนำข้อปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อดังนี้

เพราะปัญหานี้มันไม่ได้ส่งผลกับแค่คุณ

ถ้าคุณอายุน้อยกว่า50ปี และไม่ได้มีเกณฑ์ที่เสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคเรื้อรังหรือโรคเกี่ยวกับระบบโลหิตและโรคหัวใจ ไม่ได้สูบบุหรี่ ก็อาจจะเบาใจได้หน่อยว่า COVID-19 มันคงทำอะไรไม่ได้หรอก แต่คุณก็ยังพึงตระหนักไว้เสมอเลยว่าคุณยังมีโอกาสติดเชื้อได้ และสามารถแพร่ไปหาผู้อื่นได้ด้วย อย่างน้อยก็ประมาณ2คน ถ้าหากคุณอาศัยกับพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่อายุอานามค่อนข้างเยอะ หรือมีแผนที่จะไปเยี่ยมญาติ ก็อยากจะให้พึงระมัดระวังตัวก่อนที่ตัวคุณเองจะเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาหนัก

แม้ว่าคุณไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับคนที่อายุเกิน50ปี แต่นั่นก็หมายความว่าคุณอาจจะมีเพื่อนร่วมงานที่มีโรคเรื้อรังอยู่ งานวิจัยได้เปิดเผยว่าบางคนอาจจะไม่กล้าปฏิสัมพันธ์กับผู้คนหากคนรอบข้างรู้ว่าเขามีความเจ็บป่วยอยู่ จึงทำให้หลายคนเลือกที่จะปกปิดไว้เป็นเรื่องส่วนตัว นั่นแหละ จึงทำให้เราไม่รู้ว่าคนรอบตัวเรานั้นไม่สบายและแพร่เชื้อไปได้โดยง่าย

เซย์เนป ตูเฟ็คซี ได้เขียนบทความเอาไว้ท่อนหนึ่งว่า “การป้องกันโรคระบาดที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอนนั้น เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมที่อารยชนควรทำ” และได้กล่าวต่อว่า

เราควรที่จะเตรียมตัว ไม่ใช่เพราะว่าเราอาจจะป่วย แต่เพื่อที่จะช่วยลดความเสี่ยงแก่ทุกคน เราควรเตรียมตัวไม่ใช่เพราะว่าเรากำลังเผชิญกับภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นแบบควบคุมไม่ได้ แต่เพราะว่าเราควรจะร่วมแก้ไขทุกมุมมองความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแก่สังคม ใช่แล้ว คุณควรเตรียมตัวเพราะว่าคนรอบตัวคุณต้องการคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญาติผู้ใหญ่ในบ้านคุณ คนรอบตัวคุณที่ทำงานในโรงพยาบาล เพื่อนบ้านที่อาจจะป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ผู้คนทั้งหมดนี้ล้วนมีความเสี่ยง และคนข้างๆคุณที่อาจจะไม่ไดเตรียมตัวเพราะไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน (เช่น หน้ากากอนามัย) หรือเวลา

นี่จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน เรื่องที่ใหญ่และสำคัญที่สุดตั้งแต่เราเคยทำที่ fast.ai มา นั่นคือเราย้ายทุกอย่างไปไว้บนออนไลน์ให้หมด เพราะว่าเราต้องการที่จะลดการรวมกลุ่มผู้คนมาแออัดในสถานที่หนึ่ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดที่เราก็ไม่อาจจะควบคุมได้อีก มันเป็นเรื่องที่เราลุกขึ้นมาทำเพื่อยับยั้งวิกฤตการณ์นี้

แล้วพวกเราจะช่วยโลกได้อย่างไร?

ถ้าเราสามารถลดอัตราการแพร่ระบาดในสังคมลงได้ ก็สามารถจะทำให้โรงพยาบาลมีระบบการจัดการภายในที่เอื้อต่อการรักษาผู้คนได้ นี่จึงเป็นประเด็นที่สำคัญมาก โดยสามารถอธิบายในรูปแบบของกราฟนี้

