The Power of Empowerment

A Little One Thing That Helps Me Write Blog Posts for 166 Days Consecutively.

ผมตั้งปฏิญาณกับตัวเองว่าจะเขียนบทความติดต่อกันทุกวันให้ได้อย่างน้อยหนึ่งปี ตอนแรกก็ไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้แต่นับถึงวันนี้ก็ผ่านมา 166 วันแล้วผมไม่พลาดเลยแม้แต่วันเดียว (รู้สึกภูมิใจเล็กๆ)

มาคิดๆดูก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำได้ยังไงวะ?” แน่นอนไม่ใช่ผมเก่งหรือผมรู้เยอะ คำตอบที่ผมสรุปได้คือคำคำนี้ “Empowerment — การมีอำนาจ” ผมมีอำนาจจะคิด จะเขียน และจะโพสต์อะไรก็ได้ตามที่ผมเห็นว่าเหมาะสม ไม่ใช่ผมเป็นคนบ้าอำนาจหรืออะไรแบบนั้นนะ ฮ่าๆ … Empowerment ของผมมันมีที่มาที่ไป

Empowerment ของผมมี Vision

ที่ผมเขียนบทความทุกวันนี้ผมมีวิสัยทัศน์ (Vision) และวัตถุประสงค์ (Goal) ที่ชัดเจน ชัวร์สิ ผมกำหนดมันด้วยตัวเอง

The Future Has Arrived — It’s Just Not Evenly Distributed Yet, William Gibson … อนาคตอยู่ตรงนี้แล้ว เรามีหน้าที่ต้องถ่ายทอดมันออกไปให้คนอื่นได้สัมผัสสิ่งดีๆร่วมกัน

ผมอยากเห็นอะไรหลายๆอย่างมันดีกว่านี้ ผมเชื่อว่าด้วยความรู้ประสบการณ์ที่ผมมีผมจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สิ่งเหล่านั้นเป็นจริง ผมจึงเลือกคิดและเลือกเขียนด้วยตัวผมเองเพื่อประโยชน์ของคนอื่น สิ่งที่ผมทำมันยิ่งใหญ่กว่าตัวผมเองมากนัก

วันนี้คุณมีวิสัยทัศน์ในการทำงานของคุณหรือยัง? คุณอนุญาตให้พนักงานของคุณมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์หรือไม่? หรือคุณบังคับให้เค้าทำงานด้วยความต้องการของคุณฝ่ายเดียว? วิสัยทัศน์ที่คุณสร้างเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคุณฝ่ายเดียวใช่หรือไม่?

Empowerment ของผมมีข้อจำกัดและโฟกัสอย่างสูงสุด

ข้อจำกัดของผมคือเวลา ทุกวันทำงาน (จันทร์ — ศุกร์) ผมมีเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงในการเขียนบทความให้เสร็จก่อนเริ่มงาน ผมเชื่อในเรื่องข้อจำกัดจะทำให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์และเกิดโฟกัสอย่างสูงสุด ดังนั้นทุกวันระหว่างเดินทางไปทำงานและกินข้าวเช้าคือช่วงเวลาในการค้นหาคำตอบว่า “วันนี้เขียนบล็อกอะไรดี?” เกือบทุกครั้งผมก็จะคิดออกตอนกินข้าวนี่แหละ

เมื่อมานั่งที่โต๊ะทำงาน สิ่งแรกที่ผมทำคือ Execute ความคิดในหัวสมองของผมออกมาเป็นบทความทันที เมื่อผมตัดสินใจจะเขียนเรื่องอะไรแล้วจะไม่มีการหันหลังกลับมาคิดซ้ำสองหรือเปลี่ยนใจไปเขียนบทความอื่น … นี่คือโฟกัสอย่างสูงสุดของผม

ทำไมผมถึงทำได้? เพราะผมมีอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่มีใครมาสั่งผมให้ทำหรือไม่ทำอะไรได้ทั้งสิ้น (ไม่มี Manager มากวนใจ อันนี้สำคัญ) นี่คืออีกเหตุผลที่ผมเขียนบทความได้ทุกวัน เพราะเมื่อไรที่ผมเริ่ม ผมจะไม่หยุดจนกว่าจะเขียนเสร็จ … ในเวลาที่จำกัดหนึ่งชั่วโมง เวลา (อาจจะรวมถึงงบประมาณด้วย) เป็นข้อจำกัดที่ดีซึ่งต่างจากจำกัดความคิดแบบคนละขั้ว

วันนี้คุณให้ข้อจำกัดที่เหมาะสมแก่พนักงานของคุณรึยัง? หรือคุณยังคิดว่าข้อจำกัดนั้นคือการไม่อนุญาติให้พนักงานมีความคิดเป็นของตัวเองด้วย?

Empowerment ของผมไม่มีความกลัว

ผมไม่เคยกลัวล้มเหลวเพราะสิ่งที่ผมทำจะไม่มีวันล้มเหลว ผมไม่ได้สนใจเรื่องเงินหรือชื่อเสียงอะไรทั้งสิ้น ผมสนใจแค่ขอให้มีคนอ่านบทความผมแล้วเกิดประโยชน์กับเค้าแม้แต่จะแค่คนเดียวก็พอแล้ว หรือต่อให้ไม่มีใครอ่านเลยอย่างน้อยผมก็อ่านของตัวเองหละวะ ฮ่าๆ (มันก็เป็นประโยชน์ทำให้ผมเข้าใจและเข้าถึงความเป็นตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน)

เพราะฉะนั้นผมจึงไม่กลัวที่จะกดปุ่ม Publish ในทุกบทความที่ผมเขียน ถึงแม้บางบทความจะมีคนอ่านเยอะ เช่น การล้มละลายของซอฟต์แวร์ ที่มีคนอ่านเป็นพันหรือบางบทความอย่าง Mission Statement ที่มีคนอ่านแค่หลักสิบ ผมรู้ว่าสุดท้ายแล้วคุณค่าของทุกอย่างที่เราทำจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อส่งมอบ (Shipping) เท่านั้น อย่างที่ Jason Fried (Basecamp.com) พูดบ่อยๆว่า

When you are running out of time or money, you ship. เมื่อคุณหมดเวลาหรือหมดเงิน คุณส่งมอบ (ง่ายๆแค่นั้น)
วันนี้พนักงานของคุณทำงานด้วยความกลัวหรือไม่? วันนี้พนักงานคุณมีอำนาจในการตัดสินใจและพร้อมรับผิดชอบต่อส่งมอบงานออกไปหรือไม่? หรือทุกอย่างอยู่ในกำมือของคุณ? คนทำผิดจะไม่มีที่ยืนในสังคมที่คุณเป็นผู้นำใช่มั้ย?

หันกลับมามองงานอื่นที่พวกเราทำๆกันอยู่ ในสังคมที่ใช้นิ้วสั่งงานผมรู้ว่าคำว่า Empowerment มันเป็นแค่คำพูดสวยหรูที่เราเคยได้ยินกันมาแต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมพนักงานอย่างเราๆถึงไม่เคยรู้สึกความสำเร็จ คุณค่าของงานหรือแม้แต่ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในสิ่งที่เราทำ

จำไว้นะที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่พวกเราห่วยหรือไม่เอาถ่านแต่เพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยมันทำให้เราไม่สามารถทำงานและสร้างสิ่งดีๆด้วยศักยภาพสูงสุดของเราได้ และคนที่ต้องรับผิดชอบก็คือท่านผู้นำทั้งหลายที่ไม่กล้าตอบคำถามที่ผมถามไว้ข้างบน สาธุ

ผมเขียนบทความนี้เพราะอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตซอฟท์แวร์ให้ดีขึ้นตามความเชื่อและประสบการณ์ของผม ถ้าเพื่อนๆเชื่อในแนวทางเดียวกัน เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือทำให้สังคมของเราดีขึ้นครับ จะแชร์บทความนี้ผ่าน Social Network หรือจะแบ่งปันเรื่องราวนี้ให้คนที่นั่งข้างๆฟังบ้างก็ได้

The Future Has Arrived — It’s Just Not Evenly Distributed Yet, William Gibson

อนาคตอยู่ตรงนี้แล้ว เรามีหน้าที่ต้องถ่ายทอดมันออกไปให้คนอื่นได้สัมผัสสิ่งดีๆร่วมกันครับ

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.