ตุลาคม เดือนแห่งการเรียนรู้

วันแรก ของ ตุลา เป็นวันที่พิเศษ ทุกๆปีสำหรับผม

สองปีก่อน เป็น การสอบเทอมแรก ของการเรียนมหาลัย

วัยเปลี่ยนผันจาก มปลาย สู่โลก มหาลัย

-จากประชากรในโรงเรียน 300 คน เป็น 2 หมื่น คน

-จากการเรียนเทอมละ 2 บท เป็น เทอมละ 4–6 บท ต่อวิชา [บอกตรงตอน มปลาย ACC เนื้อหาลึกกว่าและเข้าใจมันมากกว่า]

-จากMajority ที่มีเป็น เพื่อนสถาบันเดียว กลายเป็นหลายมหาลัย

-จากคนที่ยึดติดคำว่า “อาชีพ” เป็น “ทักษะ”

> ผมตอบไม่ได้หรอกนะครับว่าจบไปอยากทำ “อาชีพ” อะไร

แต่ตอบได้ ว่าผมมี “ทักษะ” อะไร และอยากทำอะไรก็ได้ที่ได้ใช้ทักษะนั้น + ได้พัฒนาทักษะที่ตัวเองอยากพัฒนา

[อาชีพไม่ได้เป็นกรอบอีกต่อไป แต่ทว่าเป็น ประสบการณ์ และ ผู้คนที่พบเจอ ตอนนี้ ต่างหากที่สำคัญกว่า]

-จากโลกแคบๆ เปิดโลกกว้างมากกก เพราะผู้คนจากหลากหลายที่ที่ได้พบเจอ

.

หนึ่งปีก่อน เป็น การไกล้ชิดคำว่า Social Entrepreneur ครั้งแรกใน ตปท.

-เชื่อเถอะคน Asia ฉลาดซัส พวก EU, US ไม่ได้แบบคน Asia เท่าไหร่ [อาจแค่ไม่กี่ % ของประชากร]

> มหาลัยที่โน่น คนเอเชียคือ ท๊อปของ Class, เวลาประกวดอะไร คนเอเชียนำตลอด

-การทำ Social enterprise ใจมันต้องมาก่อน

เวลาคิด Business model ถ้าทั่วๆไปจะเอา กำไร เป็นที่ตั้ง

แต่ SE ต้องมีทั้ง People, Planet, Profit

-SE ก็คล้าย Startup ดูว่าประเทศอื่นทำยังไง เอามาปรับใช้กับ Context บ้านเราได้ อาจต่างแค่ตรงที่ Scale กับ Repeatable ไม่ได้ [ยกเว้นเป็น SE Tech หรือ มี Model แบบ Startup]

-ถ้าคนเค้าไม่ได้เก่งแบบคนเอเชีย แล้วทำไมประเทศถึงพัฒนา

ก็เพราะกาเมืองเค้าดีกว่า มีทุน/สภาพแวดล้อม ดึงดูดคนเอเชียเก่งๆ ไปทำงาน ไปใช้ชีวิตที่นั่น

.

ปีนี้ เป็น การเข้าใจคำว่า mindset ‘management’ ครั้งแรก

-Put the right man to the right job.

ประโยคสั้นๆ แต่ใช้หลัก จิตวิทยา, การบริหารคน, การเมือง, การเข้าใจคน เยอะมาก และ ต้อง put effort เยอะมากๆๆๆ

-คนสำเร็จหลายคน คุณถามเค้าว่าย้อนเวลาไป 3 ปีก่อน คุณรู้ไหมว่าเป้าหมายชีวิต ข้างหน้า จะเป็นยังไง

ไม่มีใครตอบได้ 100% แต่สิ่งที่เค้าตอบได้คือ เค้ารู้ว่าเค้ามี ศักยภาพขนาดไหน และทำอะไรได้เต็มที่ ณ เวลานั้น เค้าจะทำมัน

“80% คือไม่ได้วางแผนความสำเร็จไว้เลย พวกเขาแค่ Do the best in what I can do ประกอบกับมีคนแนะนำ ในเรื่องต่างๆให้เขา manage ความมั่งคั่งได้ (เช่น มีคนนึง มาจากการเป็น เด็กวัด แล้วมาเรียนประกอบคอม ทำไปทำมา ตั้งใจทำมากเป็น มือหนึ่งด้านประกอบคอม แล้วมีคนแนะนำ ให้ทำนู่นนี่ ก็ลองเปิดร้าน… ปัจจุบัน คือ JIB โหดมาก ชอบมาก speaker ท่านนี้)”

-คอมเม้นจากพี่JoeZ

-สร้างConnections อย่า Networking

ประเด็นนี้เคยคุยคร่าวๆกับพี่ Jekky

เค้าเล่าให้ฟังว่าตอนไป สิงค์โปร ตอนอยู่ใน Event

เวลาสนทนากับใคร เค้าจะ Refer คนรู้จักให้

เช่น สวัสดีผม… ผมกำลังทำ abc

เค้าตอบกลับมาทันที หวัดดีผม … ผมทำ … อ้อผมรู้จักคนที่กำลังหาคนที่กำลังทำ abc นะ เดียวผมแนะนำให้รู้จัก

*การสร้าง Connections คือการเอื้อเฟื้อต่อกัน

ไม่ใช่แค่แลกนามบัตรแล้วแยกย้าย

-คนทำได้หลายอย่างมีเสน่ห์เฉพาะตัว

เคยโดนทักบ่อยเลยครับ ว่าเนปทำไมไม่โฟกัส

ผมก็อยากโฟกัสนะ แต่ยังไม่ถึง Timing ตรงนั้น

หลายๆคนรอบตัวตอนนี้

บางคน ทำหลายอย่าง แต่ละอย่างที่เค้าทำ มันเกื้อหนุนกันได้

เช่น ทำ ngo ด้านเยาวชน, ทำstartup ด้านแพลตฟอร์มสำหรับ เยาวชน, จัดอีเว้นbrandตปท ที่target เยาวชน, ทำ production house ที่เน้นกลุ่มวัยรุ่น

**สังเกตุว่าแต่ละอันมัน variety มาก แต่ target ชัดเจน

-เงินทุน / team / timing อะไรสำคัญสุด?

Timing is the KING ‘ มีเงิน มีทีม แต่ถ้าเวลานั้นไม่ใช่เวลา มันก็ไม่มีทางเกิด

เช่น ถ้าตอนนี้คุณกำลังปั้น Personal app

เวลานี้ personal app เกลื่อน มือถือ 1 เครื่อง % ต่ำมากที่จะโหลดแอพ ประเภท personal ถ้ามันไม่ได้เจ๋งจริง หรือ สำคัญจริง

แต่ถ้าย้อนไป 3–4 ปีก่อน ออกมาเถอะ personal app คนใช้แน่นอน

ตอนนี้ big player ในตลาด หลายๆอุตสาหกรรม

**พี่หนูเนยเคยกล่าว คนเก่ง predics อนาคตได้**[พี่น้ำแข็งแนะนำให้ไปดู Talkของพี่เค้า ก็เลยมีโอกาสได้ดู 55+ ขอบคุณครัช]

Next big thing >> Artificial Intelligent[Machine Learning, Deep Learning, Big data Analytics] , Robotic, IoT, FinTech, Edtech(คุณภาพในการลงมือทำของเด็กที่จบมาน้อยมาก)]

-การเมืองมีทุกที่ ที่มีคน : ผมเป็นคนเกลียดการเล่นสงครามจิตวิทยามาก

เพราะผมชอบโฟกัสที่งาน ไม่ชอบโฟกัสที่คน ปัญหาที่พบเจอตอนทำงานร้อยละ 90 คือคน งานแทบไม่มีอะไรเลย คนชอบทำให้มันยุ่งยาก และ ชอบมีการเมืองตลอด เบื่อ =__=

.

ก่อน 1 ตุลา ปีหน้าอยากรู้อะไร

-อยากซึมซับMindset และการทำงาน พี่ๆที่เป็น co-founder หลายๆบริษัท เพราะผมคิดว่าเรียนจบไป ไม่ทำอย่างเดียวแน่นอน

-อยากเข้าใจทุกอย่างที่เป็น Business ใน เชิง practical

ไม่ว่าจะการจ่ายภาษี / การก่อตั้งบริษัท / หุ้นส่วน / ฯ

ตอนนี้รู้แค่เป็นลายลักษณ์อักษร อยากจะสัมผัส อยากจะลงมือทำ

-การใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคน

เรื่องความรักมันเป็นอะไรที่อยู่นอกเหนือ factor ทางวิทย์ที่จะมาตีกรอบ สร้างสมการ แล้วหาคำตอบได้เลย

ก็คงจะทำตัวเองให้ดีฝุดๆ จะมีเมื่อไหร่เมื่อTiming มันใช่เดียวก็ใช่เอง

……………………….

ขอจบ Post นี้ด้วย 2 เรื่อง “การวางแผน” [คอมเม้นโดยพี่ JoeZเช่นเคย]

“วางแผน”อะไร ? มันมีหลาย dimension มากๆ ในชีวิต จะวางแผน สำหรับเรื่อง ครอบครัว การเรียนรู้ career path ธุรกิจ ต่อยอดบลา ๆ แล้ว drive factor แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อย่างเคส วุฒิศักดิ์ คลีนิก พี่เขาเริ่มจากแค่ “อยากมีเงิน แม่จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว” แล้วเริ่มจาก ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ขายแอร์ เปิดระบบ sales แล้วค่อยร่วมหุ้นเปิดคลีนิกความสวยงาม (เริ่มจากขายแค่ยา) แล้วก็เปิดสาขา ตูมตูมตูม คือไม่ได้มี เป้าหมายว่า อยากทำอะไร แต่มีเป้าหมายเรื่องของ ทำธุรกิจแต่ละอัน ต้องทำอะไรก่อนหลัง แล้วทำอะไรต่อ เพราะฉะนั้น บางทีคนที่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ได้มี ความฝันอะไรแบบที่ สังคมชอบ romanticized หรอก 555

ที่เห็นเป็นทุกคนคือ

“เชื่อมั่นในตนเอง” “Can-do attitude”

“อย่าเสียเวลา” โดยพี่น้ำแข็ง

ตอนพี่เรียน พี่รู้ศักยภาพตัวเองโดยการลองไปลงแข่งงานต่างๆ

[พี่หนูเนยพูดเรื่องลักษณะนี้ในTalkเหมือนกัน]ตอนที่พี่แข่งครั้งแรก โครตเศร้าเลย พี่ได้ชมเฉย

ปีต่อๆมาก็เลยฟิตใหม่ จนไปชนะที่อเมกา

**key learning = หาสนามที่จะได้ลงเล่นซะ อย่ามัวเข้า Class จบไปวันๆ การได้ลงไปแข่ง หรือ ทำอะไรสักอย่าง

ได้รู้ศักยภาพตัวเอง และการทำงานร่วมกับคนที่มีศักยภาพต่างกัน

อย่ามัวเสียเวลาหมดไป4 ปี แล้วตอนเทอม 2 มืด 8 ด้าน ไม่รู้จะ Apply เข้าทำที่ไหน

แทนที่จะจบแล้ว ทำงานโดยที่ไม่รู้ศักยภาพตัวเองแล้วเสียเวลาเปลี่ยนย้ายงานไป 2–3 ที่

ลองตั้งแต่วันนี้ดีกว่า ทำไปเถอะกิจกรรมหน่ะ

Ref : Talkของพี่หนูเนย https://www.youtube.com/watch?v=aYH2XJrfsYo

A single golf clap? Or a long standing ovation?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.