สร้าง Startup ในประเทศไทยอย่างไรถึงจะรุ่ง! (ตอนที่ 2 - Team)

Credit: Muze’s Head Office 2016 — Another View :)

หลังจากที่เราได้ทราบกันในตอนที่แล้วว่า การสร้าง Startup นั้นต้องเริ่มจาก Idea และ Product ก่อน เมื่อผ่านด่านอรหันต์ทั้งสองมาแล้ว เราก็จะเริ่มบุกตะลุยสู่ด่านต่อไปที่ต้องใช้ความมุ่งมั่นไม่แพ้กัน จากคำพูดที่ว่า “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” สำหรับการทำ Startup ผมคิดว่าน่าจะใช้คำว่า…

“เพื่อน Start นั้นหาง่าย แต่เพื่อนตายที่พร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขไปอีก 10 ปี … หาโคตรยากเลยครับ”

หลายคนเข้าใจว่า Startup ใช้เวลา 2–3 ปีก็รู้แล้วว่าหมู่หรือจ่า แต่ผมบอกได้เลยว่า 2–3 ปีแรกนั้นเป็นแค่การเริ่มสร้าง Idea และ Product เท่านั้น ถ้าสิ่งที่คุณทำมันโดน มันจะใช้เวลาอีก 6–7 ปีในการทำให้มันเติบโต ดังนั้นสิ่งที่สำคัญมากและเป็นอีกข้อหนึ่งที่มักจะทำให้ Startup ล้มเหลว นั่นคือ…

TEAM

เวลาพูดถึงทีมเรามักจะคิดถึงเพื่อนร่วมงาน เพื่อนที่ก่อตั้ง Startup กับเรา สำหรับผมการคิดแบบนี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะเอาเข้าจริงๆ คนที่สำคัญอันดับหนึ่งในทีมก็คือ …

I. ตัวคุณเอง (Founder)

ใช่เลยครับ … ในการสร้าง Startup ก่อนคุณจะเริ่มสร้างทีม คุณต้องเริ่มจากตัวคุณเองก่อน เพราะ Culture ของบริษัททั้งหมดนั้นเริ่มจากตัวคุณ ดังนั้นคุณจำเป็นที่ต้องเข้าใจข้อเสียของตัวเองก่อน ซึ่งมันยากแสนยาก นั่นเพราะว่า …

“คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า … ตัวเองมีข้อเสียอะไร”

คนเรามักจะไม่รู้ข้อเสียของตัวเอง สำหรับผมวิธีที่ใช้ในการหาข้อเสียของตัวเองคือสังเกตจากปฏิกริยาของคนอื่นที่มีกับเราในสถานการณ์ต่างๆ จากนั้นค่อยคิดว่าเราทำอะไรไปเขาถึงมีปฏิกริยาแบบนั้น เครื่องมือที่ผมใช้คือ “ปฏิกริยาของคนอื่น” ซึ่งคุณจำเป็นต้องหาให้เจอว่าเครื่องมือที่เหมาะสมกับตัวคุณคืออะไร

คุณอาจจะคิดว่านิสัยเสียส่วนตัวนิดๆหน่อยๆคงไม่เป็นไร แต่ในความเป็นจริงมันมีผลมากในระยะยาว ตัวอย่างเช่น …

ถ้าคุณเป็นคนชอบโชว์ออฟ … ทุกงานที่ทำสำเร็จเป็นผลงานของคุณ ทีมคุณก็พยายามเลียนแบบ จากนั้นคนในทีมก็จะแย่งกันโชว์ในส่ิงที่ตัวเองทำ แต่มันไม่ได้มีอะไรให้โชว์กันได้ทุกวัน ดังนั้นทีมงานคุณจะเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับงานที่ได้โชว์ผลงานมากกว่างานที่จำเป็นต้องทำ สุดท้ายงานมันก็จะช้าเพราะว่าไม่มีพวกปิดทองหลังพระเหลืออยู่ในทีมของคุณเลย

ดังนั้นก่อนเริ่มสร้างทีม คุณควรจะหาเครื่องมือสะท้อน “ข้อเสียของตัวเอง” ให้พบ รีบแก้ไขตัวเองก่อนที่อะไรมันจะสายไป