การพยายามพยุงจำนวนผู้ป่วยให้ไม่เกิดเส้นประจะช่วยให้ระบบการรักษานั้นดีขึ้น

ฟาร์ซาด มอสตาชารี อดีตฝ่ายองค์การสาธารณสุขของสหรัฐฯได้เปิดเผยว่า “ผู้ป่วยรายใหม่ที่กำลังเพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้มีประวัติในการเดินทางไปต่างประเทศหรือติดต่อกับผู้คนที่เคยมีประวัติรายงานว่าติดเชื้อมาก่อนเลย และนั่นเป็นเสี้ยวเล็กของภูเขาน้ำแข็ง เพราะว่าการตรวจคัดกรองนั้นล่าช้า นั่นหมายความว่ายอดผู้ป่วยใน2สัปดาห์ข้างหน้าอาจจะเพิ่มสูงปรี๊ด การพยายามควบคุมผู้ป่วยในช่วงพุ่งทะยานก็เหมือนกับการมองเปลวเพลิงตอนบ้านไฟไหม้ ไม่ได้ศึกษาสาเหตุในบ้าน แล้วถ้าหากมันเกิดขึ้น เราควรที่จะปรับแผนไปเป็นการบรรเทาอากาศเพื่อลดยอดผู้ป่วยลง” ถ้าหากเราสามารถลดการแพร่ระบาดนี้ลงได้ นั่นหมายความว่าเราสามารถช่วยบุคลากรการแพทย์จัดการการรักษา และมีการรักษาได้ทันท่วงที

ในสหรัฐมีจำนวนเตียง2.8เตียงต่อผู้ป่วย1000คน ถ้าเทียบกับประชากรจำนวน330ล้านคน นั่นคือเรามีเตียงอยู่เพียงแค่1ล้านเตียงเท่านั้น สมมติให้65%ของเตียงมีผู้ป่วยโรคอื่นรักษาอยู่ เราจะมีเหลือเพียงแค่3แสนเตียงเท่านั้น (1เตียงต่อ1100คน) จากเหตุการณ์อิตาลีเราประมาณว่าผู้ป่วย10%ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน ภายใน2วันเตียงทั่วประเทศจะเต็ม และจะไม่มีผู้ป่วยใหม่รักษาได้อย่างน้อย14วัน และภายใน14วันถัดมาจะไม่มีเตียงเหลือเลยแม้กระทั่งเรารวมเตียงที่ผู้ป่วยไม่ได้เป็น COVID-19 ก็ตาม และจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนยารักษาโรค ผู้ป่วยโรคเรื้อรังขาดการรักษา ระบบการดูแลรักษาจะยิ่งแย่ลงไปกว่าเก่า— Liz Specht

ผู้คนในสังคมเท่านั้นที่สร้างความแตกต่างได้

จากที่ได้คุยกันไปข้างต้น ประเทศจีนได้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถลดจำนวนลงได้ถ้าเราดำเนินการอย่างเด็ดขาด เวียดนามก็เช่นกัน หากเรามีการดำเนินการที่รวดเร็วและตอบสนองที่ดีต่อสังคม นั่นช่วยทำให้สังคมพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ มันอาจจะดูเหมือนเรื่องตลกเพ้อเจ้อหรือเรื่องในอุดมคติ แต่ได้มีสถิติอธิบายในการระบาดไข้หวัดสเปนในปีพ.ศ.2461 (1918 flu, Spanish flu) โดยพบว่าระหว่างเมืองฟิลาเดเฟียกับเซนต์หลุยส์ อัตราผู้เสียชีวิตของเมืองเซนต์หลุยส์ต่ำกว่ามากเพราะทางรัฐได้ประกาศยกเลิกกิจกรรมใหญ่ๆทุกกิจกรรม ดังกราฟที่ได้มีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการPNAS

อัตราผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดสเปนต่อจำนวนคนหนึ่งแสนคนในเมืองฟิลาเดเฟีย (เส้นทึบ) และเมืองเซนต์หลุยส์ (เส้นประ)

ริชาร์ด เบสเซอร์ หัวหน้าCDCและหน่วยป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 (2009 H1N1)ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวไว้ว่า “ความเสี่ยงในการแพร่ระบาดและความสามารถในการป้องกันตนเองและครอบครัวเกิดจากปัจจัยเรื่องรายได้ การเข้าถึงการรักษา และการย้ายถิ่นฐาน เมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น” และได้กล่าวเสริมไว้อีกว่า

