วิสัยทัศน์กับความฝัน

บางคนอาจจะคิดว่าการค้นหาวิสัยทัศน์ของสินค้า (Product Vision) เป็นเรื่องยาก … ผมว่ามันก็ไม่ยากขนาดนั้นนะ ลองเปรียบเทียบกันแบบนี้ครับ


คุณให้นิยามคำว่า “ชีวิตดี๊ดี” ไว้ยังไง?

ในเวลาอีกหนึ่งปี ห้าปี สิบปีข้างหน้า คุณนิยามความสุขของตัวเองยังไง

คุณเอบอกว่า

  1. ไม่ทำงานประจำ
  2. กลับไปอยู่บ้านที่ชลบุรี
  3. ทำสวนกล้วยไม้พร้อมเปิดร้านกาแฟเล็กๆหน้าบ้าน
  4. มีเวลาได้อ่านหนังสือที่ชอบทุกวัน
  5. หลังสี่โมงเย็นเปิดสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆในหมู่บ้านฟรี
  6. เสาร์อาทิตย์เข้ากรุงเทพมาช๊อปปิ้งดูหนังสังสรรค์กับเพื่อนสนิท
  7. ขอเป็นโสด ไม่อยากมีภาระพันธะ

คุณบีบอกว่า

  1. ต้องมีบริษัทเป็นของตัวเองให้ได้
  2. อยากมีบ้านหลังใหญ่ๆในกรุงเทพที่ออกแบบตกแต่งเอง
  3. ไปเที่ยวต่างประเทศกับครอบครัวทุกปี
  4. ลูกๆต้องได้เรียนโรงเรียนนานาชาติอันดับต้นๆของประเทศ
  5. อยากเกษียณก่อนอายุ 50
  6. จากนั้นก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการแต่งหนังสือในแนวที่ชอบ
  7. แล้วก็เรียนทำอาหารอย่างจริงจัง — อยากมีร้านอาหารเล็กๆแถวสุขุมวิท

คุณซีบอกว่า …

แต่ละคนก็มีความฝันเป็นของตัวเองซึ่งความฝันนี่แหละคือวิสัยทัศน์ของเรา วิสัยทัศน์ที่มีต่อชีวิตที่ดีขึ้น ชีวิตที่สมบูรณ์ขึ้นของเราและคนที่เรารัก


เมื่อเรานึกถึงตัวเองการวาดฝันเป็นเรื่องไม่ยาก … เราใช้หลักการเดียวกันนี้กับการกำหนดวิสัยทัศน์ให้สินค้าหรือซอฟต์แวร์ที่เรากำลังพัฒนาอยู่ได้

ถ้าเราเป็นลูกค้า ถ้าเราเป็นผู้ใช้ เราจะนิยามคำว่า “ชีวิตดี๊ดี” ไว้ยังไง?

ความท้าทายตรงนี้คือเราต้องสมมติตัวเองเป็นลูกค้าเป็นผู้ใช้ก่อน เราต้องเข้าใจเป้าหมายและความต้องการของเค้าให้ลึกซึ้งระดับหนึ่งก่อน เหมือนที่เราเข้าใจความต้องการของตัวเอง … แล้วเราจะคิดฝันแทนลูกค้าได้ แบบนี้

เมื่อพูดถึงการทำรายงานสรุปยอดขายรายวันของพนักงานฝ่ายการเงิน

“ต่อไปนี้ไม่ต้องสร้างรายงานแบบแมนน่วลแล้ว ระบบจัดการให้อัตโนมัติหมด จากเดิมเคยใช้หมดเวลาไปกับเรื่องนี้วันละ 4 ชั่วโมงต่อไปนี้ไม่ต้องเสียเวลาเลยแม้ซักนาที คำว่า “รายงาน” จะหายไปจากสารบบตลอดกาล — ชีวิตดี๊ดี”

เมื่อพูดถึงการจัดการสินค้าในโรงงาน สินค้าเข้า สินค้าออก การจัดส่ง

“จากที่เคยนับสินค้าเข้าด้วยตา บาร์โค๊ดและกระดาษ ต่อไปนี้ทุกอย่างตรวจเช็คได้ด้วยแค่การเดินและเข็นของผ่านประตูที่ติดระบบอาร์เอฟไอดี (RFID) ไว้ … จากแต่ก่อนการหยิบเลือกและแพ็คสินค้าตามออร์เดอร์ทำด้วยการให้พนักงานเดินวนหาสินค้าทีละชิ้น ลองคิดดูว่ามันจะดีขนาดไหนถ้าสินค้าที่คุณต้องการมันวิ่งมาหาคุณเองได้โดยที่คุณไม่ต้องก้าวไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว — ชีวิตดี๊ดี”

สินค้าที่ยิ่งใหญ่และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนเริ่มต้นด้วยวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของผู้สร้างทั้งนั้น มันไม่มีอะไรซับซ้อนนักหรอก ถ้าเราเป็นคนที่มีความฝันเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ถ้าเราเป็นคนที่จริงใจและใส่ใจกับผู้ใช้จริงๆ เราก็สามารถต่อยอดความฝันเหล่านั้นให้เป็น Product Vision ของเราได้แล้ว

ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าประโยคนี้เป็นจริงอย่างที่สุด

Imagination is more important than knowledge. For knowledge is limited to all we now know and understand, while imagination embraces the entire world, and all there ever will be to know and understand.” — Albert Einstein

“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ความรู้นั้นถูกจำกัดอยู่ที่สิ่งที่เรารู้และเข้าใจ ในขณะที่จินตนาการเปิดรับโลกทั้งใบและทุกสิ่งทุกอย่างที่รออยู่ให้เราเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” — อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


ผมเขียนบทความนี้เพราะอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตซอฟต์แวร์ให้ดีขึ้นตามความเชื่อและประสบการณ์ของผม ถ้าเพื่อนๆเชื่อในแนวทางเดียวกัน เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือทำให้สังคมของเราดีขึ้นครับ จะแชร์บทความนี้ผ่าน Social Network หรือจะแบ่งปันเรื่องราวนี้ให้คนที่นั่งข้างๆฟังบ้างก็ได้

The Future Has Arrived — It’s Just Not Evenly Distributed Yet, William Gibson

อนาคตอยู่ตรงนี้แล้ว เรามีหน้าที่ต้องถ่ายทอดมันออกไปให้คนอื่นได้สัมผัสสิ่งดีๆร่วมกันครับ