และนอกจากตัวคุณแล้ว อีกจุดเริ่มต้นสำคัญของทีมก็คือ


II. ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder)

Co-Founder หรือผู้ร่วมก่อตั้ง … ความสัมพันธ์ของ Co-Founder นั้น เป็นสิ่งสำคัญของทั้งบริษัท ถ้า Co-Founder แตกกัน บริษัทของคุณก็จบ ทีมของคุณในช่วงต้นจะเป็นการทำงานระหว่าง Co-Founder ด้วยกันเองนี่แหละครับ การเลือก Co-Founder ที่จะมาสานฝันร่วมกันสร้าง Product ไปพร้อมๆกับคุณ เป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้น …

“อย่าเลือก Co-Founder แบบสุ่มๆ”

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเจอเพื่อนของเพื่อน มี Idea คล้ายกัน อยากทำ Startup เหมือนกัน รู้จักกันมาเดือนกว่า คุณเก่งการตลาด เพื่อนถนัดเขียนโปรแกรม โอ่ … นี่มันฟ้าลิขิตชัดๆ! ก็ต้องลุยสิครับรออะไรอยู่ … ถ้าคุณเริ่มแบบนี้ก็เหมือนการเสี่ยงโชคโดยเอา Startup ของคุณเป็นเดิมพัน

ช่วงแรกก็เปรียบเสมือนคุณกำลังฮันนีมูน อะไรๆก็ดูเข้ากันไปหมด นั่นเพราะคุณยังไม่เห็นข้อเสียของอีกฝ่ายและคุณก็ยังไม่ได้เจอปัญหาอะไรมากมายนัก แต่ยิ่งเวลาผ่านไป … เริ่มเห็นข้อเสียมากขึ้น ปัญหาเริ่มเข้ามาให้แก้มากขึ้น คุณก็จะไม่เข้าใจกันมากขึ้นจนถึงจุดแตกหักในที่สุด

ดังนั้นวิธีการเลือก Co-Founder ที่ดีที่สุดคือ เลือกจากคนที่คุณรู้จัก หรือถ้าเป็นคนที่คุณไม่รู้จักก็ควรจะทำความรู้จักให้ดีก่อน เทคนิคที่ผมใช้ในการเลือก C0-Founder คือ ทดลองเซ็ตโปรเจคเพื่อทำการทดสอบ Idea ที่เราคิดว่าดี และเริ่มทำงานร่วมกันเลย วิธีการนี้คุณจะได้ประโยชน์ 2 เด้ง

ประโยชน์ทางตรงคือคุณจะได้วัดผล Idea เหล่านั้นและคุณยังได้ทำงานร่วมกับคนที่จะมาเป็น Co-Founder ทำให้มีโอกาสได้ศึกษาแนวคิด วิธีการทำงาน การแก้ปัญหา สภาวะทางอารมณ์ วุฒิภาวะ ซึ่งจะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกได้อย่างถูกต้อง

Larry Page และ Sergey Brin สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการ Search คู่นี้คือ Co-Founder ของ Google ทั้งสองเจอกันที่ Stanford ซึ่งในครั้งแรกที่เจอกัน Sergey มีหน้าที่พา Larry ทัวร์มหาลัยในปี 1995

Sergey Brin และ Larry Page ในช่วงเริ่มต้น Google ด้วยกัน

ถึงแม้ว่าในช่วงต้นนั้น … ทั้งสองดูเหมือนจะมีความคิดเห็นหลายๆเรื่องไม่ตรงกัน แต่หลังจากได้ทำงานร่วมกันในปี 1996 ในโปรเจคเกี่ยวกับ Search Engine ที่ชื่อว่า BackRub ทำให้เริ่มเข้าขารู้ใจและในที่สุดก็ก่อตั้ง Google ในปี 1998 และกลายเป็นคู่ Co-Founder ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าเขาทั้งสองได้ใช้เวลาทำวิจัยด้วยกัน ตีพิมพ์ผลงานร่วมกัน ศึกษาซึ่งกันและกันอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว ถึงตอนนี้หลายคนอาจจะคิดว่า…

“ตาย ตาย … ถ้ามันหายากนัก ทำมันคนเดียวแล้วกัน”

ในความเป็นจริง Startup ก็อาจจะสามารถเริ่มทำเพียงคนเดียวได้ แต่ในความคิดผมการมี Co-Founder นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างทีม การที่คุณหาใครซักคนมาร่วมกันทำในตอนต้นไม่ได้ อาจจะหมายถึงคุณไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ และจากสถิติ Startup ที่ประสบความสำเร็จมักมี Co-Founder 2–3 คน ดังนั้นถ้าคุณอยากจะเริ่มคนเดียวก็ขอให้แน่ใจว่านั่นไม่ใช่ข้ออ้างจากการที่คุณไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้

หลังจากได้ Co-Founder แล้ว คำถามถัดไปก็คือแล้วจะจ้างพนักงานแบบไหน … อย่างไร … และเมื่อไหร่ ?