ผู้สูงอายุและผู้พิการคือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดเพราะไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือในชีวิตประจำวันมาก และผู้คนที่ห่างไกลจากระบบสุขภาพ เช่น ผู้คนที่อยู่ต่างจังหวัด คนพื้นเมือง ชุมชนแออัด เรือนจำ เขตกักกันลี้ภัย หรือคนไร้บ้านก็อาจจะเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน และมันเป็นเรื่องที่เปราะบางกับผู้คนที่รายได้น้อย ลูกจ้างรายวัน ซึ่งจะได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน โดยทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ใน60%ของผู้ที่ได้รับการจ้างงานในสหรัฐฯ ซึ่งเราควรจะให้ความสนใจด้วย

สถิติของกรมแรงงานในสหรัฐฯเปิดเผยว่าผู้คนน้อยกว่า1ใน3ไม่สามารถเข้าถึงการลางานที่ได้รับค่าจ้างด้วย

ผู้มีรายได้น้อยในสหรัฐไม่ได้ค่าจ้างในช่วงลางาน นั่นจึงทำให้ต้องไปทำงานแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรามีข้อมูลที่ดีน้อยเกินไป

ปัญหาใหญ่ที่กำลังเผชิญนั่นคือเราไม่รู้ว่าตอนนี้มันกำลังเกิดอะไรขึ้นอยู่กันแน่ สก็อตต์ ก็อตลิบบ์ คณะกรรมาธิการอย.ก่อนหน้าได้อธิบายว่า ในเมืองซีแอทเทิลมีระบบการคัดกรองผู้ป่วยที่ดีกว่าและเราสามารถเฝ้าระวังโรคติดต่อนี้ได้ “สาเหตุที่เราสามารถรู้ได้ล่วงหน้าว่าจะมีการแพร่ระบาด COVID-19 ในเมืองซีแอทเทิลเพราะว่ามีระบบการเฝ้าระวังที่ดีโดยนักวิทยาศาสตร์อิสระที่ไม่ขึ้นตรงต่อใคร จึงสามารถรายงานข้อมูลได้ชัดเจน ต่างจากเมืองอื่นที่อาจจะยังไม่ได้ตรวจพบ” ตรงกับที่รองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ได้สัมภาษณ์ใน The Atlantic ไว้ว่า “ประมาณ1.5ล้านการทดสอบภายในสัปดาห์นี้” แต่ปัจจุบันมีผู้คนไม่เกิน2พันคนที่ได้รับการตรวจอย่างจริงจัง โรบินสัน เมเยอร์ และ อเลิกซิส แมดริกัลจากสำนักข่าว The Atlantic ได้กล่าวว่า

จากข้อมูลที่พวกเราได้รวบรวมแล้วพบว่าคนอเมริกาตอบสนองต่อข่าวCOVID-19ได้น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว CDCได้ออกมายืนยันเมื่อ8วันก่อนว่าไวรัสได้แพร่เข้าสู่สหรัฐอเมริกาแล้วโดยที่ผู้ติดเชื้อไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศมาก่อน ในเกาหลีใต้มีผู้ได้รับการตรวจโรคมากกว่า66,650คนภายในสัปดาห์ที่มีการยืนยันว่ามีการแพร่ระบาดถึงเกาหลีใต้ และเมื่อผลลัพธ์ยืนยันก็ไ้ระบุว่ามีผู้ป่วยสูงถึงหลักหมื่นคน

ประเด็นของปัญหานี้จึงเกิดจากประเด็นทางการเมืองด้วยส่วนหนึ่งเพราะโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีได้กล่าวว่าต้องการเห็นจำนวนยอดผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯมีค่าต่ำๆ นี่จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการวินิจฉัยผลด้วย

โดยในประเทศอื่นกำลังตื่นตัวมากกว่าในสหรัฐ หลายประเทศในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังแสดงให้เห้นถึงผลของการควบคุมโรคที่ดี เช่น ไต้หวันที่มีค่า R0 ใกล้สู่ 0.3 แล้ว หรือฝรั่งเศสที่มีการกักตัวผู้ป่วยจำนวนหลักพันไว้ และมีการปิดสถานศึกษาใน3เมืองหลัก


สรุป

COVID-19 เป็นปัญหาทางสังคมที่น่าสนใจอย่างมาก และเราทุกคนสามารถลดการแพร่ระบาดได้โดย

Mmaetha

I have two weapons. Pencils to write and Words to describe.

MMaetha

Written by

MMaetha

MSc Student of Bioinformatics | catophilia

Mmaetha

Mmaetha

I have two weapons. Pencils to write and Words to describe.

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade