[Startup] อ่าน Lean Startup 3 จบ … ไม่เท่า ลองทำแล้วพบว่าไม่ใช่ (pivot) รอบเดียว !

หนังสือ The Lean Startup โดย Eric Ries ถือว่าเป็นไบเบิลแห่งวงการ Startup ก็ว่าได้ครับ ซึ่งถือว่าเป็นหนังสือที่ดีมากกกกกกก ….. แต่ที่จะเล่าวันนี้ คือ ผมอ่านแล้ว ทำแล้ว เจ๊งแล้วครับ !!! 555 เลยขอเอาประสบการณ์ที่ไปทำ Startup แล้วหายหน้าหายตาไป 3–4 เดือนมานี้ มาเล่าให้ฟัง เป็นการชดใช้กรรม (ที่ไม่ได้เขียนบล๊อกมานานมากก) ครับ

ต้องยอมรับว่า Startup มัน HOT มากกกกก… ฟังดูเท่ ดู Cool สุดๆ ไปเลย แต่มันไม่ง่ายครับนะครับ Success rate เฉลี่ยอยู่ที่ 10% เท่านั้น … แล้วผมก็ไม่รอดครับ ! เจ๊งไปตามระเบียบ ลองรอบที่ 1 ล่มไม่เป็นท่าครับ 555 แต่จะบอกว่า สิ่งที่เจ๊งวันนี้ (จะพูดให้เท่อีก ก็คือไม่เจ๊ง แค่ Pivot ไปทำอย่างอื่น) กับการได้ลงมือทำครั้งนี้ คือการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ ต่อให้คุณอ่าน Lean Startup 10 รอบ ก็ไม่อาจเข้าใจ Startup เท่ากับคนที่ลงมือทำ แล้วเจ๊งเพียงรอบเดียวแน่นอน !!!

Startup ต้องลงมือทำ ถึงจะรู้จริง คล้ายๆ กับพุทธศาสนาครับ ต่อให้คุณอ่านหนังสือธรรมะเป็นร้อยๆเล่ม ก็ไม่ลึกซึ้งเท่าคุณได้ลงมือปฏิบัติธรรมจริงๆ เพียงวันเดียวครับ “Fail fast, Fail Cheap, Fail Often” ล้มแล้วลุกบ่อยๆ ค่อยๆชิน … สักวันหนึ่งจะเป็น 10% นั้นให้ได้

“Fail fast, Fail Cheap, Fail Often”

อ่าน Lean Startup 3 รอบจริงดิ ?!?!

ต้องสารภาพว่าไม่อ่าน 3 รอบจริงๆ หละครับ…พูดในฟังดูเวอร์ไปนิดส์นึงครับ แต่สิ่งที่ผมทำ 3 รอบคือแบบนี้ครับ

รอบที่ 1

อ่านหนังสือ “สร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตอนที่ไม่พร้อม” ซึ่งก็คือหนังสือ The Lean Startup ฉบับแปลไทย โดยสำนักพิมพ์ We Learn ครับ…อันนี้อ่านจริงครับ อ่านทุกคำ ทุกบรรทัด ทุกหน้า ขีดเส้นใต้ คั่นหน้าที่เจ๋งๆ ไว้ดูทีหลัง ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากครับ เนื้อหาดี อ่านดี อ่านสนุก มีตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน อ่านแล้วมันมากครับ วางแทบไม่ลงจริงๆ และต้องเครดิตให้สำนักพิมพ์ที่แปลออกมาได้ดีด้วยเช่นกันครับ … อ่านจบ ไฟแห่ง Startup ลุกท่วมเลยครับ

รอบที่ 2

อ่านอีบุ๊ค “The Lean Startup” (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) ที่ซื้อจาก Amazon Kindle แล้วอ่านใน iPad เอาครับ (ที่ซื้ออีบุ๊คเพราะว่ามันถูกกว่าเป็นเล่มจริงละฮ่ะ ><” ) …ประเด็นของรอบนี้คือ อยากรู้ว่าที่สำนักพิมพ์ไทยแปลมา มันครบถ้วนไหม ฝรั่งเค้าใช้คำศัพท์อะไร และเป็นการฝึกภาษาอังกฤษไปในตัวครับ ซึ่งก็ไม่ผิดความคาดหมายครับ ดีมาก ดีจริงๆ ต้องชาบู คุณพี่ Eric Ries เค้าจริงๆ รอบนี้ก็อ่านไป ก็ไฮไลน์ และคั่นหน้า ในโปรแกรม Kindle ไปเหมือนกันครับ เอาไว้มาดูทีหลัง