III. พนักงานกลุ่มแรก (First Team)

Try not to hire … อย่าพยายามรีบจ้างพนักงาน … ถ้าจะขยายความก็คือ คุณจำเป็นต้องเลือกพนักงานกลุ่มแรกโดยละเอียดรอบคอบ นั่นเพราะว่าพนักงานกลุ่มนี้จะเป็นต้นแบบของพนักงานที่เหลือของทั้งบริษัทต่อไป ดังนั้นบริษัทคุณจะมี Culture มีบรรยากาศอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคนกลุ่มนี้

เคยมีการทดลองทางวิทยาศาตร์เกี่ยวกับลิงกับกล้วย เรื่องมีอยู่ว่า…

นักทดลองด้านจิตวิทยาได้จับลิง 5 ตัว ใส่ไว้ในกรงขนาดใหญ่ ซึ่งมีบันไดรูปตัวเอตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านบนสุดของบันไดมีกล้วยวางเอาไว้

ทันทีที่ลิงปีนบันไดขึ้นไปเพื่อหยิบกล้วยมากิน นักทดลองจะกดปุ่มฉีดน้ำเย็นใส่ลิง 4 ตัวที่อยู่ด้านล่าง

เมื่อทำเช่นนี้ติดต่อกันไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ลิงตัวใดก็ตามปีนบันไดขึ้นไปหยิบกล้วยลิงที่เหลือจะช่วยกันดึงลงมาทำร้ายทันที

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้นานเข้าก็ไม่มีลิงตัวไหนคิดปีนบันไดอีกเลย


จากนั้นนักทดลองก็เอาลิงตัวที่โดนฉีดน้ำออกไป 1 ตัว และใส่ลิงตัวใหม่เข้ามา

ทันทีที่ลิงตัวใหม่จะปีนบันได้เพื่อขึ้นไปหยิบกล้วย ลิงอีก 4 ตัวก็รุมดึงลงมาแล้วทำร้ายจนลิงตัวใหม่ไม่กล้าปีนบันไดไปหยิบกล้วยอีก

และต่อจากนั้นนักทดลองก็ค่อยๆเอาลิงที่โดนฉีดน้ำออกไปทีละตัวทีละตัวและเอาลิงตัวใหม่เข้ามาแทนเรื่อยๆ

ท้ายที่สุด เมื่อทยอยเปลี่ยนลิงตัวใหม่เข้ามาในกรงครบ 5 ตัว
ทันทีที่ลิงตัวไหนปีนขึ้นไปบนบันไดก็จะถูกดึงลงมาทำร้าย

ทั้ง ๆ ที่พวกมันทุกตัวไม่เคยโดนน้ำเย็นฉีดใส่เลย
ทั้ง ๆ ที่พวกมันไม่รู้เหตุผลว่าทำไมจะต้องห้ามไม่ให้ลิงตัวอื่นขึ้นไปหยิบกล้วยบนบันไดแต่มันก็ทำตามๆกัน

การทดลองนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการที่พนักงานกลุ่มแรกสร้าง Culture อะไรไว้ในบริษัท พนักงานรุ่นต่อๆไปก็จะเป็นแบบนั้น ดังนั้นถ้าคุณมีพนักงานกลุ่มแรกที่มีความตั้งใจทำงานด้วยเป้าหมายเดียวกัน พนักงานรุ่นต่อไปก็จะคงความตั้งใจทำงานเพื่อเป้าหมายนั้นเช่นกัน

แต่ในทางกลับกันถ้าพนักงานคนกลุ่มแรกของคุณทำงานฉาบฉวย พนักงานรุ่นต่อไปก็จะฉาบฉวยแล้วสุดท้าย Idea กับ Product ที่คุณทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจมันก็จะล่มสลายลงไปในที่สุด

ดังนั้นคุณจำเป็นจะต้อง “เลือกคนที่ดีที่สุด

ให้คิดซะว่ากำลังสร้างทีม Avengers อยู่ก็ได้ :)

ในทางปฏิบัติคนที่ดีที่สุดที่คุณต้องการก็จะมีแต่คนต้องการ เมื่อเขามีทางเลือกเยอะคุณต้องใช้ทั้งเวลาและเหตุผลร้อยแปดเพื่อชักจูงให้เขามาทำงานด้วย นี่ก็เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมคุณจำเป็นต้องสร้าง Idea และ Product ให้มันโดน เพราะว่าคนที่ดีที่สุดเหล่านี้เขารู้ว่าสิ่งที่คุณทำมันของจริงหรือเปล่า ทุกคนก็อยากจะกระโดดเข้าร่วมกับบริษัทที่กำลังมาแรงติดจรวดกันทั้งนั้น ดังนั้นถ้าคุณของจริงเขาก็อยากจะมาร่วมทีม Avengers ของคุณ

Experience, is it important? … หลายคนเคยตั้งคำถามกับผมว่า “ต้องรับคนที่มีประสบการณ์มาช่วยงานไหม?” เชื่อไหมครับว่าในเหล่าบริษัทที่ผมเคยมีส่วนเริ่มสร้างมา บริษัทที่ดีที่สุดคือบริษัทที่มีน้องๆที่จบใหม่เยอะที่สุด

คนที่มีประสบการณ์จำเป็นสำหรับการทำ Startup ในบางตำแหน่งเท่านั้น เช่น ถ้าคุณทำบริษัทแนว B2B คุณก็ต้องการ Sale ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจนั้นอยู่พอตัว แต่สำหรับบริษัท Startup ที่เป็นแนว Technology พนักงานส่วนใหญ่จะเป็น Developer ซึ่งคุณควรเลือกจาก ทัศนคติ (Attitude) เป็นอันดับแรก ถ้าให้เลือกตามลำดับความสำคัญจากมากไปน้อยผมมักจะเลือกตามนี้

  1. ทัศนคติ (Attitude)
  2. ความฉลาดในการแก้ปัญหา (Problem Solving)
  3. สามารถทำงานให้เสร็จได้หรือไม่
  4. การสื่อสารกับทีม (Team Communication)
  5. Gangster

*** ขอขยายความข้อ 5 เดี๋ยวจะเข้าใจผิด —Gangster ของผมในที่นี้หมายถึงคนที่น่าคบหา ไปที่ไหนก็มีคนอยากเข้ามาร่วมกลุ่มด้วย มันส์ๆ ฮาๆ ไม่ใช่นักเลงหัวไม้นะครับ

ในตอนต้นถ้าคุณยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์งานใครมาก่อน ผมแนะนำให้คุณหาโอกาสทำงานร่วมกับว่าที่พนักงานใหม่ของคุณในโปรเจคเล็กๆ คุณอาจจะไม่รู้ว่าต้องสัมภาษณ์ยังไงให้ได้สุดยอด Developer แต่ถ้าคุณได้ทำงานร่วมกับเขาผมแน่ใจว่าคุณจะรู้ทันทีว่าเขาสุดยอดแค่ไหน

แต่ถ้าคุณจำเป็นที่จะต้องสัมภาษณ์จริงๆ ก็ควรถามเกี่ยวกับโปรเจคที่เขาเคยทำหรือให้โชว์ผลงานที่เคยทำ ผมจะไม่ค่อยถามคำถามที่วัดความฉลาดเท่าไหร่ เพราะว่ามีบางคนที่ฉลาดในการตอบคำถามแต่เอาเข้าจริงไม่สามารถทำงานได้

จากที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นจนถึงจุดนี้ มีบริษัทไม่เยอะในบ้านเรารวมถึงบริษัทผมด้วยที่สามารถทำได้สำเร็จ 100% แต่ถ้าคุณสามารถรวบรวมทีม Avengers ของคุณที่มีคุณสมบัติมากกว่า 70% ของที่กล่าวมา ผมเชื่อว่าคุณคงจะมีความสุขที่ได้ทำงานกับพวกเขาอย่างแน่นอน

