Before User Story-ภาค 2 ไอเดียและวิสัยทัศน์

ต่อจากภาคที่แล้ว เราได้แนวทางค้นหาความเจ็บปวดและความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าเราแล้วด้วยเทคนิค Customer Journey และ Emotional Journey บทความวันนี้ผมเล่าให้ฟังต่อว่า … แล้วยังไง?

อ่านเรื่อง Customer Journey และ Emotional Journey ได้ที่นี่

สามัญสำนึกเลยครับ …จากแผนภาพที่เราได้จาก Customer Touch Points และ Emotional Journey จะบอกเราได้ว่าขั้นตอนไหนที่ลูกค้าหรือผู้ใช้ของเราไม่ปลื้ม

Selecting the Right Pain Points

จากรูปเห็นว่ามีหลายขั้นตอนมากเลยที่ผู้ใช้รู้สึกแย่กับมัน หน้าที่ของเราคือแก้ไขทั้งหมดเลยใช่มั้ย? ตอบได้ทันทีว่า “ไม่ใช่” ไม่ใช่เพราะแก้ไม่ได้เพราะเรื่องทางเทคนิคแต่มันไม่ได้เพราะข้อจำกัดด้านอื่น เช่น คน เวลา และการยอมรับในการเปลี่ยนแปลง อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้วครับว่าการสร้างซอฟต์แวร์ที่ดีต้องการความพอดี ในกรณีนี้ก็เช่นกันเราต้องมองหาจุดร่วมในความเจ็บปวดของผู้ใช้ก่อน — นั่นคือจุดเริ่มต้นของการมองหาแนวทางแก้ปัญหา

“การเทียบข้อมูลในรายงานหลายฉบับด้วยตาเป็นเรื่องยากและเสียเวลา”

นี่คือสิ่งที่เราควรต้องโฟกัสก่อน และสิ่งที่เราต้องคิดต่อไปคือทำอย่างไรจะช่วยให้ชีวิตผู้ใช้ดีขึ้น

Ideas and Visions

ขั้นตอนนี้น่าสนุกเพราะเราจะได้ใช้ความคิดอย่างอิสระในการหาไอเดียมาแก้ปัญหา กระบวนการ Idea Generation นั้นสำคัญที่เราต้องหาจุดสมดุลระหว่างปริมาณและคุณภาพของไอเดีย ถ้าเราใช้วิธีการที่ถูกต้องผมว่าเราจะคิดอะไรเจ๋งๆออกมาได้เยอะเลย (เคยได้ยินมาว่าในบริษัทดีไซน์เจ๋งๆเค้าต้องการไอเดียอย่างน้อย 50 ไอเดียต่อการแก้ปัญหาหนึ่งข้อ)

  • จัดรูปแบบรายงานให้อ่านง่ายขึ้น
  • Export รายงานออกมาเป็น CSV แล้วให้โปรแกรมเทียบไฟล์พวก WinDiff ช่วย
  • ใช้ซอฟต์แวร์จัดการการเทียบรายงานให้โดยอัตโนมัติ
  • อื่นๆ (ตอนเขียนคิดได้แค่นี้ ฮ่าๆ)

ไอเดียที่ได้มีข้อดีข้อเสีย เราและทีมงานก็ช่วยกันประเมินดูว่าไอเดียไหนเหมาะสมที่สุดกับเวลา งบประมาณ ข้อจำกัดทางเทคนิค เลือกให้ได้หนึ่งไอเดียเอามาเป็นไอเดียทดลอง (Experimental Idea) … สำคัญนะว่ามันต้องเป็นแค่ไอเดียทดลองไม่ใช่ไอเดียสุดท้ายที่ตายตัว เพราะบนหน้ากระดาษหน้าจอทุกไอเดียมันดูดีหมดแต่หน้างานจริงอาจจะเป็นคนละเรื่องก็ได้

อีกอย่างคือไอเดียยังไม่ใช่ User Story ยังไม่ใช่ Requirement หรือ Product Backlog ไอเดียเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการสร้างวิสัยทัศน์ (Vision) ที่มีต่อโปรดักส์ใหม่ วิสัยทัศน์ที่เราสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ใช้ วิสัยทัศน์ที่เราสามารถอธิบายให้ผู้ใช้และคนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายๆว่ามันคืออะไร

Idea Generates Vision

เราลองเลือกไอเดียสุดท้าย “ใช้ซอฟต์แวร์จัดการเทียบรายงานต่างๆให้โดยอัตโนมัติ” มาทดลองก่อน คิดวิสัยทัศน์ที่มันน่าตื่นตาตื่นใจขึ้นมาซะหน่อย การมีวิสัยทัศน์ดีๆนี่มันช่วยเพิ่มแรงใจในการทำงานได้มากเลยนะ

“Your eyes should be for watching beautiful things. Leave a dirty work verifying data with us.”

ไม่รู้ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนอื่นมั้ย แต่กับผมมันก็พอใช้ได้นะ ฮ่าๆ … มันสื่อเป็นนัยว่า “ต่อไปนี้ผู้ใช้ของเราไม่ต้องมาเสียสายตาจ้องดูตัวเลขน่าเกลียดๆที่อยู่ในรายงานเพื่อหาจุดผิดอีกต่อไปแล้ว เรื่องนี้เรา (ซอฟต์แวร์) จะจัดการให้เอง รับรองความถูกต้อง ประหยัดเวลา และลดความหงุดหงิดหัวใจไปได้มาก”

วิสัยทัศนี้ทำให้เรามองเห็นอนาคตที่ดีกว่า ต่อไปนี้เราจะไม่เห็นผู้ใช้ปริ้นท์รายงานยาวๆมากางเต็มโต๊ะ เอาไม้บรรทัดไล่เทียบตัวเลขทีละแถว ปากกาแดงคอยมาร์คตัวเลขที่น่าสงสัย ก่อนจดตัวเลขเหล่านั้นลงกระดาษโน๊ต แล้วค่อยโทรไปยืนยันความถูกต้องกับทีมซัพพอร์ต — ทุกอย่างจบได้ในพริบตาเดียว เจ๋ง

วันนี้จบแค่นี้ก่อนครับ พรุ่งนี้เล่าต่อว่าหลังจากได้วิสัยทัศน์แล้ว เราควรทำอะไรต่อไป


ผมเขียนบทความนี้เพราะอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต ซอฟท์แวร์ให้ดีขึ้นตามความเชื่อและประสบการณ์ของผม ถ้าเพื่อนๆเชื่อในแนวทางเดียวกัน เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือทำให้สังคมของเราดีขึ้นครับ จะแชร์บทความนี้ผ่าน Social Network หรือจะแบ่งปันเรื่องราวนี้ให้คนที่นั่งข้างๆฟังบ้างก็ได้

The Future Has Arrived — It’s Just Not Evenly Distributed Yet, William Gibson

อนาคตอยู่ตรงนี้แล้ว เรามีหน้าที่ต้องถ่ายทอดมันออกไปให้คนอื่นได้สัมผัสสิ่งดีๆร่วมกันครับ

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.