รอบที่ 3

รอบนี้ไม่ได้ไล่อ่านแบบรอบ 1–2 แล้วครับ อาศัยสแกนๆ เอาครับ เพราะทิ้งช่วงไปนาน หลายๆ อย่าง ก็ลืมๆ ไปละครับ (ช่วงนี้คือ เริ่มลงมือทำ Startup แล้ว ก็มาทบทวนอ่านเป็นบางบทบางตอน)

อ่านหนังสือจบแล้ว ก็ลงมือทำ Startup ดิ รออะไร !!!

หลังจากอ่านหนังสือ The Lean Startup ไปแล้วไฟลุกโชติช่วงชัชวาล แล้วก็ต้องลงมือทำครับ….ไม่งั้นก็ไม่เกิดผลอะไรครับ ซึ่งผมโชคดีมากกกก….ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโปรแกรม Startup ของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ จึงได้เรียนคอร์สอบรม Startup และต้องลงมือทำจริงๆ ด้วย ก็รวมทีมกับเพื่อนร่วมงาน อีก 2 คน ที่เป็น Developer 1 คน และ Business 1 คน รวมทีมเป็น Dev 2 และ Biz 1 ครับ ซึ่งถือว่าลงตัวมาก (สำหรับ Founder ในช่วงเริ่มต้น) ครับ

เรียนรู้และทำตาม Framework ที่ดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ช่วยลดการลองผิดลองถูก ลดการเสียเงินเสียเวลาไปได้มากครับ และสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ทำและเพื่อนร่วมชะตากรรม ได้ทำกันมาตลอด

Tip : แนะนำว่าเลือก Co-Founder ให้ดีนะครับ ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ เลือกผิดชีวิตเปลี่ยนจริงๆ จงเลือก คนที่เคมีตรงกันกับคุณ เลือกคนที่คุยกันได้ทุกเรื่อง และหนึ่งในทีมควรจะมี Developer ครับ

Idea Generation

หาไอเดีย ว่าจะทำอะไรกันดี แรกๆ ก็ฟุ้งซ่านครับ ไอเดียอะไรก็ดูเข้าท่า น่าทำ คิดง่ายๆ เข้าข้างตัวเองไปหมด แต่พอลอง Research มากขึ้น ก็เริ่มกระจ่างความจริงว่า ไอ้นั้นก็มีคนทำแล้ว ไอ้นี้ก็มีคนทำแล้ว (เราแทบไม่เคยได้ทำอะไรที่ใหม่ในโลกจริงๆหลอก เชื่อดิ) วิธีหาไอเดียของเราก็มีดังนี้ครับ

  • ดูว่าตัวเองมี Pain point อะไรบ้าง? ในที่ทำงานเรามีอะไรที่จะช่วยให้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้บ้าง?
  • เพื่อนเรา เค้ามี Pain point อะไรบ้าง?
  • ในโลกนี้ เค้าทำอะไรกันบ้าง? ก็อาศัยดูจาก CB Insight, Crunchbase และ AngleList

พอหาไอเดียมาเยอะๆ ก็ต้องเลือกครับ มีหลายวิธีในการเลือกครับ ส่วนใหญ่เราก็คุยๆ กัน แล้วเลือกในสิ่งที่ทุกคนชอบเหมือนกันมากที่สุด ผมสรุปวิธีเลือกง่ายๆ เป็น 2 ทางดังนี้ครับ

  • เลือกไอเดีย ที่เราพร้อมจะลำบากไปกับมันอีก 5 ปี 10 ปี ข้างหน้า … แน่นอนว่า Startup ไม่ใช่งานง่ายแน่นอน อยากสบายวันนี้ กลับบ้านนอน ก้มหน้าก้มตาเป็นพนังงานออฟฟิศต่อไปครับ
  • เลือกไอเดีย ที่เรามี Unfair advantage คือ ไอเดียที่เรามีดีกว่าคนอื่น หรือสิ่งที่คนอื่นจะมีได้แบบเราก็ใช้เงิน ใช้เวลา ใช้แรงมากๆ แต่เรามีอยู่แล้ว เช่นๆ ถ้าคุณเป็นหมออายุกรรม แล้วบอกจะทำ Startup รักษาโรคอัลไซเมอร์ แบบนี้ใช่ครับ มี Unfair Advantage อยู่ เพราะคุณมีข้อมูลคนไข้ ได้อยู่กับลูกค้าคุณตลอดเวลา แต่ถ้าคุณเป็น Tech Guy แล้วบอกว่าจะทำ Startup รักษาโรคอัลไซเมอร์แบบคุณหมอ คุณก็จะเสียเปรียบแน่นอน ตัว Unfair เนี่ยหล่ะ จะทำให้ชีวิต Startup คุณ เริ่มต้นได้ง่ายกว่าคนอื่น สบายกว่าคนอื่น

พอได้ Idea ที่จะทำแล้ว ก็ลงมือต่อเลยครับ อย่าเพิ่งดีใจไปครับ … “Ideas are cheap, Execution is everything”

Ideas are cheap, Execution is everything

UX Design (Customer Development)

สารภาพอีกว่า ผมเพิ่งเข้าใจคำว่า UX จริงๆ ตอนมาหัดทำ Startup เนี่ยหละครับ และรับรู้ว่าจริงๆ แล้วมันสำคัญมาก UX มันคือประสบการณ์ทุกอย่างที่ลูกค้าจะมีต่อผลิตภัณฑ์/บริการของเรา ซึ่งถามว่าทำไมต้องแคร์ UX ด้วยหล่ะ … ง่ายๆ ก็เพราะว่าเราไม่ได้ทำของที่เราทำได้คนเดียวในโลก ทำยังไงเราจะต่างจากคนอื่น? ทำยังไงให้ลูกค้าเลือกเรา? และแค่ฟังก์ชั่นการทำงานให้ได้มันไม่ตอบโจทย์ลูกค้าปัจจุบันอีกต่อไป ถ้าลูกค้าใช้ของๆเราแล้วแก้ปัญหาให้เค้าได้จริง มีประสบการณ์ที่ดีกับสินค้า/บริการของเรา ความสำเร็จจะหนีไปไหนละครับ

  • Persona

คือหน้าตาตัวอย่างของลูกค้าที่จะมาเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา พูดง่ายๆ คือ คนที่จะมาเป็นลูกค้าเรานั้นหล่ะ ข้อดีของ persona คือ พอเราทำงานไปเยอะๆ เราจะเริ่มงงและเริ่มหลงทางว่า เราทำสินค้า/บริการตัวนี้ ทำฟังก์ชั่นนี้ ไปทำไม? ก็ย้อนกลับมาดู persona ครับ … อ๋อ เราทำเพื่อช่วยแก้ปัญหาได้คนๆนี้นี่เอง !

Tip : เริ่มต้น เค้าแนะนำกันมาว่า ไม่ควรมีเกิน 2 persona ครับ ไม่งั้นมันจะซับซ้อนเกินไป จะยิ่งยาก

  • Customer Interview

ก็คือ มีไอเดีย มีกลุ่มตัวอย่างแล้ว ก็ต้องไปถามลูกค้าครับ พิสูจน์ดูสิว่าไอเดียเราน่าจะเข้าท่าไหม๊ ซึ่งเกือบจะ 100% สิ่งที่เราคิด มันจะผิด !!! แต่นั้นหล่ะครับ ประโยชน์ของมัน ยืนยันได้ว่าเรามโนปัญหา มโนวิธีแก้ มาหรือไม่? วิธีสัมภาษณ์มันต้องมี ลูกล่อลูกชน มีลีลานักสัมภาษณ์ ไม่ใช่ถามตรงๆนะครับ (ซึ่งยากมาก ต้องฝึกฝนบ่อยๆ)

Tip: ลูกค้ามักไม่บอกความต้องการจริงๆ เพราะเค้าเองก็ไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร ดัง Henry Ford บอกว่า “If I asked people what they wanted, they would have said faster horses” คือ ถ้าคุณถามคน(สมัยนั้น)ว่าอยากได้อะไร เค้าจะบอกว่าอยากได้ม้าที่เร็วขึ้น เพราะเค้าไม่เคยรู้จักว่ารถยนต์เป็นอยากไร (จริงๆ คืออยากได้อะไรก็ได้ที่ทำให้เค้าเดินทางได้เร็วขึ้น) และ “เราไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกอย่างที่ลูกค้าพูด และลูกค้ามักจะพูดเพื่อให้ตัวเองดูดีกว่าความเป็นจริงเสมอ”

If I asked people what they wanted, they would have said faster horses — Henry Ford

  • Customer Journey Map

หลังจากสัมภาษณ์ลูกค้ามาแล้ว ก็มาลองทำ Customer Journey Map ของแต่ละคนดูครับ ว่าแค่ละคนนั้นกว่าเค้าจะมาถึงปัญหานี้นั้น เค้าผ่านอะไรมาก่อนบ้าง อะไรที่พาเค้ามาจนถึงปัญหานี้ แล้วเราค่อยมาสรุปเป็น Journey Map ของผลิตภัณฑ์/บริการ ของเรา ที่จะไปช่วยแก้ปัญหาให้กับเค้าเหล่านั้น

  • Lean Canvas

อันนี้เหมือนสรุปครับ ว่าสิ่งที่เราคิดมานั้น มันครบถ้วนกระบวนการหรือยัง ถ้าเรายังตอบได้ไหมครบ ก็ถือว่ายังมีจุดอ่อนอยู่ ก็ไปคิดเพิ่มที่จุดนั้น และ Lean Canvas เราก็ควรจะทำแยกของแต่ละ persona ครับ และปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ

Build — MVP

ถึงเวลาลงมือทำครับ MVP คือ Minimum Viable Product หรือ สินค้าที่ทำงานได้ในฟังก์ชั่นขั้นต่ำ แบบที่มันจะเอาไปพิสูจน์ได้

  • MVP แบบง่ายๆ

ทำง่ายๆ ได้ด้วยโปรแกรม Wireframe ต่างๆ เช่น Proto.io หรือ Mavel App หรือ Balsamiq ซึ่งผมได้ลองใช้ได้ลองใช้ทั้ง 3 อัน แล้วส่วนตัว ชอบ Proto.io ที่สุดครับ

  • MVP แบบของจริง

เนื่องจากผมทำอะไรที่มันเป็นเว็บ จึงเลือกใช้ Open Source มา Implement (ฟรี) แล้ว Customize เอาครับ ใช้ AWS เป็น Host แบบฟรี จด Domain Name ทำ SSL สมัคร Google G suite สำหรับ Mail Server ก็ลงทุนไปประมาณ 3 พันบาท

Pitch

การ Pitch คือนำเสนอ ก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการ Pitch แต่ละครั้ง เช่น Pitch เพื่อหา Co-Founder มาร่วมทีม หรือ Pitch กับ VC เพื่อหาเงินมาลงทุน สิ่งที่เราต้องทำแน่ๆ คือ Elevator Pitch คือการ Pitch สั้นๆ 30–60 วินาที สรุปให้สั้นๆ กระชับ

โดยในการ Pitch ทุกครั้งต้องคิดเสมอว่าทำอย่างไรให้การ Pitch ของเราโดดเด่นกว่าคนอื่น ให้กรรมการจำของเราได้ ส่วนการ Pitch ที่ผมเรียนรู้มา มีอยู่ 2 แบบ ดังนี้ครับ

  • S.T.R.O.N.G. Method

เป็นวิธีการ Pitch ที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ โดยตามอ่านได้ที่หนังสือ Pitch Anything: An Innovative Method for Presenting, Persuading, and Winning the Deal

Tip: ถ้าจะใช้ STRONG Method ควรเขียน Script ก่อนค่อยมาทำ Slide

  • 10 Slides by Dave McClure

สไลด์ที่จะนำไป Pitch ของ Startup มีคำศัพท์เท่ๆ ว่า Pitch Deck ซึ่งคุณพี่เดฟ (Dave McClure) ผู้เป็นประธานกองทุน 500 Startups ที่โด่งดังใน Silicon Valley (ปัจจุบันเป็นอดีตไปแล้ว เนื่องจากข่าวอื้อฉาว) ต้องมาฟังเหล่า Startup ทั้งหลายมา Pitch เยอะมากกก …. จนพี่แกต้องทำ Template ขึ้นมา แล้วบอกว่า ทำแค่ 10 หน้านี้พอละ…

ตอนเรา Pitch เรา Pitch กับ VC และกรรมการที่เป็นคนดังในวงการ Startup จริงๆครับ เราเลือกใช้ 10 Slides มีเวลา 3 นาที (บางที่ 5 นาที) ซึ่งตอนแรกเราจะใช้ STRONG Method ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมาก แต่ก็ยากมากกกกกกก (ที่จะทำให้ดี) ซึ่งตอนนั้นเรามีเวลาน้อย จึงเปลี่ยนมาทำเป็นแบบ 10 Slides แทน (ซึ่งง่ายกว่ากันเยอะ)

Tip: คน Pitch ควรเป็นคนเดียว และควรซ้อม Pitch อย่างน้อยๆ 20–30 รอบ

Measure

การวัดผลนั้น สารภาพว่าผมก็ยังอ่อนอยู่มาก ประสบการณ์น้อย แต่สิ่งที่เราทำคือ เราคุยกับ Mentor

  • Usability Test

หลังจากทำ MVP เสร็จแล้ว ก็ต้องทดสอบครับ ว่าผลิตภัณฑ์/บริการของเราได้เป็นอย่างที่เราออกแบบ Customer Journey ไว้ไหม ตามที่เราคิดว่าจะเป็นไหม….ซึ่งแน่นนอนว่า ผลลัพธ์แทบจะตรงข้ามกับสิ่งที่เราคิดไว้เลย 555 และนี่หล่ะ คือข้อดีของมัน เราจึงได้เรียนรู้ว่าอะไร คือสิ่งลูกค้าคิดและทำ คืออะไร แต่ที่สำคัญคือ เราต้องให้ลูกค้าได้ลองเล่นผลิตภัณฑ์/บริการของเรา ด้วยตัวเอง โดยที่เราแค่เป็นคนสังเกตการณ์เท่านั้น…ซึ่งจริงๆ มันมีความลึกซึ้งและอีกหลากหลายวิธีครับ ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่าผมยังอ่อนอยู่มาก…ต้องศึกษากันต่อไป

Tip: ควรบอกลูกค้าว่านี่เป็นการทดสอบผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ทดสอบลูกค้า ไม่ต้องกลัวผิด

  • Google Analytic

เนื่องจากผมทำเว็บไซต์ จึงต้องทำการ Tracking พฤติกรรมคนที่เข้ามาใช้บริการ จึงต้องพึ่งเจ้า Google Analytic ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เทพมากจริงๆ ตัวผมเองต้องศึกษาอีกเยอะเช่นกัน

  • Matrix 2x2

อันนี้ได้มาจากคุณทิวา ยอร์ค (Kaidee.com) แกแนะนำว่า วิธีการวัดผลง่ายๆ สำหรับทุกอย่าง คือทำตาราง 2 คูณ 2 เช่นในรูปตัวอย่าง Action Priority Matrix คือเราวิเคราะห์ว่าเราอยู่ทำแหน่งไหน ทำอย่างไรให้เราไปอยู่มุมบนขวาให้ได้

  • Learning by doing

ในหนังสือจะบอกว่า “การล้มเหลวแล้วบอกว่าได้ประสบการณ์คือข้ออ้างของคนแพ้” นั้นผมว่าจริง แต่นั้นเป็นประสบการณ์ที่คุณไม่ได้เอามาใช้ต่อยอด ถ้าประสบการณ์ไหนคุณต่อยอดได้มาก ยิ่งมีประโยชน์ครับ ถือว่าเป็นสิ่งดี เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วปรับปรุงให้ดีขึ้นในรุ่นถัดๆ ไป ซึ่งก็เพิ่มโอกาสความสำเร็จไปมากขึ้นเท่านั้น

Do it or Pivot

จุดๆนี้ คือจุดที่ยากที่สุดครับ ยากมากที่จะบอกว่า สิ่งที่เราคิดนั้นมันควรจะไปต่อ หรือหยุด ซึ่งไม่มีใครบอกได้ครับ นอกจากตัวเราเอง … สิ่งที่หลายๆคนทำ คือ ฝืนความจริง คิดเข้าข้างตัวเอง แม้จะมีสัญญาณ ก็จะมองข้ามไป จงกล้าที่จะตัดสินใจ และยอมรับมันครับ !

