ช่วงปลายของยุคมืด ยุคที่ศาสนจักรครอบงำสังคมและการสร้างสรรค์งานเชิงสร้างสรรค์ต่างๆอย่างเคร่งครัด บันเทิงคดีต่างๆถูกระงับในฐานะแหล่งกำเนิดแห่งความชั่วร้ายหรือบาปทั้งปวง งานเขียนไม่กี่ประเภทที่สามารถผลิตและเสพได้มักเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาและการสั่งสอนคุณธรรมโดยตรง

ในห้วงนั้น พร้อมๆกับการเกิดของกระแสที่เรียกว่าการฟืนฟูศิลปะวิทยาการหรือเรเนสซอง เซอร์ฟิลิปป์ ซิดนีย์นักอะไรหลายๆอย่างรวมถึงกวีและนักวรรณคดีวิจารณ์ได้เขียนงานขึ้นชิ้นหนึ่งชื่อ The Defence of Poesy ที่ลุกขึ้นปกป้องและแจกแจงความสำคัญของกวีนิพนธ์จากตราบาปที่ศาสนจักรได้ตราไว้ และหลังจากนั้นกระแสการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการก็ดำเนินไปได้ ยุคมืดและศาสนจักรก็คลายอำนาจและการควบคุมสังคมลง

ที่ลากไปตั้งไกลนี่ไม่ใช่อะไร เป็นการพูดถึงจุดยืนในการวิจารณ์ ซึ่งนักวิจารณ์ไม่ได้มีหน้าที่แค่ประเมินค่าให้ดาวหรือคะแนนเท่านั้น หน้าที่อีกอย่างนึงของนักวิจารณ์คือการมองเห็นว่างานชิ้นใดที่มีความสำคัญและมีผลกับกิจกรรมการสร้างและพัฒนางานต่อไป นักวิจารณ์ย่อมมีหน้าที่ปกป้องหรือdefendให้งานนั้นๆเพื่อให้กิจกรรมของการสร้างสรรค์ดำเนินต่อไปได้ แน่นอนว่า องค์ประกอบหนึ่งของพัฒนาการที่เคลื่อนไปข้างหน้า ดังที่คาร์ลมาร์กซ์ได้กล่าวไว้ ย่อมปรากฏการปะทะสังสรรค์ ท้าทายกันระหว่างการสร้างสรรค์ใหม่กับการกรอบแนวคิดเดิม (เช่นกรอบของความสร้างสรรค์และศีลธรรม อย่างที่ซิดนีย์ทำเป็นต้น)

ข้อที่โปรยมานั้นไม่ห่างไกลกับสิ่งที่ข้อเขียนนี้กำลังจะทำเลย ถ้าลองมองกรณีการสร้างซีรีย์ชุดฮอร์โมนเดอะซีรีย์ หนังชุด ละครหรือจะแปลเป็นไทยว่าอะไรก็ตามที่พยายามนำเสนอภาพชีวิตวัยรุ่นที่แตกต่างออกไป ทั้งในแง่เนื้อหา และรูปแบบที่ต่างออกไปจากสื่อบันเทิงกระแสหลักที่เราคุ้นเคย และบ่นแล้วบ่นอีกว่าเบื่อหน่ายเมื่อไหร่จะเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ย้อนแย้งและน่าขันขื่นนิดๆก็คือ เมื่อมีการพยายามเสนอสิ่งใหม่ๆแล้ว ก็มักจะเกิดอาการวิตกและวิพากษ์วิจารณ์ต่อความเหมาะสมถึงสิ่งนอกกรอบต่างๆที่ถูกนำเสนอภายในเรื่อง รวมถึงตัวกรอบเองที่ถูกท้าทายให้สั่นคลอนไปพร้อมๆกัน

ข้อวิจารณ์ที่สำคัญและตัวละครที่ถูกวิพากษ์มากที่สุดคือ สไปรท์ ตัวละครเด็กหญิงที่ถูกเรียกว่าแรด หรือจนถึงขั้นร่าน ที่ผู้คนต่างวิตกวิจารณ์ ว่าการนำเสนอภาพดังกล่าว(รวมถึงภาพอื่นๆ เช่นความรุนแรง หรือความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน) จะส่งผลกับจิตใจของเยาวชนไทยที่ใสสะอาด ไร้เดียงสา และไร้สติจนอาจเกิดภาวะเลียนแบบและนำไปสู่หายนะของศีลธรรมในสังคมไทยได้ในท้ายที่สุด

ข้อวิจารณ์มีประเด็นปัญหามากมายที่ควรขบคิด เช่น อะไรที่ทำให้คิดว่าการนำเสนอภาพใดๆแล้วจะต้องเกิดพฤติกรรมเลียนแบบโดยทันที เหมือนกับ monkeys see, monkeys do ประเด็นเรื่องความกังวลเรื่องการเลียนแบบของเยาวชนดูจะเป็นความกังวลใหญ่ของผู้หลักผู้ใหญ่ไทย ผมเองเข้าใจว่ายังไม่มีการทำความเข้าใจอย่างจริงจัง ที่พบได้จากแง่มุมอื่นๆ เช่น เกมกับความรุนแรง ที่สื่อต่างๆถูกมองว่าต้องทำให้บริสุทธิ์เพื่อจะปกป้องเยาวชนไร้เดียงสาให้สะอาดอยู่พอๆกัน ทั้งที่จริงๆแล้ว เท่าที่ผมเข้าใจ เกมและความรุนแรง รวมถึงวิจารณญาณของเยาวชนที่มีต่อสื่อนั้นมีความซับซ้อนและแตกต่างกันออกไปเกินกว่าจะสรุปเป็นสมการง่ายๆ ว่าเสนอเรื่องนี้ แล้วเยาวชนต้องเลียนแบบแบบเป๊ะๆและเละไปในทันที จริงๆความคิดนี้ เป็นความคิดที่ดูถูกสติปัญญาของเยาวชนไทยอยู่เหมือนกัน

นอกจากปัญหาที่ว่า ตกลงแล้วสื่อทำให้เยาวชนเลียนแบบจริงหรือไม่ ซึ่งผมไม่อาจให้คำตอบได้นอกจากตั้งข้อสังเกตไว้กว้างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะอภิปรายได้ คือประเด็นเรื่องความกังวลที่มีต่อความแรดของผู้หญิง ว่าท่าทีของผู้คนที่มี “ความแรด” หรือ ความร่าน ของผู้หญิง มันมีความซับซ้อน และเป็นการเมืองอย่างไร และสิ่งที่ถูกนำเสนอในฮอร์โมนมันน่าสนใจยังไงในความร่านของสไปรท์ โดยเฉพาะจากตอนล่าสุดที่เริ่มปรากฏปฏิสัมพันธ์ระหว่างสไปรท์และแม่ซึ่งน่าสนใจมาก(คืนนี้จะมีตอนใหม่ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป)

ตัวละครสไปรท์นี่เป็นตัวละครที่ถือว่าซับซ้อนในระดับหนึ่ง ความซับซ้อนจริงๆเป็นเครื่องมือนึงในการท้าทายกับมายาและอคติต่างๆที่สังคมมอบให้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ถูกควบคุมกดทับเช่นผู้หญิง เราจะเห็นว่าตัวละครผู้หญิงนับตั้งแต่อดีตมาจะถูกเสนออย่างแบนราบไปสองรูปแบบ เป็นนางฟ้าใจดี หรือแม่มดใจร้าย เป็นนางเอกผู้แสนผุดผ่องหรือเป็นนางร้ายที่ชั่วไปซะทุกภาคส่วน การสร้างภาพผู้หญิงที่แบนราบนี้เป็นการกะเกณฑ์ผู้หญิงให้เลือกไปทางใดทางหนึ่งอย่างเดียว ว่าจะเป็นหญิงดีหรือหญิงเลว(ที่ทั้งเลว ทั้งสำส่อนมักถูกลงโทษในท้ายที่สุด) และเป็นการสร้างภาพผู้หญิงที่ไม่มีความซับซ้อนไม่มีมิติ

ดังนั้นปัญหามันเลยเกิดเมื่อเกิดตัวละครแบบสไปรท์ขึ้นมา คือเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เลวแบบนางร้ายที่ร้องกรี้ดๆ แต่งหน้าจัด เที่ยวได้เอาน้ำกรดไปสาดใคร แต่เป็นผู้หญิงธรรมดาๆที่ชอบมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย ซึ่งก็เป็นข้อกังขาที่น่าสนใจ ว่าแล้วคนแบบนี้มันควรถูกประนามขนาดไหนดี จะว่าดีแบบนางเอกก็ไม่ใช่ เลวร้ายไปเลยก็ไม่เชิง มันให้กรอบความคิดหรือศีลธรรมที่สังคมมักเอามาวัดคน เริ่มใช้กับลักษณะที่ซับซ้อนของผู้หญิงไม่ได้แบบเดิมแล้ว

การชอบมีความสัมพันธ์กับคนอื่น หรือในแง่นึงคือเป็นตัวละครที่พูดถึง “ความปรารถนา” ของผู้หญิงอย่างตรงไปตรงมา(ไม่นับเรื่องการนอกใจซึ่งอยู่ในกรอบคิดแบบmonogamy ซึ่งอาจจะไม่ถูกนักแต่ไม่ใช่ประเด็นที่กำลังพูดถึง) อาจจะเป็นสิ่งนึงที่สังคมไทยรับไม่ได้ จริงสไปรท์เองก็ไม่ต่างกับวิน ผู้เป็นwomanizer สไปรท์เองก็อาจจะเป็นmanizer ก็ได้

ผู้หญิงกับความปรารถนา จึงเป็นสิ่งที่ถูกห้ามมาโดยตลอด นักคิดสายสตรีนิยมฝรั่งเศส เช่น ซิโมนเดอร์โบวัวว์ หรือ เอเลน ซิซูร์ เจ้าของงาน “เสียงหัวเราะของเมดูซ่า(The Laugh of the Medusa (1975))” ตั้งข้อสังเกตว่า การห้ามผู้หญิงให้รู้จักกับความปรารถนา ร่างกายและความสุขทางกายของตนเอง เป็นเครื่องมือสำคัญในการกดทับผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงแปลกแยกออกจากตัวเอง ไม่รู้จักและไม่เข้าใจตัวเอง งานเขียนของนักคิดกลุ่มนี้จึงหันมาพูดถึงเรือนร่าง ความปรารถนา และอารมณ์ความรู้สึกของผู้หญิงเพื่อปลดปล่อยผู้หญิงอย่างจริงจัง

ถ้าเรามองสไปรท์ หญิงที่แรด มีความสัมพันธ์กับชายอื่น แต่ในแง่นึงเธอเองก็เป็นผู้หญิงที่มีอำนาจ รู้ว่าอะไรควรเป็นอย่างไร รู้ความปรารถนาของตนเองและรู้ถึงอันตรายและการป้องกัน เช่นที่เธอปฏิเสธการมีสัมพันธ์กับรุ่นน้องที่ไม่พกถุงยางอนามัย ลักษณะของผู้หญิงที่รู้ตัวและทรงอำนาจนี้ เป็นลักษณะที่ท้าทายภาพของผู้หญิงที่ถูกกำกับ ให้เป็นกุลสตรี เป็นหญิงที่เรียบร้อย เชื่องและเชื่อฟัง ภาพหญิงแบบนี้เป็นภาพที่สังคมชายเป็นใหญ่กลัว และยิ่งตัวเธอเองมีความคลุมเครือ การที่สังคมจะเข้าไปกำจัดและจัดระเบียบเธอก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ยากกว่าการกำจัดนางร้ายในละคร

ภูมิหลังของสไปรท์เองก็ตอบสนองกับลักษณะที่เธอเป็น บทสนทนาของเธอและแม่ ทั้งสองคนมีลักษณะของผู้หญิงที่เข้าใจโลก เข้าใจตัวเอง และที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือมันไม่ได้มีสถานะที่แม่สั่งสอนลูกหรือลูกสั่งสอนแม่เรื่องความเข้าใจแบบผู้ใหญ่สั่งสอนเด็ก แต่เป็นการแลกเปลี่ยนกันของแม่และลูกสาว มีลักษณะเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงที่พ้นไปจากตำแหน่งแห่งที่ของวัย แต่เป็นการแชร์แลกเปลี่ยนความเข้าใจซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกซึ่งกันและกัน ซึ่งความสัมพันธฺ์แบบFemale Bondingนี้ เป็นสายสัมพันธ์ของผู้หญิงที่ทรงอำนาจ และว่ากันว่าหลุดพ้นออกจากข้อกำหนดของสังคม(ซึ่งเป็นสังคมที่ผู้ชายสร้างแม้แต่ภาษาและตำแหน่งแห่งที่ของบุคคล)

ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับสไปรท์จึงเป็นการพลิกความหมายจากความแรดและความร่านให้กลายเป็น “ความซับซ้อน” หรือ Sophisticated(คำนี้สำคัญ คือมีความเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต รู้ทางหนีทีไล่ รู้จักปกป้องตัวเอง ไม่อยากใช้ว่ากร้านโลก ไม่ชอบนัยมัน เห็นมั้ย แม้แต่คำในภาษาไทย ถ้าผู้หญิงรู้จักและเข้าใจตัวเองมากไปก็ถูกหาว่ากร้านโลก) ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งต่างกับดาว ลูกสาวที่ถูกขีดอยู่ในกรอบ ไม่มีความสัมพันธ์ ไม่ได้แลกเปลี่ยนเรื่องผู้หญิงเหมือนกับครอบครัวสไปรท์ ในที่สุดแล้ว ดาวจึงมีลักษณะที่ไม่เดียงสาหรือinnocent จึงมีแนวโน้มที่จะไม่เข้าใจโลก ไม่รู้จักป้องกันตัวเอง พลาดพลั้งและพบกับวิบัติหายนะได้ง่ายกว่า ซึ่งก็อาจเป็นปัญหานึงของการพยายามกำกับชะล้างให้เด็กไทยสะอาดจนไร้ภูมิก็ได้ ส่วนดาวจะเป็นอย่างไรรอดูกันคืนนี้

พอมาถึงตรงนี้ อาจเข้าใจว่าผมส่งเสริมเรื่องความสำส่อน ซึ่งจริงๆก็ไม่เชิง แต่การบังคับผู้หญิงให้ไม่สำส่อนและให้ผู้ชายสำส่อนได้ มันเป็นการเมืองเรื่องเพศอย่างนึง และในอีกด้าน มันไม่ใช่ประเด็นที่จะตราว่าผู้หญิงที่สำส่อนคือหญิงคนชั่ว ในแง่นึง เธอเองก็มีสิทธิและความรับผิดชอบในร่างกายของตัวเองน่าจะเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการที่สังคมจะไปตราว่าเธอเป็นอะไร หรือไม่เป็นอะไร ร่างกายเป็นของเธอ ความปรารถนาเป็นของเธอ และความรับผิดชอบ ก็เป็นของเธอเอง เรื่องของความสัมพันธ์นั้นก็เป็นเรื่องของคนสองคน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ซับซ้อนตัดสินได้ยาก และไม่ควรตัดสินเลยก็ว่าได้ ส่วนความสัมพันธ์ของสไปรท์และไผ่นั้น ผมเองก็ยังเชียร์อยู่ และหวังว่าเธอคงไม่ถูกลงโทษเช่นนางร้ายในละคร เพราะเธอเองก็หาใช่นางร้ายไม่

สุดท้ายนี้ เขียนมายาวเลย แต่ขอเป็นเสียงส่วนหนึ่งที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับงานที่พยายามสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ที่บางส่วนอาจชวนให้ครุ่นคิด โต้แย้งกันบ้าง ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องดีเรื่องควร เพราะสังคมมนุษย์นั้นดำเนินไปข้างหน้าได้ด้วยความขัดแย้งและการโต้แย้ง ส่วนบางเรื่องนั้นที่ผมยังตอบไม่ได้ แต่มันก็น่าคิดว่า เราพูดกันว่า Monkeys see , monkeys do แต่ผมคิดว่า เด็กก็ไม่ใช่Monkeyละนะ


ปล. ประเด็นเรื่องภูกับธีร์ นี่ก็น่าสนใจแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะเพศสภาวะนั้นมีความลื่นไหลไม่ตายตัว ดังที่ Judith Butler ย้ำว่า Gender is Fluid

ไว้จะเขียนอีกนะฮะ :)