เมื่อทีมพร้อมคุณก็จะรู้สึกมีความสุขในการทำงานเหมือนได้พร 3 ข้อจากเทพเจ้ามังกร ซึ่งทำให้ Founder ส่วนใหญ่จะละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุด มันเป็นสิ่งที่ทำให้ทีมที่คุณรวบรวมมาอย่างยากลำบาก แตกกระจัดกระจายคล้ายดราก้อนบอลตอนที่คุณได้รับพรครบแล้ว สิ่งนั้นคือ


IV. Employee Equity หรือ สิ่งที่พนักงานควรได้รับ

Muze Ski Trip 2016 — Niseko Japan

ก็อีกเช่นเดิม มันคือความผิดพลาดที่ผมก็เคยทำมาแล้ว 2–3 ปีแรก ถ้า Idea คุณเจ๋ง Product คุณโดน มีเรื่องใหม่ๆมากมายให้เรียนรู้ ทีมของคุณจะสมัครสมานสามัคคีช่วยกันทำงานให้มันสำเร็จ มันทำให้คุณลืมตัวและไม่ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิต่างๆที่คนในทีมหรือพนักงานของคุณควรจะได้รับ

หลังจากที่ลองผิดลองถูกผมก็พบว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันปัญหานี้ นั่นก็คือ…

  1. แบ่งหุ้นให้กับพนักงานกลุ่มต้น ๆ เมื่อภารกิจที่ทำด้วยกันในช่วงแรกสำเร็จ ซึ่งอาจจะใช้เวลา 3–4 ปี ถ้า Product คุณเริ่มไปได้สวย คุณก็ควรจะให้ผลตอบแทนของความทุ่มเทกับคนที่เหนื่อยมาพร้อมกับคุณ คนเหล่านี้จะพร้อมโตไปกับบริษัทและเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ Startup ของคุณยั่งยืน ในทางกลับกันถ้าคุณงกหุ้นไม่ยอมแบ่งให้ใคร สุดท้ายก็ไม่มีใครอยากร่วมหัวจมท้ายกับคุณ หุ้นมันก็ไม่มีค่าหรอกครับ
  2. ให้เครดิตกับสิ่งที่เขาทำ … คุณควรจะให้ทีมมีเครดิตในผลงานที่ทำ ไม่ใช่เพียงแค่การยกย่องทีมต่อหน้าสื่อ แต่คุณต้องยอมรับด้วยใจ เพราะไม่ใช่แค่ Idea คุณที่ทำให้ Startup นี้เกิดได้ มันเป็นเพราะพวกเขาด้วย อย่าลืมข้อนี้
  3. Work Hard … Play Harder, Indeed ! คุณคงเคยได้ยินข้อความดังกล่าวมาก่อน แต่ผมขอเติมคำว่า “Indeed” ลงไป เพื่อย้ำว่า “ทำงานหนักก็ต้องสนุกไปกับงานและสนุกไปกับชีวิตให้ได้จริงๆ” ดังนั้นถ้าอยากให้เขาพัฒนาอยากให้เก่งก็ต้องให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์สุดขั้วทั้งบู๊และบุ๋น … ออกไปเที่ยว เล่นสกี เดินป่า ล่องแก่น นั่งรถไฟไปเรื่อยๆ ประสบการณ์ต่างๆจะสอนให้คนมีความคิดนอกกรอบ เจอปัญหาใหม่ๆ เจอวิธีการใหม่ๆ เชื่อเถอะครับมันจะย้อนกลับมาทำให้ทีมคุณมีประสิทธิภาพและสนุกไปกับการทำงานแน่นอน
  4. สนับสนุนวิธีการที่ทีมคิดขึ้น โดยส่วนใหญ่ Founder จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เวลาจะฟันอะไรก็จะไม่สนใจแนวคิดของคนในทีมเท่าไหร่ ตำราบางตำราก็บอกให้ทำแบบนั้น เพราะคุณเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น แต่ผมว่าคุณควรเลือกวิธีการที่ทีมช่วยกันคิดขึ้นบ้าง เพราะว่ามันจะทำให้ทีมมีความรับผิดชอบและโตเป็นผู้ใหญ่ มันอาจจะเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง 100% แต่เชื่อเถอะครับว่าต่อให้เกิดปัญหาก็แก้ได้ ให้เราคิดเองก็อาจจะเกิดปัญหาได้อยู่ดี
  5. คุย … คุย … คุย ข้อนี้ไม่มีอะไรมาก ทำงานกันมาต่อให้เป็นเทพก็ต้องมีเรื่องติดใจกันบ้าง ดังนั้นหาเวลาตั้งวงคุยเพื่อสร้างความเข้าใจและปรับวิธีการทำงานให้ดีขึ้นบ้างนะครับ ถ้าใครเคยทำงานโดยใช้ Agile Methodology จะเรียกส่วนนี้ว่า Retrospective Meeting นั่นเองครับ

เรื่องสุดท้ายที่จะกล่าวถึงสำหรับการทำทีมคือ


V. บอกลาให้เร็วกับคนที่ไม่ใช่ (Fire Fast)

การทำ Startup มันไม่ได้สวยหรูไปซะทั้งหมดหรอกครับ สำหรับการเริ่มต้นครั้งแรกใครก็ทำผิดพลาดได้ทั้งนั้น มันมีโอกาสสูงมากที่คุณจะรับคนพลาด และถ้าไม่อยากให้มันเป็นการสร้าง Culture ที่ผิดๆ คุณก็จะต้อง…

“ไล่พนักงานออก”

สำหรับผมสิ่งนี้เป็นเรื่องยากและอึดอัดที่สุดของการทำ Startup แต่บางทีมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันไม่ใช่จะเป็นเรื่องไม่ดีไปทั้งหมด ถ้าคุณทำงานกับพนักงานบางคนมาเป็นเดือนๆ แต่ไม่เคยคิดตรงกันเลย สื่อสารไม่รู้เรื่อง อยู่ไปมันก็ไม่เกิดผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย เชื่อเถอะครับว่าถ้าคุยกันดีดีพนักงานของคุณก็คงจะคิดไม่ต่างกับที่คุณคิด ดังนั้นมันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่ายถ้าแยกย้ายกันไป และคุณควรจะตัดสินใจโดยเร็ว ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

แต่ถ้าคนที่คุณคุยแล้วไม่เคยคิดตรงกันกลายเป็น Co-Founder โอ่… มันจะน่าปวดหัวกว่ามาก ซึ่ง Co-Founder ส่วนใหญ่มักจะปล่อยปัญหาระหว่างกันทิ้งไว้ ไม่เคลียร์กันนานเป็นปีๆ จนสุดท้ายคุยกันไม่รู้เรื่อง ดังนั้นถ้ามีเรื่องอะไรกันก็รีบคุยกันซะ ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาบานปลาย แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรจะทำตามคำแนะนำในหัวข้อที่ II คือตั้งใจหา Co-Founder ที่เหมาะสมกับคุณก่อน เพราะมันไม่สนุกเลยที่จะต้องแตกกัน และมันจะทำให้ Startup ที่คุณสร้างมาอย่างยากลำบากพังทลายลงด้วย


Conclusion

ก็อย่างที่กล่าวไว้ในช่วงท้ายของบทความตอนที่แล้วว่า … การทำ Startup นั้นมันไม่ใช่สิ่งที่ง่าย ต้องทุ่มเท การบริหารทีมงานก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถปล่อยให้หลุดได้ ดังนั้นอย่าลืมใช้สัญชาตญาณและความใส่ใจกับทีมงานให้มากๆ คุณควรให้ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ แต่ก็ต้องมีจุดยืน มีหลักการ และนิ่งพอ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณมีทีมงานที่เข้มแข็ง และคุณก็จะสนุกไปกับทีมของคุณ …

ถ้าเปรียบเทียบกับทีมฟุตบอล คุณก็คงจะอยากให้ทีมงานคุณเล่นได้เข้าขารู้ใจเหมือนบาร์ซ่าและมันคงจะสนุกไม่น้อยถ้าคุณได้เล่นในทีม ได้คุมทีม และที่สำคัญที่สุด…

มันเป็นความภูมิใจ…ถ้าคุณเป็นคนสร้างทีมนี้มากับมือ :)


PS. เนื่องจากมันเริ่มยาวเกิน ผมขอต่อในเรื่องของ Execution ไว้ในบทต่อไปนะครับ … To be Continued :)

Like what you read? Give Peeranat Thoonsaengngam a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.