ในกรณีของผม ผมกับ Co-Founder คุยกันตลอด ว่าสิ่งที่เราทำมันตอบโจทย์จริงไหม๊ ปัญหาที่เรากำลังจะทำ Solution ไปแก้ มันเป็นปัญหาจริงไหม๊ ถ้าจริง ปัญหานั้นมันคุ้มที่เราจะไปแก้ไหม๊ มันเป็นปัญหาที่เจ็บปวดมากน้อยแค่ไหน … ซึ่งเราคิดแล้วคิดอีก คำตอบคือ ปัญหามีอยู่จริง แต่เราไปแก้ปัญหาที่มันไม่เจ็บปวดนัก ไม่คุ้มที่จะลงทุนลงแรงไปมากกว่านี้ เราจึงเปลี่ยน (Pivot) ไปแก้ปัญหาอื่นครับ

Mentor เราแนะนำว่า “ในช่วงเริ่มต้นของ Startup นั้น ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจ 100 ล้าน หรือ 1,000 ล้าน …ความเหนื่อยมันเท่ากัน” ซึ่งหมายความว่า ปัญหาที่เราจะแก้ เล็กหรือใหญ่ เหนื่อยเท่ากันหมด ทำไมถึงไม่เลือกทำอันที่มีโอกาสเป็น 1,000 ล้านละ

สรุป

  • หนังสือ The Lean Startup เป็นหนังสือที่ดีมาก ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ควรค่าแก่การอ่านด้วยประการทั้งปวง
  • ถ้าอยากรู้จริง อ่านแล้วควรลงมือทำ เพราะแก่นทั้งหมดของโลก Startup คือ การลงมือทำ
  • แต่ไม่ใช่ลงมือทำโดยที่คุณไม่สนใจอะไรเลยนะครับ ถ้าคุณไม่ใช่พวกลุยแหลก กล้าได้กล้าเสีย ไม่มีกลัวอะไรทั้งนั้น ผมแนะนำให้คุณเสียเวลาวางแผนให้ดี จะดีกว่าครับ
  • จง Build-Measure-Learn ให้เร็วๆ หลายๆ รอบ
  • การทำ Startup ควรมี Mentor ที่ดี มีประสบการณ์ และมีเคมีที่เข้ากันได้กับทีมของคุณครับ Mentor ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง !
  • วิธีการหลายๆอย่างที่ผมทำ ผมไม่ได้ทำแบบในหนังสือ แต่เป็นสิ่งที่ผมเรียนมาจาก Mentor ครับ
  • ทั้งหมดที่ผมทำ ผมใช้เวลา Part-Time คือ เย็นวันอังคาร และวันเสาร์ (เกือบทั้งวัน) ในการคุยกับทีม และทำงานร่วมกัน ที่ร้านกาแฟบ้าง ฟู๊ดคอร์ดตามห้างบ้าง นอกนั้นแจกจ่ายงาน และแยกย้ายกันไปทำบ้านใครบ้านมัน คุยกันผ่าน Slack และทำงานบน Google Drive
  • หลายๆ อย่างที่ผมบอกเล่ามานี้ เป็นประสบการณ์ส่วนตัว อย่าถือว่าถูกหรือผิด และอย่าเชื่อผมทั้งหมด ศัพท์เทคนิคหลายๆคำ ผมอาจจะเรียกผิด เรียกถูกบ้าง ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

SS Blog

พื้นที่แห่ง การเล่น การลอง การฝึกฝน การแบ่งปัน ทางด้านเทคโนโลยี, IT, Gadget, Embedded System รวมถึงหนังสือดีๆ ประสบการณ์ดีๆ ที่ควรบอกต่อครับ

Sathittham Sangthong

Written by

Hi ! It's me Phoo ! Tech Nerd, Maker, DIYer, Educator, Embedded System Engineer and Startup Entrepreneur

SS Blog

SS Blog

พื้นที่แห่ง การเล่น การลอง การฝึกฝน การแบ่งปัน ทางด้านเทคโนโลยี, IT, Gadget, Embedded System รวมถึงหนังสือดีๆ ประสบการณ์ดีๆ ที่ควรบอกต่อครับ

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade